ห้องสมุดนักธรรม > หมวด : หนังสือธรรมะ

ธรรมะขงจื๊อ สอนคนให้เป็นคน

<< < (2/5) > >>

หนึ่งเดียว หลุดพ้น:

      แต่ถึงแม้จะแปลไว้เล่มเดียวก็นับว่าท่านมีคุณูปราการมากมาย เพราะคัมภีร์ที่ท่านเลือกแปลเป็นคัมถีร์ลัทธิหญู (ลัทธิขงจื๊อ) เล่มสำคัญที่สุด คำสอนของขงจี๊อเป็นสัจธรรม มิฉะนั้นจะยืนยงมาสองพันห้าร้อยปีได้อย่างไร คำสอนเหล่านี้ยังประยุกต์ใช้ในสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดีดังตัวอย่างซึ่งเป็นสำนวนแปลของพระอมรโมลี ดังต่อไปนี้ "ขงจู๊ผู้เป็นนักปราชญ์ในเมืองจีน กล่าวไว้ว่า ถ้าผู้ใดจะรักเรียนรู้ในหนังสือธรรมเนียมทั้งปวง พึงอุตสาหะเรียนทุกวัน ถ้าหมั่นอยู้ฉะนี้แล้ว เหตุใดจะไม่รู้ แล้วก็เพียรเล่าเรียนมาแต่ถิ่นฐานบ้านไกล เหตุใดจึ่งไม่สนุก อนึ่ง ถ้าคนโง่มาติเตียนก็อย่าโกรธเพราะมันไม่รู้ว่าคนดี และมันติเตียนนั้น ใช่ตนจะกลับเป็นคนชั่วก็หาไม่"
     คำขงจู๊ว่า ถ้าผู้ใดมักพูดจาตลกคะนอง ทำหน้าซื่อใจคต มักล้อเลียนผู้ใหญ่ ปากหวาน ห้ามมิให้คบ มีประโยชน์น้อยนักถึงผู้นั้นก็หามีวาสนาไม่
     คำเจงจู๊ ศิษย์ขงจู๊ ถ้าจะทำการทั้งปวง อย่าให้ด่วนได้ใจเร็วให้ตรองแล้วตรองเล่า น้ำใจผู้อื่นมาใส่ใจตัว น้ำใจตัวไปใส่ใจผู้อื่น ถ้าได้รับธุระเขาแล้ว ก็ให้สำเร็จดังวาจา ทำกิริยาให้ซื่อตรง จึ่งเป็นที่นับถือ ถ้าคบเป็นเพื่อนรักกันแล้วอย่าลวงกันจึงยืดยาว
    คำขงจู๊ว่า ถ้าเป็นเจ้าเมืองใหญ่ มีรถรบถึงพันเล่มมีทหารมากพร้อมเพรียงอยู่ก็ดี ก็อย่าให้ทะนงตัว จะมีกิจราชการประมาณน้อยหนึ่งก็ดี ก็ให้ตรึกตรองให้ถ่องแท้ อันธรรมเนียมเป็นเจ้าเมืองให้รักราษฏรเหมือนบุตร จะใช้ก็ให้ใช้เป็นเวลา อนึ่งผู้เรียนรู้ถ้าอยู่ในเรือนให้เคารพบิดามารดาแลญาติผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งปวง ถ้าออกจากเรือนให้ยำเกรงผู้มียศอายุมากกว่าตน จะพูดสิ่งใด ๆ ให้คนทั้งปวงนับถือเชื่อฟังได้ ให้เมตตาแก่คนทั้งปวง ถ้าเห็นพอจะคบได้ จึ่งคบหารักใคร่กัน ถ้าเห็นชั่วก็อย่าคบให้หลีกหนีเสีย อย่าเคียดแค้นชิงชังเขา ถ้าจะสั่งสอนว่ากล่าวให้ดูคนก่อน ถ้าเห็นพอจะว่ากล่าวได้ตึ่งว่า"
    สำนวนภาษาในเรื่อง "สุภาษิตขงจู๊" เป็นสำนวนเก่าอ่านเข้าใจยากหน่อย แต่ต่อ ๆ มามีผู้แปลคัมถีร์ของขงจื๊อออกมาเป็นภาษาไทยอีกหลายสำนวน แต่ละสำนวนมีข้อดีข้อเด่นต่าง ๆ กันไป แต่สรุปแล้วเป็นหนังสือดีทุกสำนวน
