ผู้เขียน หัวข้อ: ธรรมธาดาคู่โลกา : ปฏิปทาองค์สมเด็จพระกตธิการบรมอริยธรรมราชเจ้าผู้เฒ่าน้ำใส  (อ่าน 7885 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ธรรมธาดาคู่โลกา : ๒. โอบอ้อมอารี ศุทธิศรัทธา
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: 03 ธันวาคม 2010 08:08 AM »
      ไม่เพียงแต่ความจงรักภักดีต่อท่านซือจุน ซือหมู่ จะเป็นเช่นนี้เท่านั้น หากท่านยังมีความเคารพนบนอบต่อพุทธอริยเจ้าอย่างมากมายในกิจวัตรอีกด้วย ในทุก ๆ รายละเอียด ท่านจะมีแต่ความละเอียดรอบคอบโดยหาได้ปล่อยปละละเลยแม้แต่น้อยไม่ อย่างเช่น วันครูแห่งชาติอันเป็นวันประสูติของอริยปราชญ์ขงจื่อเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากอาวุโสในสถานธรรมต่างมีภาระกิจรัดตัว ดังนั้นผลาหารที่ตระเตรียมสำหรับถวายจึงมิได้พูนพร้อมเท่าที่ควร และครั้นท่านเหล่าเฉียนเหรินเดินเข้าไปภายในตำหนักพระ ท่านก็กล่าวอย่างทอดถอนใจว่า ""ความศรัทธาของพวกเธอยังไม่พอนะ ถวายผลไม้ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หากไม่ศรัทธาก็ไม่มีความหมายแล้ว ก็เหมือนกับคนในบ้านเธอได้บูชาพระแม่องค์ธรรม พุทธสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พุทธประทีป จะต้องจัดให้ตรง กระถางธูปจะต้องวางให้ตรง ธูปก็ต้องปักให้ตรง และยิ่งต้องมีความศรัทธามั่นคง อย่างนี้จะสอดคล้องต่อจริยธรรม ดังนั้นจึงไม่ควรทำอย่างลวก ๆ "" ครั้นทุกคนได้ฟังก็รู้สึกละอายเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้ว่า แม้แต่รายละเอียดของจริยธรรมท่านก็ยังมีความรอบคอบถึงเพียงนี้  ดังนั้นในส่วนของหลักใหญ่ของจริยธรรม ก็มิไยต้องกล่าวถึงอีกเลย
     แม้นว่าในเวลาเกือบ ๖๐ ปีที่ผ่านมา เพื่องานใหญ่แห่งสามโลกแล้ว ท่านอุทิศตนให้แก่เวไนยสัตว์ สละบ้านและกิจการงาน ห่างลาจากบุตร ภรรยา ปฏิบัติต่อเวไนยสัตว์เหมือนเช่นบุตรธิดา หากแต่กลับปฏิบัติต่อบุตรธิดาของท่านเหมือนเวไนยสัตว์ โดยทั้งหมดนี้ ท่านล้วนถือประโยชน์ส่วนรวมแห่งเวไนยสัตว์เป็นที่ตั้งทั้งสิ้น แต่สำหรับจิตใจที่ห่วงหาอาทรต่อเวไนยสัตว์แล้ว ท่านก็หาได้เป็นเพราะเวลาที่เปลี่ยนผันจึงผันเปลี่ยนไปเป็นอื่นไม่ โดยท่านจะดำรงความรักความอาทรอยู่ในหัวใจเช่นนี้เสมอ อย่างที่ท่านได้เดินทางกลับบ้านเกิดด้วยวัย ๘๙ ปีนั้น ท่านได้เห็นความระกำลำบากที่เกิดขึ้นแก่บ้านเกิดอย่างมากมาย ดังนั้นหลังจากกลับถึงไต้หวันแล้ว ท่านจึงยังมีอาการเศร้าโศกเสียใจอยู่ระยะหนึ่ง หรือกระทั่งน้ำตาซึมออกมาโดยไม่รู้ตัวอยู่บ่อยครั้ง แม้นอาวุโสที่อยู่เคียงข้างจะมีความรู้สึกอยากรู้ แต่ก็มิกล้าเอ่ยถามท่านแต่อย่างใด ด้วยเพราะเกรงว่าจะยิ่งทำให้ท่านต้องเสียใจมากยิ่งขึ้นกว่าเก่า แม้นเราจะเห็นท่านปฏิบัติต่อส่วนรวมโดยไม่หวังผลตอบแทนอย่างเคร่งครัดก็จริง แต่โดยแท้จริงแล้ว ภายในจิตใจของท่านก็ยังคงความอบอุ่นละมุนละไมแห่งความรักที่มีต่อสายโลหิต ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและจริงใจอยู่เช่นกัน
  ---ปีหมินกั๋วที่ ๘๑ (ค.ศ.๑๙๙๒)  ๓ ค่ำ เดือน ๑๐  อันเป็นวันบุตรธิดาของท่านจะกลับเมืองจีน หลังจากได้เดินทางมาเยี่ยมท่านเหล่าเฉียนเหรินนั้น ท่านเหล่าเฉียนเหรินได้บันทึกลงในสมุดอนุทินของท่านดังนี้ว่า "ลูกชายลูกหญิงจะกลับเมืองจีนแล้ว พบกันครั้งนี้ เกรงว่าจะไม่มีโอกาสได้พบกันอีก" บันทึกสั้น ๆ เพียงไม่กี่คำ แต่ความรักความอาทรก็ได้เผยปรากฏออกมาจนหมดสิ้น
    ในปีต่อมา บุตรหลานของท่านได้มาเยี่ยมท่านเหล่าเฉียนเหรินที่ไต้หวันอีกครั้ง ท่านเหล่าเฉียนเหรินก็รู้สึกตัวดีว่าท่านมีอายุมากแล้ว ด้วยความรักความอาทร ท่านจึงได้เขียนบันทึกต่อไปอีกว่า "ลูกชาย วั่นฮว๋า วั่นจัง และลูกหญิงอีกสองคน หลานชายอีกสอง  หลานสาวอีกหนึ่ง ทั้งหมดมาเยี่ยมข้าพเจ้าที่ไต้หวัน แต่ข้าพเจ้ามีสุขภาพไม่สู้ดี เกรงว่าจะไม่มีโอกาสได้พบหน้ากันอีกแล้ว ดังนั้นทุกคนจึงอยู่ร่วมฉลองตรุษจีนกันที่ไต้หวัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 ธันวาคม 2010 08:22 AM โดย jariya1204 »

ธรรมธาดาคู่โลกา : ๓ โอบอ้อมอารี ศุทธิศรัทธา
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: 06 ธันวาคม 2010 12:59 AM »

       เพื่อเวไนยสัตว์แล้ว ท่านยอมปล่อยวางความรักที่มีต่อครอบครัวและนำความรักทั้งหมดในหัวในอุทิศให้แก่ผืนอาณาจักรธรรม ในช่วงเวลา ๒๐ ปีที่ผ่านไป ท่านได้อุทิศเพื่อส่วนรวมโดยมิได้หวังผลเพื่อส่วนตน ท่านได้มอบความรักอันเจิดจรัสให้ทุกคนโดยไร้ความลำเอียง ท่านไม่เคยใช้เวลาอยู่กับบุตรธิดา แต่ทว่า ความรักของท่านที่มีต่อบุตรหลานก็ยังคงฝังแน่นอยู่ในหัวใจมิเคยเลือน สำหรับมหาบุรุษแห่งยุคนั้น ก็เป็นเช่นนี้แล
     ส่วนความรักที่มีต่อญาติธรรมนั้น ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องสามารถประจักษ์เห็นได้กันทั้งนั้น ในช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ท่านก็ยังเป็นเช่นห้วหน้าครอบครัวที่คอยดูแลอาณาจักรธรรม อีกยังเป็นประหนึ่งสดมภ์เอกที่ค้ำชูฟ้าดิน ที่ได้กำบังลมฝน อุทิศทุ่มเท ชี้ทิศนำทาง พิทักษ์ธรรมมา และไม่ว่าจะเป็นหญิงชายเฒ่าวัย ญาติธรรมเก่าหรือใหม่ ท่านก็จะแบ่งบันความรักและปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเสมอภาค ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าท่านจะพักอยู่ที่ใด หากได้มีญาติธรรมมอบสิ่งของมาให้ ไม่ว่าจะเป็นของมีค่าราคาแพงเช่นไร ท่านก็หาเคยตัดใจทานหรือใช้แต่อย่างใดไม่ หากแต่ท่านจะแบ่งปันให้แก่ทุก ๆ คน หรือนำไปใช้สำหรับส่งเสริมญาติธรรมโดยกล่าวเพียงว่า "ขอเพียงทุกคนสบายใจ เราก็ดีใจแล้ว" และทุกครั้งที่ท่านส่งแขกที่มาเยี่ยมท่านที่ฝูซัน ก็ยิ่งเป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจอย่างที่สุด ขอเพียงแต่ท่านมีเวลา ไม่ว่าจะเป็นญาติธรรมใหม่หรือเก่า ก็ไม่มีครั้งใดที่ท่านจะไม่ส่งจนถึงหน้าประตู และยืนรอจนรถแล่นออกไปไกลแล้วจึงค่อยกลับเข้าในเรือน
     แม้ท่านจะสิริอายุสูงถึง ๙๐ ปีแล้วก็ตาม แต่ท่านก็ยังคงปฏิบัติต่อทุกคนโดยมิแบ่งชั้นวรรณะ มิเคยเปลี่ยน สำหรับคุณธรรมประการนี้ก็เป็นเรื่องที่ชวนให้ผู้คนคนึงหามิเคยเลือน และทุกครั้งที่ได้ร่วมเดินทางไปกับท่าน ขอเพียงมีญาติธรรมขับรถตามหลัง ก็ไม่มีเวลาใดที่ท่านจะไม่คอยเหลียวหลังมองหาและเตือนสติคนขับรถเสมอว่า "ดูรถข้างหลังหน่อยซิว่ายังขับตามอยู่หรือเปล่า" แม้จะเป็นคำพูดที่แสนธรรมดา แต่ก็เปี่ยมล้นด้วยความรักความเมตตาอย่างมากมาย และแน่นอนว่า สำหรับอาวุโสที่เคยร่วมบุกเบิกกรุยทาง ร่วมทุกข์ ร่วนสุขในการแพร่ธรรมที่ไต้หวันเหล่านั้น ท่านเหล่าเฉียนเหรินก็ยิ่งให้ความเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ โดยพวกเราสามารถเห็นถึงความจริงใจจากบันทึกที่ท่านได้ถ่ายทอดเอาไว้อย่างแจ่มชัด ซึ่งในที่นี่เราจะขอหยิบยกตัวอย่างให้ท่านได้เห็นเพียงสามเหตุการณ์

ธรรมธาดาคู่โลกา : ๔ โอบอ้อมอารี ศุทธิศรัทธา
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: 06 ธันวาคม 2010 01:56 AM »

      ปีหมินกั๋วที่ ๖๑ (ค.ศ.๑๙๗๒) ท่านหลิวเฉียนเหริน (ต้าเต๋อเจินจวิน) ได้ถึงแก่มรณกรรม ร่างของท่านได้ฝังอยู่ ณ ฝูซันหรงเยวี๋ยน ปกติท่านเหล่าเฉียนเหริน และท่านหลิวเฉียนเหริน ต่างมีมิตรภาพอันแนบแน่น ในตอนที่ท่านหลิวเฉียนเหรินยังมีชีวิตอยู่ ท่านมีความเสียสละทุ่มเทต่องานธรรม อีกในด้านอาจาริยวัตร (กิจที่ควรประพฤติปฏิบัติต่อครูบาร์อาจารย์) ที่ปฏิบัติต่อท่านเหล่าเฉียนเหรินก็เป็นแบบอย่างอันดีที่รู้กันโดยทั่ว ดังนั้นในตอนที่ท่านหลิวเฉียนเหรินได้ถึงแก่อาสัญ ก็เป็นเรื่องที่ทำให้ท่านเหล่าเฉียนเหรินต้องเศร้าโศกจาบัลย์อย่างเหลือประมาณ จนถึงกับลั่นวาจาอย่างทุกข์ระทมว่า "สูญเสียเสาหลักไปอีกคนหนึ่งแล้ว" แม้นจะเป็นคำพูดอันธรรมดา แต่สำหรับผู้ที่สามารถเป็นเสาหลักภายในใจของท่านได้นั้น จะมีสักกี่คน ดังนั้นสำหรับมิตรสัมพันธ์และธรรมสัมพันธ์ระหว่างท่านทั้งสองก็สามารถรู้ได้จากจุดนี้ได้เป็นอย่างดี
     อีกท่านหนึ่งคือท่านจางเฉียนเหริน เต๋อฮุ่ยผูซ่า เมื่อตอนที่ท่านจางเฉียนเหรินยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้ปฏิบัติต่อท่านเหล่าเฉียนเหรินอย่างซื่อสัตย์นบนอบ และก็เป็นแบบอย่างอันงดงามในหมู่สตรี ท่านจางเฉียนเหรินได้ซักผ้าทำอาหารให้ท่านเหล่าเฉียนเหริน อีกทั้งยังร่วมทุกข์ร่วมสุขบุกเบิกแพร่ธรรมร่วมกับเหล่าอาวุโสถึง ๒๐ กว่าปี  เมื่อปีหมินกั๋วที่ ๗๙ (ค.ศ.๑๙๙๐) อันเป็นปีที่ท่านจางเฉียนเหรินได้สำเร็จธรรมนั้น ท่านเหล่าเฉียนเหรินได้เดินทางมาเป็นประธานในมหาอวมงคลพิธีให้กับท่านจางเฉียนเหริน โดยเฉพาะในตอนที่จะทำพิธีปลงศพนั้น ท่านยังได้คุกเข่ากราบสามกราบให้กับท่านจางเฉียนเหรินอีกด้วย เรื่องนี้ได้สร้างความตกตลึงให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก โดยภายในใจต่างคิดกันว่า ด้วยธรรมวุติและวัยวุติอย่างท่านเหล่าเฉียนเหรินนี้ อย่างไรก็มิควรทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเกรงว่าผู้เป็นโฮ่วเสวียจะรับไม่ไหว แต่ท่านเหล่าเฉียนเหรินก็ยังคงกล่าวยืนยันกับทุกคนว่า "ซักผ้าทำอาหารให้เราถึง ๒๐ กว่าปีเรากราบขอบคุณเขาก็เป็นสิ่งที่สมควรแล้ว"
    สำหรับผู้ทรงมหาบารมี ก็จะมีแต่ความรำลึกตรึกพระคุณอยู่ทุกเมื่อ อันจริยาที่ท่านแสดงออกก็ควรค่าถือการเป็นแบบอย่าง และสำหรับความจริงใจอันบริสุทธิ์ ก็ยิ่งทำให้ญาติธรรมที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างประทับใจกันโดยถ้วนหน้า
   ในปีหมินกั๋วที่ ๘๑ (ค.ศ.๑๙๙๒) เดือน ๑๒ วันที่ ๓ ท่านเหล่าเฉียนเหริน ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดสถานธรรมฃงเมี่ยวที่เมืองไทย อีกทั้งยังเป็นประธานในพิธีเบิกหน้าดิน สถานพักเลี้ยงคนชรา และเปิดชั้นขมาสำนึกบาป โดยมีกำหนดจะเดินทางต่อไปยังฮ่องกงในวันที่ ๑๘  หลังจากที่ได้เสร็จธุระทางเมืองไทยแล้ว แต่คาดไม่ถึงว่าในวันที่ ๑๖ ก็ได้รับข่าวร้ายของฉีเฉียนเหรินอย่างกระทันหัน ในขณะที่ท่านกำลังเสร้าโศกเสียใจอยู่นั้น ท่านได้รีบจองที่นั่งเดินทางกลับไต้หวันทันที และก็ด้วยความศรัทธาจริงใจ เบื้องฟ้าทรงพระเมตตา ท่านจึงสามารถจองที่นั่งกลับไต้หวันในวันที่ ๑๗ ได้อย่างราบรื่น ในขณะนั้นท่านได้บันทึกถ้อยคำอันสะเทือนใจเช่นนี้ว่า "โอ้ จากเทียนจินมาไต้หวันสิบกว่าคน เพื่อธรรมะได้อุทิศจนธรรมขจรไปทั่วโลก ทุกคนต่างทุกข์ยากแสนลำบาก ตราบจนบัดนี้ ที่สำเร็จธรรมกลับเบื้องบนก็หลายคนแล้ว คงเหลือเพียงข้าพเจ้ากับเฉินหงเจินที่ต้องโดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างที่สุด อนาคตจะเป็นเช่นไร ข้าพเจ้ามิกล้าคาดคิด ก็มีเพียงถอนใจเศร้าเท่านั้นเอง" สำหรับมิตรไมตรีที่มีต่อโฮ่วเสวียอันกระชับแน่นเช่นนี้ ก็เป็นเรื่องที่เราทุกคนต่างรู้สึกเลื่อมใสและประทับใจอย่างที่สุด
    มีคนกล่าวว่า ท่านเข้มงวดจนไม่มีคความเข้าใจจิตใจมนุษย์เอาเสียเลย ท่านมีแต่วิจารย์ข้อเสียตั้งมากมาย แต่คำให้กำลังใจกลับมีน้อย เสียเหลือเกิน ดังนั้นจึงมักทำให้ผู้คนรู้สึกยำเกรงจนกลายเป็นความเหินห่าง โดยที่ทุกคนหารู้ไม่ว่า "เมื่อหนักน้ำใจสายใยธรรมก็บอบบาง อันกวดขันแท้คือรัก ใครกระจ่าง หากลำพังถือน้ำใจไร้ธรรมชัก น้ำใจหนักจักอยู่ได้สักกี่ครา " "ไม่ขัดเกลาก็ยากเป็นเสาคานหลัก"
       

ธรรมธาดาคู่โลกา : ๕ โอบอ้อมอารี ศุทธิศรัทธา
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: 06 ธันวาคม 2010 02:40 AM »

