ห้องสมุดนักธรรม > หมวด : หนังสือธรรมะ

คุณประโยชน์ของการรับวิถีธรรม : สามารถหลุดพ้นจากการเกิดตาย

<< < (2/3) > >>

หนึ่งเดียว หลุดพ้น:
สามารถลบล้างหนี้เวรกรรม แปรเปลี่ยนเคราะห์ภัยร้ายกลายเป็นดี  :

        สาเหตุเกิดมามีหนี้เวรกรรม  : หนี้เวรกรรมทั้งหลายเกิดเนื่องจากการกระทำของมนุษย์เอง บางท่านอาจคิดว่าไม่เคยทำชั่ว ไม่เคยเกี่ยวกรรมอะไรกับใครเลย ไฉนจะมีหนี้เวรหนี้กรรมเกิดขึ้นอีก ?. แต่ทว่าเราได้เวียนว่ายมา 6 หมื่นกว่าปี เกิด ๆ ตาย ๆ มาแล้วหลายภพหลายชาติ วิบากกรรมตั้งแต่อดีตชาติที่เราเคยสร้าง และสั่งสมมานั้นไม่มีที่สิ้นสุด

        การลบล้างหนี้เวรกรรม  : ถึงแม้เราจะมีวิบากกรรมมากมายที่ติดตัวมาแต่อดีตาติ แต่วันนี้เราได้รับวิถีธรรม ได้พบจิตเดิมแท้ในตัวเอง ได้อิงใจธรรมในการดำเนินชีวิต ได้อยู่เหนือใจมนุษย์และใจเนื้อ ได้ดำรงตนตามหลักครรลองแห่งฟ้า ได้เชื่อในเหตุต้นผลกรรม และไม่ก่อบาปสร้างเวรอีกต่อไป ... ยิ่งกว่านั้นเรายังสามารถสร้างบุญสร้างกุศล บำเพ็ญตน และปฏิบัติงานธรรม ให้ทานทั้ง 3 ทรัพย์เป็นทาน - วิทยาธรรมเป็นทาน - และแรงกายเป็นทาน) ประกอบกับการสำนึกผิดของจมา อย่างจริงใจในสิ่งเลวร้ายที่เคยทำมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งการกระทำทั้งหลายที่กล่าวมาเบื้องต้นนี้ สามารถลบล้างหนี้เวรกรรมและยังช่วยแปรเคราะห์ร้ายให้กลายเป็นดีได้อีกด้วย

        สรุปใจความสำคัญ  :  ปัจจุบันกาลเวลาได้ดำเนินมาถึงยุคสามปลายกัป ซึ่งเป็นยุคแห่งการกวาดล้างครั้งใหญ่ มีหนี้ต้องชดใช้หนี้  มีเวรก็ต้องถูกจองเวร มนุษย์ในโลกล้วนตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ แห่งการกวาดล้างครั้งใหญ่นี้ แต่ศิษย์อนุตตรธรรมกลับโชคดีที่หลังจากได้รับวิถีธรรมแล้วพระอาจารย์จี้กงผู้มีคุณอนันต์ของเราได้ช่วยศิษย์ทั้งหลายแบกรับหนี้เวรกรรมไว้ชั่วคราวและยังเป็นผู้รับรองค้ำประกันให้กับเรา เป็นการเปิดโอกาสให้เราทุกคนได้สร้างบุญกุศลกำหนดคุณธรรม เพื่อผ่อนชำระหนี้เวรกรรมให้กับเจ้ากรรมนายเวร จะได้วางใจในการบำเพ็ญ ปฏิบัติธรรม ฉะนั้นเราจึงควรรักษาบุญวาระนี้ไว้เร่งรีบศึกษา บำเพ็ญธรรมฉุดช่วยเวไนยฯ และช่วยงานธรรม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้กล่าวว่า "ท่องทั่วหนทางในพื้นปฐพี มีเพียงหนทางบำเพ็ญธรรมที่ทำให้ไม่ผิดหวัง" ในอาณาจักรธรรมมีนักธรรมอาวุโสหลายท่าน หลังจากได้รับธรรมแล้ว มีจิตศรัทธามุ่งมั่นในการบำเพ็ญธรรม บ่อยครั้งจะประสบกับภัยอันตรายแต่ก็สามารถแปรเปลี่ยนเคราะห์ร้ายให้กลายเป็นดีได้ ในเมื่อเรารู้จักสั่งสมบุญบารมี เพื่อชดใช้หนี้เวรกรรมแล้ว เคราะห์ร้ายต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นดีเอง