    คัมภีร์ของขงจื๊อนั้น มีพิมพ์ออกจำหน่ายอยู่เป็นระยะ ๆ แม้จะขายไม่ดีนัก แต่ก็สามารถพิมพ์จำหน่ายได้เรื่อย ๆ ส่วนหนังสือประวัติขงจื๊อโดยละเอียด กลับหาไม่ค่อยได้ วันก่อนคนข้างบ้านต้องวิ่งมาหาผู้เขียนเพราะลูกสาวที่อยู่มหาลัยปีหนึ่งต้องทำรายงานเรื่องประวัติขงจื้อ หาหนังสืออ้างอิงไม่ได้ มันน่าปวดใจนะ ในห้องสมุดมหาวิทยาลัยหาหนังสืออ้างอิงได้ไม่เพียงพอ ผู้เขียนต้องค้นหนังสือหลายเล่มถ่ายสำเนาให้ไป ปัญหานี้ทำให้นึกได้ว่า เออ! ยังไม่มีหนังสือประวัติขงจื๊อเป็นภาษาไทยที่ละเอียดลออเลย ผู้เขียนเองค้นคว้าไว้พอสมควร แต่ก็เหมือนอ่านเพื่อรู้คนเดียว เคยคิดจะเขียนเหมือนกัน แต่เมื่อก่อนเข้าใจผิดว่าหนังสือเกี่ยวกับขงจื๊อมีแยอะแล้ว เลยไม่เขียน พอมาเจอปัญหานี้เข้าต้องยอมรับว่าหนังสือรวมคำสอนของขงจื๊อนั้นมีหลายเล่มจริง แต่ประวัติขงจื๊อโดยพิศดารนั้น หาอ่านยาก ผู้เขียนเองเคยอ่านภาคพิศดารในภาษาจีน ตำราเล่มนี้ค้นคว้าได้ลึกซึ้งจริง ๆ เป็นต้นว่า เรื่องกำเนิดขงจื๊อ โดยทั่วไปหนังสือเล่มเก่าจะเขียนเพียงว่า เนื่องจากบิดาและมารดาของท่านขงจื๊อ แต่งงานกันอย่างไม่ถูกต้องตามจารีตประเพณีบิดามารดาจึงต้องแยกทางกัน ขงจื๊อนั้นอยู่กับมารดา ประวัติตรงนี้ คนโบราณมีเจตนาปิดบังหรือลบเลือนเสีย
    ฉบับพิศดารที่ผู้เขียนได้อ่านนั้น เขาค้นคว้าได้หลักฐานประมวลได้ว่า บิดาของขงจื๊อ มีเชื้อสายเจ้าขุนมูลนาย เป็นนายทหารที่แข็งแกร่งและมีฝีมือวรยุทธเยี่ยมยอด แต่มารดาเป็นลูกสาวของนักดนตรีตาบอด บิดาขงจื๊อเมื่อได้ลูกสาวนักดนตรีตาบอดเป็นเมีย (น้อย) ไม่นาน บ้านใหญ่ก็คือครอบครัวของท่านยอมรับไม่ได้ จึงขับไล่มารดาขงจื๊อกลับไปอยู่บ้านพ่อของนางซึ่งเป็นนักดนตรีตาบอด ท่านผู้อ่านคงจะสงสัยว่า เป็นนักดนตรีตาบอด มันจะต่ำต้อยอะไร ยุคพุทธกาลนั้น สังคมจีนเหยียดนักดนตรีเป็นคนชั้นต่ำ ยิ่งตาบอดยิ่งต่ำลงไปอีก เหมือนวณิพก แม้จะแลกเปลี่ยนด้วยฝีมือทางดนตรี แต่คนอื่นก็ยังมองไม่ต่างจากขอทาน ก็โถ เมื่อไม่นานมานี้เอง สังคมไทยยังเหยียดหยามศิลปินว่าเป็นคน "เต้นกินรำกิน" อยู่เลย ถึงแม้สถานะจะต้อยต่ำ แต่ทว่าคนเล่นดนตรีก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในพิธีกรรมต่าง ๆ  อย่าลืมว่า ดนตรีในยุคโบราณแรกเริ่มนั้น มิใช่ดนตรีเพื่อความบันเทิงอย่างที่เราเห็นในสมัยหลัง ๆ ดนตรีเป็นส่วนประกอบในพิธีกรรม ไม่ได้เล่นเอาสนุก แต่บรรเลงสร้างความขลังหรือเป็นการติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นักดนตรีผู้มีฝีมืออย่างคุณตาของขงจื๊อ จึงได้รับงานบรรเลงในพิธีกรรมต่าง ๆ รวมถึงราชพิธีของประมุขแคว้น(อ๋อง) ด้วย