      โดยเฉพาะท่านได้ผ่านประสบการ์ชีวิตมาแล้วอย่างโชกโชน บวกกับปัญญจักษุอันเฉียบคมของท่าน เพียงพริบตาก็สามารถมองทะลุในข้อบกพร่อง เห็นกระจ่างในหลายเรื่องราว ดังนั้นท่านจึงหวังให้พวกเราหนักแน่นมั่นคง ปฏิบัติบำเพ็ญอย่างซื่อตรง ชำระปณิธานสรรค์สร้างบุญกุศล จนที่สุดได้กลับคืนสู่เมืองฟ้าอมร ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นให้เติมใหญ่ ใจรักที่คาดหวังให้สำเร็จ ดังนั้นจึงมักจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมา อบรมสอนสั่งอยู่ทุกเมื่อเวลา โดยท่านจะปฏิบัติต่อทุกคนเฉกเช่นเดียวกับการปฏิบัติต่อตัวท่านเอง ท่านมิเคยแสวงหาความสุขให้กับตัวเอง หากจะคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งเวไนยสัตว์เป็นที่ตั้ง สำหรับจิตใจอันตรงไปตรงมาจนดูเสมือนว่าเคร่งครัดเช่นนี้ โดยแท้แล้วก็เป็นความรักอาทรที่หวังให้ทุกคนได้หลุดพ้นเท่านั้น และผู้ที่สามารถเข้าถึงจิตใจของท่านได้นั้น ย่อมต้องรู้สึกซาบซึ้งประทับใจเป็นแน่แท้ เพราะหากมิใช่จิตใจอันเมตตาอาทรอย่างแท้จริงแล้ว ไฉนท่านจึงสามารถอบรมสอนสั่งโดยมิแหนงหน่ายถึงเพียงนี้ได้
     ท่านมักจะกล่าวกับพวกเราอยู่เสมอว่า "เมื่อรู้ว่าธรรมะนี้ดี ก็จงนำไปบอกเล่าให้ผู้อื่นรู้" "พวกเราจะต้องช่วยเหลือผู้คนอยู่ทุกขณะ" "หากวันนี้เราทำความดี ก็คือคนดี แต่หากพรุ่งนี้ไม่ทำ นั่นก็ไม่ใช่แล้ว" เหล่านี้ล้วนเป็นคำพูดอันแสนธรรมดาที่เต็มไปด้วยความจริงใจ ที่ล้วนเป็นคติอุทาหรณ์อันมีค่าสำหรับผู้บำเพ็ญทุก ๆ คน ซึ่งหากผู้คนในสังคมทุกระดับล้วนสามารถปฏิบัติได้ดังนี้โลกใบนี้ก็คงกลายเป็นสันติภาพไปนานแล้ว
    สำหรับญาติธรรมที่เคยไปพักที่เทียนเอวี๋ยนฝอเยวี่ยน จะทราบดีว่าคำพูดที่มักจะได้ยินท่านกล่าวยามเช้า หลังจากทักทายอรุณสวัสดิ์กับท่านนั้นก็คือ "ตื่นเช้าได้ดื่มน้ำหรือยัง"" หลังตื่นนอนจะต้องดื่มน้ำสักแก้ว จะมีประโยชน์ต่อสุขภาพนะ มิเช่นนั้น เราคงอยู่ไม่ถึงอายุปูนนี้หรอก" จากรายละเอียดเพียงเล็กน้อยจุดนี้ พวกเราก็สามารถสัมผัสถึงความห่วงใยที่มีต่อญาติธรรมอย่างไม่เคยเปลี่ยนของท่านได้เป็นอย่างดี
    ครั้งหนึ่งจำได้ว่า โฮ่วเสวียหลายคนกำลังจัดเรียงเอกสาร มีอาวุโสท่านหนึ่งเมตตาให้ขนมเปียะมาเป็นของกินเล่น แต่ทุกคนง่วนอยู่กับงาน ยังไม่ว่างกิน พอดีท่านกลับมาได้เห็นขนมเปียะวางอยู่ ท่านไม่ถามอะไร แต่ขมวดคิ้วแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขึมว่า "อย่ากินอะไรจุกจิกจะทำให้เสียสุขภาพได้" โฮ่วเสวียทุกคนไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่ก้มหน้าขานรับเท่านั้น บุคคลที่ไม่เข้าใจจิตใจท่าน มักเห็นว่าท่านเข้มงวดจนเกินเหตุแค่กินขนมของว่างก็ยังถูกตำหนิ อีกทั้งไม่ใช่จัดหามาเอง อาจจะต้ดพ้อในใจบ้างแต่ทว่าผู้ที่เข้าใจท่านจริง ๆ  กลับรู้สึกซาบซึ้งขอบคุณด้วซ้ำ ! หากมิใช่ท่านห่วงพวกเราด้วยเหมือนห่วงตัวท่านเองแล้วไยต้องใส่ใจรายละเอียดถึงเพียงนี้ เกรงว่าพวกเราจะมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้น ดุจเหมือนคุณปู่คุณตารักหลานใส่ใจทุกกระเบียดนิ้วจึงระวังทุกเวลา ! เมื่อเปรียบเทียบพวกเรากับตัวท่านเหล่าเฉียนเหรินแล้ว พวกเรามีข้อบกพร่องมากมายเสียจริง ๆ จึงไม่แปลกเลยที่ท่านต้องห่วงใยเช่นนี้ 

ธรรมธาดาคู่โลกา : ๖ โอบอ้อมอารี ศุทธิศรัทธา
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: 06 ธันวาคม 2010 04:24 AM »

       สำหรับบุคคลทั่วไป โดยมากมักจะเห็นเพียงด้านที่เข้มงวดคอยอบรมสอนสั่งของท่าน ในลิ้นชักของท่านนั้น ท่านมักจะเตรียมซองอั่งเปาและเงินสดไว้อยู่เสมอ หากเมื่อใดที่มีญาติธรม กระทั่งสามคุณมาหา ขอเพียงท่านทราบว่าเป็นญาติธรรมที่ทุ่มเทอุทิศทั้งหมดภายในอาณาจักรธรรม และกำลังประสบปัญหาเรื่องเงินทองอยู่ ท่านก็มักจะมอบเงินเหล่านี้ให้ตามความเหมาะสมอยู่เสมอ พร้อมทั้งกล่าวว่า "ผู้ใหญ่ให้ ผู้เยาว์มิควรปฏิเสธ" เมื่อท่านยืนยันในเจตนาเช่นนั้น โฮ่วเสวียหลายๆ คนจึงได้แต่สำนึกพระคุณโดยมิอาจปฏิเสธน้ำใจของท่านได้ และถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ก็ตาม ท่านก็มิเคยเอ่ยปากบอกบุญแก่ญาติธรรม อีกทั้งยังห้ามมิให้ใครทำการเรี่ยไรเงินบริจาคอีกด้วย หากอาณาจักรธรรมมีงานช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผู้เข้าใจหลักธรรมก็ทำบุญเองเจริญปณิธาน ชำระหนี้กรรมต้องมีความศรัทธาจริงใจด้วยตัวเอง จึงเป็นบุญจริงกุศลแท้ ดังนั้นท่านจึงปฏิบัติตามพุทธระเบียบ ไม่บังคับให้ใคร ๆ บริจาค ทุกอย่างเป็นไปตามอัธยาศัยขอเพียงได้ทำเต็มที่ก็พอแล้ว
      เมื่อปีที่แล้ว ท่านประสงค์จะซื้อที่ดินไว้สำหรับไว้เป็นอริยาณาจักรยุคขาวที่ผูหลี่ เนื่องจากที่นั่นมีภูมิโหราศาสตร์อันงดงาม อีกเพราะท่านประสงค์จะบรรลุความตั้งใจของท่านซือจุนที่เคยวาดหวังไว้ในอดีต ดังนั้นท่านจึงตัดสินใจซื้อที่ดินผืนดังกล่าว แต่เนื่องจากเป็นเงินก้อนโต ท่านจึงไม่สามารถรวบรวมให้ครบตามจำนวนในทันใดได้ ในตอนนั้นมีอาจารย์อยู่ท่านหนึ่ง ที่ไม่อยากให้ท่านเหล่าเฉียนเหรินต้องกลัดกลุ้มกับเรื่องเงินค่าที่ดิน อาจารย์ท่านนั้นจึงไปรวบรวมเงินมาจนได้จำนวนหนึ่งแสนเหรียญ และคุกเข่าอ้อนวอนให้ท่านเหล่าเฉียนเหรินรับไว้ด้วยความจริงใจ แต่ไม่ว่าท่านเหล่าเฉียนเหรินจะขาดแคลนเงินทองอย่างไร ท่านก็จะไม่ยอมให้ญาติธรรมต้องเดือดร้อนอย่างเด็ดขาด ดังนั้นท่านจึงปฏิเสธอาจารย์ท่านนั้น พร้อมทั้งเมตตาด้วยน้ำตาว่า "เธอก็ไม่ได้ทำงาน ตอนนี้ก็อุทิศทุ่มเททั้งหมดให้แก่อาณาจักรธรรมอยู่แล้ว จะทำอย่างนี้ได้อย่างไร โดยเฉพาะนี่เป็นเงินญาติธรรม เป็นหยาดเหงื่อแรงกายของพวกเขา เราจึงไม่ควรรบกวนพวกเขาให้ทำบุญ"  อาจารย์ท่านนั้นรู้สึกซาบซึ้งและละอายใจจนน้ำตานองหน้า
     ในเวลาต่อมา มีอาจารย์อาวุโสในอาณาจักรธรรมหลายท่านต้องการเผยแพร่ข่าวสารนี้ผ่านนิตยสารกวงหมิง เพื่อให้ทุกคนได้พร้อมใจกันแบ่งเบาภาระของท่านเหล่าเฉียนเหริน ดังนั้นจึงได้ร่างบทความสำหรับลงพิมพ์ในนิตยสารกวงหมิงให้ท่านเหล่าเฉียนเหรินพิจารณา แต่ท่านเหล่าเฉียนเหรินก็ยืนยันให้ลบหมายเลขบัญชีของกวงหมิงเหรินอ้ายจือเจีย (บ้านสว่างอาทรรัก) ออก พร้อมทั้งสั่งกำชับไว้คำหนึ่งว่า "อริยาณาจักรยุคขาวผืนนี้ เราตั้งใจจะมอบให้แก่ทุกคน ตั้งใจจะให้เป็นประโยชน์สำหรับทุกคน" ครั้นโฮ่วเสวียทุกคนได้รับรู้ มีหรือที่จะไม่ซาบซึ้งใจ
     ไม่เพียงเท่านี้ สำหรับจิตใจอันบริสุทธิ์จริงใจของท่าน ก็น้อยคนนักที่จะได้พบเห็น แมันท่านจะรู้ดีว่าทุกคนต่างรักและยำเกรงในตัวท่าน แต่เพื่อผดุงความมั่นคงของอาณาจักรธรรมโดนรวมแล้ว ท่านยิ่งจำเป็นต้องใช้ทั้งพระเดชพระคุณ ต้องปฏิบัตตนให้เป็นแบบอย่าง ต้องอบรมสอนสั่งอย่างเคร่งครัด เพราะใจคนนั้นปล่อยง่ายแต่หากเก็บยากยิ่งนัก สำหรับผู้ที่เคยติดตามท่านเหล่าเฉียนเหรินจะรู้ดีว่าท่านมีความเมตตาเป็นอย่างมาก ท่านจะคิดถึงผู้อื่นอยู่เสมอ ท่านจะมีความเป็นกันเองและเป็นคนใจดี ปกติท่านนอกจากจะคุยสัพเพเหระกับทุกคน บางครั้งท่านยังจะเล่านิทานหรือเกล็ดความรู้ให้พวกเราฟัง ดังนั้นจึงทำให้พวกเราได้มีความรู้อันกว้างขวาง หรือกระทั่งในบางโอกาสที่ท่านอบรมสอนสั่งพวกเรา ท่านก็จะมีความดีใจจนถึงกับลืมอายุและฐานะของตนไปเลย สำหรับจิตใจอันบริสุทธิ์เรียบง่ายของท่านดวงนี้ ได้สร้างความประทับใจให้กับทุกคนมากมาย
    ครั้งหนึ่งเมื่อปลายปีที่แล้ว ทุกคนต่างนั่งล้อมท่านเหล่าเฉียนเหรินดูรายการข่าว ในขณะที่ได้เห็นกลุ่มนักศึกษากำลังรับการฝึกอบรมและทำการสาธิตท่าวิดพื้นอยู่นั้น ท่านเหล่าเฉียนเหรินที่ปกติจะดูโทรทัศน์อย่างเงียบสงบก็พูดโพร่งขึ้นในทันใดว่า "พวกเขาไม่เข้าใจ" ทุกคนต่างงงวยจนทำอะไรไม่ถูก ในขณะที่ทุกคนยังไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดีนั้น ท่านได้กล่าวต่อไปอีกว่า "พวกเธอก็ไม่เข้าใจที่ฉันพูดอยู่ละซิ" ทุกคนไม่เข้าใจจริง ๆ ท่านเหล่าเฉียนเหรินเป็นคนที่พูดไวทำไว ยังไม่ทันที่พวกเราจะตอบ ชายชราวัย ๙๔ ก็หมอบลงกับพื้นพร้อมกับทำท่าวิดพื้นให้ดูอย่างคล่องแคล่ว ท่าวิดพื้นมีความถูกต้องตามมาตรฐาน ท่านได้วิดพื้นให้พวกเราดูอยู่หลายครั้ง ทั้งยังสามารถพูดไปพร้อมกับการวิดพื้นในขณะเดียวกันอีกด้วย "ท่าวิดพื้นที่ถูกต้องจะต้องเป็นแบบนี้ ร่างกายไม่ควรแนบติดไปกับพื้น" ทุกคนต่างรู้สึกกระดากใจจนต้องรีบพากันหมอบลงหัดทำตามท่่านบ้าง แต่ทำได้เพียงไม่กี่ครั้งก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเหลือกำลัง ในตอนนั้นทุกคนจึงเข้าใจความหมายของท่านว่ากำลังหมายถึง ท่าวิดพื้นของเหล่านักศึกษาที่ไม่มีความถูกต้องนั่นเอง หลังจากที่ท่านได้ลุกขึ้นยืนด้วยรอยยิ้ม ทุกคนต่างก็เหงือโทรมกายกันถ้วนหน้า เมื่อคิดแล้วก็รู้สึกละอายใจยิ่งนัก เพราะคนหนุ่มสาวยังมิอาจสู้คนแก่อย่างท่านได้เลย
    ในครั้งนั้น ทุกคนต่างชื่นชมในท่าวิดพื้นอันคล่องแคล่วงดงาม และความละเอียดรอบคอบในการบำเพ็ญที่จะไม่ยอมให้เกิดการปล่อยปละละเลยของท่านเป็นอย่างยิ่ง แต่ในอีกส่วนหนึ่งนั้น พวกเราต่างแอบรู้สึกดีใจอยู่ลึก ๆ เพราะท่านยังมีสุขภาพอันแข็งแรง ซึ่งถือว่าเป็นบุญวาสนาของพวกเราทุกคน อาวุโสต่างกล่าวกันอยู่เสมอว่า "วันหนึ่งที่ท่านอยู่ ก็ถือว่าเป็นวันแห่งวาสนาของทุกคน" ยิ่งมีคนกล่าวว่า "หนึ่งวันที่ผู้ทรงบารมียังอยู่ ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่โลกจะสันติสุข" (ซึ่งก็เป็นดังที่กล่าวเช่นนั้นไม่ผิด เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เมืองที่ท่านอยู่ยังมิเคยปรากฏหายนะภัยจากธรรมชาติเลยแม้สักครั้ง แต่เพียงท่านได้สำเร็จธรรมจากไปแล้วเท่านั้น เมืองนั้นก็มักจะประสบหายนะภัยอยู่เนือง ๆ นั่นก็เพราะเมืองนั้นได้สูญเสียผู้ทรงธรรมไปแล้วนั่นเอง"
    แต่โลกนี้ช่างเต็มไปด้วยความอนิจจัง หลายสิ่งมักจะเกิดขึนอย่างเหนือความคาดหมาย เพราะอีกเพียงไม่กี่เดือน ท่านก็อำลาจากพวกเราไปอย่างมิอาจหวนคืน แม้นว่าการเกิดตายของชาวโลกจะเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลื่องได้ แต่สำหรับจิตใจอันบริสุทธิ์เป็นกันเองพร้อมบารมีอันประเสริฐที่ไม่มีการถือสาแบ่งแยกนั้น ก้เป็นความทรงจำที่พวกเราไม่มีวันลบลืมได้ ในวันที่ท่านอำลาจากไป พวกเราทุกคนต่างเศร้าโศกร่ำไห้เสียใจ บรรยายกาศทั่วเทียนเอวี๋ยนฝอเยวี้ยนล้วนสลดหดหู่อย่างน่าใจหาย แม้แต่ต้นไม้ใบหญ้าทั่วหุบเขาก็ยังแสดงอาการเศร้าสลดอย่างมิเคยเป็นมาก่อน ในตลอด ๒๐กว่าวัน ท้องฟ้าได้โปรยละอองฝนร่วมแสดงความเสียใจอย่างมิเคยปรากฏไปทั่วตัวเมือง นั่นเพราะเวไนยสัตว์ได้สูญเสียมหาบุุรุษผู้ยิ่งใหญ่ไปแล้วนั่นเอง


       ครั้นกล่าวถึงความวิริยะใฝ่ศึกษาของท่านเหล่าเฉียนเหรินแล้ว ก็ยิ่งคู่ควรแก่เกียรติคุณนี้อย่างมิต้องสงสัย นอกจากการปฏิบัติธรรมและการต้อนรับญาติิธรรมแล้ว ครั้นมีเวลาว่าง มือของท่านก็แทบจะไม่เคยว่างเว้นจากหนังสือแต่อย่างใด และไม่ว่าจะเป็นหนังสือประเภทใด ท่านก็จะทุ่มเทศึกษาให้รู้ซึ้งอย่างแตกฉาน สำหรับคนที่ติดตามท่านเหล่าเฉียนเหริน ต่างก็ทราบดีว่า ท่านจะมีความรอบรู้เสียเกือบทุกเรื่อง โดยไม่จำกัดเฉพาะศิลปวรรณกรรมหรือพระสูตรคัมภีร์ของแต่ละศาสนาเท่านั้น หากยังครอบคลุมถึงวิชาดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เศรษศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ ตลอดจนการเขียนภู่กันจีน ดีดลูกคิด เย็บปักถักร้อย คหกรรมต่าง ๆ ท่านล้วนชำนาญจนถึงขั้นแตกฉานทั้งสิ้น จนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังเคยตรัสชมท่านว่า "ความรู้ลุ่มลึก รู้อดีตแจ้งปัจจุบัน" ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้นทุกประการ
      และเหตุที่ท่านมีภูมิธรรมความรู้อันสุขุม ลายมือภู่กันอันวิจิตรนั้นเพราะ ท่านเป็นผู้ที่มีความขยันร่ำเรียนอย่างเหนือคนธรรมดามาแต่เยาว์วัย โดยเฉพาะหลังจากที่ท่านได้รับธรรมะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพระสูตร พระโอวาท หรือหนังสือธรรมะต่าง ๆ ขอเพียงท่านมีเวลาท่านก็จะตั้งใจศึกษาค้นคว้า หรือกระทั่งดิ่งความคิดอยู่กับสิ่งที่ศึกษาอยู่มิขาด ไม่ว่าจะอยู่ที่ฝูซันก็ดีหรือที่เทียนฝอเยวี้ยนก้ดี บนหัวเตียงของท่านจะมีหนังสือจัดเป็นแถวยาวเพื่อที่จะสะดวกในการหยิบอ่านได้ทุกเวลา และครั้นท่านได้อ่านพบคติธรรม ความรู้ดี ๆ ข้อใด ท่านก็จะนำมาบอกเล่าแบ่งปันให้กับทุกคนโดยมิหวงแหนแต่อย่างใด ทั้งนี้ท่านยังมักสนับสนุนให้ทุกคนมีความสนใจใฝ่ศึกษาอยู่มิขาด ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา พุทธโวาทของแต่ละชั้นเรียนที่ญาติธรรมได้ส่งมาให้อย่างมากมายนั้นท่านจะรับมาอ่านตั้งแต่ต้นจนจบอย่างละเอียดทุกฉบับ สำหรับจิตใจที่แน่วแน่ของท่านเช่นนี้ก็เป็นจิตใจที่น่าเคารพยิ่ง
      สำหรับความตั้งอกตั้งใจ ความวิริยะพากเพียรในการศึกษาเล่าเรียนของท่าน ก็หาใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามัญจะสามารถทัดเทียมได้ไม่ โดยจะขอยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งมาเล่าสู่กันฟัง ท่านเคยเขียนบทนำใน"คัมภีร์หมิงเซิ่งจิง" โดยมีเนื้อหาดังนี้ว่า "ข้าพเจ้ามาไต้หวันในปีหมินกั๋วที่ ๓๗ (ค.ศ.๑๙๔๘) ตราบจนฤดูสารทในปีหมินกั๋วที่ ๓๘ (ค.ศ.๑๙๔๙) เหตุด้วยความเหน็ดเหนื่อยกรำงานกับการบริหารร้านค้า จึงทำให้เจ็บป่วยเป็นโรคกระบังลมอักเสบซึ่งเป็นอันตรายยิ่งนัก และการรักษาใด ๆ ก็ไม่สัมฤทธิ์ผลทั้งสิ้น จนกระทั่งวสันตฤดูในปีหมินกั๋วที่ ๔๐ (ค.ศ.๑๙๕๑) อาการเจ็บป่วยก็หาได้ดีขึ้นแต่อย่างใดไม่ และด้วยเหตุที่ได้ค้นหนังสือที่นำมาจากเทียนจินขึ้นอ่านพบว่าเป็น "คัมภีร์หมิงเซิ่งจิง"  ดังนั้นจึงทำการจัดพิมพ์จำนวนหนึ่งพันฉบับออกแจกจ่าย และนับแต่นั้น ข้าพเจ้าก็สวดท่องอยู่ทุกวันด้วยความศรัทธา ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน อาการเจ็บป่วยของข้าพเจ้าก็หายเป็นปลิดทิ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก ตราบจนบัดนี้ ข้าพเจ้าอายุ ๗๑ ปีแล้วแต่สุขภาพก็ยังคงแข็งแรง นั่นก็เพราะอานุภาพแห่ง "คัมภีร์หมิงเซิ่งจิง" นั่นเอง...


