ผู้เขียน หัวข้อ: ท่องนรก  (อ่าน 50386 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ท่องนรก
« เมื่อ: 18 พฤศจิกายน 2011 12:16 PM »
::  คำปรารภ


          นับตั้งแต่ฉันแปลหนังสือเที่ยวเมืองนรกเป็นต้นมา เวลาก็ได้ล่วงเลยมากว่า 20 ปีแล้ว  หนังสือเล่มนี้ยังคงมีผู้สนใจต้องการมีไว้ศึกษาก็ดี เตือนสติก็ดีตลอดจนได้ยับยั้งผู้ที่กำลังคิดจะทำชั่ว ก็หยุดคิดทำชั่วเสียได้ หรือผู้ที่ทำไปแล้วมีความสำนึกผิดกลับตัวกลับใจเป็นคนดีก็มีมาก หนังสือเล่มนี้จึงมีประโยชน์มิใช่น้อย จึงได้ทำการพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกจำนวนหลายครั้ง ยอดพิมพ์รวมกันก็เกินแสนเล่ม ทำให้ฉันรู้สึกปลื้อมปิติ ที่ได้แปลหนังสือนี้ เพราะได้ผลมาก แม้จะมีอานิสงค์มากก็จริง แต่ก็ยังมีผู้คนจำนวนมากที่ไม่เชื่อว่านรกมีจริง สวรรค์มีจริง คงเชื่อแต่สิ่งที่มองเห็นได้สัมผัส ได้เท่านั้นที่เป็นจริง (พวกวัตถุนิยม )  เมื่อมีโอกาสได้พบหน้ากัน ก็มักจะตั้งคำถามเอากับฉันอยู่บ่อย ๆ ว่า นรกมีจริงหรือ ?. หากฉันจะอธิบายให้เขาฟังทันทีที่ถามก็เกรงว่า เขาจะเข้าใจไม่แจ่มแจ้งชัดเจน ฉันก็เลยถือโอกาสในการพิมพ์ซ้ำครั้งนี้ มาพูดคัยให้ฟังเสียพร้อม ๆ กัน 

          ขอเริ่มต้นจากคำว่า "ทุกข์" ที่คิดว่าทุก ๆคนคงรู้จักและมีประสบการณ์กันดี เธอคิดว่า "ทุกข์" คือะไร ?. คำสาธยายมีมากมายแต่พอขอให้เธอช่วยหยิบตัวทุกข์ออกมาให้ดูหน่อย ทุกคนก็ไม่สามารถหยิบออกมาได้ใช่ไหม ?. ถูกต้องแล้ว ! "ทุกข์" เป็นนามธรรมไม่ใช่รูปธรรม จึงไม่มีรูปร่างให้เห็น จะเห็นได้ก็เพียงแต่อาการที่อารมณ์แสดงออกเท่านั้น การที่คนมีความสุขมีความทุกข์ได้ก็อยู่ ที่ใจสัมผัสรับรู้ใช่ไหม?.  จึงมีคำกล่าวว่า "สวรรค์ในอกนรกในใจ" นั่นก็หมายความว่า ตัวสุขก็ดีตัวทุกข์ก็ดี มันอยู่ที่ตัวจิตใจใช่ไหม?.  บางคนอาจทักว่า เมื่อจิตใจมองไม่เห็น สวรรค์นรกก็ไม่มีจริงนะซิเพราะเป็นเพียงอารมณ์ของจิต พูดแบบนั้นคงไม่ถูก เพราะตัวจิตหรือวิญญาณนั้นมีอยู่แม้ตาจะมองไม่เห็นแต่มันก็มีอยู่ คนที่ไม่มีจิตวิญญาณก็เป็นคนที่ตายแล้ว เรามองดูก็รู้ว่าเป็นคนตาย แม้เราจะมองไม่เห็นวิญญาณผู้ตายก็ตาม ถ้าร่างกายคนตายถูกปล่อยทิ้งไว้ก็จะแปรสภาพคืนสู่ธรรมชาติ ส่วนจิตวิญญาณก็แปรเปลี่ยนไป ก่อนที่วิญญาณจะดับ ปฏิสนธิจิตก็จะเกิดขึ้นพร้อมกับรหัสกรรม ที่คนสั่งสมไว้ขณะที่ยังมีชีวิต คือ กุศลจิต  อกุศลจิต  อัพยากฤตจิตที่เป็นพีชะให้จิตไปปฏิสนธิในภพภูมิใหม่ต่อไป ถ้าจิตเป็นทุกข์คือ มีอกุศลจิตมาก ภพภูมิที่ไปก็คือขุมนรกนั่นเอง ถ้าจิตเป็นสุข คือ มีกุศลจิตมาก ภพภูมิที่ไปคือสวรรค์ไปเป็นเทพเทวา ส่วนจะไปนิพพาน จิตวิญญาณต้องไม่มีรหัสกรรมคือไม่มีพีชะ ไม่มีทั้งกุศลและอกุศล เป็นอัพยากฤต คือกลาง ๆ หรือเรียกว่าจิตแท้  จิตเดิมจิตบริสุทธิ์  ( ตามนิกายวิญญาณวาทิน ) หรือเรียกว่า ดับจิต ดับวิญญาณ  คือ จิตวิญญาณไม่มี  เป็นจิตที่ว่างอย่างยิ่งยวด หมายความว่า จิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความว่าง ( ความว่างสากล )  ( นิกายศูนยวาทิน ) 