    ทำไมขงจื๊อถึงได้รู้เรื่องพิธีกรรม พระราชพิธี มากมาย ตั้งแต่ยังเป็นเด็กวัยรุ่นท่านก็มีชื่อเสียงด้านนี้แล้ว ท่ารู้ก็เพราะท่านได้เข้าร่วมเห็นมากับตาและท่านสนใจในเรื่องนี้มากจึงจดจำเอาไว้ทุกอย่างระหว่างประกอบราชพิธีต่าง ๆ เหตุที่เด็ก ๆ อย่างขงจื๊อได้เข้าร่วมพระราชพิธีใหญ๋ ๆ ก็เพราะท่านเป็นคนจูงตาไปเล่นดนตรีในงานพิธีต่าง ๆ
    ในชีวิตจริงของขงจื๊อลูกศิษย์ท่านบันทึกไว้ว่า ขงจื๊อเมตตาคนตาบอดเสมอ และถ้าหากเิดนไปพบนักดนตรีตาบอดท่านจะแสดงคารวะทุกครั้ง หลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมท่านทำอย่างนั้น แต่ถ้ายอมรับประวัติพิสดารนี้ เราจะไม่แปลกใจเลย เพราะว่าท่านทำงานเป็นคนจูงคุณตาไปเล่นดนตรีหาเลี้ยงครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก พูดให้สะเทือนใจยิ่งขึ้นก็ว่า ท่านจูงคุณตาที่ตาบอดไปวณิพกขอทานตั้งแต่เด็ก ข้อที่ว่าขงจื๊อมีกำเนิดต่ำต้อยเป็นครอบครัววณิพก จะทำลายเกียรติภูมิของท่านหรือไม่ ? มีแต่สร้างเกียรติภูมิให้สูงส่งขึ้นอีก
    การกำเนิดมาจากครอบครัวยากไร้ ทุกข์ยากลำบาก แต่สามารถเติบใหญ่เป็นผู้รู้ เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องพิธีกรรมในราชสำนักและมีความรู้ด้านอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ด้านอักษรศาสตร์ ด้านปรัชญา ฯลฯ กลายเป็นปรมาจารย์ เป็นศาสดาท่านหนึ่งแห่งโลก นับว่าน่าสรรเสริญยิ่งกว่าศาสดาที่กำเนิดในครอบครัวมั่งมีศรีสุขเสียอีก มีคำสอนบทหนึ่ง ท่านขงจื๊อบอกว่า "ถึงมาตรว่าคนทั้งปวงจะไม่รู้ว่าเราดี เราก็ไม่เป็นทุกข์ เป็นทุกข์อยู่แต่ว่า เราไม่รู้จักน้ำใจคน" ก็สมควรเป็นทุกข์อยู่หรอก เพราะน้ำใจคนมันแสนคดจนยากที่จะอ่านออก
    หนังสือ "สุภาษิตขงจู๊" ของพระอมรโมลี แปลเมื่อปีพ.ศ.๒๓๖๙ ร่วมสมัยกับท่านสุนทรภู่ จึงเชื่อได้ว่าปราชญ์ใหญ่อย่างท่านสุนทรภู่ คงได้อ่านสุภาษิตขงจู๊เล่มนี้บ้างแน่นอน  สำนวนกลอนที่เป็นภาษิตของท่านสุนทรภู่หลายบท กล่าวถึง "การไม่รู้จักน้ำใจคน" เช่น..
     