        สำหรับคัมภีร์เล่มนี้ ท่านได้ท่องมาตลอดสามสี่สิบปี เรียกได้ว่าท่านไม่เคยว่างเว้นแต่อย่างใด และแม้นงานธรรมจะรัดตัวมากเพียงใดท่านก็หาได้หยุดหย่อนแต่อย่างใดไม่ สำหรับจิตใจวิริยะพากเพียรของท่านดั่งนี้ ก็เป็นจิตใจที่ทำให้พวกเรารู้สึกนับถือและละอายใจยิ่งนัก อย่างเมื่อปีที่แล้ว ตอนนั้นท่านสิริอายุสูงถึง ๙๔ ปี ในเดือน ๖ ท่านได้รับเชิญให้ไปยังประเทศมอริเซียส ซึ่งเป็นการเดินทางไกลครั้งสุดท้ายในชีวิตของท่าน ในตอนนั้นท่านก็ยังคงพกคัมภีร์" หมิงเซิ่งจิง" ติดตัวไปอ่านถึงที่นั่นด้วย ในวันที่ ๔ เดือน ๗ ท่านเดินทางกลับไต้หวันเมื่อตอนที่ท่านลงจากเครื่องกลับถึงฝูซันก็เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว แม้ตอนนั้นท่านจะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกลมากเพียงใด แต่สิ่งแรกที่ท่านทำหลังจากกลับเข้าห้องนอนก็คือหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน ดังนั้นการที่พวกเราได้มีเหล่าเฉียนเหรินที่มีความวิริยะใฝ่ศึกษามากเช่นนี้ จึงนับเป็นวาสนาอันสูงยิ่งของพวกเราทุกคน
      นอกจากความขยันอ่านแล้ว ท่านก็ยังมุ่งมั่นฝึกฝนลายมือพู่กันอยู่เสมอ ลายมือของท่านนั้นหมดจด มีพลัง แม้นท่านจะมีภารกิจงานธรรมอันมากมายก็จริง แต่ท่านก็ยังตกทอดผลงานศิลปะพู่กันนับเป็นพัน ๆ ฉบับซึ่งก็ได้กลายเป็นที่ระลึกอันอมตะ และทรงคุณค่าที่สุดของญาติธรรมจำนวนมาก  สำหรับปฏิปทาอันงดงามของท่านดังนี้ก็เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในหมู่คนมากมาย ซึ่งปฏิปทาดังนี้ไม่เพียงแต่สามารถทำให้ท่านมีความรู้ที่แตกฉานในทุก ๆ เรื่องราวเท่านั้น หากยังเสริมส่งให้ท่านมีบารมีอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร และประสบผลสำเร็จในการนำพาอาณาจักรธรรมอันยิ่งใหญ่อีกด้วย ในคัมภีร์ทางสายกลางมีบันทึกไว้ว่า "หากไร้ซึ่งวรบารมี วิสุทธิธรรม มิอาจได้บรรลุ" อันเรื่องใหญ่แห่งการฉุดช่วยเวไนยสัตว์ มีฤาที่จะสำเร็จได้ด้วยง่าย
     ครั้นกล่าวถึงความงดงามด้านการประหยัด ก็เป็นจริยวัตรที่ผู้คนในอาณาจักรธรรมล้วนทราบเป็นอย่างดี เฉิงจื่อกล่าวว่า "ประหยัดเรียบง่าย คือคุณธรรมอันงดงามแห่งมนุษย์"  อันวัตรปฏิบัติในด้านความมัธยัสถ์ของท่านนั้นงดงามจนถึงขั้นคัมภีรภาพ จนทำให้ผู้คนที่คิดว่าได้ประหยัดแล้วยังต้องละอายแก่ใจนอกจากท่านจะไม่สิ้นเปลืองเงินทองเท่านั้น แม้นเพียงเศษกระดาษท่านก็ยังคงทะนุถนอมมิสิ้นเปลือง ส่วนเงินทองทุกบาททุกสตางค์ท่านก็จะใช้ให้เกิดคุณค่าเป็นเท่าตัว ดังนั้น เมื่อท่านได้เห็นเศรธกิจพัฒนาล้ำหน้าไปไกล วัตถุสิ่งของล้วนอุดมสมบูรณ์ แต่เหล่าคนหนุ่มสาวต่างฟุ้งเฟ้อโดยไม่รู้คุณค่าของความประหยัด หรือกระทั่งยังมีทัศนคติที่เมินเฉยไม่นำพาเสียอีก เหตุการณ์เหล่านี้จึงมักทำให้ท่านถอนหายใจเสมอ โดยเฉพาะหากเป็นของชิ้นน้อยด้อยค่าที่สามารถหาซื้อได้โดยไม่ยาก เช่น เข็ม ด้าย เป็นต้น คนทั่วไปก็มักจะทิ้งส่วนที่เหลือจากการปะเย็บไปโดยไม่ไยดี แต่สำหรับผู้ที่มีวัตรปฏิบัติอันงดงามเช่นท่านเหล่าเฉียนเหริน จะหาเป็นเช่นนั้นไม่ กล่าวคือ มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีอาวุโสหญิงท่านหนึ่งอาสาจะเย็บกระดุมให้ท่าน ท่านกล่าวว่า "เธอเย็บไม่เป็นหรอก" อาวุโสท่านนั้นรู้สึกแปลกใจ เพราะว่าเขาถนัดเรื่องเย็บปักถักร้อยอยู่แล้ว เหตุใดท่านเหล่าเฉียนเหรินจึงกล่าวว่าเขาเย็บไม่เป็นเล่า จึงกล่าวว่า "ท่านเหล่าเฉียนเหรินเมตตา โฮ่วเสวียปะเย็บอยู่บ่อย ๆ ขอให้ท่านเหล่าเฉียนเหรินเมตตาให้โอกาสโฮ่วเสวียศึกษาด้วยเถิด" ท่านเหล่าเฉียนเหรินไม่อาจปฏิเสธ จึงยื่นเสื้อให้อาวุโสท่านนั้น ครั้นได้รับเสื้อ อาวุโสท่านนั้นก็ดึงด้ายเตรียมร้อยเข็มอย่างคล่องแคล่ว แต่ยังไม่ทันจะเริ่มลงมือ ท่านเหล่าเฉียนเหรินก็ท้วงขึ้นว่า " บอกแล้วว่าเธอเย็บไม่เป็นก็ไม่เชื่อ เย็บกระดุมแค่นี้ไม่จำเป็นต้องใช้ด้ายยาวขนาดนี้หรอก ใช้เพียงแค่นี้ก็พอ" ท่านเหล่าเฉียนเหรินรับเสื้อมาเย็บเอง ซึ่งท่านก็สามารถใช้ด้ายเย็บกระดุมได้อย่างพอดีไม่มีเหลือทิ้ง ไม่เพียงแค่ด้ายเท่านั้น แม้กระทั่งน้ำถูพื้นก็เช่นกัน ท่านมักกล่าวว่า "การถูพื้น ต้องกะดูว่ามีพื้นที่เท่าไรก็ต้องใช้น้ำเท่านั้น หากน้ำน้อยไปก็จะไม่สะอาด หากน้ำมากไปก็จะเป็นการสิ้นเปลือง ดังนั้นต้องกะเกณฑ์ให้พอดี" หรืออย่างซองเอกสารที่ใช้จนเก่า เราเห็นว่าเก่าแล้วก็มักจะทิ้งไป แต่ท่านเหล่าเฉียนเหรินจะนำซองเหล่านั้นมาเลาะพลิกด้านในออกและทากาวใหม่ ซองเก่าที่เราเห็นว่าหาประโยชน์ไม่แล้วก็จะกลายเป็นซองใหม่ในพริบตา

    อย่างเช่นที่ฝูซัน อาวุโสจำนวนหลายท่านที่ไปอาจจะมิได้สังเกตุเห็นคือ ใต้อ่างล้างมือที่อยู่หน้าทางเข้าจะต้องมีถังรองน้ำอยู่ทุกแห่ง น้ำล้างมือทั้งหมดที่ไหลรวมลงไปในถังนั้น ท่านเหล่าเฉียนเหรินจะนำไปรดต้นไม้ แปลงผัก หรือชำระสิ่งสกปรกในที่ต่าง ๆ โดยท่านจะไม่ยอมให้เกิดการสิ้นเปลืองน้ำแม้แต่หยดเดียว หรือแม้แต่สมุดเซ็นเยี่ยมท่านก็ต้องตัดเย็บจากกระดาษโฆษณาหรือกระดาเหลือทั้งสิ้นและไม่เพียงแค่นี้เท่านั้นเพราะที่ฝูซันแห่งนี้ อาวุโสและสามคุณ จะเดินเก็บหาฟืนไฟในสวนมาใช้สำหรับหุงต้มโดยไม่มีใครสั่ง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเพราะบารมีของท่านเหล่าเฉียนเหรินที่ได้ซึมซาบเข้าไปในจิตใจของอนุชนรุ่นหลังนั่นเอง ท่านเหล่าเฉียนเหรินเคยกล่าวว่า "ในอดีต ครั้นท่านซือจุนเห็นผักที่ลอยทิ้งในคูน้ำครำ ขอเพียงแต่ยังสามารถทำได้ ท่านจะต้องเก็บขึ้นมาทุกครั้ง ที่ทำเช่นนี้มิใช่ว่าจะถนอมสิ่งของ หากเป็นการถนอมบุญ อันเป็นใจจริงที่ไม่อยากให้เกิดการสิ้นเปลืองนั่นเอง"
     ในพุทธวิหารเทียนฝอเยวี่ยนก็เช่นกัน ทุกครั้งที่ท่านมาถึงท่านจะต้องเข้าตรวจห้องครัว เพื่อสำรวจดูว่ามีการสื้นเปลืองข้างของเครื่องใช้หรือไม่ ซึ่งผู้ที่รับผิดชอบงานครัวจะต้องระมัดระวังเรื่องนี้เสมอ  ทั้งนี้เพราะไม่ต้องการให้ท่านกังวลใจนั่นเอง มีบางครั้ง เนื่องจากท่านเห็นว่าใช้น้ำมันสิ้นเปลืองจนเกินไป ท่านจึงลงมือผัดกับข้าวให้พวกเราชิมด้วยตัวท่านเอง ซึ่งแม้จะเป็นเพียงกับข้าวง่าย ๆ แต่ท่านก็สามารถปรุงเป็นอาหารเลิศรสและประหยัดได้โดยไม่ยาก พวกเราทุกคนต่างได้ประจักษ์แก่สายตา และก็ได้ชิมฝีมือการทำอาหารของท่านมาแล้ว ซึ่งทุกคนต่างรู้สึกยกย่องท่านเป็นอย่างยิ่งเพราะท่านไม่เพียงแต่มีความสามารถอันรอบด้านเท่านั้นหากท่านยังมีความละเอียดรอบคอบในทุกสิ่งอีกด้วย ดังนั้นตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาไม่ว่าจะอยู่ที่ฝูซันก็ดีหรือที่เทียนเอวี๋ยนฝอเยวี่ยนก็ดี ขอเพียงเป็นสถานที่ที่ท่านอยู่ เราก็จะหาถังทิ้งเศษอาหารสักใบก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย และในโลกใบนี้ ณ กาลปัจจุบัน การที่เราจะพบคนปฏิบัติตนด้วยความประหยัดอย่างเคร่งครัด ไม่ละโมบในความสุขความสบาย มีความสมถะเรียบง่ายในการกินอยู่เยี่ยงท่านเหล่าเฉียนเหรินนั้น ก็หาใช่เรื่องง่ายดายไม่ ไม่เพียงด้านการกินการใช้เท่านั้น ในเรื่องของการสวมใส่ ท่านก็ยังมีความประหยัดไม่แพ้กัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 ธันวาคม 2010 08:44 AM โดย jariya1204 »


       ท่านเหล่าเฉียนเหริน มักจะตำหนิญาติธรรมหญิงว่ามีเสื้อผ้ามากจนเกินไปเสมอเพราะแต่ละคนมักจะสะสมเสื้อผ้าไว้ตั้งหลายสิบชุด แต่สำหรับเสื้อผ้าที่แขวนอยูไว้ในตู้ของท่านเหล่าเฉียนเหรินนั้น ก็ยังคงแขวนชุดจีนและเต้าผาว เพียงไม่กี่ชุดเช่นนั้นมาตลอด มาตรว่าเวลาจะผ่านไปแล้วหลายสิบปี ท่านก็ยังคงปฏิบัติเช่นนี้มิเคยเปลี่ยน ครั้งหนึ่งหลังจากที่ท่านกลับมา ท่านได้เห็นญาติธรรมหญิงสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ ท่านเหล่าเฉียนเหรินจึงถือโอกาสอบรมว่า "พวกเธอใส่เสื้อผ้าไม่เป็นเลย เสื้อผ้าไม่ควรซักบ่อยนัก เสื้อผ้าของพวกเธอหากมิใช่ใส่ขาด ส่วนใหญ่ก็ซักขาด หากเสื้อผ้าไม่เปื้อน ก็ไม่ควรซักบ่อยนัก ตรงไหนเปื้อนมากก็ออกแรงขยี้หน่อย ส่วนที่ไม่เปื้อนขยี้เบา ๆ ก็พอ พวกเธอดูซิ อย่าเห็นว่าเสื้อผ้าของเราดูออกใหม่ แต่ก็ใส่มายี่สิบสามสิบแล้วนะ"เพียงโอวาทอันแสนธรรมดา แต่ก็ทำให้ญาติธรรมละอายใจยิ่งนัก แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ท่านก็ยังคงมีความละเอียดรอบคอบ ดังนั้นสำหรับรายละเอียดการบำเพ็ญแห่งจิตใจยังมิต้องกล่าวถึงอีกเลย และอีกเรื่องที่ประเสริฐยิ่งก็คือ เหตุที่ท่านประหยัดถึงเพียงนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะท่านให้ความเคารพต่อฟ้าเบื้องบนอย่างที่สุด อีกส่วนหนึ่งก็เพราะท่านรักใคร่เอ็นดูต่ออนุชนรุ่นหลัง โดยประสงค์จะเหลือบุญให้แก่เวไนยสัตว์นั่นเอง ท่านกล่าวว่า "พระแม่องค์ธรรมทรงดูแลสรรพสิ่ง ทุกสิ่งล้วนเพราะเบื้องบนทรงประทาน พวกเราทุกคนจึงควรถนอมรักษา เพราะการรักสรรพสิ่งก็คือการรักฟ้า เคารพฟ้าก็จะถนอมสรรพสิ่งนั่นเอง" ท่านยังกล่าวอีกว่า "ใช้บุญก็หมดบุญ ถนอมบุญจึงจะเหลือบุญให้แก่ชนรุ่นหลัง" ด้วยจิตใจอันยิ่งใหญ่นี้ ก็เป็นสิ่งที่น่านับถือยิ่งนัก
       และก็ด้วยความจริงใจของท่านเช่นนี้ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าท่านจะรอนแรมเหนื่อยยากกับงานธรรมมากเพียงใด ในขณะที่พักผ่อนตามจุดริมทาง ท่านก็เคยหาซื้อเครื่องดื่มหรือขนมขบเคี้ยวทานไม่ หากท่านจะเตรียมแต่เพียงอาหารแบบเรียบง่าย และน้ำดื่มขวดใหญ่เท่านั้น ท่านกล่าวว่า "ทุกบาททุกสตางค์ล้วนเป็นหยาดเหงื่อแรงกายของเวไนยสัตว์ดังนั้นจึงไม่กล้าสิ้นเปลือง" ครั้นโฮ่วเสวียทุกคนได้ยินต่างก็รู้สึกประทับใจยิ่งนัก และในความเป็นจริง ท่านก็เคร่งครัดในการแบ่งขอบเขตระหว่างทางธรรมกับทางโลกอย่างชัดเจน ในตลอดชีวิตของท่าน ท่านจะไม่เคยนำเงินของเวไนยสัตว์ไปใช้กับลูกหลานของท่านเป็นการส่วนตัวแต่อย่างใด สำหรับสาราณียวัตรอันยิ่งใหญ่ของท่านเช่นนี้ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาก็เคยหาแปรเปลี่ยนแต่อย่างใดไม่ ซึ่งจุดนี้ เราทุกคนควรศึกษาเป็นแบบอย่าง
      แม้ว่าสาราณียวัตรด้านการประหยัดอย่างเคร่งครัดของท่านจะมิใช่สิ่งที่วัยรุ่นหนุ่มสาวจะรับกันได้ง่าย ๆ แต่สำหรับคุณธรรมด้านนี้ก็เป็นคุณธรรมอันงดงามที่เราควรจะรณรงค์ให้แพร่หลาย โดยเฉพาะในยุคที่คุกรุ่นด้วยกระแสวัตถุนิยม และเสรีนิยมที่ทุกคนมีแต่ชิงไหวชิงพริบและเห็นแก่ตัวเช่นปัจจุบัน หากทุกคนสามารถมีปฏิปทาเช่นท่านเหล่าเฉียนเหรินที่ถนุถนอมทรัพยากร เคร่งครัดในความประหยัด ไม่คล้อยตามกระแสทะยานอยากแห่งวัตถุเช่นนี้แล้ว คิดว่าจะสามารถลดภาวะสงครามและภัยพิบัติทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกทั้งเพิ่มพูนบุญปัญญาให้แก่ชาวโลกอย่างมากมาย
    โดยเฉพาะในคุณธรรมเช่นนี้ หากมิใช่ได้หยั่งลึกถึงก้นบึ้งแห่งจิตใจอย่างแท้จริงแล้ว มันก็ง่ายแก่การละเลยพลาดพลั้งจนมิอาจควบคุมกิเลสความกระหายแห่งจิตใจได้อย่างแน่นอน ในทางตรงข้าม หากคุณธรรมประการนี้ได้ปลูกฝังอยู่ในจิตใจของคนเราอย่างมั่นคงแล้ว มันก็จะเผยปรากฏออกมาในทุกขณะเวลา จากจริยวัตรหลายสิบปีที่ผ่านมาของท่านเหล่าเฉียนเหริน เราต่างก็ประจักษ์แก่สายตาแล้วว่า ธรรมะได้หยั่งรากฝังลึกลงในจิตใจของท่านมากเพียงใด  มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลังจากท่านเหล่าเฉียนเหรินได้ตราจลายพู่กันของสามคุณที่เขียนไว้ในพิธีประทานโอวาทกระบะทราย ท่านได้ชี้แนะทักษะการเขียนไว้โดยละเอียดก่อน จากนั้นท่านก็ถอนใจและชี้ไปที่กระดาษแผ่นนั้นว่า "ต้องตั้งใจเขียนหน่อยนะ แม้นจะเป็นกระดาษแค่แผ่นเดียวก็จริง แต่ก็ซื้อมาด้วยเงินทองนะ" ปกติตอนที่สามคุณฝึกพู่กัน ท่านเหล่าเฉียนเหรินจะกำหนดให้หัดฝึกเขียนตัวใหญ่ก่อน ส่วนช่องว่างที่เหลือก็ให้หัดเขียนหนังสือตัวเล็กเติมลงให้เต็ม โดยจะไม่ยอมให้สิ้นเปลืองอย่างเด็ดขาด ท่านกล่าวว่า "สรรพสิ่งฟ้าทรงประทาน ถนอมบุญเพื่อตกทอดให้คนรุ่นหลัง" ครั้งโฮ่วเสวียที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้ยิน ก็รู้สึกละอายใจอย่างมาก เพราะในอดีตมีแต่สิ้นเปลืองทรัพยากรกระดาษไปไม่รู้เท่าไร ซึ่งล้วนเป็นการทิ้งบุญไปโดยมิได้ถนอมรักษาเลย