          สำหรับผู้ที่ยึดถือเอาจิตวิญญาณไปนิพพาน ก็จะไปติดอยู่ที่รูปพรหม  อรูปพรหม  ซึ่งเป็นนิพพานที่ยังไม่ถึงที่สุด ผู้ที่ดับจิต ดับวิญญาณ ได้แก่ พระอรหันต์  พระพุทธเจ้า  ก็จะเข้าสู่โลกุตตรนิพพาน  พูดมาถึงตรงนี้  หลายคนคงจะงง ไม่เข้าใจ ขอย้อนพูดถึง ตัวทุกข์อีกที ทุกข์ไม่มีใครอยากได้  สุขเท่านั้นที่คนอยากได้  หารู้ไม่ว่าตัวทุกข์ กับตัวสุข เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนเหรียญหนึ่งมีสองด้านใจก็เช่นเดียวกัน ใจมีอันเดียว มีทั้งทุกข์ และ สุขอยู่ด้วยกัน  เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากมีทุกข์ก็จงละสุขเสีย เมื่อสุขไม่มีทุกข์ก็ไม่มี เหมือนเหรียญขาดด้านหนึ่งก็ไม่มีอีกด้านหนึ่ง ผู้ใดอยากพ้นทุกข์ได้สุข ก็ควรทำให้ได้ให้ถึงเสียแต่ในชาตินี้ ถ้าไม่ถือเอาภายหน้าเป็นประมาณแล้ว ได้ชื่อว่าเป็น "คนหลง "  แม้ความสุขอย่างสูงคือ "นิพพาน" พึงขวนขวายให้ได้ให้ถึงเสียเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ตอนมีชีวิตอยู่ได้เสวยสุขในนิพพาน ได้ชื่อว่า "นิพพานดิบ"  ( แม้ยังมีทุกข์อยู่ เพราะมีสังขารอยู่ )  เมื่อตายไปแล้วก็ได้เสวยสุขในนิพพาน ได้ชื่อว่า "นิพพานสุก"  เพราะฉะนั้น นรกก็ดีสวรรค์ก็ดี ยังคงมีอยู่เพราะวิญญาณยังมีอยู่  วิญญาณยังมีที่ใด ความเกิดแก่เจ็บตายก็มีอยู่ในที่นั้น  โลกุตตรนิพพานปราศจากวิญญาณ จึงไม่มีเกิดไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บไม่มีตาย มีแต่ความสบาย ปราศจากอามิส จะหาความสุขใดมาเปรียบด้วยนิพพานไม่ได้ ดังนี้แล   

          สุดท้าย  ขออนุโมทนาท่านที่บริจาคสร้างหนังสือนี้  จึงให้ได้โลกุตตรนิพพานทุก ๆคนเทอญ


ด้วยความปรารถนาดี

ธรรมบัญชา
15 พฤษภาคม 2546 (วันวิสาขบูชา)
                     
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 กุมภาพันธ์ 2013 04:50 PM โดย ติ๊กน้อย »



คำนำ ฉบับครบรอบ 15 ปี
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 18 พฤศจิกายน 2011 12:43 PM »
::  คำนำ ฉบับครบรอบ 15 ปี


        มีสิ่งที่น่ายินดีสองประการ สำหรับหนังสือเที่ยวเมืองนรก เล่มนี้  ประการที่หนึ่ง หนังสือเล่มนี้ ได้มีการพิมพ์ต่อเนื่องกันมาสิบกว่าครั้ง ซึ่งนับรวมยอดพิมพ์ทั้งหมดก็มากกว่า หนึ่งแสนเล่ม  ประการที่สอง หนังสือเล่มนี้ ยังอยู่ในความสนใจของประชาชน นานถึง 15 ปี  และคิดว่าทั้งยอดพิมพ์ และระยะเวลาที่มวลชนยังสนใจอ่านอยู่คงจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นการยืนยันว่า หนังสือเล่มนี้มีสาระและคุณค่าดีพอสมควร เพราะว่าเป็นหนังสือธรรมะที่ถูกตีพิมพ์ติดต่อกันมาไม่หยุด แม้ดูเหมือนจะเป็นธรรมะแบบธรรมดาไม่มีความสำคัญ หรือซับซ้อนแต่อย่างไร แต่หนังสือเที่ยวเมืองนรกเล่มนี้ก็เป็นหนังสือที่ช่วยตักเตือน และป้องปรามให้คนกลัวบาป เพราะผลกรรมที่กระทำไว้ จะไม่หายไปไหน มันจะติดอยู่กับจิตวิญญาณรอจนถึงวาระสุกงอมจนได้ที่เสียก่อน แรงกรรมก็จะเกิดผลขึ้นทันที แม้อำนาจ และเงินทองก็ไม่อาจช่วยได้  บางครั้ง กรรมที่ท่านก่อไว้ก็ยังสืบทอดถึงลูกหลาน อีกด้วย ดังน้น ข้าพเจ้าจึงขอวิงวอนท่านผู้อ่าน อย่าได้ดูแคลนว่า นรกไม่มี  พิสูจน์ไม่ได้  จึงเที่ยวก่อกรรมทำเข็ญไม่หยุดหย่อน เพราะคิดว่านรกไม่มี หากสามารถเล็ดลอดกฏหมายไปได้หรือโทษไม่ร้ายแรงพอ ท่านก็เอาเปรียบสังคม ยักยอก ฉ้อโกง จนชาติล่มจม ฯ เป็นต้น  ไม่ต้องรอให้ฏกหมายเล่นงานท่านหรอก กรรมที่ทำไว้จะสนองผลถึงที่สุดไม่ในปัจจุบันชาติก็ในอนาคตชาติ จึงใคร่วิงวอนท่านผู้อ่าน เมื่ออ่านแล้วก็ให้ผู้อื่นได้อ่านบ้าง จะได้ช่วยกันกล่อมเกลาจิตใจ ผู้คนให้กลับคืนสู่สภาพปกติ มีศีลธรรม มีจรรยาบรรณ เพื่อความสงบสุขของส่วนรวม  ขอผลบุญที่ท่านได้กระทำแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคทรัพย์ก็ดี แนะนำตักเตือนด้วยปิยะวาจาก็ดี ให้ความสะดวกชี้แนะก็ดี ฯลฯ  จักเป็นกุศลหนุนส่งให้ท่านได้ไปสู่สุคติภูมิในสัมปรายภพเทอญ