หนึ่งเดียว หลุดพ้น:
สามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต

        มนุษย์ทุกคนเกิดมาบนโลกมนุษย์ด้วยชะตาชีวิตที่แตกต่างกันไป บางคนเกิดมามีชีวิตที่สุขสบาย บางคนเกิดมาลำบากแสนเข็ญ บางคนร่ำรวย บางคนยากจน บางคนสูงศักดิ์ บางคนต่ำต้อย  บางคนสมหวัง บางคนผิดหวัง  บางคนรุ่งเรือง  บางคนตกอับ ฯลฯ  ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่าชะตาชีวิตมีจริง แต่ชะตาชีวิตจำเป็นต้องเป็นไปตามที่ลิขิตหรือ ?. จะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ?. แล้วจะเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีใด ?.  อันที่จริงแล้วมีตัวอย่างมากมายที่เกี่ยวกับการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมแล้วสามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตได้ ซึ่งจะขอนำเสนอให้ประจักษ์

        ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตจากการบำเพ็ญ ปฏิบัติธรรม  :  นักพรต ชิวฉางชุน เป็นหนึ่งในเจ็ดสัตบุรุษที่สำเร็จธรรมด้วยความมุ่งมั่น ในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมฝ่าฟันอุปสรรค และการทดสอบต่าง ๆ นานานับไม่ถ้วน แต่สุดท้ายก็ได้บรรลุมรรคผลกลับคืนเบื้องบน คงเหลือตำนานการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมให้ผู้บำเพ็ญรุ่นหลังได้กล่าวขาน และเจริญรอยตาม  ชีวิตการบำเพ็ญธรรมของนักพรตชิวนั้น ต้องประสพกับการทดสอบมากมายเหนือคำพรรณนา ไม่ว่าจะเป็นการอดอยาก  หิวโซครั้งใหญ่ถึง 72 ครั้ง และครั้งย่อยอีกนับไม่ถ้วน อีกทั้งยังต้องอดกลั้นกับการถูกผู้คนลบหลู่ดูหมิ่น ต้องอดทนต่อความหนาวเหน็บที่ไม่มีเสื้อมาคลุมกาย ไม่มีแม้ชายคาเพื่อพักพิงกายา  ทว่าการเคี่ยวกรำเหล่านี้กลับทำให้ท่านชิวฉางชุน ยิ่งมีความแข็งแกร่ง และมีความแน่วแน่ในการบำเพ็ญธรรมมากขึ้น