      ทั้งนี้ ท่านเหล่าเฉียนเหรินยังกำชับกับคณะอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมอยู่เสมอว่า "พวกเธอมีฐานะเป็นอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรม พวกเธอจะต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่น มิใช่ว่าหลังจากเสร็จพิธีปั้นเต้าแล้วยังรั้งรอให้ญาติธรรมเชิญทานข้าว ตอนที่เขาเชิญพวกเธอนั่งลง ทำไมไม่ลองคิด ๆ ดูบ้างว่า กิน ! กิน ! กิน ! กินจนบุญกุศลหมดแล้ว" คำพูดที่พูดอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ฟังดูแล้วเหมือนไม่ไยดีในน้ำใจ การที่ทานข้าวหลังปั้นเต้าก็เป็นเรื่องปกติของสังคมอยู่แล้ว โดยเฉพาะถันจู่และญาติธรรมต่างก็มีน้ำใจ ปฏิเสธน้ำใจก็จะเป็นการหมางใจกันเปล่า ๆ ทานข้าวสักมื้อก็ไม่น่าจะผิดจนถึงกับกินบุญกุศลหมดหรอก ท่านเหล่าเฉียนเหรินกล่าวหนักเกินไปแล้ว แต่เมื่อเราลองมาใคร่ครวญดู จึงได้ทราบเจตนาของท่านเหล่าเฉียนเหรินเป็นอย่างดี นั่นก็เพราะท่านเกรงว่าพวกเราจะถูกยกย่องเทิดทูนจนเป็นนิสัยแล้วยึดติดไปนั่นเอง
     ในพุทธคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า "เกิดจิตที่จะรับการสักการะบูชาเช่นนี้จัดตกสู่ทุคติภูมิ" โดยเฉพาะจิตใจของคนเรานั้นอันตรายยิ่ง ส่วนจิตธรรมนั้นก็สุดแสนจะบอบบาง และการที่จะบำเพ็ญจนถึงขั้นจิตหนึ่งใจเดียวและมีความยึดมั่นในทางสายกลางได้นั้นก็หาใช่เรื่องง่ายดายไม่ นั่นเพราะจิตคนเรานั้นเปลี่ยนง่ายหากเก็บกลับได้ยากนัก และผู้ที่สามารถถือความรู้แจ้งเป็นสัตถา (ครู ผู้สอน) นำพาในการประคองจิตเอก และรอบคอบในดำริได้ทุกขณะจิตนั้นก็มีไม่มากเลย ในทางกลับกัน สำหรับผู้ที่ลุ่มหลงงงวย และกระทำไปโดยไร้สติสัมปชัญญะก็มีอยู่มากมายยิ่งนัก ดังนั้นจะมีสักกี่คนที่สามารถประคองดำริให้อยู่ในทางสายกลางอย่างเคร่งครัดได้ทุกขณะ ดังเช่นท่านเหล่าเฉียนเหริน ท่านเหล่าเฉียนเหรินมักจะตักเตือนพวกเราด้วยความเมตตาอยู่เสมอว่า "อย่าตามใจกิเลส อย่าปล่อยปละอารมณ์ ในเมื่อมีฐานะเป็นอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรม ก็ถือว่าเป็นตัวแทนของท่านซือจุนซือหมู่ ดังนั้นจึงควรรอบคอบในทุกดำริกิริยาจึงจะถูก"  แม้ว่า ท่านจะไม่ค่อยได้ใช้คำพูดอันแสนเมตตาอ่อนหวานมาให้กำลังใจเราก็จริง แต่ความรักอันจริงใจที่แฝงเร้นในโอวาทของท่านนั้น เราก็สามารถสัมผัสรับรู้ได้เป็นอย่างดี
     สำหรับจิตใจอันเสมอภาคของท่านเราก็ควรจะมุ่งมั่นศึกษาเป็นแบบอย่าง อย่างเช่น ท่านทราบดีว่าทุกคนต่างยำเกรงท่านจนมิกล้าเข้าใกล้ ดังนั้นในเวลาที่ร่วมรับประทานอาหารกับทุกคน ท่านจึงมักทานอย่างรวดเร็วและลุกจากที่นั่งก่อนเสมอ ทั้งนี้เพราะไม่อยากให้ทุกคนรู้สึกอึดอัดในการรับประทานนั่นเอง และก็มีบางครั้งที่ท่านจะนั่งคอยพวกเราทานข้าวเสร็จนั่นก็เพราะท่านกำลังสังเกตุดูรายละเอียดด้านกิจวัตรการบำเพ็ญของทุก ๆ คน เพื่อดู่ว่ายังมีข้อใดที่ท่านพอจะอบรมส่งเสริมแก่พวกเราได้บ้าง เพื่อให้ทุกคนสามารถสำรวมจิตใจอันฟุ้งซ่านนั่นเอง
    และที่น่านับถือเป็นอย่างยิ่งก็คือ ท่านไม่เคยให้ใครมายืนคอยปรนนิบัติท่าน แม้ท่านจะอายุสูงถึง ๙๐ ปีแล้วก็ตาม ในชีวิตประจำวันท่านจะไม่เคยให้ญาติธรรม ยกสำรับอาหารไปบริการท่านที่ห้องแม้แต่ครั้งเดียว ไม่ว่าจะฝนตกฟ้าร้องอย่างไร ท่านก็จะต้องเดินเข้าไปในโรงอาหารนั่งร่วมรับประทานพร้อมกับทุกคน อีกยังคอยสังเกตุว่ากับข้าวของทุกคนพอทานหรือไม่ ในบางครั้งที่ท่านมีภารกิจงานธรรมรัดตัวจนไม่อาจร่วมรับประทานอาหารพร้อมกับทุกคนได้ท่านก็จะคอยกำชับให้ทุกคนทานก่อนว่า "พวกเธอควรทานได้แล้ว ถึงเวลาก็ควรทานไปก่อนเถอะ ไม่ต้องรอเราหรอก" สำหรับความรักความเมตตาของท่านเช่นนี้ก็ทำให้เราทุกคนรู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่ง
    มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เปิดชั้นประชุมธรรม เหตุด้วยมีนักเรียนจำนวนมาก จึงได้มีการแจกข้าวกล่องให้นักเรียนทาน ส่วนท่านเหล่าเฉียนเหรินและเหล่าคณาจารย์ก็จะมีการจัดโต๊ะอาหารไว้ต่างหาก อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมทั้งหลายต่างมิอาจปฏิเสธน้ำใจของถันจู่จึงนั่งลงทานกันหมด แต่คิดไม่ถึงว่าพอท่านเหล่าเฉียนเหรินเดินเดินเข้ามาในโรงอาหาร ท่านก็ตำหนิอย่างรุนแรงว่า "อย่างนี้ใช้ได้ที่ไหน คนอื่นทานข้าวกล่อง ส่วนพวกเราจัดโต๊ะนั่งทาน" (นี่ก็คือ วัตรที่เสมอภาคของท่านเหล่าเฉียนเหริน จึงเห็นได้ว่าจิตใจของท่านไร้การแบ่งแยก ไร้การเปรียบเทียบ ไม่ว่าญาติธรรมจะมีฐานะยากดีมีจนอย่างไร หรือญาติธรรมจะมีคุณวุติสูงต่ำเช่นไร ท่านล้วนปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเสมอภาค ดังนั้นในตลอดชีวิตของท่าน ท่านจะปฏิบัติต่อเวไนยสัตว์โดยไร้ฉันทาคติ โมหะคติ และสิ่งนี้ก็คือจิตใจของพระพุทธาแล)
    แต่ก่อนที่ท่านจะอบรมสอนสั่งเราในรายละเอียด แน่นอนว่าท่านจะต้องสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เราได้ก่อน ซึ่งเราทุกคนต่างทราบดีว่าท่านจะประหยัดเงินทุกบาททุกสตางค์อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เพื่อนำมาทำนุบำรุงอาณาจักรธรรม เพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่อนุชนรุ่นหลังเป็นสำคัญ แม้จะเป็นเพียงของขวัญชิ้นเล็กน้อยที่ญาติธรรมนำมามอบให้ ท่านก็หาเคยเก็บไว้ใช้เป็นการส่วนตัวไม่ หากท่านจะนำไปมอบให้แก่ญาติธรรม ส่งเสริมญาติธรรม หรือใช้ต้อนรับอาคันตุกะอยู่เสมอ และนี่ก็คือจิตใจอันเปี่ยมด้วยเมตตากรุณาอันไร้ขอบเขต และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านมักจะตระหนักอยู่เสมอว่าจะต้องประหยัดบุญวาสนาทั้งหมดให้แก่อนุชนรุ่นหลัง เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้มีโอกาสพัฒนางานธรรมและฉุดช่วยเวไนยสัตว์นั่นเอง และสำหรับบุคลากรอันมากมายในสังกัดของท่าน ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ท่านก็หาเคยคิดที่จะเหนี่ยวรั้งไว้ข้างกายไม่ ขอเพียงทุกคนมีใจคิดจะบุกเบิกงานธรรม ท่านก็มักจะสนับสนุนให้ทุกคนออกไปบุกเบิกฉุดช่วยผู้มีบุญอยู่ทุกเวลา สำหรับจิตใจอันยิ่งใหญ่ที่มีแต่ทำเพื่อส่วนรวมเช่นนี้ ก็หาได้แตกต่างจากแสงสุริยันจันทราที่สาดส่องแสงไปในพื้นพิภพไม่


        ในคัมภีร์อี้จิงกล่าวว่า "วิญญูชนผู้สุภาพ จะอ่อนน้อมบำเพ็ญตน" ไม่ว่าจะเป็นวิญญูผู้ทรงธรรมท่านใดก็ตาม ก็ล้วนปฏิบัติตนด้วยคุณธรรมอันนอบน้อม ซึ่งท่านเหล่าเฉียนเหรินได้กล่าวอยู่เสมอว่า "มหาธรรมแฝงอยู่ ณ ที่ต่ำ" ภายใต้ใบหน้่าอันเคร่งขรึมเอาจริงเอาจังของท่าน หากมิใช่เป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดหรือเป็นคนที่เข้าใจท่านเป็นอย่างดีแล้ว ก็มิอาจเข้าถึงความอ่อนน้อมและความสุขุมในการบำเพ็ญของท่านได้อย่างแน่นอน ซึ่งในตลอดชีวิตของโฮ่วเสวียนั้น ท่านคือผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตนมากที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
       หลายปีก่อน มีอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมที่ติดตามท่านนานถึงสิบกว่าปีท่านหนึ่งได้เรียบเรียงชีวประวัติสังเขปของท่าน เพื่อใช้การประกอบบรรยายจริยประวัติ หลังเรียบเรียงเสร็จก็ได้ถ่ายสำเนาและนำมาให้ท่านเหล่าเฉียนเหรินพิจารณาแก้ไข เนื่องด้วยอาจารย์ท่านนี้ได้ติดตามท่านเหล่าเฉียนเหรินมานาน จึงได้รู้ซึ้งถึงคุณธรรมอันงดงามและยิ่งใหญ่ของท่านเหล่าเฉียนเหรินเป็นอย่างดี ดังนั้นในขณะที่เรียบเรียงจึงได้ถ่ายทอดความรู้สึกที่เคารพต่อท่านเหล่าเฉียนเหริน ผ่านปลายปากกาอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง แต่พอท่านเหล่าเฉียนเหรินอ่านเสร็จ ท่านก็ใช้ปากกาขีดกากบาทและเขียนคำว่าเพ้อเจ้อ ไม่จริงต่าง ๆลงบนเอกสารทุก ๆ หน้า ส่วนในหน้าสุดท้าย ท่านยังได้เขียนคำว่า "เอาหน้าเอาตา" ตบท้ายไว้อีกด้วย หลังจากอาวุโสหลายท่านได้ทราบเรื่องนี้ ต่างก็นำมาเป็นหัวข้อพูดคุยอย่างสนุกสนานว่า "ท่านเหล่าเฉียนเหรินไม่ชอบให้ใครสรรเสริญหรอกนะ" แต่เมื่อโฮ่วเสวียได้ทราบเรื่องนี้ก็รู้สึกประทับใจยิ่งนัก เพราะสำหรับผู้คนทั่วไปแล้ว ใครบ้างที่ไม่ชอบคำสรรเสริญเยินยอ และจะมีสักกี่คนที่ไม่ยึดติดในชื่อเสียงคำยกย่องบ้าง แต่สำหรับท่านเหล่าเฉียนเหรินแล้ว ท่านมีความอ่อนน้อมถ่อมตนโดยมิได้ยึดติดในชื่อเสียงเกียรติคุณ ทั้ง ๆ ที่ท่านก็สมควรได้รับอย่างยิ่งแล้วก็ตาม
     ในปีก่อน ซึ่งเป็นปีที่ครบรอบประสูติกาลหนึ่งศตวรรษของท่านซือหมู่ อาณาจักรธรรมแต่ละแห่ง ได้ร่วมกันจัดทำสมุดอนุสรณ์ในวาระพิเศษนี้ขึ้นด้วยเหตุนี้ อาจารย์ท่านหนึ่งจึงได้นำฉบับร่างเสนอให้ท่านเหล่าเฉียนเหรินพิจารณาแก้ไข แค่เพียงท่านเหล่าเฉียนเหรินเปิดไปที่หน้าแรก ซึ่งเป็นภาพถ่ายที่ท่านได้เข้ารับเหรียญอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดจากประธานาธิบดีในปีหมินกั๋วที่ ๘๒ (ค.ศ.๑๙๙๓) ท่านก็ขีดกากบาทตัวใหญ่ลงไปโดยไม่รีรอ พร้อมทั้งกล่าวว่า "นี่คืออนุสรณ์ที่รำลึกถึงพระธรรมบารมีของท่านซือหมู่ ไฉนจึงมาสดุดีที่เราได้ เราผู้บำเพ็ญธรรมมิควรยกย่องความดีของตน พึงรู้ว่าธรรมนั้นจะต้องเร้นอยู่ ณ ที่ต่ำเราจึงควรทำอย่างเงียบ ๆ มิเปิดเผยจึงจะถูก" ครั้นโฮ่วเสวียที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้สดับก็ยังให้รู้สึกละอายใจยิ่งนัก
     หลังจากนั้นอีกสองวัน โฮ่วเสวียได้เปิดสมุดอนุสรณ์ที่ผ่านการพิจารณาแล้วอีกครั้ง พบว่าในส่วนที่เทิดทูนเกียรติคุณของท่าน ล้วนถูกกาออกทั้งสิ้น และในส่วนสรรพนามที่ยกย่องท่านว่า "ท่านเหล่าเฉียนเหรินผู้ทรงบารมี" ก็ล้วนถูกกากบาทจนเหลือแต่เพียงคำว่า "เหล่าเฉียนเหริน" เท่านั้น ตลอดจนรูปถ่ายที่ได้รับเลือกให้เป็นประธานในมหาพิธีบวงสรวงจอมปราชญ์ขงจื่อแห่งชาติก็ยังถูกกาทิ้งด้วยเช่นกัน
    ในตลอดหลายสิบปีแห่งการบำเพ็ญของท่านเหล่าเฉียนเหริน ท่านได้บำเพ็ญจนถึงขั้นคัมภีรภาพดุจทองนพคุณที่สุกอร่าม ดุจหยกงามที่ผ่องอำไพ ฉะนั้นในช่วงปัจฉิมวัย ท่านจึงได้รับคำตรัสชมจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นจำนวนมาก อย่างเช่นในปีหมินกั๋วที่ ๘๒ (ค.ศ.๑๙๙๓) ชั้นประชุมธรรมอันมากมายในเขตเอเซียอาคเนย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ล้วนประทานพระโอวาทซ้อนพระโอวาทว่า บรมครูแห่งยุค พระอริยชนแห่งกาล จอมปราชญ์ขงจื่อแห่งสมัย ผู้ช่วยชนโปรดเกล้า พระพุทธาบนแดนดิน เป็นต้น พร้อมยังมีพระโอวาทประกาศสดุดีอีกว่า "เด่นสง่าคือสัตถาแห่งสมัย คือจอมปราชญ์ขงจื่อบนไผท คือน้ำใสผู้รู้พอ รู้อดีตแจ้งกาลปัจจุบัน เมตตาโปรดชีวัน คอนงานใหญ่สามโลกบนกายา"