ด้วยความนับถือ

ทพ. บัญชา  ศิริไกร 
13 เมษายน พ.ศ.2540
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 พฤศจิกายน 2011 03:19 PM โดย ติ๊กน้อย »

  • ติ๊กน้อย

    • นักธรรมทีม
    สารบาญ
    « ตอบกลับ #2 เมื่อ: 19 พฤศจิกายน 2011 03:15 PM »
    :: สารบาญ


    คำปรารภ
    คำนำฉบับครบรอบ 15 ปี
    คำนำ (ในการพิมพ์ครั้งที่ 5)
    ความเป็นมา

    เทวโองการจากท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่ (เง็กเซียนฮ่องเต้)
    คำอนุโมทนาของพระมหาพรตเหล่าจื๊อ (ไท้เสียงบ้อเก๊ก)
    คำอนุโมทนาของพระมหาโพธิสัตว์กษิติครรภ์
    คำอนุโมทนาของพระกวงเฮงฮูจื้อ ประธษนสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งประทับทรง
    คำอนุโมทนาของเซียนกุมาร (เง็กฮือทงจื้อ)
    ราชเลขาเซียนประทับทรง

    ครั้งที่ 1  เที่ยวภูเขาหัวใจชมถ้ำนรก
    ครั้งที่ 2  เที่ยวสระน้ำสบายใจ
    ครั้งที่ 3  ท่องแดนต่อแดนระหว่างมนุษยโลกกับยมโลก
    ครั้งที่ 4  ผ่านประตูผีรับฟังการบรรยายธรรมเรื่อง "รวมทุกศาสนา"

    ครั้งที่ 5  ท่องแดนนรกขุมที่ 1 สนทนากับเจ้ายมบาล "ซิ่งก้วงอ๊วง"
    ครั้งที่ 6  ท่องหอกระจกวิเศษ ชมวิญญาณบาปรากฎร่างเดิม
    ครั้งที่ 7  ท่องโรงซ่อมพระสูตร
    ครั้งที่ 8  ท่องแดนผีตายโหง ครั้งที่ 1
    ครั้งที่ 9  ท่องแดนผีตายโหง ครั้งที่ 2

    ครั้งที่ 10  ท่องแดนขุมนรกที่ 2 สนทนากับเจ้ายมบาล "ฉอกังอ๊วง"
    ครั้งที่ 11  ท่องนรกน้อย ตมอุจจาระ-ปัสสาวะ
    ครั้งที่ 12  ท่องนรกน้อยแดนหิวโหย
    ครั้งที่ 13  ท่องสะพานมรณะ และชมฟลอร์นรก
    ครั้งที่ 14  ท่องสระน้ำแข็งนรกน้อย

    ครั้งที่ 15  ท่องแดนนรกขุมที่ 3 พบเจ้ายมบาล "ซ่งตี่อ้วง"
    ครั้งที่ 16  ท่องแดนควักตานรกน้อย
    ครั้งที่ 17  ท่องแดนเหล็กขูดหน้านรกน้อย
    ครั้งที่ 18  ท่องแดนแขวนหัวทิ่มนรกน้อย
    ครั้งที่ 19  ท่องตำหนักวิญญาณสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ ครั้งที่ 1
    ครั้งที่ 20  ท่องตำหนักวิญญาณสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ ครั้งที่ 2
    ครั้งที่ 21  ท่องตำหนักวิญญาณสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ ครั้งที่ 3

    ครั้งที่ 22  ท่องแดนนรกขุมที่ 4 พบยมบาล โหงวกัวอ๊วง
    ครั้งที่ 23  ท่องแดนกรอกยานรกน้อย
    ครั้งที่ 24  ท่องแดนน้ำร้อนลวกมือนรกน้อย
    ครั้งที่ 25  ท่องแดนแทงบากนรกน้อย
    ครั้งที่ 26  ท่องแดนตัดเอ็น แทะกระดูกนรกน้อย
    ครั้งที่ 27  ท่องแดนผึ้งพิษนรกน้อย ครั้งที่ 1
    ครั้งที่ 28  ท่องแดนผึ้งพิษนรกน้อย ครั้งที่ 2
    ครั้งที่ 29  ท่องแดนผึ้งพิษนรกน้อย ครั้งที่ 3

    ครั้งที่ 30  ท่องแดนนรกขุมที่ 5 พบยมบาล เซียมล้ออ๊วง
    ครั้งที่ 31  ฟังยมบาลวิจารณ์การพร่า (ฆ่า) หัวใจ
    ครั้งที่ 32  ท่องแดนพร่าหัวใจนรกน้อย ครั้งที่ 1
    ครั้งที่ 33  ท่องแดนพร่าหัวใจนรกน้อย ครั้งที่ 2
    ครั้งที่ 34  ท่องแดนพร่าหัวใจนรกน้อย ครั้งที่ 3
    ครั้งที่ 35  ท่องแดนพร่าหัวใจนรกน้อย ครั้งที่ 4