        เรื่องราวการบำเพ็ญธรรมของท่านนักพรตชิวฉางชุน  :  หลังจากที่นักพรตชิวฉางชุนได้แยกทางกับศิษย์ผู้พี่ "หม่าตันหยัง" วันหนึ่งก็ได้เดินทางผ่านตำหนักที่ตั้งอยู่ริมทางแห่งหนึ่ง ช่วงนั้นเป็นเวลาเที่ยง นักพรตชิวจึงเข้าไปภิกขาหาร ไม่นานก็มีเด็กรับใช้นำภัตตาหารออกมาถวายแต่ในขณะที่ท่านชิวฉางชุนกำลังฉันภัตตาหาร ได้มีชายชราผู้หนึ่ง อายุราว 50 ปี เดินออกมาจากในตำหนัก ตรงเข้ามายืนต่อหน้านักพรตชิว เพ่งพิจารณาโฉมหน้าราศีนักพรตอยู่ครู่หนึ่ง  จากนั้นชายชราผู้นั้นก็หยิบซาลาเปามา 2 ลูก ออกจากภาชนะมอบให้นักพรต แล้วหันมาสั่งให้เด็กรับใช้นำภัตตาหารที่ถวายเก็บกลับเข้าไป ซึ่งสร้างความประหลาดใจแก่นักพรตชิวเป็นอย่างยิ่ง นักพรตชิวจึงได้ถามชายชราผู้นั้นว่า "เด็กผู้นั้นได้นำอาหารมาให้อาตมา แต่ไฉนท่านกลับให้เขานำกลับเข้าไป ไม่ทราบว่าเป็นเพราะท่านไม่ประสงค์ที่จะสละทาน หรือเป็นเพราะอาตมาไม่มีวาสนาที่จะได้รับ ?. ชายชราผู้นั้นตอบว่า "เพียงภัตตาหารเล็กน้อยนี้ เหตุใดข้าจะสละให้ไม่ได้ ?. เพียงแต่ท่านไร้วาสนาที่จะได้รับต่างหาก"  คำตอบของชายลึกลับผู้นี้ยิ่งสร้างความคลางแคลงใจให้แก่ท่านชิวฉางชุนมากยิ่งขึ้น ทำให้ยิ่งปรารถนาหาคำตอบ "ทำไมแค่อาหารเพียงหนึ่งมื้อ ! อาตมาก็ไร้วาสนาที่จะได้รับ" จึงใคร่ขอคำชี้แนะจากท่านชายชราผู้นั้น ชายชราจึงกล่าวอธิบายว่า "ข้าได้ศึกษาและรอบรู้วิชาโหราศาสตร์ "ม๋าอี" ซึ่งเป็นวิชาโหราศาสตร์อันเรืองนามของ "สัตบุรุษม๋าอี"แห่งรัชสมัยซ้อง หลายสิบปีที่ปผ่านมาตั้งแต่เขายังเยาว์วัย ตอนนั้นที่เขายังท่องอยู่ในยุทธภพเขาทำนายชะตาโชคลาภ และเคราะห์กรรมได้อย่างแม่นยำ จนได้รับฉายานามว่า "ไซ่ม๋าอี"  และเมื่อข้าได้วิเคราะห์รูปโฉมของท่านนักพรตก็รู้ว่าท่านไม่มีวันได้ทานอิ่ม แม้สักมื้อเดียว หากอิ่มท้องมื้อหนึ่ง ก็จะหิวโซต่อไปอีกหลายมื้อ เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านสู้ทานน้อยหน่อย จะได้มีอาหารลงท้องทุกมื้อจะไม่ดีกว่าหรือ นี่เป็นความปรารถนาดีของข้า หาใช่มิต้องการสละทานไม่"  ท่านชิวฉางชุน เมื่อได้ฟังเช่นนี้ก็รู้สึกหวาดผวากับคำทำนายที่เป็นจริงของผู้เฒ่าไซ่ม๋าอี จึงได้ถามต่อไปว่า  "ชะตาชีวิตของอาตมาที่ผ่านมาล้วนเป็นไปตามที่ท่านผู้เฒ่าได้ทำนายมาเมื่อครู่นี้ แต่ใคร่ขอท่านได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่งว่าอาตมาสามารถบำเพ็ญปฏิบัติจนสำเร็จธรรมในอนาคตได้หรือไม่ ?.  ผู้เฒ่าไซ่ม๋าอี เพ่งพิจารณารูปโฉมอย่างละเอียดแล้วกล่าวว่า "เป็นไปไม่ได้ !  เป็นไปไม่ได้ !  รูปหน้าของท่านมีลักษณะตรงตามตำราที่ว่า  "งูคู่เฝ้าถ้ำ" ซึ่งเป็นรูปลักษณะที่ต้องอดอยากปากแห้งจนตาย ถึงแม้ว่าลักษณะส่วนอื่น ๆ ของท่านจะโดดเด่น แต่ก็คงรอดจากเคราะห์กรรมนี้ไปได้ยากและเมื่อไม่อาจผ่านพ้นเคราะห์ภัยครั้งใหญ่นี้ได้ แล้าท่านจะสำเร็จธรรมได้อย่างไร ?.  นักพระตชิวกล่าวว่า "จะมีวิธีเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตได้หรือไม่ ?. ผู้เฒ่าไซ่ตอบ "ลักษณะลิขิตชะตาชั่วชีวิตอย่าได้คิดเปลี่ยนแปลงที่ลิขิต ไม่ว่าจะยากดีมีจน ไม่ว่าจะถือบวช  หรือครองเรือน เมื่อชะตาชีวิตลิขิตให้อดอยากหิวตาย ไม่อาจรอดพ้นหรือเปลี่ยนแปลงได้       

หนึ่งเดียว หลุดพ้น:
สามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต 1  :  ตัวอย่างบุคคลในอดีต