       จึงเห็นได้ว่า ไม่เพียงแต่ชาวโลกที่นับถือและยกย่องในบารมีของท่านเท่านั้น หากยังรวมถึงพระพุทธโพธิสัตว์บนแดนวิมานอีกด้วย ดังนั้นจึงมีอาจารย์ผู้หวังดีจำนวนหนึ่ง มีความประสงค์ที่จะรวบรวมเกียรติประวัติของท่านเหล่าเฉียนเหรินให้เป็นรูปเล่มไว้เพื่อเผยแพร่แก่สารณะต่อไป จึงได้นำเรื่องนี้มาปรึกษากับท่านเหล่าเฉียนเหริน แต่ท่านปฏิเสธโดยทันควันว่า "ไม่ได้ พระโอวาทเหล่านี้เป็นพระวจนะที่ให้กำลังใจแก่ฉันให้สู้ต่อไป ไฉนจึงนำไปประกาสโฆษณาเช่นนั้นได้" ท่านหยุดอยู่พักหนึ่ง เมื่อเห็นใบหน้าอันจริงใจของทุกคนแล้ว จึงกล่าวถนอมน้ำใจว่า "อย่างน้อยก็ต้องรอฉันจากไปแล้ว เวลานั้นจะดำเนินการพิมพ์หรือไม่อย่างไรก็สุดแต่พวกเธอเถอะ" ทุกคนต่างรู้สึกเคารพนับถือในความอ่อนน้อมถ่อมตนของท่านเป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้ในคุณธรรมประการนี้จากท่านในอีกทางหนึ่งด้วย
       อันพระอริยเจ้าผู้ทรงธรรมทั้งปวง ที่มีปณิธานเมตตาโปรดสรรพสัตว์เขาจะไม่ให้สภาวะแวดล้อมภายนอก มาเปลี่นแปรซึ่งอุดมการณ์ความมุ่งมั่นของตนอย่างเด็ดขาด เพราะเขาคือผู้ที่ไม่ทะเยอทะยานไขว่คว้าในความสำเร็จทางโลก หากคือ การบ่มเพาะคุณธรรมปัญญาภายในให้ปรากฏ ดังนั้นแม้นจะปลีกสันโดษจนไม่เป็นที่รู้จักของผู้คน เขาก็หาได้รู้สึกทุกข์ร้อนอนาทรแม้แต่น้อยไม่ ในคราวที่สบโอกาสก็จะออกสร้างสรรค์คุณงานตามที่ใจหมาย หากแม้นไร้โอกาสก็จะย้อนกลับบำเพ็ญจิตใจให้อำไพ และที่หาได้ยากยิ่งนักก็คือ ความมั่นคงแห่งอริยภาพภายในของท่านจะมิเคยหวั่นไหวไปตามสภาวะแวดล้อมภายนอกแต่อย่างใด เพราะท่านได้บำเพ็ญปฏิบัติจิตใจจนถึงขั้นสุขุมคัมภีรภาพแล้วนั่นเอง
      สำหรับวิญญูผู้ทรงธรรมจะมีแต่บำเพ็ญตนมิเปิดเผย หากเหล่าคนพาลจะเที่ยวโฆษณาพาที ให้ชาวโลกรับรู้ถึงคุณธรรมความดีของตนสำหรับจุดนี้ ท่านเหล่าเฉียนเหรินจะตระหนักรู้เป็นอย่างดี ดังนั้นท่านจึงมีแต่โทษรำพันตนว่ายังบกพร่อง โดยหาได้ยกย่องคุณความดีของตนแต่อย่างใดไม่ และสำหรับผู้ทรงธรรมบารมีนั้น ก็พึงเป็นเช่นนี้มิใช้ฤา ในภายหลัง โฮ่วเสวียทุกคนต่างสังเกตุเห็นว่า ทุกครั้งที่มีญาติธรรมมารายงานเรื่องงานธรรม ในเอกสารมักจะเกริ่นนำว่าขอกราบเรียนเชิญท่านเหล่าเฉียนเหรินผู้ทรงธรรมบารมีเมตตา ซึ่งท่านเหล่าเฉียนเหรินก็มักขมวดคิ้วบอกพวกเราทุกคนว่า "แค่รายงานอย่างเดียวก็พอแล้วเขียนพวกนี้ทำไมกัน" อันผู้ทรงธรรมบารมีพึงเป็นเช่นนี้ที่มิถือตัวมิใช่ฤา
     จำเดิมแต่เยาว์วัย ท่านได้รับการอบรมสอนสั่งจากคุณตาคุณยายและคุณแม่มาเป็นอย่างดี ดังนั้นท่านจึงแตกฉานในจตุรปกรณ์ (คัมภีร์ 4 เล่มแห่งศาสนาปราชญ์ คือ หลุนอวี่  เมิ่งจื่อ  ต้าเสวีย  จงอยง ) และพระสูตรของทั้งห้าศาสนา อีกยังมีความชำนาญในแก่นของศาสตร์จีนโบราณ ดังนั้นท่านจึงซึมซาบในคุณธรรมเรื่องความอ่อนน้อมได้เป็นอย่างดี
    ตามพุทธคัมภีร์ที่บันทึกไว้ หากผู้ใดสามารถบำเพ็ญจนถึงขั้นไร้อัตตา เขาผู้นั้นจำต้องปฏิบัติจนถึงขั้นเปี่ยมด้วยความรักความเมตตาต่อผู้คน และก็มีเพียงการรู้จักให้เกียรติต่อผู้อื่นโดยไม่ถือตนเท่านั้น จึงจะถือว่าบรรลุถึงสภาวะปห่งการไร้อัตตาได้และสำหรับการบำเพ็ญในด้านนี้ของท่านเหล่าเฉียนเหรินนั้น หาใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะสามารถปฏิบัติได้โดยง่ายไม่ลำพังแค่เกียรติคุณที่ได้รับอิสริยาภรณ์อันสูงสุดของประเทศ ญาติธรรมต่างรู้สึกภูมิใจยกย่อง แต่อาวุโสที่อยู่ติดตามท่านมานานก็ยังมิเคยเห็นท่านประกาศยกย่องตนต่อผู้คน ไม่ว่าจะอยู่ ณ สถานที่ใด หรือเหตุปัจจัยใดแม้แต่น้อย
    ท่านมักกำชับเราอยู่เสมอว่า "ธรรมะแฝงอยู่ ณ ที่ต่ำ"  " เราทุกคนควรอุทิศช่วยเหลือผู้อื่นอย่างปิดทองหลังพระ" "เอาแต่ทำที่เปลือกนอกนั้นไร้ประโยชน์"  "ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร ฟ้าจะมอบความยุติธรรมให้เอง"
    จริยวัตรอันงดงามของท่านได้เป็นที่ยกย่องของผู้คนอย่างกว้างขวาง แต่ท่านมักจะกล่าวว่า "ทุกสิ่งที่เราทำ ก็มีแต่ร่วมมือกับเจตนาฟ้าโดยมิต้องเอ่ยใด ๆ ครั้นเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ก็กลับคืนเบื้องบนกราบองค์มารดาเท่านั้น" จากจุดนี้จะเห็นได้ว่า จิตใจภายในของท่านได้ตระหนักเป็นอย่างดีว่าสิ่งต่าง ๆ ในโลกล้วนเป็นเพียงมายา ฟองน้ำ รูปเงา ซึ่งมีเพียงบ้านเกิดดั้งเดิมที่แท้จริงของเราเท่านั้นที่เป็นสิ่งที่เราควรมุ่งหมาย เพราะนั่นคือ สิ่งแท้จริงเพียงหนึ่งเดียวในโลกใบนี้นั่นเอง

   
        เจิงกั๋วฝัน (๑๘๑๑ - ๑๘๗๒ เป็นขุนนางฝ่ายกิจการตะวันตกและแม่ทัพทหารเซียงจวินในปลายราชวงศ์ชิง) เคยกล่าวว่า "ปราชญ์วีระอริยเจ้าแต่นานมาหากประสงค์จะยืนหยัดท่ามกลางโลกหล้า ก็จำต้องเพียบพร้อมด้วยความวิริยะ ส่วนบัณทิตผู้สราญในธรรมา ก็พึงพร้อมพรั่งด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน" ท่านเหล่าเฉียนเหริน ไม่เพียงแต่ปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความจริงใจอ่อนน้อมเท่านั้น ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ท่านก็มักตำหนิอย่างละอายใจที่ยังมิอาจปฏิบัติได้อย่างดีพออยู่เสมอ เมื่อปีที่แล้ว เฉินเฉียนเหรินได้เปิดชั้นประชุมธรรมสำหรับนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวะ ในตอนนั้นพระมหาพฤฒาชันษาเจ้าและพระพุทธจี้กงต่างเสด็จประทับญาณพร้อมกันทั้งสองพระองค์ อาวุโสจึงรีบลงจากอู่จี๋กงไปรายงานท่านเหล่าเฉียนเหรินที่ตึกเทิดคุณโดยทันทีว่า "ท่านเหล่าเฉียนเหรินเมตตา ตอนนี้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้เสด็จมาประทับญาณ ทุกคนจึงอยากเรียนเชิญท่านเหล่าเฉียนเหรินเมตตากับทุกคนด้วยครับ" แต่ท่านกลับกล่าวขึ้นอย่างเหนือความคาดหมายว่า "ไม่ได้ เรายังปฏิบัติไม่ดีพอ รู้สึกผิดต่อฟ้าเบื้องบนยิ่งนัก เราไม่กล้าไปพบสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรอก" ครั้นโฮ่วเสวียได้ยินก็รู้สึกละอายใจเป็นยิ่งนัก เพราะปกติหากเราได้มีโอกาสเห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเมตตา พวกเราจะรู้สึกยินดีปรีดาอย่างหาที่เปรียบมิได้ จนอาจจะบ่อยครั้งที่เกิดใจลำพองว่าเป็นเพราะความศรัทธาของเราที่ได้ซาบซึ้งถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์จนมาเมตตา โดยน้อยคนนักที่จะคิดถึงความบกพร่องของตนว่ายังไม่คู่ควรที่จะพบสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างท่านเหล่าเฉียนเหรินได้เลย
      โบราณกล่าวว่า "อริยเจ้านั้นผิดมาก ปราชญ์เมธานั้นผิดน้อย ส่วนปุถุชนนั้นไร้ผิด" คำ ๆ นี้ช่างมีเหตุผลยิ่งนัก และสำหรับคำตอบอันแสนจะธรรมดาของท่านเหล่าเฉียนเหรินนี้ เราก็สามารถเห็นความเคร่งครัดของการปฏิบัติและการตำหนิติโทษตนด้วยความละอายใจได้เป็นอย่างดี แม้นว่าในหลายปีที่ผ่านมา สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะยกย่องชมเชยท่านอย่างมากมายก็จริงแต่ท่านก็หาเคยยกคำตรัสชมเหล่านั้น มาเอ่ยให้ใครทราบแต่อย่างใดไม่ หากท่านกลับยิ่งมุ่งบำเพ็ญเพื่อยกระดับตนให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น อันเป็นดั่งที่ว่า "เคร่งครัดตน ผ่อนปรนผู้อื่น" นั่นเอง และนี่ก็คือจริยวัตรที่ท่านได้ปฏิบัติเสมอมา
      ในปีหมินกั๋วที่ ๕๒ (ค.ศ.๑๙๖๓) ภาวะกิจการของร้านค้าถงเต๋อประสบปัญหา กอปรกับปัญหาด้านการเงินที่รุมเร้า การทดสอบจึงได้ประทุขึ้นทั้งภายในและภายนอก แม้นว่าท่านจะเจ็บปวดทรมานเช่นไร แต่ท่านก็หาได้ตัดพ้อต่อว่าใด ๆ ไม่ หากท่านยังคงสำนึกในพระมหากรึณาธิคุณเบื้องบนพระคุณพระอาจารย์อยู่มิเคยขาด พร้อมทั้งยังตำหนิติโทษตนดังนี้ว่า "เมื่อข้าพเจ้าลองคิดดูแล้ว ทั้งหมดก็ล้วนเพราะข้าพเจ้านำพาไม่ดี ไร้บารมี ความสามารถ มีกรรมหนักบาปหนาต่างหาก แต่ก็ยังโชคดีที่ฟ้าทรงพระเมตตา ในตลอดหนึ่งที่ผ่านมาหนี้สินที่ติดค้างก็ล้วนชำระคืนจนหมดสิ้น งานธรรมจึงเริ่มกระเตื้องขึ้น" สิ่งที่ท่านห่วงใยก็คือ งานธรรม และภาวะหนี้สินของร้านค้า ไม่ว่าคนอื่นจะผิดต่อท่านเช่นไร แต่ภายในใจของท่านจะไม่โทษใครอย่างเด็ดขาด

       ไม่เพียงเท่านี้ ปกติพวกเรามักจะเห็นแต่ใบหน้าที่เคร่งขรึมจริงจังของท่าน น้อยนักที่เราจะได้เห็นด้านที่ตำหนิติโทษตนอย่างเคร่งครัดของท่านวงการพุทธศาสนาในสมัยนั้นได้มีพระเถราจารย์ผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่งนาม "หงอีฝ่าซือ" สำหรับพระคุณเจ้าท่านนี้ ท่านจะถือคติว่า "หากศิษย์ผิดเพราะครูทำ" ดังนั้นหากลูกศิษย์ประพฤติตัวไม่เหมาะสม ท่านก็จะรับผิดขังตนอดอาหารแต่ในห้อง จนกระทั่งลูกศิษย์ได้สำนึกแก้ไขแล้วจึงยุติ แต่สำหรับคุณธรรมด้านนี้ของท่านเหล่าเฉียนเหริน ก็หาใช่ด้อยกว่าแต่อย่างใดไม่ ทุกครั้งที่มีอาวุโส อาจารย์ถ่ายทอดธรรม หรือโฮ่วเสวียทั้งหลายกระทำผิด ท่านก็จะเรียกผู้กระทำมาเมตตาอบรม แต่หลังจากญาติธรรมได้กลับออกไปแล้ว ท่านก็จะเดินกลับห้องตบปากตัวเองอย่างแรง พร้อมทั้งบริภาษตนว่าไร้บารมีความสามารถต่าง ๆ นาๆ  การที่ท่านกล่าวโทษตนอย่างเจ็บปวดเช่นนั้น โฮ่วเสวียทั้งหลายได้เห็นต่างก็อดห่วงใยท่านเสียมิได้ แต่ก็มิทราบว่าจะกล่าวเช่นไรดี อันธรรมจรรยาที่เคร่งครัดตนโดยไม่ถือโทษใครของท่านเช่นนี้ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้รู้เห็นรู้สึกละอายใจยิ่งนัก
      การที่ท่านเหล่าเฉียนเหรินต้องรับผิดชอบต่อปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าทั้งนี้เพราะท่านต้องการนำพาอาณาจักรธรรมให้อยู่มนสัมมาวิถีนั่นเอง ในยามที่ประสบปัญหาการทดสอบ ท่านก็จะแบกรับปัญหาและคอยประคับประคองจิตใจของทุกคนให้มั่นคงมิถดถอย ด้วยเพราะหน้าที่ที่ท่านรับผิดชอบคือ งานใหญ่แห่งสามโลก ซึ่งความกดดันตรงนี้ก็หาใช่สิ่งที่เราจะสามารถสัมผัสได้ไม่ แต่จากบทความตอนหนึ่งของท่านต้าเต๋อเจินจวิน ก็พอจะแย้มพรายให้เราได้รับรู้ถึงภาระหน้าที่อันหนักหน่วงของท่านได้บ้าง
    โดยเฉพาะในช่วงที่วาระฟ้ายังกึ่งแฝงกึ่งแจ้งอยู้นั้น พวกเราโชคดีมากเป็นพิเศษที่สามารถขึ้นสู่ธรรมนาวาได้ ทั้งนี้ล้วนเพราะพระคุณของท่านเหล่าเฉียนเหรินทั้งสิ้น หากมิใช่เพราะท่านอุทิศเสียสละ ฝ่าคลื่นลมฝนกระหน่ำ บุกเบิกเผยแพร่ยังถิ่นไกลที่ไต้หวันเพื่อฉุดช่วยเหล่าสรรพสัตว์โดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคขวากหนาม ต้องคอยบอกกล่าวตักเตือนจนน้ำลายเหือดแห้งลำบากยากแค้นถึงเพียงนี้ก็ยังมิเป็นที่ยอมรับของสังคม อีกยังไม่เป็นที่เข้าใจของทางการอีกต่างหาก ดังนั้นจึงต้องลำบากตรากตรำอย่างมากมาย ยังจำได้ว่าที่อาณาจักรธรรมแห่งหนึ่ง ท่านเหล่าเฉียนเหรินเห็นทุกคนที่นั่นต่างย่อท้อถดถอย ท่านจึงเมตตาคัดลอกพระโอวาทของพระธรรมาจารย์รุ่นที่ ๑๕ ทิ้งไว้บนโต๊ะหนังสือเพื่อเป็นกำลังใจแก่ทุกท่านว่า.....

อันถูกผิดดีชั่วมิต้องกล่าว            อันสั้นยาวกล่าวโทษไยต้องสน
หากลำบากตรากตรำแล้วพ้อบ่น    ธีรภาพบารมีตนจักสิ้นไป 
ลุยธาราฝ่าอัคคีลุปณิธาน            ผจญมารการทดสอบมิแปรผัน
แม้นเสือร้ายฝูงหมาป่ามาประจัน    ผู้อื่นพรั่นแต่มีเรามุ่งหน้าเดิน 
ท่านงักฮุยฟงปอถิงถูกใส่ไคล้      ท่านกวนอูต้องชีพวายที่ตงอู๋
ปณิธานหาญกู้ชาติมิอาจลุ          เพียงใจภักดิ์ได้เชิดชูลุอริยา
ยิ่งเฉพาะทำงานฟ้าให้พระแม่ฯ     โปรดแผ่พุทธประยูรที่เวียนวน
พวกเราต่างคนสามัญปุถุชน         กลับได้ยลรับธรรมะทำงานฟ้า
อันธรรมาลึกซึ้งสุดวิเศษ             คนทั่วไปมิอาจเห็นเจตกระจ่าง
วิญญูชนอย่าถือสาจิตสล้าง         ต้องใจกว้างอย่างอุปราชปราดเปรื่องชน
ได้ตรากตรำลำบากจากทดสอบ    จึงรู้รอบเหนือฟ้ายังมีฟ้า
ทั่วแผ่นดินยังมีธรรมพิเชฐ           ทั้งบนฟ้าใต้หล้าธรรมยิ่งยง
พึงรู้ว่าทรัพย์ต้องจางห่างราคะ      ทนทุกขเวทนาได้ลิ้มหวาน
หากใจจริงรู้สำนึกอย่างอาจหาญ    จักแปรเคราะห์พาลเป็นสิริสวัสดี
มหาธรรมจำเดิมคืองานแห่งฟ้า      เราช่วยฟ้าแพร่ธรรมาฟ้าประสิทธิ์
อำนาจคนหรือจะสู้ฟ้าลิขิต           ใครอาจชิตฝืนลิขิตแห่งฟ้าได้
มรสุมมีวันเกิดมีวันสิ้น                 เกิดหรือสิ้นล้วนลิขิตด้วยเบื้องฟ้า
เราทั้งหลายอย่าเสียสัตย์ปณิธาน   เร่งกายาด้วยใจหาญองอาจเดิน   