    ครั้งที่ 36  ท่องแดนนรกขุมที่ 6 พบยมบาล เปียงเซี้ยอ๊วง
    ครั้งที่ 37  ท่องแดนตัดไตหนูนรกน้อย
    ครั้งที่ 38  ท่องนรกสอนขับรถ
    ครั้งที่ 39  ท่องแดนตะข่ายปากเอาเข็มทิ่มนรกน้อย
    ครั้งที่ 40  ท่องแดนตะข่ายหนามตั๊กแตนเจาะนรกน้อย
    ครั้งที่ 41  ท่องแดนเจ้าที่เจ้าทางดูเหตุการณ์ผู้ที่ตายไปแล้วผุดไปเกิด

    ครั้งที่ 42  ท่องแดนนรกขุมที่ 7 แดนเผาหัวนรกใหญ่
    ครั้งที่ 43  ท่องแดนไฟนาบนิ้วมือนรกน้อย
    ครั้งที่ 44  ท่องแดนลากไส้นรกน้อย
    ครั้งที่ 45  ท่องแดนทูนหัวคู้ตัวนรกน้อย
    ครั้งที่ 46  ท่องแดนกะทะทองแดงนรกน้อย
    ครั้งที่ 47  ท่องแดนตัดลิ้นร้อยแก้มนรกน้อย

    ครั้งที่ 48  ท่องแดนนรกขุมที่ 8สนทนากับยมบาล โตวฉีอ๊วง
    ครั้งที่ 49  ท่องแดนรถทับนรกน้อย
    ครั้งที่ 50  ท่องแดนตัดแขนขานรกน้อย

    ครั้งที่ 51  ท่องแดนนรกขุมที่ 9 พบปะ เผ่งเต้งอ๊วง
    ครั้งที่ 52  ท่องแดนน้ำมันลวกกายนรกน้อย
    ครั้งที่ 53  ท่องแดนงูแดงเจาะไซร่างกายนรกน้อย
    ครั้งที่ 54  ท่องนรกโลกันตร์(นรกใหญ่อาปี้)

    ครั้งที่ 55  ท่องแดนนรกขุมที่ 10 พบยมบาล จ้วงหลุ้งอ๊วง
    ครั้งที่ 56  ชมสำนักหมุนเวียนฆาตเคราะห์
    ครั้งที่ 57  ชมศาลาเม้งผั้วเต้ง
    ครั้งที่ 58  ชมการเวียนว่ายตายเกิดใน 6 ช่องทาง
    ครั้งที่ 59  ท่องแหล่งสามัญชนในแดนนรก
    ครั้งที่ 60  ท่องสำนักรวมกุศล กองให้รางวัลคนดี กองลงโทษคนชั่ว
    ครั้งที่ 61  ท่องบ่อน้ำเลือดและขุมนรกตะวันออก

    ครั้งที่ 62  เที่ยวงานสมโภชฉลองหนังสือ พบพระโพธิสัตว์กษิติครรภ์
    พระราชโองการจากท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่
    ปัจฉิมลิขิต
    « แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 พฤศจิกายน 2011 11:40 PM โดย ติ๊กน้อย »

    คำนำ ในการพิมพ์ครั้งที่ 5
    « ตอบกลับ #3 เมื่อ: 19 พฤศจิกายน 2011 05:39 PM »
    :: คำนำ ในการพิมพ์ครั้งที่ 5

            หนังสือเที่ยวเมืองนรกเล่มนี้ จัดพิมพ์โดยสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง เมืองไถ่ตง ไต้หวัน  ประเทศจีน ขั้นตอนการทำหนังสือเล่มนี้ก็คือ ลักษณะของสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งก็เหมือน ๆ กับโรงเจในเมืองไทย มีการอัญเชิญเทพ เทวดา ให้มาเข้าทรงอยู่เป็นเนืองนิจ ทุกครั้งที่มีการทรง เทพต่าง ๆ ที่มาก็มักจะสอนธรรมะ โดยใช้หลักของเต๋าบ้าง ของพุทธบ้าง แล้วแต่วิสัยของเทพแต่ละองค์  การจัดทำหนังสือเที่ยวเมืองนรกครั้งนี้ ก็ได้รับเทวโองการจากท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่ (เง็กเซียนฮ่องเต้) โดยขอให้ท่านอรหันต์จี้กง นำเอาวิญญาณนายหยางเซิงไปเที่ยวเมืองนรก เยี่ยมชมเหตุการณ์ของชาวโลกที่ตายลงแล้ว  และได้ก่อกรรมต่าง ๆ เอาไว้ในโลก จะได้รับโทษอย่างไรบ้างในขุมนรก โดยให้เทพเง็กฮือท่งจื้อ ใช้ตาทิพย์ถ่ายทอดสดเอาภาพเหตุการณ์ ที่เห็นจริงในระหว่างเดินทางในแดนนรก โดยให้นายหยางเซิงซึ่งมือถือพู่กันอยู่ เขียนออกมาทันที และคณะกรรมการของสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง ก็ได้รวบรวมมาเป็นรูปเล่ม การไปเที่ยวเมืองนรกนี้ ได้ไปมาทั้งหมด 62 ครั้ง  โดยเริ่มตั้งแต่วันที่  9  กันยายน  พ.ศ. 2519   ครั้งสุดท้ายวันที่  30  กรกฏาคม  พ.ศ. 2521  ใช้เวลาประมาณ 2 ปี หนังสือเล่มนี้จึงสำเร็จลง  หนังสือเที่ยวเมืองนรกนี้ เป็นหนังสือที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นหลักเป็นฐาน  มิใช่หนังสือที่แต่งขึ้นด้วยความสามารถของมนุษย์แน่นอน สำหรับความเชื่อถือเรื่องนรกหรือสวรรค์ ก็สุดแท้แต่ละบุคคล  ศาสนา  นิกาย  และลัทธิต่าง ๆ กัน

            สำหรับพุทธศาสนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนิกายเถรวาท หรือ มหายาน ต่างก็ยืนยันกันว่า นรกและสวรรค์มีจริง ซึ่งจะพบได้จากพระสูตรต่าง ๆ กัน หากท่านเชื่อถือพระพุทะเจ้าแล้ว ท่านต้องเชื่อเรื่อง "กฏแห่งกรรม"  ทั้งนรกและสวรรค์ก็เป็นผลจากกรรมอันเป็นเหตุปัจจัยทั้งสิ้น หลาย ๆ ท่านก็เข้าใจว่านรกและสวรรค์ อยู่ที่ใจเท่านั้น อันนี้ก็เป็นอีกเหตุผลอันหนึ่ง อันเนื่องด้วย ทุกข์  ซึ่งไม่เป็นที่พึึงปรารถนาของคน ก็บอกว่ามันเป็นนรก และเมื่อไรมีความสุขก็บอกว่ามันเป็นสวรรค์

            หลาย ๆ ท่านก็พูดว่า  พระพุทธเจ้าตรัสว่าอนัตตา ก็เข้าใจว่าเมื่อคนตายแล้วก็ดับสูญ เมื่อดับสูญแล้วจะเอาวิญญาณอะไรไปตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ อันนี้คิดว่า เขาเข้าใจผิดเพี้ยนไป คำว่า อนัตตา แปลว่า ไม่มีอัตตาที่เที่ยงแท้ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่สามารถคงทนอยู่ได้

            คำว่าอัตตามีอยู่ แต่ความมีอยู่ของอัตตา ไม่ใช่อัตตาที่แท้จริง คล้าย ๆ ก้อนน้ำแข็ง ก้อนน้ำแข็งมีอยู่ใช่ไหม แต่มีอยู่ไม่นานก็ละลายไป มีอยู่อย่างไม่เที่ยง ดังนั้นจึงใช้คำว่าอนัตตา

            ตอนนี้ย้อนมาถึงวิญญาณ เมื่อคนยังไม่ตายวิญญาณย่อมมีอยู่ เมื่อคนตายลงวิญญาณย่อมดับลง แต่ก่อนที่มันจะดับมันได้ส่งพลังงานออกไป และมี กรรมเป็นเหตุปัจจัย ให้เกิดวิญญาณดวงใหม่ขึ้น ทำนองพ่อส่งให้ลูก ลูกส่งให้หลาน เป็น กรรมพันธ์สืบต่อกัน เพราะฉะนั้น ดวงวิญญาณเก่าก้ดับไป แต่ก่อนจะดับมันจะส่งผลของพลังงานไปไว้ กับวิญญาณดวงใหม่ที่จะเกิดขึ้น  ดังนั้น ดวงใหม่เกิดขึ้น ก็ต้องอาศัยดวงเก่าเป็นสมุฏฐาน  คล้าย ๆ ไฟ  เราจุดเทียนไว้เล่มหนึ่ง แล้วมีคนเอาเทียนอีกเล่มหนึ่งมาต่อ ไฟจากเทียนเล่มหนึ่งกับไฟจากเทียนเล่มที่มาต่อ เป็นไฟคนละเล่ม แต่ไปเล่มใหม่ก็มาจากไฟเล่มเก่าฉันใด

            วิญญาณดวงเก่าที่ดับไปก็เป็นเชื้อให้เกิดวิญญาณดวงใหม่ ในภพใหม่ จะเป็นวิญญาณในนรกภูมิ หรือมนุษยภูมิ  หรือ สวรรคภูมิ  ก็สุดแท้แต่กรรมที่เราได้ทำไว้ในชาติที่แล้ว

            ลักษณะอีกอย่างหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ก็คือ  เป็นลักษณะแบบเทวนิยม ซึ่งต่างจากศาสนาพุทธ เพราะศาสนาพุทธขึ้นต้นตั้งปัญหาว่า  ทุกข์นี่มาแต่ไหน  จะดับทุกข์ด้วยประการใด  ซึ่งต่างจากศาสนาอื่น ก็คือว่า เขาถามว่าโลกมาแต่ไหน วิญญาณนี่สืบมาจากใคร  ใครเป็นผู้สร้างวิญญาณ  ปัญหาเพ่งออกไปข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นเทวนิยม หรือไม่เป็นเทวนิยม ก็ตาม  หนังสือเล่มนี้ไม่ทำให้โลกยุ่ง ไม่ทำให้ท่านทุกข์ แม้นพระพุทธเจ้าเองเคยตรัสถามแก่พระสาวกว่า ใบไม้ในป่าประดู่ลาย  กับ  ใบไม้ในกำพระหัตถ์นี่  ใครจะมากกว่ากัน  พระสาวกทูลบอกว่า ใบไม้ในป่าประดู่ลายมีมากกว่าพระเจ้าข้า  จะเห็นได้ว่า  สิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้นำมาสอนมีมากมายเหลือเกิน และที่สอนให้ก็มีจำนวนน้อย ทำไมจึงไม่สอนเล่า ก็เพราะว่าสิ่งเหล่านั้น ไม่เป็นเบื้องต้นของพรหมจรรย์  ไม่เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อละกิเลส  ไม่เป็นไปเพื่อนิพพิทา  เพื่อวิราคะ เพื่อนิโรธะ  เพื่อนิพานะ  เพราะปัญหาเหล่านั้นเป็นอจินไต โลกจินตา ถือเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะคิด คิดแล้วมีส่วนแห่งความเป็นคนบ้า หาทางที่จะอินติมะ  (ทางสูงสุด)  ไม่ได้