        ในสมัยจั๋นกั๋ว (ปีที่ 307 ก่อน ค.ศ.) "อู่หลิงหวาง" เจ้าเมืองแห่งรัฐจ้าว หากว่ากันตามทฤษฏีโหราศาสตร์แล้วมีรูปลักษณะที่ต้องชะตาอดตาย : แต่ถ้าว่ากันตามความเป็นจริง เมื่อเขามีศักดิ์เป็นถึงเจ้าเมืองแล้วจะอดตายได้อย่างไร ?. ทว่าในบั้นปลายชีวิตของท่านอู่หลิงหวางราชโอรสทั้งสองของท่านได้แย่งชิงราชบัลลังก์กัน เนื่องจากเกรงว่าท่านอู่หลิงหวาง จะเกิดความลำเอียง จึงได้ปิดประตูวังพร้อมทั้งสั่งทหารคอยเฝ้าหน้าประตู มิให้ใครเข้าออก ทำให้เหล่าขุนนางข้าราชบริพารต่างก็ใกล้จะอดอยากตาย เพราะไม่มีเสบียงอาหารเหลืออยู่ในราชวังเลย ส่วนเจ้าเมืองอู่หลิงหวางนั้น ข้าวก็ไม่ได้กิน น้ำก็ไม่ได้ดื่ม มาเป็นเวลา 7 วัน พลันแลไปเห็นรังนกที่มีไข่นกอยู่ใบหนึ่ง ก็ได้เอื้อมมือกำลังจะหยิบ ในขณะที่หยิบไข่นกขึ้นมากำลังจะกิน ทันใดนั้นได้มีนกตัวหนึ่งบินตรงดิ่งมาหาท่านอู่หลิงหวาง ด้วยความตกใจท่านเจ้าเมืองจึงได้ปล่อยไข่ที่อยู่ในมือตกพื้นแตกไป ก็เพราะสาเหตุของรูปลักษณะที่ถูกลิขิตให้ต้องอดตาย จึงทำให้ไม่ได้กินแม้ไข่ใบสุดท้าย

        อีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ ฮั่น กษัตริย์ "ฮั่นเฉินตี้" มีขุนนางผู้ใหญ่ท่านหนึ่งนาม "เติ้งทง" วันหนึ่ง เติ่งทงได้พบกับหมอดูท่านหนึ่ง ซึ่งหมอดูท่านนั้นได้ทำนายโชคชะตาของเติ้งทงว่า จะต้องอดตาย เติ้งจึงได้เข้าเฝ้ากษัตริย์ฮั่นเฉินตี้ เพื่อกราบทูลเรื่องราวที่หมอดูได้ทำนายทายทักให้ทรงทราบ พร้อมทั้งกล่าวว่า "ข้าน้อยเติ้งทง เป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีทรัพย์สมบัติเงินทองเป็นส่วนตัว หมอดูทำนายว่าข้าน้อยต้องอดตาย ข้าน้อยได้พิจารณาแล้ว เกรงว่าในอนาคตต้องอดตายจริงอย่างที่หมอดูทำนายไว้ไม่มีผิดเลย" กษัตริย์ฮั่นเฉินตี้ทรงตรัส "ข้าเป็นเจ้าแห่งแผ่นดิน สามารถทำให้คนร่ำรวยได้ และก็สามารถทำให้คนมีชีวิตหรือตายได้เช่นกัน คำทำนายของหมอดูจะเอาอะไรมาอ้างอิง ?. ข้าจะประทานเขาทองเหลืองแห่งมณฑลอวิ๋นหนันให้เจ้าได้หลอมเป็นเงินตราใช้ 1 ปี เจ้าจะเป็นเศรษฐีที่ร่ำรวยมหาศาล แล้วเจ้าจะอดตายได้อย่างไร ?."