อันคดอื่นหมื่นคดกำหนดแน่
เว้นเสียแต่ใจมนุษย์สุดกำหนด
ทั้งลวงล่องอเงี้ยวทั้งเลี้ยวลด
ถึงคลองคดก็ไม่เหมือนใจคน

หนึ่งเดียว หลุดพ้น:

      สังคมสับสน มาตรฐานทางคุณธรรมตกต่ำ เราจำเป็นต้องคิดถึงเรื่องคุณธรรม จริยธรรม การรักษาทำนองคลองธรรมกันให้มากขึ้น การนำเอาปรัชญาขงจื๊อกลับมาฟื้นฟูเผยแพร่กันอีกทั้งในประเทศจีนและทั่วโลก น่าจะเหมาะสมกับภาวะการณ์สังคมในขณะนี้ หลักธรรมะขงจื๊อที่สำคัญคือ เหญิน สังเกตุตัวอักษรจีน "เหญิน" ข้างหน้าหมายถึง คน ข้างหลังหมายถึง จำนวนสอง  หรือหมายถึงหลายคนนั่นเอง  เหญิน หมายถึง "คลองธรรม" ระหว่างมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม หากแต่ละคนไม่รักษาคลองธรรม สังคมมนุษย์จะปั่นป่วนวุ่นวาย มนุษย์เราจะรักษาคลองธรรมไว้ได้ ก็ต้องมีความรักเพื่อนมนุษย์คนอื่น ๆ รักตนเองคนเดียว ในแคบที่สุด  รักตนกับรักแฟนตน ก็ยังถือว่าใจแคบ  รักครอบครัวพ่อแม่พี่น้อง รักแฟน เท่านั้นก็ยังไม่พอ เกิดมาเป็นคนเราควรรักกันในหมู่บ้าน รักคนในอำเภอ รักคนในชาติ รักคนทั้งโลก ถ้ารู้จักสร้างควารมรักให้ยิ่งใหญ่มากขึ้นคลองธรรมของท่านก็จะยิ่งสูง
     มีนิทานจีนโบราณเรื่องหนึ่งเล่าว่า ชาวแคว้นฉู่คนหนึ่ง ทำธนูหายไป เขาพูดว่า ไม่เป็นไร คนแคว้นฉู่คนหนึ่งเสียธนูไป แต่คนแคว้นฉู่อีกคนหนึ่งก็ได้ธนู ทานขงจื๊อได้ฟังเรื่องนี้ ท่านบอกว่าเป็นเรื่องดี แต่ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้่น ควรจะตัดคำว่า"แคว้นฉู่" ออกเสีย หมายความว่า ให้มองคนในทัศนะที่กว้างขวางขึ้น ไม่จำกัดกับความเป็นเผ่าพันธ์ ความเป็นชาติ  ท่านเหลาจื๊อ ปรมจารย์ฝ่ายเต๋า ได้ยินเรื่องนี้ก็บอกว่า เป็นเรื่องดี แต่ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ควรจะตัดคำว่า"คน" ทิ้งไปเลย หมายความกว้างขึ้นลึกขึ้นกว่าขงจื๊อเสียอีก คือให้มองว่าคนกับสรรพสิ่งในจักรวาลเป็นหนึ่งเดียวกัน ทุกอย่างเป็นสมมุติ ต่อไปนี้เรามาพิจารณาคติพจน์เกี่ยวกับ "มนุสสธรรม" ของท่านขงจื๊ิอ จากบันทึก "หลุนอวี่" ดังต่อไปนี้