            ดังนั้น  สิ่งสำคัญที่สุด ถ้าท่านได้พิจารณาคำพูดของพระอรหันต์จี้กง  ที่พูดในตอนต้น ๆ ของทุก ๆ ตอน ท่านจะได้รับความรู้จากธรรมะ อันเป็นแก่นสาร  สำหรับการดำรงชีวิตที่ดี อีกทั้งสอนให้ เลิก  ละ   ลด  และเลิกจากอบายมุข  กิเลส  ทั้งปวงได้ เพื่อให้มนุษย์พ้นจากอบายมุข  ขุมนรก  เป็นอย่างน้อย สำหรับท่านที่มีบารมีสูง  ท่านก็อาจเป็นพระอริยเจ้า บรรลุโสดาบัน สกินาคามี อนาคามี และอรหันต์ เป็นที่สุดไปสู่ พระนิพพาน

            ที่กล่าวเสียยืดยาว  ก็เพื่อประโยชน์ที่ท่านผู้อ่าน จะได้รับเป็นที่ตั้ง ส่วนใครจะปฏิเสธก้ไม่ถือเพราะทุกคนเป็นผู้สร้าง วิถีแห่งตน 

            สุดท้าย  ขออวยพรให้ ท่านทั้งหลายปราศจากทุกข์ ภัยอันตรายทั้งปวง

            ส่วนท่านที่สร้างกุศล ก็ขอให้กุศลผลบุญ จงเป็นพลวปัจจัย ให้ท่านได้บรรลุนิพพานเทอญ

                                                                  สวัสดี

                                                            ท.พ. บัญชา  ศิริไกร

                                                       23  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2529         
    « แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 พฤศจิกายน 2011 11:38 PM โดย ติ๊กน้อย »

    ความเป็นมา
    « ตอบกลับ #4 เมื่อ: 19 พฤศจิกายน 2011 06:05 PM »
    :: ความเป็นมา

            ผมได้รับหนังสือเที่ยวเมืองนรกฉบับภาษาจีน  เมื่อปี พ.ศ. 2524  จากคุณมนทิรา  ติยะวัชราพงษ์  รู้สึกซาบซึ้งในเนื้อหา สาระ  น่าที่จะได้เผยแพร่แปลเป็นภาษาไทย ก็ได้ปรารภกับคุณมนทิรา อีกครั้ง ทราบว่าได้ให้คนแปลแล้ว และได้ให้เพื่อน ๆ อ่านดู  ปรากฏว่าไม่ค่อยรู้เรื่อง  เพราะสำนวนและศัพท์บางคำหาคำไทยไม่ได้  ข้าพเจ้าจึงขันอาสาว่าจะลองแปลดู และขัดเกลาสำนวนให้เป็นไทย ๆ  อาจจะติดศัพท์ที่เป็นชื่อของเทพเจ้า  ที่ผู้แปลไม่ทราบจริงว่าจะเทียบเคียงกันอย่างไร

            หนังสือเที่ยวเมืองนรกเล่มนี้ ได้พิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2525  ด้วยจำนวนเพียง  1,500  เล่ม  ปรากฏเป็นที่ชื่นชอบของท่านผู้อ่านมากจึงได้ทำการพิมพ์ต่อ ๆ มาอีกหลายครั้ง นี่เป็นการพิมพ์ครั้งที่  7  แล้ว  จำนวนเล่มอาจลดน้อยลงบ้าง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปีนี้ไม่สู้ดี ท่านผู้มีจิตศรัทธาที่บริจาคทุนทรัพย์ก็ลดน้อยลง  แต่เนื่องจากมีผู้ขอมาเป็นจำนวนมากอยู่ ข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ จึงพยายามจัดพิมพ์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

            การจัดพิมพ์ใหม่ครั้งนี้  ข้าพเจ้าได้แก้ไขข้อบกพร่องและที่ผิดพลาดจากการพิมพ์ครั้งก่อน ๆ ด้วย  และได้พยายามแต่งเป็นบทกลอน ตามต้นฉบับภาษาจีน ซึ่งครั้งที่ผ่าน ๆ มา ได้ถอดความเป็นร้อยแก้ว  เพื่อที่จะรักษาความหมายให้ได้ครบถ้วนบาทต่อบาท เหมือนความต้นฉบับเดิม  จึงทำให้ความคล้องจอง และสำนวนไม่ดีนัก  อีกสาเหตุนี้  ผู้แปลเป็นผู้ด้อยในภาษาจีนและไทยเป็นอันมาก ที่ทำไปเพราะมีจิตศรัทธาเป็นที่ตั้ง  อีกทั้งอยากให้หนังสือเล่มนี้ เป็นเครื่องปลอบเตือนสติเพื่อนร่วมโลก ให้ประพฤติอยู่ในศีลธรรม อันดีงาม  เพื่อความสงบสุขของสังคมและประเทศชาติ

            อย่างไรก็ตาม แม้จะแก้ไขคำผิด ข้อบกพร่องต่าง ๆ แล้วก็ยังมีที่ผิดอีกแน่นอน เพราะข้าพเจ้าได้พิสูจน์อักษร เพียงครั้งเดียวเท่านั้น  ดังนั้นคำผิดที่ยังหลงเหลืออยู่ ก็ขออภัยท่านผู้อ่านด้วย

            สุดท้าย  ข้าพเจ้าขอเชิญชวนท่านผู้อ่านที่ชอบและซาบซึ้งในหนังสือเล่มนี้ ช่วยเผยแพร่ให้กว้างขวางต่อไป

            จะเป็นทานกุศล และกรรมดีที่ประเมินค่ามิได้

                                                          ด้วยความปรารถนาดี

                                                             บัญชา  ศิริไกร

                                                   23  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2529
    « แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 พฤศจิกายน 2011 11:39 PM โดย ติ๊กน้อย »