เติ้งทงคิดว่า เมื่อได้รับพระกรุณาล้นพ้นโปรดเกล้าเช่นนี้ ตนคงรอดพ้นจากชะตากรรมที่หมอดู ที่ทำนายไว้อย่างแน่นอน"  คาดไม่ถึงว่าไม่นานกษัตริย์ฮั่นเฉินตี้ ก็เสด็จสวรรคต  ต่อมา เมื่อราชโอรสขึ้นครองราชย์เหล่าขุนนางจึงถวายฏีกากล่าวใส่ความว่าเติ้งทงกุเรืองหลอกลวงบรรพกษัตริย์เพื่อครอบครอง"เขาทองเหลือง" ของบ้านเมืองมาหลอมเป็นเงินตราเก็บไว้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัว มีโทษมหันต์ อภัยให้ไม่ได้ กษัตริย์น้อยเมื่อได้ทรงอ่านฏีกาก็ทรงกริ้ว พร้อมทั้งมีกระแสรับสั่งให้ยึดทรัพย์ของเติ้งทง และนำไปขังโดยไม่ให้ทั้งอาหารและน้ำ เติ้งทงอดอยากได้ 7 - 8 วัน ก่อนจะตายก็ขอดื่มน้ำเป็นครั้งสุดท้าย ทหารผู้คุมขังเกิดความสงสารจึงรินน้ำหนึ่งชามให้เติ้งทง แต่อนิจจา !  หัวหน้าผู้คุมเห็นเข้าจึงได้ตะโกนเสียงดัง ! ด้วยความตกใจกลัว ทำให้ทหารผู้คุมขังผู้นั้นทำชามตกลงบนพื้น เป็นเหตุให้เติ่งทงต้องอดตายอย่างหน้าอนาถ แม้น้ำหยดสุดท้ายก็ไม่ได้ดื่ม เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าชะตาลิขิตให้อดตายก็ต้องอดตายในที่สุด ไม่อาจรอดพ้นได้"  หลังจากที่ท่านชิวฉางชุน ได้ฟังเรื่องราวที่ที่ผู้เฒ่าไซ่ม๋าอีเล่าแล้ว ความศรัทธามุ่งมั่นในวิถีธรรม ฉับพลันก็ได้แตกสลายไป ในใจเกิดความฟุ้งซ่าน คิดว่าไหน ๆ ชะตาลิขิตให้ต้องอดตาย สู้ตายก่อนเพื่อที่จะได้รีบกลับมาเกิดในชาติหน้าอีก แล้วบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไม่ดีกว่าหรือ ?. เมื่อคิดเช่นนั้น นักพรตชิวจึงได้มุ่งหน้าไปยังแม่น้ำแห่งหนึง ซึ่งไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรไปมา จากนั้นก็เอนกายลงนอนบนหินก้อนหนึ่งที่อยู่ริมน้ำ อดอาหารถึง 7 วันไม่มีน้ำสักหยดเข้าปาก ใจหนึ่งใจเดียวต้องการแต่ความตาย แต่ทว่าท่านนักพรตเป็นผู้บำเพ็ญธรรม มีกำลังวังชาเต็มเปี่ยมจึงทำให้ไม่ตายง่าย ๆ