      โอวาทท่านเหล่าเฉียนเหรินเหล่านี้ ช่างซาบซึ้งกินใจยิ่งนัก เราซึ่งเป็นอนุชนของท่านทั้งหลายจะไม่ทำความเข้าใจในเจตนาของท่านเลยหรือ ครั้นกล่าวถึงตรงนี้ ก็ทำให้นึกถึงพระอริยาในอดีต เช่น พระเยซูที่ต้องธรรมพลีบนไม้กางเขน ท่านจอมปราชญ์ขงจื่อที่ถูกดักล้อมอดอาหาร ทั้งหมดเหล่านี้ ฤามิใช่เพราะต้องการฉุดเหล่าเวไนยหรอกหรือ
     พระอาจารนย์เคยทรงเมตตาว่า "ศิษย์จะต้องจดจำไว้ให้มั่น ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะลำบากหรือสุขสบาย ทั้งหมดล้วนเป็นลิขิตแห่งฟ้า ดังนั้นพวกเราจะต้องเรียนรู้การสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเบื้องบน" สิ่งศักดิ์สิทธิ์เคยเมตตาว่า "มารทดสอบพึงรอบคอบซึ้งเจตนา การหมุนเวียนในใต้หล้าฟ้าประสิทธิ์ ฟ้าทดสอบมีสุขใจและทุกข์จิต ไม่ทดสอบมิสัมฤทธิ์เป็นพุทธา" ในขณะที่ถูกทดสอบ ก็คือ เวลาที่ให้เราได้กระจ่างในความจริงภายในตัวเรา และเป็นห้วงโอกาสที่ให้พวกเราได้สำแดงซึ่งคุณธรรมอันแท้จริง แต่การเคี่ยวกรำหล่อหลอมเช่นนั้นก็หาใช่จะฝ่าฟันได้ง่ายไม่และสำหรับโอวาทท่านต้าเต๋นเจินจวิน ที่ได้บันทึกไว้ ก็ยิ่งเป็นบทสะท้อนให้เราได้เข้าถึงความเมตตากรุณาของผู้ทรงคุณธรรมได้ดียิ่งขึ้น
    ทั้งนี้ ในด้านปฏิสัมพันธ์ของท่านเหล่าเฉียนเหริน ท่านจะเมตตาต่อผู้อื่นและเข้มงวดต่อตนเองอยู่เสมอ ท่านจะมิใช่คนที่สักแต่พูด หากจะปฏิบัติออกมาให้เราได้เห็นอย่างแท้จริง แม้นท่านจะอายุถึง ๙๐ กว่าแล้ว แต่ท่านก็มิเคยเอ่ยว่าตนแก่เลยสักคำ ในยามว่างท่านมักจะถือกรรไกรคอยตัดแต่งกิ่งไม้ ดูแลพืชพันธุ์ไม้ดอกอย่างขะมักเขม้น เมื่อญาติธรรมมาท่านจะวางงานไปต้อนรับญาติธรรมอย่างอบอุ่น ครั้นญาติธรรมกลับ ท่านก็จะพับแขนเสื้อและทำงานสวนของท่านต่อไป สำหรับจิตใจอันมานะบากบั่นของท่านดังนี้ก็ได้เป็นแบบอย่างจริยวัตรอันงดงามแก่เราเสมอมา โบราณกล่าวว่า "ธาราไหลน้ำไม่เสีย กายาเพียรใจไม่ท้อ" ดังนั้นแม้นท่านจะสูงวัย ๙๐ กว่า แต่กำลังใจของท่านก็ยังคงแข้มแข็ง และจิตใจของท่านก็ยังคงผ่องใสอยู่ทุกเวลา
    ในด้านการบำเพ็ญปฏิบัติอย่างเคร่งครัดของท่าน เราทุกคนต่างสามารถประจักษ์เห็นในกิจวัตรของท่านได้เป็นอย่างดี โฮ่วเสวียจึงขออนุญาตยกเพียงหนึ่งตัวอย่างมาเล่าสู่กันฟังดังนี้...ในโลกนี้ ผู้ชราที่อายุสูงถึง ๙๐ กว่าแล้วยังไม่เคยฟันหักหรือทำฟันเลยแม้แต่ครั้งเดียวนั้น คงจะหาได้น้อยเต็มที ซึ่งหนึ่งในจำนวนคนที่หาได้ยากยิ่งนั้นก็คือท่านเหล่าเฉียนเหรินของเรานั่นเอง ทั้งนี้เพราะท่านมีความเสมอต้นเสมอปลายเป็นกิจวัตร มีความมานะบากบั่นเป็นนิสัย ทักเช้าท่านจะต้องดื่มน้ำต้มสุก ออกกำลังกาย  และทำกายบริหาร ๘ กระบวนท่าที่แสนลำบากเป็นประจำทุกวัน สำหรับเยาวชนอย่างเราจะเห็นท่าบริหารเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยุ่งยากและน่าเบื่อหน่าย แต่ท่านกลับสามารถบริหารท่าเหล่านี้มาตลอดหลายสิบปี ท่านจะไม่ทานขนมขบเคี้ยว ไม่ดื่มน้ำสีหรือน้ำอัดลม ท่านจะทานแบบเรียบง่าย เสื้อผ้าอาภรณ์และเคหะสถานของท่านล้วนธรรมดาไร้ความหรูหรา ท่านมีความสมถะร่าเริง ทั้งหมดล้วนเพราะท่านบำเพ็ญปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดนั่นเอง และเมื่อย้อนมองดูการบำเพ็ญของอนุชนรุ่นหลังอย่างเรา ความมานะบากบั่นอย่างเสมอต้นเสมอปลายเช่นท่านนี้ นับวันก็มีแต่เหลือน้อยลงไปทุกที
   


      ในด้านหลักธรรมต่าง ๆ นั้น  ต้องถือว่าท่านเหล่าเฉียนเหรินมีความแตกฉานอย่างลึกซึ้ง ในทุกวจนะที่ปราศัย แม้นจะดูแล้วแสนธรรมดาหากทุก ๆ คำล้วนแฝงด้วยหลักธรรมอันแยบยล และท่านไม่เพียงสามารถประคองรักษาสัทธรรมที่ท่านซือจุนซือหมู่ได้ถ่ายทอดให้เท่านั้น หากท่านยังนำไปปฏิบัติในทันทีได้อย่างเที่ยงตรงประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างแห่งธรรมได้อย่างงดงาม และเผยแพร่ศาสตร์แห่งปราชญ์ให้ขจรจนกว้าวไกลได้อีกด้วย ท่านมักกล่าวว่า "สิ่งศักดิ์สิทธิ์เคยเมตตาไว้ว่า ในยุคท้ายศาสนาปราชญ์สนองวาระ เก็บงานสมบูรณ์"  ดังนั้นในทุกรายละเอียดแห่งกิจวัตรประจำวัน ในทุกการเดิน ยืน นั่ง นอน ในทุกการปฏิสันถารและปฏิปทา ท่านล้วนได้แสดงออกถึงจริยวัตรแห่งปราชญ์ได้ประจักษ์อย่างงดงาม
     ท่านเมตตาว่า "ในวัชรสูตรบทที่ ๑๗ ที่ว่าด้วยที่สุดไร้อัตมะ ได้กล่าวไว้ว่า "พระพุทธองค์ทรงรับการประทานจุดจากพระทีปังกรพุทธเจ้า  อันความหมายของพระทีปังกรพุทธเจ้านี้ มิใช่คือการจุดความสว่างดอกหรือ นั่นมิใช่การชี้จุดจากพระวิสุทธิอาจารย์เมื่อตอนที่รับธรรมะหรอกหรือ" ท่านยังได้เมตตาอีกว่า "เพียงครึ่งถ้อยน้อยคำก็เข้าใจ ไยต้องใช้ถึงร้อยพันบทพระคัมภีร์ ได้รู้แจ้งซึ่งโฉมแท้แต่เดิมมี ก็ตรงรี่ด้วยหนึ่งก้าวเข้านิพพาน" "ท่านพระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงได้กล่าวไว้ว่า "ยามใจสงบไยต้องถือศีลให้วุ่นวาย ยามประพฤติเที่ยงตรงมิคลาย ไฉนต้องบำเพ็ญฌาน รู้พระคุณก็จักกตัญญูอุปัฏฐากบุพการี รู้มโนธรรม ก็จักดำรงใจอารีย์ต่อผู้เฒ่าผู้เยาวว์ รู้อภัยก็จักใฝ่ใจเคารพปรองดอง รู้ขันติ บาปวิถีจักไม่บังเกิด หากสามารถสีไม้ให้เกิดไฟ บัวแดงอำไพจักผุดขึ้นจากโคลนตรม ที่ขมปากคือยาดี คำวจีที่เสียดหูแท้คือคำทัดทาน รู้แก้ผิดจักเกิดปัญญาญาณ  ป้องผิดพลาดดวงมานปราชญ์เมธี กิจวัตรหมั่นประโยชน์แก่ชาวประชา วิมุตินั้นหนาหาใช่เิกิดจากทักษิณา อันโพธิเพียงค้นได้จากจิตตา ไยต้องค้นหาใฝ่แยลยลที่ภายนอก หากสดับรับบำเพ็ญเพียรตามนี้ สุขาวดีจักปรากฏเพียงเบื้องตา" ซึ่งก็แน่นอน อันหนึ่งจุดชี้จากพระวิสุทธิ์อาจารย์ ก็เป็นดังเนื้อหาในพระสูตรฮุ่ยเหนิงที่บันทึกว่า..."มีคนถามว่า อันสัทธรรมจุกษุเร้น จะถ่ายทอดให้แก่ผู้ใด" พระธรรมาจารย์ตอบว่า "ผู้มีธรรมจักได้ ผู้รู้ธรรมจักแจ้ง"
    ท่านเหล่าเฉียนเหรินกล่าวว่า "ในโลกใบนี้ อะไรบ้างที่เป็นจริง ก็มีเพียงใจจริงดวงนี้เท่านั้นที่เป็นจริง" เหล่าธรรมอันแยบยลทั้งหลายล้วนที่อยู่ที่ใจจริงดวงนี้ และก็ด้วยใจที่จริงดวงนี้ สิ่งที่ปฏิบัติออกมาจึงจะเป็นคุณธรรมอันแท้จริง ดังนั้นโอวาทที่ท่านได้เมตตาพวกเราในชีวิตประจำวัน ทุกประโยคล้วนเน้นที่การปฏิบัติให้เป็นจริงในชีวิตประจำวันทั้งสิ้น ดังนั้นท่านจึงรณรงค์คุณธรรมแห่งศาสนาปราชญ์ ประกาศให้ปฏิบัติมั่นในคุณธรรมแปด (กตัญญุตาธรรม  ภราดรธรรม  ภัคดีธรรม  สัตยธรรม  จริยธรรม  มโนธรรม  สุจริตธรรม หิริธรรม) อย่างเคร่งครัด โดยท่านมักจะเมตตาเราในหลักธรรมที่เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้..."การบำเพ็ญของเรานั้นควรทำอะไรกันบ้าง บำเพ็ญธรรมด้วยความเสมอภาคอย่างนั้นหรือ สังคมสมัยนี้ล้วนมีคำขวัญว่าชายหญิงต้องเสมอภาค ต้องมีเสรีภาพอย่างเสมอภ่ค หากว่าคุณลุงคุณตา คุณพ่อของเธอที่บ้านบอกว่าสิทธิต้องเสมอภาค แล้วอย่างนี้ยังจะเหมือนครอบครัวอีกหรือ ทำเช่นนี้มิใช่วุ่นวายไปหมดดอกหรือ.....เราบำเพ็ญธรรมคือเน้นความเสมอภาค ไม่ว่าจะยากดีมีจนหนุ่มสาวผู้เฒ่าเยาว์ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม คนไหนบำเพ็ญคนนั้นได้ คนไหนปฏิบัติคนนั้นบรรลุ อย่างนี้ต่างหากจึงเป็นความเสมอภาค" "กราบพระคือต้องเรียนรู้ และเอาอย่างในพระมหาเมตตา กรุณาแห่งองค์พระพุทธโพธิสัตว์ จากนั้นก็ย้อนมองส่องตน ย้อนสำรวจพิจารณาตน นี่จึงเป็นความหมายที่แท้จริงของการกราบพระ หลักธรรมข้อนี้เราทุกคนควรเข้าใจไว้"


       อ่านคัมภีร์แห่งพระอริยา ที่เรียนนั้นคือฉันใด...การอ่านเรียนที่สำคัญนั้นคือ ต้องแจ้งในความ หรือก็คือ แจ้งในหลักของการเป็นคน เมื่อเข้าใจในความหมายนี้แล้วยังต้องนำพากันไปทำ หลักคุณธรรมทั้งหมดที่มีอยู่ในหนังสือก็อ่านกันไปแล้ว แต่ทำไมถึงไม่ทำ ถ้าเช่นนั้นการอ่านหนังสือจะมีประโยชน์อะไรพระอาจารย์เมตตาว่า "อะไรคือคนจริงนั่งสมาธิ" อันว่านั่งก็คือ สองคนประคองดิน อันสองคนนั้นหมายถึง คนจริง และ คนปลอม แล้วควรนั่งเมือ่ไหร่ นั่งทุก ๆ ช่วงเวลาคนจริงคนปลอมประคองรักษาดิน ยึดมั่นในมัชฌิมา ดำรงซึ่งความสงบแห่งจิตใจ นี่มิใช่การนั่งสมาธิทั่วไปหรอกนะ" วันนี้เบื้องบนทรงเมตตาโปรดธรรมะ คือช่วยคนดีออกมานี่คือการปฏิบัติธรรม การบำเพ็ญธรรมมิใช่การบำเพ็ญจิตดอกหรือ ถามตนเองดูซิว่า โลถ โกรธ หลง ได้ขจัดไปแล้วหรือยัง กตัญญูพ่อแม่แล้วหรือยัง ได้ละสิ้นซึ่งความกังวล เผยออกมาซึ่งความเมตตา ลืมสิ้นซึ่งอัตตา นี่ก็คือพระพุทธา" ปัจจุบันคือยุคสามปลายกัป มีการปกโปรดอย่างกว้างขวาง หากเรากู้โลกช่วยคน วันนี้ตาย วันนี้ก็คือพระพุทธะ เจ้าเชื่อไหม...พระพุทธะมิใช่ว่าต้องตายแล้วจึงจะเป็นพระพุทธะ ตอนที่เจ้ายังอยู้เจ้าทำความดี กู้โลกช่วยคน ทุกคนก็จะชมเจ้าว่าเป็นพระโพธิสัตว์เดินดิน...ดังนั้นทุกคนต่างก็มีจิตพุทธะ ก็ดูแต่เพียงว่าเจ้าไปทำความดีหรือเปล่า ทำความดีก็จะเป็นพระพุทธอย่างแน่นอน  ปัจจุบัน คือช่วงของยุคขาว พระแม่องค์ธรรมทรงส่งจดหมายให้เราเตรียมพร้อม ในอนาคตจะมีการเก็บสมบูรณ์ในยุคปลาย พวกเราจะต้องเก็บสมบูรณ์ตัวเองก่อน หรือก็คือชีวิตตนก็ต้องตนเป็นผู้ช่วย ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถช่วยเราได้ ทั้งหมดต้องพึ่งพาตนเอง ตนเองไม่ช่วยตน แล้วจะมีใครช่วยเราได้อีก" ต้องช่วยตนเอง มิใช่พึ่งเพียงแค่สวดมนต์ประจำวัน และก็มิใช่พึ่งการปักธูปไหว้พระประจำวัน ง่ายดายมาก ที่บ้านเจ้าต่างก็มีพระอยู่สององค์ เจ้าไม่ต้องไหว้ เขาก็ปกป้องคุ้มครองเจ้าอยู่ทุกวัน หากแม้แต่พระที่ปกป้องคุ้มครองเจ้าอยู่ทุกวันยังไม่รู้จักกตัญญู ไหว้พระพุทธโพธิสัตว์แล้วจะมีประโยชน์อะไร กับพ่อแม่ยังไม่รู้จักกตัญญู สวดมนต์แล้วจะได้อะไร ดังนั้นแม้ความเป็นมนุษย์ยังทำได้ไม่ดี ไม่มีความซื่อสัตย์กตัญญู ไม่เมตตาการุณ ไหว้พระสวดมนต์ บริจาค ล้วนไม่มีประโยชน์ทั้งสิ้น อยากช่วยตนเองก็ต้องพึ่งตนเอง โดยควรเริ่มทำจากที่บ้านเราก่อน แล้วจึงผลักดันไปสู่ผู้คน วิธีนี้ง่ายดายที่สุด เพียงแต่ต้องดูว่าเจ้าได้ทำหรือเปล่าเท่านั้น"
       ปัจจุบันเบื้องบนทรงปกโปรดอย่างกว้างขวาง ได้บอกให้เราทราบถึงสัจธรรม พวกเราทุกคนต่างได้รับพระบัญชาจากฟ้าเบื้องบนทั้งสิ้น พระอริยาเคยตรัสว่า " อันชีพฟ้าก็คือธรรมญาณ" ที่พูดคือหมายถึง สิ่งนี้  หรืออย่างประโยคแรกในพระหฤทัยสูตรกล่าวไว้ว่า "พระโพธิสัตว์ผู้พินิจตน" ซึ่งหมายความว่า พินิจดูซิ ดูพุทธญาณของตนเองนี่ซิ ซึ่งทั้งหมดได้กล่าวอย่างชัดเจนแล้ว "สารีบุตรไม่เกิด ไม่ดับ ไม่ผ่องแผ้วไม่มัวหมอง" ตรงนี้คือ การกล่าวถึงธรรมญาณเดิมอันบริสุทธิ์ของพวกเรา  หากก่อนนี้มิได้รับหนึ่งจุดจากพระวิสุทธิอาจารย์ เราก็ไม่สามารถเข้าใจในความนี้ได้ ในพุทธคัมภีร์กล่าวไว้เช่นกันว่า "สรรพธรรมล้วนไม่ห่างจากธรรมญาณ" สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเกิดมาจากตรงนี้ทั้งสิ้น เข้าใจไหม
     ชาวต่างชาติกำลังค้นคว้าเรื่องของความนึกคิด โดยเริ่มค้นคว้าจากสมองใหญ่ สมองน้อย ในทางจีนจะพูดถึงเรื่องใจนึกคิด ซึ่งก็คือใจนี้กำลังนึกคิด บนหนังสือเขียนไว้ว่าจิตญาณ ซึ่งจิตก็คือญาณของพวกเรา เราต่างได้รับหนึ่งจุดชี้แล้วจึงเข้าใจ เหตุใดจึงไม่เรียกว่าญาณเสียเลยล่ะ คัมภีร์กล่าวว่า "อันชีพฟ้าก็คือธรรมญาณ" ญาณฟ้าแต่เดิมมา หากไม่แปรสภาพก็จะเรียกว่า ธรรมญาณ แต่ภายหลังได้ถูกบดบังจากอารมณ์ ๗ กิเลส ๖ ก็จะเกิดเป็นการเปรียบเทียบ นี่เรียกว่าใจ สมมุติว่าเธอไม่ดีต่อเรา เราก็จะไม่ดีต่อเธอ เธอด่าฉัน ฉันไม่พอใจ เธอชมฉัน ฉันดีใจ นี่ก็คือการเปรียบเทียบ แต่ญาณฟ้าแต่เดิมมาจะไม่มีสิ่งเหล่านี้ และญาณฟ้าแต่เดิมมาก็คือ ใจไร้เดียงสาอย่างเด็กนั่นเอง"
การปฏิบัติธรรม ก็คือ ต้องกู้โลกช่วยคน เหตุใดการกู้โลกช่วยคนก็คือ การปฏิบัติธรรม เพราะที่เราปฏิบัตินั้น คือ อนุตตรธรรม  อะไรคืออนุตตรธรรม อนุตตรธรรมก็คือ หนทางสายหนึ่งที่จะกลับคืนเบื้องบน อีกคือ สิ่งที่ให้ญาติธรรมสามารถเจริญตามรอยแห่งพระพุทธอริยออกโปรดเวไนย เมื่อไหร่ที่โลกสู่ความสันติสุข เมื่อนั้นจึงถือว่าภารกิจของเราสร็จสิ้น และเวลานั้นจึงจะถึงเวลากลับคืนเบื้องบนถวายรายงานได้ ปณิธานที่พวกเราตั้ง ก็คือหน้าที่ คือภารกิจ ไปถึงที่ไหน ก็ควรปฏิบัตถึงที่นั่น วันนี้ปฏิบัติธรรม วันนี้ก็คือพระพุทธะ แต้ก็พึงรู้ไว้ว่า มีปณิธาน การปฏิบัติงานธรรมก็คืองานของเราจะวิงวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างไรก็ไม่มีทางให้เราได้หรอก บุญกุศลที่เราทำก็คือ ของ ๆ เราเอง ทุกสิ่งล้วนอยู่ที่ตัวเราเอง ปัจจุบันคือเช่นนี้ จุดนี้ไม่ทำความเข้าใจไม่ได้