     "ท่านขงจื๊อว่า ความร่ำรวยและความสูงศักดิ์เป็นสิ่งที่คนปรารถนาต้องการ  แต่ถ้าหากว่าการได้รับสิ่งนั้นมาไม่ถูกต้องตามมนุสสธรรม นรชนจะไม่ยอมรับไว้ ความยากจนและความต่ำต้อยเป็นสิ่งที่คนรังเกียจ แต่ถ้าจะให้หลุดพ้นจากสิ่งนั้น ด้วยวิธีอันไม่ถูกต้องตามมนุสสธรรม นรชนจะไม่กระทำ  นรชนละทิ้งมนุสสธรรมจะได้ชื่อเสียงด้วยความเลวได้อย่างไร  นรชนมิละเมิดมนุสสธรรม แม้เพียงระยะเวลาสั้น ๆ ขนาดกินข้าวยังไม่จบมื้อ แม้ในขณะเร่งร้อนกระทำเรื่องราวก็ยังรักษามนุสสธรรม  แม้ยามระหกระเหินร่อนเร่ก็ยังรักษามนุสสธรรม"
    "ฝานฉื่อ (ศิษย์ของขงจื๊อ) ถามเรื่องเหญิน (มนุสสธรรม) ท่านขงจื๊อว่ารักมนุษย์ ถามเรื่องจือ (ปัญญาธรรม) ท่านขงจื๊อว่าเข้าใจมนุษย์  ฝ่านฉือ ยังไม่แจ่มแจ้ง ท่านขงจื๊อว่า (ผูปกครอง) แต่งตั้งคนซื่อตรงเป็นใหญ่เหนือคนชั่ว สามารถทำให้คนชั่วกลับตัวซื่อตรงได้"
    "ท่านขงจื๊อว่า ผู้รักษาคุณธรรมย่องจะมีวาทะ แต่ผู้มีวาทะไม่แน่ว่าจะต้องมีคุณธรรม ผู้รักษาคลองธรรมย่อมจะมีความกล้าแต่ผู้มีความกล้าไม่แน่ว่าจะมีคลองธรรม"  "เหยียนหุ้ย (ศิษย์ขงจื๊อ) ถามเรื่องเหญิน ท่านขงจื๊อว่า เอาชนะควบคุมตัวเอง ให้ปฏิบัติตามจารีต (ทั้ง กาย ใจ วาจา) นั่นคือเหญิน (คลองธรรม) เมื่อเอาชนะควบคุมตนเองให้ปฏิบัติตามเหญินได้ เรื่องทั้งใต้ฟ้านี้ย่อมทำตามคลองธรรม การรักษาคลองธรรมขึ้นอยู่กับตัวเอง มิใช่ผู้อื่น เหยียนหุ้ยถามถึงหลักปฏิบัติ ท่านขงจื๊อว่า ในยามปกติจงสงบเสงี่ยมมีสัมมาคารวะ ในการทำงานต้องเอาจริงเอาจัง ในการสัมพันธ์กับคนต้องสัตย์ซื่อ ถึงแม้การปฏิบัติต่อพวกชนเผ่าอนารยชนก็มิอาจละเมิดกฏนี้
   "จื่อก้ง" (ศิษย์ขงจื๊อ) ถามว่า หากมีผู้สามารถยังประโยชน์แก่มวลประชา สามารถช่วยเหลือมวลชนทั้งปวงได้ จะเป็นอย่างไร จะสามารถเรียกว่ามีเหญิน - มีคลองธรรมหรือไม่ ท่านขงจื๊อว่า อะไรจะแค่เหญิน อย่างนี้ต้องเป็นอริยะบุคคลแล้ว แม้แต่หยาว สุ้น (ประมุขผู้ทรงธรรมล้ำเลิศในตำนาน) ยังกระทำเช่นนั้นได้ยาก สำหรับเรื่องคลองธรรมของเราก็คือ ท่านอยากยืนตระหง่าน (กระทำกิจกรรม) ท่านจงช่วยให้ผู้อื่นยืนตระหง่าน (ได้กระทำกิจกรรม) ท่านอยากประสบความสำเร็จ จงช่วยให้ผู้อื่นประสบความสำเร็จ หากรับเอาสิ่งนี้ไปปฏิบัติ ก็นับว่าได้วิถีรักษาคลองธรรมแล้ว