หนึ่งเดียว หลุดพ้น:
        เมื่อมาถึงวันที่ 9 ไม่รู้ว่าฝนได้โปรยปรายมาจากที่ไหน ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเพิ่มขึ้น และยังมีลูกท้อลูกหนึ่งลอยมาตามกระแสน้ำ ส่งกลิ่นหอมชวนทานยิ่งนัก จนลูกท้อที่ไหลมาตามกระแสน้ำได้หยุดอยู่ข้างกายของท่านชิวฉางชุน อันที่จริงแล้ว ท่านชิวฉางชุนไม่คิดอยากจะกิน แต่พอนึกถึงเรื่องราวทั้งสองเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนตายกับคนสมัยก่อนที่หมอดูไซ่ม๋าอีได้เล่าให้ฟัง จึงเกิดความสงสัยว่า ไม่รู้จะเกิดขึ้นกับตัวท่านเองหรือเปล่า ?. ท่านจึงได้ตัดสินใจเอื้อมมือไปหยิบลูกท้อมากิน ยิ่งกินก็ยิ่งอร่อย เลยกินลูกท้อจนหมด ทำให้เรี่ยวแรงกลับคืนมาอีก ไม่รู้สึกหิวหรือกระหายเลย ไม่นานระดับน้ำในแม่น้ำก็ลดลง นักพรตชิวคิดในใจว่า ริมแม่น้ำนี้คงไม่ใช่ลิขิตให้ตายจึงได้เดินขึ้นไปบนเขา จนมาพบวัดร้างแห่งหนึ่ง ท่านมีความรู้สึกว่าวัดร้างแห่งนี้ต้องเป็นที่ตายของท่านอย่างแน่นอน ว่าแล้วท่านก็นอนรอความตายอยู่ใต้แท่นบูชา ขณะที่อดอาหารมาได้ 7 - 8 วัน เห็น ๆ อยู่ว่าความตายกำลังจะใกล้เข้ามาทุกที ทันใดนั้น ก็มีเสียงคนทะเลาะวิวาทกันอยู่ข้างนอก ด้วยความอยากรู้ นักพรตจึงเหลือบไปดูเห็นกลุ่มโจรที่กำลังแบ่งสันปันส่วนเงินทองที่ปล้นมา ในบรรดากลุ่มโจร มีโจรที่ชื่อ"หวังเหนิน" ได้เห็นชิวฉางชุนนอนอยู้ใต้แท่นบูชาจึงถามว่า "ท่านมาจากที่ไหน ?." ท่านชิวฉางชุนเพิกเฉยกับคำถาม หวังเหนินเห็นสภาพอิดโรยปางตายของชิวฉางชุน จึงไม่ซักไซร์ต่อ เดินออกไปที่กลุ่มเพื่อน พร้อมทั้งพูดว่า "ชั่วชีวิตนี้พวกเราทำแต่ความชั่ว ไม่เคยทำความดีเลย วันนี้พวกเราน่าจะมาทำความดีสักอย่าง" กลุ่มเพื่อน ๆ โจรจึงถามว่า "มีความดีอะไรที่พวกเราทำได้ล่ะ ?." หวังเหนินตอบ "ใต้แท่นบูชามีนักพรตท่านหนึ่งดูท่าทางไม่เจ็บป่วยอะไร แต่อาจจะเป็นเพราะอดอาหารมานาน พวกเราน่าจะต้มหมี่ให้กินเพื่อช่วยชีวิตเขาไว้" เพื่อน ๆ ทุกคนต่งก็ผงกหัวก็เห็นด้วยกับหวังเหนิน จึงเริ่มจัดหาอาหารมาให้ สักครู่หนึ่งเมื่อต้มหมี่เสร็จ ก็เข้าไปในวัดเรียกท่านชิวฉางชุนออกมากิน แต่ชิวฉางชุนกลับปฏิเสธไม่ยอมกิน จนในที่สุด โจรทั้งหลายก็ต้องฉุดกระชากลากถูชิวฉางชุนออกมา และกรอกหมี่เข้าปาก กรอกติดต่อกัน 2 ชาม จนอิ่มท้องทำให้เรี่ยวแรงกลับคืนมาอีกครั้ง สำหรับท่านชิวฉางชุนก็ได้แต่พร่ำบ่นว่า "เดิมทีข้ากำลังจะบรรลุงานใหญ่เป็นเพราะพวกเจ้าทั้งหลาย ไม่รู้เอาอะไรมาให้ข้ากิน ทำให้ข้าต้องทนทุกข์ทรมานต่อไปอีก เวลาอยากจะอยู่ก็ลิขิตให้ตาย เวลาอยากจะขอตายก็มาบังคับให้อยู่ต่อ" เหล่าโจรทั้งหลายซึ่งไม่รู้สาเหตุจึงเกิดโทสะคิดว่าทำดีแล้วยังโดนตำหนิ พลันคว้ามีดขึ้นมาพลางพูดว่า "เจ้าคนไมู่้จักบุญคุณ พวกเราได้ช่วยชีวิตเจ้าไว้ แทนที่เจ้าจะกล่าวคำขอบคุณ แต่เจ้ากลับมาต่อว่าพวกเราอีก ในเมื่อเจ้าอยากตายข้าก็จะสนองให้เอง" พูดจบก็ทำท่าจะฆ่าชิวฉางชุน ถึงกระนั้นชิวฉางชุนกลับไม่สะทกสะ้ท้านหรือเกิดความกลัวแม้แต่น้อย ซ้ำยังชี้พุงตัวเองว่า "จะเชือดก็เชือดตรงนี้ ไม่ต้องไปเชือดที่อื่น จะได้เอาอาหารอะไรก็ไม่รู้ของพวกท่านกลับคืนไปข้าจะได้ตายอ่างไร้กังวล"โจรทั้งหลายได้ฟังแล้วก็รู้สึกขำ "อาจารย์ท่านนี้ช่างมีอารมณ์ขันเสียจริง ๆ มีใครที่ไหนที่กินของคนอื่นแล้ว ควักออกมาคืนได้อีก พวกเราจะไม่ฆ่าท่าน แต่ขอให้ท่านเล่าถึงต้นสายปลายเหตุให้พวกเราได้เข้าใจด้วย"
        นักพรตชิวจึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดที่หมอดูได้ทำนายให้โจรทั้งหลายได้ฟัง หลังจากที่โจรทั้งหลายได้ฟังแล้ว จึงกล่าวว่า "ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไร หากท่านกลัวตายพวกเราพี่น้องทั้งหลายก็จะร่วมสมทบทุนให้ท่านสร้างวัดเพื่อเป็นที่พำนัก และยังสามารถรับลูกศิษย์ลูกหา ทุกคนขยันหน่อยตุนเสบียงอาหารไว้มาก ๆ เช่นนี้แล้วท่านจะอดตายได้อย่างไร?. ท่านชิวฉางชุนฟังแล้วตอบว่า "ไม่เอา ! ไม่เอา ! ชีวิตนี้ข้าไม่เคยรับสิ่งของที่ได้มาโดยไม่ถูกครรลองครองธรรมของใคร  สุดท้ายก่อนจากไป นักพรตชิวฉางชุนก็ได้อรรถาธรรมให้โจรทั้งหลายฟังจนเกิดความซาบซึ้งในรสพระธรรมและต่างกลับใจมาเป็นคนดี แม้ชิวฉางชุนจะสามารถสั่งสอนโจรทั้งหลายให้กลับตัวกลับใจจนสำเร็จ ทว่าความมุ่งมั่นที่จะตายก็ยังคงอยู่ในจิตใจตลอดเวลา เขาจึงลงเขาไปเพื่อหาโซ่เหล็กเส้นหนึ่ง จากนั้นก็เดินเข้าป่าลึกที่ซึ่งไม่มีชาวบ้านอาศัยอยู่เลย เลือกต้นไม้ใหญ่ได้ต้นหนึ่งแล้วจัดการมัดตัวเองด้วยโซ่ไว้กับต้นไม้ เมื่อใส่กุญแจล็อคเสร็จเรียบร้อยก็โยนลูกกุญแจทิ้งไป คิดว่าคราวนี้คงต้องตายสมดังที่หวังแน่ ๆ โดยหารู้ไม่ว่าการกระทำเช่นนี้ทำให้สะเทือนถึง "เทพเจ้าไท่ไป๋ซิงจวิน" ที่อยู่เบื้องบนแปลงกายลงมาเป็นคนเก็บสมุนไพรและเดินมาตรงหน้าชิวฉางชุน พร้อมทั้งถามว่า "ท่านนักพรต ! ท่านนักพรต ! ท่านกระทำผิดอะไร ถึงต้องมัดตนเองกับต้นไม้ใหญ่ด้วย ?. ทีแรกชิวฉางชุนไม่คิดจะตอบ แต่เมื่อถูกถามหลายครั้งจึงตอบว่า "ท่านไม่ต้องมาสนใจเรื่องของข้าหรอก" ชายเก็บสมุนไพรกล่าวอีก "เรื่องในโลกเป็นเรืองชาวของโลกที่ต้องช่วยกันจะให้ไม่เกี่ยวข้องได้อย่างไร ?. ท่านพูดออกมาเถอะ ! เผื่อข้าจะช่วยเหลือท่านได้" ชิวฉางชุนเห็นชายผู้นี้พูดอย่างมีเหตุผลจึงได้เล่าคำทำนายของหมอดูไซ่ม๋าอีให้ฟัง ชายเก็บสมุนไพรหลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้วก็หัวเราะเสียงดังลั่น พร้อมทั้งกล่าวว่า "ท่านช่างโง่จริง ๆ ! คิดว่าเรื่องใหญ่โตอะไรเสียอีก ที่แท้ก็เป็นเพียงความคิดที่ถูกมารผจญเพียงชั่ววูบเท่านั้นเอง ทำให้คิดผิดและหลงทางมาตลอด" ... จากนั้นจึงได้อธิบายหลักธรรมให้ชิวฉางชุนฟังว่า "รูปลักษณะเกิดจากจิตใจ จิตใจเปลี่ยนแปลง ชะตาชีวิตก็แปรเปลี่ยนได้" นักพรตชิวฉางชุนเมื่อได้ฟังดังนี้ ก็เปรียบเสมือนตื่นจากอวิชชารู้ว่าตนเองโง่เขลาจริง ๆ
        ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา นักพรตชิวฉางชุนจึงได้มุ่งมั่นบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ฉุดช่วยกล่อมเกลาเวไนย นอกจากท่านจะสามารถเอาชนะชะตาลิขิตของรูปลักษณะ "งูคู่เฝ้าถ้ำ" ที่ถูกทำนายให้ต้องอดตายแล้ว ท่านยังได้เปลี่ยนแปลงชะตาของตนเองเป็นรูปลักษณะ "มังกรคู่ลูกแก้ว" ที่เป็นลักษณะของผู้ที่มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ยิ่งกว่านั้นยังได้สำเร็จธรรม บรรลุมรรคผล เป็นมหาเทพอีก