      ตอนนี้เราต่างรู้ว่าการปฏิบัติธรรม การบำเพ็ญธรรม  การเผยแพร่ธรรม คือ กิจแห่งพุทธอริยะ คือกิจแห่งการกู้โลกช่วยคน สร้างบุญกุศล แต่รู้อย่างเดียวจะมีประโยชน์อะไร รู้แล้วควรต้องไปทำ หลายคนรู้ว่านี่คือสิ่งดี แต่ก็ไม่ไปทำเสียที...พระอริยะตรัสว่า "การรู้และการกระทำต้องเป็นหนึ่งเดียว" ความหมายนั้นก็คือ เมื่อรู้ว่าดีก็ควรไปทำ เปรียบเสมือนรู้ว่ากินข้าวแล้วจึงจะมีสารอาหาร สามารดำรงชีพให้คงอยู่ แต่ถ้าหากไม่กินเราก็ต้องตาย ถ้าเช่นนั้นจะมีประโยชน์อะไรความสำคัญของการรู้และการปฏิบัติต้องเป็นหนึ่งเดียว ก็คือจุดนี้เองแล
     การบำเพ็ญธรรม ก็คือ การบำเพ็ญใจของตน พิจารณาตน สำรวจตน ดูว่าตนได้ทดแทนพระคุณบุพการีแล้วหรือยัง ตนได้ทำความชั่วไว้หรือไม่...การบำเพ็ญธรรม ก็คือ ต้องบำเพ็ญให้จิตธรรมปรากฏออกมา จิตธรรม ก็คือ จิตฟ้า พุทธกล่าวว่า ต้องย้อนมองส่องตน พระอริยะกล่าวว่า ต้องสำรวจตน การบำเพ็ญธรรมนั้นคือเพื่อให้ตนได้ดี บุตรชายของท่านขงจื่อถึงแก่กรรม แต่ท่านขงจื่อก็ยังคงปฏิบัติต่อบุตรของคนอื่นดุจการปฏิบัติต่อบุตรของตน อย่างเช่น เอ็นดูบุตรตนอีกทั้งบุตรของผู้อื่น ปรนนิบัติบุพการีของตนอีกทั้งบุพการีของผู้อื่น เราบำเพ็ฯธรรมก็คือ ต้องนำจิตธรรมออกมา จิตธรรมก็คือจิตฟ้า ฟ้าทรงให้กำเนิดสรรพสิ่ง ก็คือทรงประทานให้แก่ชนทั้งหลาย โดยไม่เคยจำกัดว่าจะไม่ให้ใครเลย"
    ตอนนี้เธอได้รับธรรมะแล้ว ก็ควรรู้ว่าฟ้าทรงประทานจิตญาณให้แก่เรา บุพการีเป็นผู้มอบสังขารให้แก่เรา สังขารเราเมื่อมรณาก็สิ้นแล้วหากมีเพียงจิตญาณนี้ที่เราต้องนำกลับคืนฟ้าไป ทุกคนจึงมิควรยึดสิ่งปลอมมาเป็นสิ่งจริง วันใดที่เราหลับตาไป อะไรก็ไม่ใช่ของ ๆ เราอีกแล้ว ในพุทธคัมภีร์ได้กล่าวไว้ว่า" สวรรค์นรกล้วนเกิดขึ้นเพียงชั่วห้วงความคิด" อะไรคือช่วงห้วงความคิด สมมุติว่า เธอด่าฉัน "ขอโทษนะ ต้องขอบคุณท่านที่ช่วยลบล้างหนี้บาปให้เรา เราก็ไม่ต้องไปกังวล ไม่โกรธ นี่ก็คือสวรรค์ แต่หากเธอด่าฉัน "คุณมีสิทธิ์อะไำร" แล้วก็ด่ากลับไป เกิดการตบตีกันขึ้นมา นี่ก็คือความทุกข์และนี่ก็คือนรก เช่นนี้มิใช่เป็นเพียงแค่ชั่วห้วงความคิดดอกหรือ"
    พุทธระเบียบบอกให้เราเคารพอาจารย์ เทิดทูนธรรมะ เคารพอาวุโส เคร่งครัดในพุทธระเบียบ กตัญญูต่อพ่อแม่ ที่ถูกก็ควรเคารพรักษา หากไม่ถูกก็ไม่ควรรับฟัง หากพระอาจารย์ใช้ให้เราหยิบดาบฆ่าคน เราก็จะฟังคำพูดพระอาจารย์เลยหรือ พ่อของเราเป็นหัวขโมย บอกให้เราเป็นขโมย เราก็เป็น อย่างนี้จะเรียกว่าบุตรกตัญญูอย่างนั้นหรือ  วันนี้เราบำเพ็ญธรรม ก็คือ ต้องรู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี นี่ก็คือ ยึดหลักคืนสู่จริง ต่อพระโอวาทของสิ่งศักดิสิทธิ์ก็ควรเป็นเช่นนี้เหมือนกัน มีเหตุผลก็จงนำไปปฏิบัติ ไม่มีเหตุผลก็ไม่ควรเชื่อ หากเชื่อก็ต้องถือว่าโง่เขลาเบาปัญญา ตรงนี้จะต้องแยกแยะให้ดี การยึดหลักคืนสู่จริงก็คือความหมายนี้นั่นเอง การบำเพ็ญธรรมต้องเน้นที่ความเสมอภาค ดดยไม่มีการแบ่งแยกยากดีมีจน หรือคุณวุติสูงต่ำแต่อย่างใดการบำเพ็ญธรรมหาได้เกี่ยวข้องกับระดับการศึกษาไม่ เรื่องยากดีมีจนก็มิได้เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ยาจกก็อาจเป็นพระโพธิสัตว์ได้  ฟ้าทรงปกโปรดอย่างกว้างขวาง ศาสนาปราชญ์เก็บงานอย่างสมบูรณ์ ปัจจุบันทั่วทั้งโลกต่างค้นคว้าเรื่องปรัชญาชีวิต ซึ่งทั้งหมดล้วนอิงปรัชยษเหลาจื่อ ขงจื่อ และเมิ่งจื่อเป็นพื้นฐาน เริ่มทำจากมนุษยธรรม หากมนุษยธรรมยังปฏิบัติได้ไม่ดีแล้วยังจะเหลือศักดฺืศรีแห่งมนุษย์อีกหรือ แล้วหากสักสวดมนต์แต่คาถามันมิใช่ไร้ประโยชน์ใด ๆ ดอกหรือ แล้วเช่นนี้จะสำเร็จเป็นพุทธะได้หรือ ดังนั้นการบำเพ็ญธรรมควรเริ่มจากมนุษยธรรม เริ่มจากพื้นฐาน ตัวเราดีแล้วยังต้องส่งเสริมให้คนอื่นได้ดี ตัดกิเลสสิ้นแล้วจึงจะบรรลุสู่ปัญญาอันยิ่งใหญ่ สำรวมใจบำเพ็ญกายให้เที่ยงตรง หากทุกคนเป็นเช่นนี้ โลกเราก็จะกลายเป็นสันติภพแล้วมิใช่หรือ
     เราบำเพ็ญธรรมปกิบัติธรรม ที่สำคัญคือต้องรู้จักสำนึกคุณ อยู่ในบ้านต้องรู้สำนึกพระคุณบุพการีที่เลี้ยงดู เมื่อรับธรรมะแล้วต้องรู้สำนึกว่าสรรพสิ่งล้วนได้ถูกรังสรรค์จากองค์มารดา ดังนั้นเวลารับประทาน ก็ต้องรำลึกว่าทั้งหมดนี้ฟ้าทรงประทานให้ อยู่ในสังคมยิ่งต้องรู้จักขอบคุณทุก ๆ คน ให้ทุก ๆ วันดำรงแต่จิตสำนึกคุณ เราก็จะมีความสุขล้ำทุกเวลา เช่นนี้ก็เปรียบเช่นอยู่บนแดนนิพพาน หากแต่ละวันมีเรื่องที่ไม่พอใจ นั่นก็ไม่พอใจ นี่ก็ไม่พอใจ แต่ละวันมีแต่เรื่องกลัดกลุ้ม นี่มิเท่ากับใช้ชีวิตบนนรกดอกหรือ ไยต้องเป็นเช่นนั้นด้วย ในแต่ละวัน ในทุกขณะเวลา ในทุก ๆ สถานที่ ให้ดำรงไว้ซึ่งจิตสำนึกคุณ รู้ถนอมบุญปัจจัยให้จงดี  สำหรับสารัตถะข้างต้นที่คัดสรรมา ทุก ๆ วาจาล้วนแสนจะเรียบง่ายหากแต่แฝงด้วยนัยอันแยบยล โดยทัศนะการบำเพ็ญที่สำคัญล้วนแฝงอยู่ในนี้ทั้งสิ้น และสำหรับทัศนะการบำเพ็ญแต่อดีตมา เคยมีไหมที่จะอยู่นอกเหนือจากกรอบโอวาทเหล่านี้ได้ขอเพียงแต่เราตั้งใจในการอ่าน ค่อย ๆ ซึมซาบอย่างละมุน เราก็จักสัมผัสถึงคุณธรรมอังสูงล้ำ การปฏิบัติที่เคร่งครัดและความเรียบง่ายในกิจวัตรของท่านเหล่าเฉียนเหรินได้เป็นอย่างดี
    ท่านซือจุนเคยเมตตาไว้ว่า "ธรรมะก็ไม่เห็นมีอะไร  คือสิ่งเรียบง่ายอย่างที่สุดแล้ว เพียงแต่ใจมนุษย์ของเจ้าต่างหากที่ทำให้ซับซ้อนเสียอีก"  ท่านจวงจื่อกล่าวไว้ว่า " รู้ตัวจริงก่อนแล้วจึงจะมีการรู้จริง" เมื่อไม่รู้แจ้งความเป็นชีวิตอย่างลึกซึ้งมากพอก็จะไม่รู้จริงในหลักสัจธรรมทั้งปวง หากไม่มีการรู้จริงเราก็จะกลายเป็นคนตาบอดที่คลำช้างได้ และควรเป็นเช่นไรจึงจะมีการปฏิบัติจริงล่ะ ดังนั้นจากจรอยวัตรของท่านเหล่าเฉียนเหริน เรียกได้ว่าท่านคือผู้ที่แจ้งในใจตนได้อย่างดีที่สุดและจากโอวาทต่าง ๆ เหล่านี้ของท่านก็ล้วนมีประสิทธิผลเช่นตะเกียงที่นำความสว่างให้เราได้บำเพ็ญปฏิบัติสู้ทิศทางอันถูกต้อง จนทำให้เราไม่เคว้งคว้างหลงทางไปในความมืดมนได้เพราะท่านไม่เพียงแต่สามารถแยกแยะความจริงออกจากมายาได้เท่านั้นหากท่านยังเป็นผู้ไม่ยึดติดในลักษณะ ละวางซึ่งอัตตา จิตใจบริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนเช่นตะวันที่ลอยเด่นบนห้วงนภาแล


       จากบทก่อน ๆ เราพอจะทราบได้ว่า ท่านเหล่าเฉียนเหรินเป็นผู้ที่เน้นความสำคัญของการปฏิบัติ ซึ่งปฏิปทาข้อนี้ของท่านได้ถูกปลูกฝังมาแต่เยาวว์วัยและอาจเป็นเพราะท่านมีจิตเมตตาที่แรงกล้าเหนือผู้คนโดยทั่วไป ดังนั้นเมื่อคราวท่านอายุ ๒๐ กว่า นอกจากท่านจะมุ่งมั่นทุ่มเทให้กับกิจการแล้ว ท่านยังปัดกวาดถนนหนทางที่หน้าบ้านท่านตลอดทั้งสายทุกเช้าอย่างเสมอต้นเสมอปลาย จนผู้คนในหมู่บ้านต่างยกย่องท่านว่าเป็นคนดีโดยถ้วนหน้า แต่ท่านก็หาได้เจาะจงทำความดีเฉพาะแค่ผู้คนในหมู่บ้านไม่ หากแต่ท่านจะเมตตาอารีต่อทุก ๆ คน นับแต่เยาว์วัยจนถึงวัยชรา โดยมิเคยเปิดเผยให้ใครรู้แต่อย่างใด อย่างเมื่อปีที่แล้ว ภาคใต้ทางใต้หวันประสบวาตภัยจากพายุใต้ฝุ่นอย่างแสนสาหัส ครั้นท่านทราบข่าวก็รีบดำเนินการบริจาดเงินช่วยเหลือเป็นจำนวนห้าล้านเหรียญ โดยมีญาติธรรมร่วมสมทบอีกสิบล้านเหรียญ โดยท่านจะกำชับอยู่ตลอดเวลาว่าไม่ให้ลงข่าว หรือประกาศออกไปอย่างเด็ดขาด ท่านกล่าวว่า "การให้ความช่วยเหลือคือหน้าที่ที่พวกเราควรทำอยู่แล้ว"
     ในตลอดชีวิตของท่าน ท่านไม่เพียงแต่รณรงค์หลักคุณธรรมแห่งปราชญ์ให้กว้างไกลเท่านั้น หากแต่ยังมุ่งมั่นปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมอีกด้วย ในปีหมินกั๋วที่๖๘ (ค.ศ.๑๙๗๙) เดือน ๑๒ วันที่ ๑๖ ท่านได้ก่อตั้งสถานอนุบาลซิ่นอี้ ที่ซีหลัว โดยมีจุดประสงค์ในการรับเลี้ยงเด็กกำพร้า และทำการอบรมบ่มสอนให้เป็นคนดีของสังคมสืบไป ตราบจนปีหมินกั๋วที่ ๗๖ (ค.ศ.๑๙๘๗) ท่านได้เปิดสถานสงเคราะคนชราที่ผูหลี่ โดยให้ผู้ชราได้ใช้ชีวิตในการบำเพ็ญอย่างมีความสุข ดุจว่าได้อาศัยในบนวิมานในบั้นปลาย ต่อมาในปีหมินกั๋วที่ ๗๘ (ค.ศ. ๑๙๘๙) ท่านยังได้ก่อตั้งอนุตตรธรรมวิทยาลัย เพื่อทำการอบรมสร้างสรรค์ยุวชนที่มีใจมุ่งมั่นบำเพ็ญปฏิบัติในอาณาจักรธรรม ในปีหมินกั๋วที่ ๗๙ (ค.ศ. ๑๙๙๐) ท่านยังได้เดินทางไปทำพิธีเบิกหน้าดินเพื่อก่อสร้างอนุตตรธรรมวิทยาลัยที่เมืองไทย ปีหมินกั๋วที่ ๘๑ (ค.ศ. ๑๙๙๒) ขณะท่านเดินทางไปอเมริกา ท่านเห็นที่ดินที่เหมาะสมผืนหนึ่ง จึงเตรียมโครงการก่อสร้างอนุตตรธรรมวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่งที่นั่น ฯลฯ  สำหรับกุศลวัตรต่าง ๆ เหล่านี้ของท่าน หากมิใช่เพราะจิตเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่ และวิสัยทัศน์อันยาวไกลที่จะสร้างสาธารรประโยชน์แก่ชาวโลกแล้ว ไยท่านจึงต้องเหน็ดเหนื่อยตรากตรำ และแปลงอุดมการณ์ให้เป็นรูปธรรมอย่างมากมายเช่นนี้ด้วย


       เหตุด้วยท่านเหล่าเฉียนเหรินมีความเข้าใจต่อธรรมะอย่างลึกซึ้ง มีทัศธรรมอันเที่ยงตรง กอปรกับความพากเพียรในการบำเพ็ญปฏิบัติมาตลอดหลายสิบปีจิตใจภายในของท่านจึงบรรสานเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดินตลอดเวลา ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการบำเพ็ญธรรมก็ดี การปฏิบัติธรรมก็ดี ทุกจิตทุกใจของท่านจะต้องปฏิบัติไปตามครรลองแห่งฟ้า ท่านเน้นอยู่เสมอว่า "ธำรงจิตฟ้ามาทำงานแห่งฟ้า ตัดซึ่งบุคคลอัตตา นั่นคือ ความเสมอภาคที่แท้จริง" ท่านเมตตาต่อพวกเราอยู่เสมอว่า "การบำเพ็ญธรรมนั้นอยู่ที่ตัวพวกเราเองทั้งสิ้น จะทำหรือไม่อย่างไรไม่มีใครฝืนบังคับเราได้ สมัยพระอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ก็ยังไม่เคยกล่าวว่า "พวกเจ้าจะต้องเชื่อฟังฉัน" เลยสักคำ ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างต้องให้เป็นไปโดยธรรมชาติ" "ในโลกใบนี้ นอกจากใจจริงของเจ้าที่เป็นจริงดวงนี้แล้ว นอกนั้นล้วนเป็นสิ่งปลอมที่หาได้จีรังยั่งยืนไม่" หนึ่งจุดชี้จากพระวิสุทธิอาจารย์ นั้นคือ ธรรมะ นอกนั้นล้วนเป็นเพียงคำสอน ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจ"
     " ยุคสุดท้าย ต้องบำเพ็ญคุณธรรมภายในของตัวเองเสียบ้าง อย่าได้เอาปฏิบัติแต่ภายนอก ที่ปฏิบัติได้ก็จงพากเพียรเร่งปฏิบัติ หากปฏิบัติไม่ได้ ก็จงประคองรักษาปณิธานของตนไว้เช่นนี้ก็จะกลับเบื้องบนได้"
    " พวกเราจะต้องรักษาพุทธระเบียบ นับแต่อดีต ผู้บำเพ็ญยังไม่เคยปรากฏว่า ได้ก่อตั้งเป็นองค์กรหรือคณะเผยแพร่อบรมใด ๆ การบำเพ็ญธรรมก็คือ การบำเพ็ญธรรม ก็เพียงแค่การเจริญตามรอยแห่งปราชญ์อริยา ฉุดช่วยจิตญาณแห่งปวงชนให้คืนสู่เบื้องบน ก็เพียงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้น" วจนะเหล่านี้มีความถูกต้องสมบูรณ์ยิ่ง ถึงแม้จะดูธรรมดา แต่ก็แฝงด้วยปัญญาญาณอันแสนลึกล้ำ
     ความสำเร็จของงานใหญ่ทั้งปวง จะต้องตั้งอยู่บนรากฐานของศักดิ์ศรีมนุษย์อันยิ่งใหญ่ และอันศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์อันยิ่งใหญ่นี้ ก็ต้องมีต้นกำเนิดมาจากจิตใจอันยิ่งใหญ่น่นเอง อันจิตใจที่ยิ่งใหญ่ก็คือ ความรัก ความเมตตา ที่มีต่อมวลมนุษย์ชาติอย่างไม่มีวันเหือดหาย ความมีมนุษยภาพที่แน่วแน่ของท่านในการประคองรักษาสัทธรรมเช่นนี้ ย่อมหมายถึง ท่านเอาชีวิตทั้งชีวิตทุ่มเทต่อการแสวงหาสัทธรรมอย่างไม่ลดละ และเพียรให้ธรรมแท้ปฏิบัติจริง ท่านเอาจิตมุ่งมาดอันเปี่ยมด้วยมหากรุณานี้บุกเบิกสร้างสรรค์หาทางเดิน ที่กว้างใหญ่ราบเรียบไว้ให้มวลมนุษยชาติสร้างสถาบันครอบครัวที่ผาสุก แปรเปลี่ยนโลกอันอัปลักษณ์นี้ให้สวยงาม แปรโลกอันมืดมนให้กลายสว่างไสว เพื่อทุกคนได้ละจากทางมิจฉาสู่ทางสัมมา คลายความโง่เขลาให้เป็นปัญญา เพื่อพ้นจากโลกีย์สู่ความเป็นอริยา ให้สังคมได้สงบสุข ผู้คนสมัครสมานกัน จนกระทั่งโลกเป็นสันติสุข ทั้งหมดนี้คือ อุดมคติชั่วชีวิตของท่านเหล่าเฉียนเหริน ท่านจึงทุ่มเทอุทิศต่อเวไนยสัตว์โดยไม่ย่อท้อใด ๆ  และสิ่งนี้ก็คือปณิธานของท่านเหล่าเฉียนเหริน
     ดังนั้น ท่านจึงอุทิศเสียสละโดยไม่คำนึงถึงความสุขสบาย บ่อยครั้งที่ท่านต้องเดินทางไกล ท่านต้องอดหลับอดนอน ต้องเหน็ดเหนื่อยจากการกรำงานเมื่อมีญาติธรรมมาขอเข้าพบ ท่านก็ไม่เคยปฏิเสธแม้แต่ครั้งเดียว ด้วยเพราะภายในหัวใจของท่านมีแต่เรื่องการส่งเสริมเวไนยสัตว์นั่นเอง ด้วยการอุทิศเสียสละอย่างทุ่มเทของท่าน จึงทำให้เวไนยชนจำนวนมากสามารถตื่นแจ้งจากความฝัน ผู้คนจึงต่างสำนึกในพระคุณของท่าน และยกย่องเทิดทูนท่านให้เป็นธรรมปรินายกแห่งอาณาจักรธรรม และแม้นท่านซือหมู่จะเคยเรียกท่านเช่นนี้มาแล้วก็ตาม แต่ท่านก็ไม่เคยรับฐานะตำแหน่งนี้ ท่านยังคงถ่อมตน และปฏิเสธต่อทุกคนว่า "เราทุกคนต่างก็เป็นศิษย์ของพระอาจารย์ ต่างก็เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องด้วยกันทั้งนั้น" นี่ก็คือ คุณธรรมอันยิ่งใหญ่ของผู้ทรงธรรมที่มีแต่ให้ โดยหาเคยหวังผลในลาภสักการะแต่อย่างใดไม่ ในตลอดชีวิตของท่าน ท่านไม่เคยเอ่ยคำว่า ""คนนี้คือ โฮ่วเสวียของเรา"" แต่อย่างใด และสิ่งนี้ก็คือแบบอย่างอันน่ายกย่อง คือ ปฏิปทาที่พวกเราควรเจริญรอยตาม
     พระอาจารย์ทรงเคยเมตตาไว้ว่า ""ที่ใดมีธรรม ที่นั่นย่อมดึงดูดผู้คน"" ท่านเหล่าเฉียนเหรินไม่เคยเรียกร้องชื่อเสียง หรือการยกย่องจากผู้อื่นแต่อย่างใด โดยท่านจะปฏิบัติตนเหมือนเช่นดวงอาทิตย์ที่จะมีแต่มอบแสงสว่างและความอบอุ่นให้แก่ชาวโลก โดยหาได้เคยสนใจว่าชาวโลกจะปฏิบัติต่อดวงอาทิตย์อย่างไรไม่ ชาวโลกจะรักใคร่ก็ดี จะเกลียดชังก็ดี ดวงอาทิตย์ก็ยังคงทำหน้าที่ของตนอยู่เช่นนั้น ด้วยเหตุนี้ ท่านเหล่าเฉียนเหรินจึงเป็นที่ยกย่องของผู้คน ด้วยเพราะท่าน คือ ธรรมธาดาผู้เมตตา คือ ผู้ทรงบารมี และคือ ศูนย์รวมจิตใจของเหล่าเวไนยสัตว์นั่นเอง
    อาวุโสเคยเล่าให้ฟังว่า ที่ไต้หวัน หากใครจะเขียนจดหมายถึงท่านเหล่าเฉียนเหริน แมันจะไม่ทราบที่อยู่ของท่านก็ไม่เป็นไร ขอเพียงจ่าหน้าซองว่า ฝูซันท่านเหล่าเฉียนเหริน  บุรุษไปรษณีย์ก็จะนำส่งจดหมายถึงท่านเหล่าเฉียนเหรินได้อย่างแน่นอน และนี่ก็คือบทพิสูจน์ถึงคณธรรมของท่านเหล่าเฉียนเหรินที่ได้ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเสมอภาค ไม่แบ่งแยกยากดีมีจน จนเป็นที่รักใคร่ขออนุชนอย่างไม่มีข้อกังขาใด ๆ เลย