    เที่ยวเมืองนรก : ประวัติ พระอรหันต์จี้กง
    « ตอบกลับ #5 เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2011 12:06 AM »
                                 ประวัติ พระอรหันต์จี้กง

            อรหันต์จี้กง                             ทรงเมตตาช่วยชาวโลก
    ให้พ้นเคราะห์คลายโศก                        สุขสันติประเสริฐล้ำ
    กิริยาวาจา                                       เป็นปริศนาช่วยชี้นำ
    ท่านชอบเสแสร้งทำ                            กระตุ้นจิตบรรลุธรรม

            พระนามเิดมของท่าน คือ  ซิวอ้วง  แซ่ลี้  เป็นชาวเมืองเทียนไถ เกิดในสมัยราชวงศ์ซ้อง ท่านได้บวชอยู่ที่วัดเล่งอุ้ง  ตำบลไซโอ้ว  เมืองหางโจว ประเทศจีน และใช้พระนามทางศาสนาว่า เต้าจี้  ท่านโปรดสัตว์โลกโดยวิธีพิศดาร จนชาวบ้านขนานพระนามว่า "พระสติเฟื่อง " (จี้เตียง)  ท่านเป็นองค์อวตารของพระอรหันต์ ได้บรรลุพระธรรม 3 ประการ  ที่สำคัญได้แก่ "สรรพสิ่งเกิดจากจิต  ท่านยึดมั่นแต่พุทธจิต ไม่คำนึงถึงเครื่องทรงภายนอก ดังคำกล่าวว่า "รักษาศีลทางจิต  ไม่ถือศีลทางปาก  ปฏิบัติตนตามสบาย"   (หมายความว่า  พระภิกษุในประเทศจีนต้องฉันเจ ไม่ฉันเนื้อสัตว์ ท่านไม่เคร่งครัดกับการฉันอาหาร สุดแท้แต่โอกาส)  ที่ท่านประพฤติเช่นนี้  เพราะว่าในสมัยนั้นได้แต่ถือศีลปาก  คือฉันเจ แต่ไม่รักษาศีลทางใจ  เพื่อเป็นการสอนธรรมะโดยใช้วิธีรุนแรง เหมือนเอาไม้กระบองตีให้เจ็บจนรู้สึก ท่านพยายามทำให้ภิกษุสมัยนั้นให้ตื่นจากผู้ติดอยู่ในพิธีกรรม ให้มาพิจารณาทางวิปัสสนาธุระ

             ท่านมีอิทธิฤทธิ์กว้างไกล โปรดช่วยมวลมนุษย์มากมาย โดยอาศัยวิธีการต่าง  เพื่อช่วยให้ชาวบ้านพ้นภัย ช่วยกอบกู้พวกที่ดูภายนอกเหมือนผู้มีบุญ  แต่ใจบาป  กลั่นแกล้งจนเขาเหล่านั้นรู้สึกสำนึกตัว  และกับผู้ที่โหดร้ายทารุณ จะถูกตอบโต้จนไม่สามารถจะอยู่ต่อไปได้ ทำให้ประชาชนอยู่อย่างสงบสุข ดังนั้น ทุกผู้ทุกนามจึงสรรเสริญว่าเป็น "พระศักดิ์สิทธิ์" เหมืิิอนพระพุทธที่ยังมีชีวิต ซึ่งไม่ใช่สิ่งธรรมดาสามัญ  แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ

            พระอรหันต์จี้กงเคยอยู่วัด "เจ็งซื้อ"  ต่อมาวัดนี้ถูกไฟไหม้ จำเป็นต้องได้รับปลูกสร้างขึ้นใหม่ ซึ้งต้องการได้ไม้จากเขา "เงี้ยมเล้ง"  ท่านแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์  โดยใช้จีวรกลางออกไป ฉับพลันนั้น จีวรก็ปกคลุมเขาเงี้ยมเล้งทั้งหมด ไม้จากเขาถูกถอนขึ้นมาหมด  แล้วถูกนำลงแม่น้ำ ล่องมาสู่เมืองหางโจว เสร็จแล้วท่านก็มาบอกชาวบ้านว่า  ไม้ที่จะใช้ก่อสร้างนั้นบัดนี้อยู่ในบ่อธูป (บ่อธูปนี้เป็นบ่อที่ขุดขึ้น ใช้สำหรับเทขี้ธูปและก้านธูป)  ทั้งพระและชาวบ้านต่างไปดูที่บ่อธูป ก็ปรากฏว่าเป็นเช่นนั้นจริง สิ่งที่เล่าต่อ ๆ กันมานี้ ยังมีหลักฐานปรากฏอยู่อีกมากมาย

            พระอรหันต์จี้กงได้นั่งสมาธิ จนเข้าฌานปลงสังขาร ในรัชสมัยพระจักรพรรดิ  "เกียเตีย"  อัฐิของท่านบรรจุไว้ในเจดีย์  "เสือผ่าน"  ก่อนที่ท่านจะปลงสังขาร  ท่านได้ให้ปริศนาธรรมไว้ว่า "หกสิบปีมานีี  กำแพงตะวันออกล้มตีกำแพงตะวันตก รวบรวมจนถึงบัดนี้  ก็ยังคงเหมือนเดิม ท้องน้ำก็ยังคงจรดขอบฟ้าเช่นเดิม"  หลังจากท่านปลงสังขารแล้วไม่นาน ก็มีพระภิกษุรูปหนึ่งได้พบพระอรหันต์จี้กงนั่งอยู่ใต้เจดีย์ ชื่อ  "หลักฮั้ว"  และยังได้ฝากหนังสือไว้บทหนึ่งว่า "หวนรำลึกสมัยก่อน มีศรยิงมาทางด้านหน้า ถึงบัดนี้รู้สึกหนาวเหน็บกระดูกไปทุกขุมขน เนื่องจากไม่มีใครรู้จักหน้าตาแล้วยังขึ้นไปวิ่งเล่นบนดาดฟ้าหนึ่งรอบ"  ที่ท่านลงมาอีกครั้งเป็นเพราะประสงค์ของมหาโพธิสัตว์