หนึ่งเดียว หลุดพ้น:
        สรุป  :  จากตัวอย่างการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ที่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต ดังที่ได้กล่าวมานี้ ได้ข้อสรุปว่า 

๑ .  รูปลักษณะเกิดจากจิตใจ ชะตาชีวิตเปลี่ยนแปลงได้ด้วยใจ ถึงแม้ชะตาชีวิตจะถูกกำหนด ทว่าชะตาชีวิตก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน วิธีการเปลี่ยนแปลงชะคาชีวิต ไม่ใช่อาศัยการกราบพระขอพรและก็ไม่ใช่อาศัยหมอดู สะเดาะเคราะห์แก้บน หากแต่ต้องอาศัยตนเอง "เพราะตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน" เนื่องจากชะตากรรมเกิดขึ้นจากการกระทำของตัวเราเอง จึงต้องเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเราเอง จึงเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ  หากเป็นเช่นนี้จะมีวิธีการเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตนี้ได้อย่างไร ?. มีเพียงการปฏิบัติธรรม สร้างสมบุญบารมีเท่านั้น จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิพลมากที่สุด

๒ .  กรำทุกข์ท่ามกลามความทุกข์ จึงเป็นยอดคนเหนือคน กรำทุกข์ท่ามกลางความทุกข์หาใช่ที่สุดแห่งทุกข์ หากแต่ควรเป็นความทุกข์ที่มีความหมายที่สุดต่างหาก คนเราเกิดมาบนโลกมนุษย์ล้วนมี "รากแห่งความทุกข์" ด้วยกันทั้งนั้น นี่ก็เป็นสาเหตุที่มนุษย์ต้องกล้ำกลืนความทุกข์อยู่ตลอดเวลา ควรรู้ว่า ! ตราบใดที่รากแห่งความทุกข์ยังไม่ถอน ต่อให้กระเสือกระสนจะตายก็มิใช่เรื่องง่าย เช่นเดียวกับตัวอย่างของนักพรตชิวฉางชุน ที่แสดงให้เห็นประ
จักษ์  อย่างไรก็ตามคนทั่วไปมักจะบั่นทอนความทุกข์กับเรื่องราวที่ไร้สาระ ไม่ก่อให้เกิดคุณประโยชน์อะไรเลย คำที่กล่าวว่า "กรำทุกข์ท่ามกลางความทุกข์" หมายถึงการบั่นทอน "รากเหง้าแห่งความทุกข์" กับเรื่องราวที่มีความหมาย มีคุณประโยชน์ที่สุด !  "เมื่อรากเหง้าแห่งความ
ทุกข์ถูกถอน ! คุณค่าก็ปรากฏ"  หากจะกล่าวถึงเราทั้งหลายที่บำเพ็ญปฏิบัติในปัจจุบัน ดูเหมือนว่าจะต้องประสบกับความทุกข์ยากลำบากบ้าง แต่ว่านี้เป็น การกรำทุกข์ท่ามกลางความทุกข์อย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่น วันนี้เรามาร่วมประชุมธรรม เราอาจจะนั่งศึกษาธรรมทั้งวัน อาจจะได้รับความเหนื่อยล้า  อ่อนเพลีย  ถ้าพิจารณาให้ลึกลงไปแล้วความทุกข์ที่ได้รับนั้นเป็น ความทุกข์ที่มีความหมายอย่างแท้จริง เป็นความปวดเมื่อยอย่างมีความหมายเพราะใช่ว่าคนที่ไม่ได้มาร่วมประชุมธรรมแล้วจะไม่มีความทุกข์หรือจะไม่ปวดเมื่อยกว่าเรา แต่ความทุกข์ทรมานที่เขาทั้งหลายได้รับนั้นหาใช่ความทุกข์ที่แท้จริงไม่ คนที่ไม่ได้มาร่วมประชุมธรรมในวันนี้ อาจจะต้องพบพานความทุกข์มากกว่าเรา ซ้ำร้ายความทุกข์ที่ได้รับ ดูเหมือนจะเป็นความทุกข์เดียวกับเรา แต่แท้ที่จริงแล้วความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น นักพรตชิวฉางชุน ก่อนที่จะได้รับการชี้แนะจาก "เทพเจ้าไท่ไป๋ซิงจวิน"  แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ได้อย่างชัดเจน เราจึงยกย่องว่าเป็น "ยอดคนเหนือคน" อย่างแท้จริง         

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว

Go to full version