ธรรมธาดาคู่โลกา : ศรัทธามิคลาย ปณิธานมิกลาย
« ตอบกลับ #45 เมื่อ: 29 ธันวาคม 2010 03:59 PM »

      ตลอดหลายสิบปีมานี้ เพื่อการฉุดช่วยเวไนยสัตว์ ท่าต้องตรากตรำกรำงานกับการเดินทางจนยากที่จะมีวันหยุดพักผ่อน ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณแห่งฟ้า เพื่อฉุดช่วยเหล่าเวไนยสัตว์ให้หลุดพ้น และเพื่อให้พุทธบุตรทั้งหลายต่างได้กราบเฝ้า พระแม่องค์ธรรมอย่างพร้อมเพรียงกันนั่นเอง ดังนั้นที่ฝูซันครั้งถึงวันหยุดเมื่อไร ญาติธรรมก็จะทยอยกันเดินทางมาคารวะท่านเหล่าเฉียนเหรินตั้งแต่เช้าจรดค่ำอย่างไม่ขาดสาย และท่านเหล่าเฉียนเหรินก็จะเมตตาต่อทุกคนตลอดทั้งวัน ท่านจะคอยส่งญาติธรรมกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า คนแล้วคนเล่า ดังนั้นตลอดหลายสิบปีมานี้ จึงถือว่าท่านได้ปฏิบัติดั่งเช่น ท่านบรมครูขงจื่อที่ได้อบรมผู้คนอย่างไม่รู้เหนือยหน่ายอย่างแท้จริง ขอเพียงมีญาติธรรมมาเยือน ท่านก็จะทุ่มเทส่งเสริม และต้อนรับทุกคนด้วยผลไม้หรือขนมว่างอย่างอบอุ่น ครั้นญาติธรรมอำลากลับ ท่านก็จะมอบผลไม้ที่บูชาแล้วให้ทุกคน พร้อมทั้งส่งทุกคนถึงประตูใหญ่ จนรถแล่นลับตาไปแล้วจึงจะกลับเข้าไปในเรือน ท่านจะทำเช่นนี้ตลอดทั้งวัน โดยไม่คำนึงถึงอายุสังขารของท่านแต่อย่างใด
     มีอยู่ปีหนึ่ง ได้มีญาติธรรมจากไทเปคณะหนึ่งมาคารวะท่าน ทุกคนต่างเห็นท่านเมตตาต่อญาติธรรมจนน้ำเสียงแหบแห้ง ริมฝีปากบวมแดง แต่ท่านก็ยังมิยอมหยุดพักผ่อน ยังคงส่งเสริมทุกคนด้วยความเอ็นดู ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ และในวันหนึ่งของปีที่แล้ว ญาติธรรมจากประเทศญี่ปุ่นได้เดินทางมาคารวะท่าน  ท่านเหล่าเฉียนเหรินก็ยังคงออกมาต้อนรับทุกคนด้วยความอบอุ่น และส่งทุกคนเดินทางกลับเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา เมื่อท่านกลับถึงห้องพัก เสื้อผ้าของท่านก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อเสียแล้ว สำหรับจิตใจที่เสียสละอย่างไม่ย่อท้อเช่นนี้ แม้นท่านจะสิริอายุสูงถึง ๙๐ กว่าแล้วก็ยังมิเคยเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด พวกเราจึงรู้สึกละอายใจเป็นยิ่งนัก
    หรือกระทั่ง  บ่อยครั้งที่ท่านเมตตาส่งเสริมญาติธรรมจนน้ำเสียงแหบแห้ง เมื่อญาติธรรมมาถึง ก็มิทราบว่าพละกำลังของท่านได้ผุดขึ้นมาจากไหน เพียงพริบตาท่านก็กลับมากระปรี้กระเปร่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะต่างก็แต่เพียงน้ำเสียงที่ยังคงแหบแห้งเท่านั้น ในสมัยก่อนท่านซือจุนเคยทรงเมตตาท่านเหล่าเฉียนเหรินว่า " เมื่อเขาอยู่นิ่งปากก็ต้องขยับ เมื่อปากอยู่นิ่งขาก็ต้องขยับ " เราต่างก็ทราบดีว่าท่านเหล่าเฉียนเหรินจะมีความเคารพรักและนำพาในโอวาทของท่านซือจุนทุกประการ และแม้นจะเป็นเช่นนั้นก็จริง แต่หากท่านเหล่าเฉียนเหรินมิได้มีความศรัทธาจริงใจอันบริสุทธิ์ มิได้มีปณิธานที่มุ่งฉุดช่วยเวไนยอันยิ่งใหญ่แล้ว จะมีพละกำลังจากที่ใดที่จะมาประคับประคองร่างกายอันแสนเหนื่อยล้าให้กลับมีชีวิตชีวา เพื่อส่งเสริมเวไนยสัตว์อีกเล่า
    เมื่อสามเดือนก่อน ท่านซือจุนได้ทรงประทับญาณเมตตาว่า " พวกเจ้าทราบไหมว่าเหล่าเฉียนเหรินของพวกเจ้าช่างยิ่งใหญ่เสียจริง ๆ เขารักพวกเจ้ามากเหลือเกิน พวกเจ้ายังมิได้แก่ชรา พวกเจ้าจึงไม่รู้ถึงความลำบากของคนชรา โดยเฉพาะคือ คนชราที่มีอายุสูงถึง ๙๐ กว่าแล้ว ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้านั้น หาใช่สิ่งที่โฮ่วเสวียอย่างพวกเจ้าจะสามารถสัมผัสรับรู้ได้ไม่ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า เหล่าเฉียนเหรินของพวกเจ้าต้องการอยู่ดูแลพวกเจ้าต่ออีกหลายๆ ปี ฟ้าเบื้องบนทรงมิอาจอดใจทนดูได้เลย พวกเจ้ารู้ไหม ที่เหล่าเฉียนเหรินของพวกเจ้าเดินทางไปสาธารรรัฐอริเซียสในปีนี้ แท้จริงคือฝืนสังขารไป แม้แต่พระอาจารย์ที่เฝ้าดูอยู่ข้าง ๆ  ก็ยังอดสงสารมิได้เลย" นักเรียนที่ฟังอยู่ต่างพากันซาบซึ้งจนน้ำตาคลอเป้า
     และในปีหมินกั๋วที่ ๓๐ (ค.ศ. ๑๙๔๑) ท่านซือจุนทรงเคยปรารภที่เทียนจินว่า " ญาติธรรมที่ศรัทธากินแจก็มีมากขึ้นแล้ว หากมีที่ให้ทุกคนฝังอยู่ด้วยกันได้ ฉันก็จะเบาใจไม่น้อย" ครั้นท่านเหล่าเฉียนเหรินได้สดับก็นำพาในใจอยู่เสมอมา และตลอด ๕๐ ปีมานี้ ท่านไม่เคยลืมความตั้งใจที่จะสานปณิธานของท่านซือจุนแม้แต่น้อย ดังนั้นในปีที่แล้ว แม้นท่านจะสิริอายุสูงถึง ๙๔ ปีแล้วก็ตาม ท่านก็ยังคงห่วงใยในเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ท่านจึงตัดสินใจซื้อที่ดินที่ผูหลี่ เพื่อใช้สำหรับก่อสร้างสถูปอังคารมอบให้บรรดาญาติธรรมทั้งหลาย
     ตลอดหลายสิบปีมานี้ สิ่งที่ท่านเหล่าเฉียนเหรินได้ทำให้กับพวกเรานั้นมากมายจนสุดจะพรรณาให้สิ้นได้ ท่านไม่เพียงแต่ได้ฉุดช่วยจิตวิญญาณของพวกเราเท่านั้น หากท่านยังห่วงใยในสารทุกข์สุกดิบของพวกเรา อันหัวใจที่ห่วงหาอาทรต่อพวกเราเช่นนี้ ได้ทำให้พวกเราทุกคนรู้สึกซาบซึ้งและละอายใจยิ่งนัก เพราะความจริงควรเป็นพวกเราต่างหากที่ต้องปรนนิบัติดูแลท่าน แต่ท่านกลับเหมือนเช่นบิดาที่คอยคำนึงถึงความเป็นอยู่ของพวกเราทุกคนอย่างไม่ว่างเว้น สำหรับพระคุณอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ แม้นจนชีพวายก็ยังหาอาจทดแทนพระคุณของท่านให้สิ้นได้ไม่ และอันน้ำใจของท่านนั้นก็ได้ประทับตรึงใจพวกเราอย่างมิมีวันเสื่อมคลาย
    ครั้นรำลึกถึงอดีต สมัยที่ท่านยังอยู่กับพวกเราทุก ๆ คน ท่านไม่เพียงแต่จะเมตตาพวกเราในชั้นประชุมธรรมเท่านั้น หากท่านจะคอยอบรมเมตตาพวกเราทุกคนอยู่ทุกโอกาส ไม่ว่าจะอยู่ในเวลาไหน สถานที่ใด เมื่อสบโอกาส ท่านก็จะเมตตาต่อญาติธรรมในทุกรายละเอียดอย่างไม่ย่อท้อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการยกน้ำชา เปิดประตู กวาดพื้น หั่นผัก ดายหญ้า เขียนหนังสือ กราบพระ  ตลอดจนมารยาทในการต้อนรับแขกต่าง ๆ ท่านล้วนให้ความใส่ใจและอบรมพวกเราด้วยความอดทนอยู่เสมอ ท่านกล่าวว่า " ธรรมะมิอาจห่างได้แม้นเพียงชั่วครู่ "  " หากห่างจากชีวิตประจำวันแล้ว ไหนเลยจะมีธรรมะได้ "
    ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนแสนจะธรรมดา แต่ภายในนั้นล้วนแฝงไว้ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ ดังความตอนหนึ่งที่มีบันทึกในคัมภีร์ไบเบิลว่า "ความรักนั้นหาได้ขาดตอนไม่" ซึ่งคำๆ นี้ ก็สามารถเป็นบทสะท้อนในความรักของท่านเหล่าเฉียนเหรินที่มีต่อพวกเราทุกคนได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงแค่นี้เท่านั้น เนื่องจากท่านเหล่าเฉียนเหรินเป็นคนที่มีน้ำใจไมตรีสูง ท่านจึงให้ความห่วงใยและดูแลต่อบรรดานักธรรมอาวุโส หรือ สามคุณผู้สูงอายุมากเป็นพิเศษ ดังนั้นท่านจึงมักทักทายหรือโทรศัพท์ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ หรือกระทั่งเดินทางไปเยี่ยมเยือนด้วยตัวท่านเองอยู่เสมอ ท่านเหล่าเฉียนเหรินจะคอยดูแล และคำนึงถึงนักธรรมผู้สูงอายุเหล่านั้นมิเคยขาด ด้วยน้ำใจของท่านเช่นนี้ ก็ได้สร้างความประทับใจให้แก่นักธรรมเหล่านั้นเป็นอย่างมาก


      ดังนั้น เมื่อข่าวการสำเร็จธรรมของท่านเหล่าเฉียนเหรินได้แพร่กระจายออกไป นักธรรมเหล่านั้นจึงร่ำไห้เพรียกหาท่านเหล่าเฉียนเหรินปานจะแหลกสลายต่างเศร้าโศกเสียใจดุจสูญเสียบุพการีผู้ให้กำเนิด ในโลกนี้ยังจะมีความสูญเสียใดที่ได้สร้างความเจ็บปวดทรมานถึงเพียงนี้อีกหรือ

            สำนึกบุญคุณฟ้าอันยิ่งใหญ่
            จึงตั้งใจฝักใฝ่โปรดคนหลง
            สำนึกคุณพระอาจารย์อันยืนยง
            จึงจำนงคงมั่นฉุดเวไนย

     เพื่อพระมหากรุณาธิคุณอันไพศาล เพื่อเวไนยสัตว์ในโลกหล้าอันมากมาย ท่านเหล่าเฉียนเหรินจึงได้ตั้งปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่จะต้านภัยช่วยโลกโดยไม่ขอสิ้นสุกหยุดยั้ง ท่านปฏิบัติเหมือนเช่นเหล่าพุทธะแลพระโพธิสัตว์ทั่วสากลที่จะคอยปกป้องคุ้มครองเหล่าเวไนยสัตว์ ส่งเสริมเมตตาเหล่าเวไนยสัตว์ ตราบจนเวไนยสัตว์คนสุดท้ายได้เป็นพระพุทธาแล้วจึงจะถือว่าสิ้นสุดในภารกิจได้
    ดังนั้นตลอดหลายสิบปีมานี้ ท่านจึงเผาผลาญพลังชีวิตของท่านเพื่อส่องสว่างจิตใจชาวโลกให้ตื่นฝัน จนแม้นชีวิตจะหาไม่แล้ว ท่านก็ยังคงเฝ้าทนุถนอมพวกเราอยู่ทุกเวลา แม้นบัดนี้ท่านได้จากพวกเราไปแล้ว แต่ปฏิปทาของท่านก็ยังคงฝังรากหยั่งลึกอยู่ในดวงใจของพวกเราทุกคน และจะเจริญงอกงามอยู่ในดวงใจของเวไนยทั่วหล้าสืบไปชั่วกาลนาน   

                  ท่านทรงธรรมบารมีไพศาลยิ่ง
          คอยติติงประสิทธิ์ศาสตร์ให้ตื่นฝัน
          คอยห่วงหาเมตตาด้วยชีวัน
          คอยแบ่งปันรักมั่นมิผันแปร
                 ห้าสิบกว่ามิผันผายหายไปไหน
          ทุกหายใจห่วงใยและดูแล
          ทั้งชีวิตรักเวไนยใจแน่แท้
          มิเคยแปรเปลี่ยนไปตามเวลา
                 ท่านเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากรำงานหนัก 
          ไม่เคยพักความหนักหน่วงห่วงกายหนา
          ต้องเดินทางอย่างวิบากทั้งชีวา
          ด้วยรำลึกถึงคุณฟ้ากตัญญู   
                   มาบัดนี้เก้าสิบห้าท่านลาจาก
          เราเคว้งคว้างดุจถูกพรากดวงชีวัน
          อสนีลั่นเปรี้ยงปร้างมิคาดฝัน
          เศร้าจาบัลย์พลันสะอื้นทั่วฝูซัน
                   แสงสุรีย์ริบหรี่กระไรหนอ
          ฤาน้ำคลอหน่วยตาจนสิ้นแสง
          จิตระทมตรมทุกข์จนสิ้นแรง
          อกระแหงแห้งผากในราตรี
                   หวนระลึกถึงคำที่ท่านมอบ
          จึงยังขอบใจชื้นฟื้นชีวี
          มัวจมปรักดักดานไม่มีดี   
          มิสู้ปรี่รี่ทำแทนคุณไป   
                   ขอให้สานปณิธานของเราเถอะ
          อย่าเลอะเทอะยึดสังขารท่านว่าไว้
          ให้ฉุดช่วยทวยเวไนยด้วยดวงใจ
          ก็ดุจได้ท่านอยู่เคียงมิไกลเลย
                    จึงน้อมจิตอธิษฐานพนมกร
          จิตอมรมิคลอนแคลนทำเมินเฉย
          ต่อแต่นี้จะมุ่งมั่นนำธรรมเผย
          ดุจลมเย็นที่รำเพยทั่วธรา
                     จะขอใจใฝ่ธรรมบำเพ็ญมั่น
          จะบุกบั่นแพร่ธรรมไปทั่วหล้า
          จะรจิตดวงใจด้วยธรรมา
          เพื่อโลกาได้สันติสุขีเอย

                                                              จบเล่ม 

 

SMFJUSTHOST โฮสต์ดีดี ที่นี่เราบริการด้วยใจ