หนึ่งเดียว หลุดพ้น:

    "จื่อจาง (ศิษย์ท่านขงจื๊อ) ถามท่านขงจื๊อเรื่อง เหญิน ท่านขงจื๊อว่า ต่อทั่วใต้ฟ้านี้หากปฏิบัติตามหลักห้าประการนี้ได้ ถือว่ามีเหญิน จื่อจางถามว่าหลักห้าประการใด ท่านขงจื๊อว่า สงบเสงี่ยม ใจกว้าง (อารี) มีสัจจะ เฉียบแหลม เอื้ออาทร  สงบเสงี่ยมย่อมไม่ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม  ใจกว้างย่อมได้รับความชมชอบจากมวลชน  มีสัจจะได้รับความวางใจให้ทำหน้าที่   เฉียบแหลมย่อมสร้างผลงานความดีความชอบ  เอื้ออาทรย่อมสามารถมอบหมายงานได้ง่าย  จื่อก้งถามว่ามีคำสอนใดคำเดียวที่นำไปปฏิบัติได้ตลอดชีวิตหรือไม่ท่านขงจื๊อว่า คือคำว่าโกรธ อะไรที่เราไม่ปรารถนา อย่ากระทำสิ่งนั้นกับคนอื่น  ถ้าคนไทยปฏิบัติธรรมะข้อนี้ได้เมืองไทยจะสงบร่มเย็นขึ้นมากแน่นอน ในทัศนะส่วนตัวของผู้เขียนคิดว่า หลัก เหญิน - มนุสสธรรม เป็นธงชัยของลัทธิขงจื๊อ ผู้เขียนจึงพยายามอธิบายเรื่อง "เหญิน - มนุสสธรรม" ให้ละเอียดมากกว่าหลักธรรมข้ออื่น ๆ ของขงจื๊อ
   "เหญิน " คำนี้ ผู้เขียนใช้คำไทยว่า "มนุสสธรรม" ผู้รู้รุ่นก่อน ๆ ใช้คำทับศัพย์ก็มี แปลเป็น "เมตตาธรรม" ก็มี คำว่า "มนุษยธรรม" นั้น พจนานุกรมบัณฑิตยสถานท่านให้ความหมายไว้ว่า "ธรรมของคน ธรรมที่มนุษย์พึงมีต่อกัน มีเมตตากรุณา" เป็นต้น ผู้เขียนถอดคำว่า "เหญิน" ในความหมายนี้แหละ  แต่ทีนี้ ผู้เขียนรู้สึกว่า เวลาใช้คำว่า "มนุษยธรรม" แล้ว คนอื่นมักจะมองเพียงแค่ ความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันไม่ได้นึกให้ลึกลงไปถึงขั้นว่า มันคือหลักธรรมสำหรับความเป็นมนุษย์ ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามหลักธรรมนี้ ก้เป็นได้แค่เพียงสัตว์ในรูปกายของคนเท่านั้นเอง ผู้เขียนเลยเลือกใช้ "มนุสสธรรม" ให้มันดูแปลกออกไป เพื่อให้ฉุกคิดปุจฉาในใจบ้าง แล้วจะได้เข้าใจเนื้อหาให้ตรงกับที่ผู้เขียนต้องการ ส่วนคำว่า "เมตตาธรรม" นั้น ผู้เขียนไม่นิยมเพราะอมความได้ไม่หมด คำว่า "เหญิน" นั้น แปลว่ารัก ตัวอักษรจีนมีคำว่า "คน" กับคำว่า "สอง"
    คนมาอยู่ร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปแล้ว ถ้าไม่มีความรักต่อกัน ก็คงจะทะเลาะกัน ฆ่ากัน  หรือจะอยู่รวมกันต่อไปไม่ได้ เมื่อคนอยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกัน สังคมนั้นจึงต้องมีกำหนดกฏเกณฑ์ มีหลักให้ปฏิบัติตัว คือคนเราควรรักกัน ปรัชญาทางศาสนาส่วนใหญ่ก็ตรงกัน คือสอนให้มนุษย์รักกัน เมื่อรักกัน จะไปข่มเหง ทำร้าย ฆ่าฟัน คดโกง ขโมยของเขา ดกงเขา แกล้งเขา ทำไม
    ใครว่าลัทธิขงจื๊อล้าสมัย ผู้เขียนยังเห็นว่า ปรัชญาข้อนี้ของขงจื๊อยังใช้ได้ โลกนี้ ถ้ามนุษย์รักกันจริง โลกจะสงบร่มเย็น แต่สัตว์มนุษย์น่ะมันแปลก มันเลือกที่จะรักเพียงบางคนโดยเฉพาะมักจะรักแต่ตัวเอง เกลียดคนอื่น เกลียดพวกอื่น เกลียดผิวสีอื่น เกลียดศาสนิกศาสนาอื่น เกลียดคนมีความเชื่อทางลัทธิต่างไปจากตน ฯลฯ มนุษย์จึงฆ่ากันไม่รู้จบ

หนึ่งเดียว หลุดพ้น:

     ในยุคชุนชิว แว่นแคว้น (ก๊ก)ต่าง ๆ แตกแยกกันมากมาย มีสงครามไม่หยุดหย่อน ขงจื๊อเสนอแนวคิดสร้างความสันติสุขโดยยึดแนวทางจารีตเก่า ๆ สมัยราชวงศ์โจวซึ่งมันค่อนข้างจะล้าหลังจากพัฒนาการทางสังคมไปแล้ว เจ้าแคว้นต่าง ๆ จึงไม่รับแนวความคิดขงจื๊อไปปฏิบัติ มองอีกมุมหนึ่งก็คือคำสอนของขงจื๊อมันงดงามในทางอุดมคติแต่เอามาปฏิบัติยากในสังคมวุ่นวายเป็นจลาจล แต่หลังจากจิ๋นซีฮ่องเต้รวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งได้ หลังจากผ่านการปกครองของราววงศ์ฮั่นตะวันตก (ไซ่ฮั่น)มาระยะหนึ่งสังคมจึงสงบร่มเย็นมีความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของสังคมขึ้น คำสอนเชิงอุดมคติของขงจื๊อถูกปรุงแต่งใหม่ โดยลากเอาแนวคิดปรัชญาเต๋า ทฤษฏีโหงวเฮ้ง-หยินหยาง เข้ามาผสมผเสทำให้คำสอนแนวขงจื๊อ (หญูเจีย) เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น ต้งจ้งชู (179 BC-104 BC) ปราชญ์ลัทธิหญู ในสมัยพระเจ้าฮั่นอู่ตี้ ปฏิรูปลัทธิหญูใหม่ สามารถโน้มน้าวให้พระเจ้าฮั่นอู่ตี้ ประกาศให้ลัทธิหญูเป็นคำสอนหลักของประเทศได้สำเร็จ มนุษย์ปัจจุบันส่วนไม่น้อยขาดความรักต่อมนุษย์ด้วยกัน แบ่งเป็นพวก พวกฉันฉันรัก พวกที่ไม่เหมือนฉันฉันไม่รัก หรือกระทั่งรังเกียจ เป็นศรัตรูกันต้องฆ่ากันให้หมดเผ่าพันะ์ไป ศาสนาทุกศาสนาสอนให้มนุษย์รักกัน แต่กลับมีคนใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกแยก แตกจนบ้าคลั่ง ฆ่าฟันกันใหญ่ในประวัติศาสตร์มาแล้วไม่รู้กี่ครั้งกี่หน
      นักวัตถุนิยม (หรือสสารธรรม -Materialism) มองว่าคำสอนเรื่องความรักศาสนานั้นเป็นเรื่องนามธรรม เป็นเรื่องที่อยู่เหนือความจริงทางวัตถุนิยมอย่างเช่นมองว่าสังคมมนุษย์มีการแบ่งแยกชนชั้น มีชนชั้นกดขี่ขูดรีดกับชนชั้นผู้ถูกกดขี่ขูดรีดแล้วจะให้สองชนชั้นนี้รักันด้วยความจริงใจได้อย่างไร แต่ถ้าจะยืนยันกันให้ได้ว่ามนุษย์มีแบ่งเป็นพวก มีพวกที่เป็นศรัตรูกันโดยธรรมชาติสังคมมนุษย์ก็ไม่มีวันสันติสุขเพราะพวกต่าง ๆ ก็จะตั้งหน้าฆ่ากันจนกว่าพวกใดพวกหนึ่งสูฐเผ่าพันธ์ไป คิดแล้วไม่มีใครรู้สึกเป็นสุข (เอ ! แต่ประวัติศาสตร์โลกก็ไม่เคยสันติสุขนี่นา หรือว่าพวกนักวัตถุนิยมจะถูกต้อง?) ถ้าเราเถียงกันตามแนวความคิดสองแนวข้างต้น จะถึงจุดต้นไปข้างหน้าต่อไม่ได้ ต้องเอาชนะคะคานกันให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดให้ได้
     แนวปรัชญายุค นวยุค (โมเดิร์น) แก้ปัญหานี้ไม่ได้ เพราะปรัชญานวยุควางกรอบไว้กรอบเดียว กรอบนี้ตอบปัญหาได้หมด กรอบนี้ถูกต้องทั้งหมดใครไม่ยอมอยู่ในกรอบนี้ก็จะเข้ากับสังคมส่วนใหญ่เขาไม่ได้ สุดท้ายต้องดิ้นรนต่อไปจนมาตั้งสำนัก หลังนวยุค (โพสต์โมเดิร์น) ซึ่งก็ดูดี แต่ขณะนี้สถาบันทางสังคมทุกสถาบันในสังคมโลก ยังมีลักษณะแบบยุคนวยุคอยู่มันจึงขัดแย้งกับแนวคิด(และวิถีชีวิตจริง) ของคนรุ่นใหม่ (หลังนวยุค หรือ Postmodern)ความขัดแย้งนี้กำลังรอเวลาระเบิด แต่ก็อย่ากังวลอะไรมากเพราะเราเลือกเกิดไม่ได้ เมื่อบังเอิญเกิดมาเผชิญกับปัณหานี้ ก็จงพยายามศึกษาปรัชญาและธรรมะกันบ้าง เราก็จะสามารถลดเบา "ความทุกข์ที่หลีกเลี่ยงได้" นี้ไปได้

หนึ่งเดียว หลุดพ้น:

      ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ  ท่านเขียนอธิบายปรัชญาหลังนวยุคไว้ดีมาก ซึ่งปรัชญาหลังนวยุคนี้จะช่วยให้เราเข้าใจความเป็นไปในสังคมปัจจุบันได้แจ่มแจ้งขึ้น ท่านเขียนไว้ดังนี้ " ยุคดึกดำบรรพ์มีผู้รู้น้ำพระทัยเบื้องบนเป็นที่พึ่งของชาวบ้านในทุกเรื่อง ในยุคโบราณผู้รู้น้ำพระทัยของเบื้องบนถือโอกาสเอาเปรียบประชาชนเกินไป ก็มีนักปราชญ์ทำตัวเป็นที่พึ่งแทน ในยุคกลางนักปราชญ์สร้างเงื่อนไขวิวาทะกันมากเหลือเกิน เพื่อแย่งลูกค้ากัน ศาสดาสำคัญ ๆ จึงอุบัติขึ้นเพื่อสร้างบรรยากาศใหม่ที่สงบเย็น จะได้เป็นที่พึ่งของประชาชน โดบอบรมสาวกให้สละตนเป็นที่พึ่งของประชาชนแบบเดียวกัน สมัยใหม่นักวิชาการเชิงวิทยาศาสตร์พยายามทำตนเป็นที่พึ่งของประชาชนด้วยการค้นหาเทคโนโลยีใหม่ให้ประชาชนได้ดำรงชีพอย่างสะดวกสบายขึ้น มาในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีของวิทยาศาสตร์ได้ก่อให้เกิดพลังอำนาจใหญ่ๆ ขึ้ง 3 พลัง คือพลังศาสนาหลายรูปแบบ  พลังการเมืองหลายรูปแบบ  และพลังเศรษฐกิจรูปแบบเดียวคือทุนนิยม แต่แปรโฉมออกมาให้เห็นในรูปแบบใหม่อยู่ตลอดเวลา ประชาชนกลายเป็นแมลงเม่าที่ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะบินเข้ากองไฟไหน ถึงจะไม่ถูกไฟไหม้ปีก  ผู้ที่จะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ก็คือนักปราชญ์ที่ช่วยวิเคราะห์ วิจักษณ์ และวิธาน (หาข้อสรุป) ปรัชญาไม่มีอำนาจบังคับ มีแต่ศิลปแห่งการจูงใจให้รู้จักเลือกด้วยวิจารณญาณ
      ปรัชญาที่จะเป็นที่พึ่งในยุคปัจจุบันได้ดีที่สุดคือปรัชญาหลังนวยุคแบบสายกลาง  ซึ่งลีโอตาร์ด เสนอคำนิยามหลังนวยุคว่าเป็นพันธะสังคม (social bond) สิ่งที่เป็นพันธะสังคมจะทอไขว้กันเหมือนเส้นด้ายแห่งการปฏิบัติที่เกิดขึ้นเกยกันไปมา ไม่เหมือนด้ายเส้นเดียวขึงตึงตลอดทาง บุคคลต่าง ๆ คือปมข่าย (node) ที่ปฏิบัติไขว้กัน และมนุษย์เป็นที่ตั้งของปมข่ายจำนวนมาก จึงเป็นอันว่าเอกลักษณ์ทางสังคมมีหลากหลายซับซ้อน เอกลักษณ์เหล่านี้ไม่สามารถเอามาเรียงลงบนแผนที่แผ่นเดียวหรือสังคมโฉมหน้าเดียว จึงฟันธงลงได้ว่า หาองค์รวมสังคมองค์เดียวไม่ได้ และเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้ทฤษฏีเดียวอธิบายสังคมแบบองค์รวมแบบเดียวกัน
     กำลังอธิบายปรัชญาขงจื๊อ แต่ผู้เขียนนำเอาปรัชญาโพสต์โมเดิร์นมายุ่งทำไม? เหตุที่ต้องนำมาพาดพิงบ้างก็เพราะถ้าเถียงกันในกรอบเดียวแบบนวยุค จะเถียงกันตายโดยเปล่าประโยชน์ และอีกประการหนึ่งคือ ปรัชญาคำสอนของขงจื๊อนั้นก็เกิดในสภาพดังที่ศาสดาจารย์กีรติสรุปไว้ว่า "ในยุคกลางนักปราชญ์สร้างเงื่อนไขวิวาทะกันมากเหลือเกินเพื่อแย่งชิงลูกค้า ศาสดาสำคัญ ๆ จึงอุบัติขึ้นเพื่อสร้างบรรยากาศใหม่ที่สงบเย็น
     ปรัชญาขงจื๊อ กำเนิดในยุคที่วุ่นวายแย่งชิงกันเป็นเจ้าคือ ยุคชุนชิว - จั้นกั๋ว (เลียดก๊ก) เราควรจะเข้าใจสภาพสังคมของศาสดาต่าง ๆ ด้วย เพราะคำสอนของท่านมีต้นตอที่มาจากปัญหาสังคมในยุคของท่านเอง

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว

Go to full version