            ตลอดพระชนชีพของท่าน ได้ช่วยเหลือและอบรมชาวบ้าน โดยวิธีเสแสร้งต่าง ๆ กันมาตลอดเวลาโดยไม่มีอุปสรรค ตัวท่านเป็นพระภิกษุ และมีจิตเป็นมหาโพธิสัตว์ ท่านมีแต่จีวรขาด ๆ รองเท้าขาด ๆ คู่หนึ่ง  โดยไม่สนใจว่ามันจะเปื้อนโคลนหรือไม่  มือก็ถือพัดเล่มหนึ่ง  ไม่กลัวทั้งที่ต่ำและที่สูง ศรีษะก็โล้น  ลมก็ไม่พัด  ฝนก็ไม่ตก  ไม่ต้องมีย่าม  ไม่ต้องบิณฑบาต  เพราะไม่หิวไม่กระหาย  ไม่ต้องแต่งองค์  เพราะศรีษะไม่มีผม  พบใครก็เอาแต่ยิ้ม  เพื่อจะได้แผ่บุญ  ไม่หลบสังคม  ค้นหาเสียงทุกข์เพื่อจะให้ช่วยเหลือ ชาวบ้านนับถือ ทุกครัวเรือนมีแต่พระอรหันต์  หลักการของท่านพระภิกษุทั่วไปไม่ชอบ เนื่องจากความไม่สำรวมของท่าน ทำให้พระภิกษุที่มีความรู้ รู้สึกเสียหน้า  ไม่สบายใจ  ดังนั้น พระภิกษุผู้ใหญ่จึงไม่กล่าวขานถึง ไม่พูดถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน

            สืบเนื่องจากพระอรหันต์จี้กงมีเมตตาจิตไม่ถือสา การปรากฏตนของท่านเอาแน่นอนไม่ได้  กิริยาวาจาล้วนเป็นปริศนาธรรม ซึ่งทำให้ธรรมะของท่านเป็นที่กล่าวขาน จนได้รับการยกย่องว่าเป็นอาจารย์ทางพระกัมมัฏฐาน แม้ว่าท่านจะละสังขารจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม แต่ธรรมะของท่านยังมีประโยชน์ต่อมวลมนุษย์เสมอมา ดังนั้น จึงได้สมัญญาว่า  เป็นพระพุทธที่ยังมีชีวิตอยู่  ก็เนื่องด้วยเหตุฉะนี้ 

            ในสมัยกลียุค มวลชนหลงไหลอยู่ในกิเลส วนเวียนอยู่ในทะเลทุกข์ อรหันต์ใจร้อนรนและเพื่อจะกอบกู้ชาวโลกอีกวาระหนึ่ง ท่านจึงยอมลงมาประทับทรง ที่  "สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง"  นี้  โดยเอาวิญญาณคุณหยางเซิงไปเที่ยวเมืองนรก เปิดเผยความลี้ลับของยมโลก เพื่อปลอบเตือนชาวโลก

            ชาวโลกนับว่าโชคดี ดังอาบน้ำฝนอันศักดิ์สิทธิ์ ออกจากทางมารโดยตลอด  สาธุ !  หนังสือเล่มนี้สำเร็จลง สืบทอดนับหมื่นปี อันนับว่าเป็นผลงานของท่าน

    บทสรรเสริญ   :

            เริ่มแรกต้องตีหัว                              เพื่อปลุกตัวตื่นจากหลง
    ยิ้มยื่นดอกไม้ดง                                      ยังคงเป็นปริศนาธรรม
    ชีวิตคือละคร                                          สะท้อนได้เหมือนจริงจัง
    สรรพสิ่งสู่จิตดัง                                       ท่องสวรรค์แลยมบาล   

                                  เที่ยวเมืองนรก 

                      เทวโองการจากท่านเง็กเสียงอ๊วงเตี่

            ประธานสำนักเซี้ยเฮี้ยวตึ้ง  เทพกวงเฮงประทับบนอาสนะ ประกาศเทวโอการของท่านเ.้ฏเสียงอ๊วงตี่ ขณะนี้ เทวโองการจะเสด็จลงแล้ว สั่งให้ผู้ว่าการเมืองออกจากตัวเมือง 5 ลี้*  (หน่วยวัดระยะทางของเมืองจีน 1 ลี้ = 555.55 เมตร)  เจ้าโชค เจ้าชัยออกจากสถานที่ 10 ลี้  เพื่อทำการต้อนรับศิษย์ทั้งหลายให้ทุกท่านตั้งอยู่ในความสงบสมาธิ ตั้งแถวคอยรับเสด็จ

            ท่านเสนาบดีฉี แห่งพระราชวังฝ่ายใน ลงประทับทรงกล่าวเป็นความว่า  :

            เง็กเสียงอ๊วงตี่              ทรงห่วง             วิญญาณชน
    เสียงสวดมนต์                      สวดพร่ำ              ไม่ขาดสาย
    ถึงเดือนแปด                       จันทร์สาดส่อง       งามพร่างพราย
    แต่งเครื่องกาย                     น้อมรับ                ราชโองการ

            ความในเทวโองการ   :   ราตรีนี้จะประกาศเทวโองการ  ให้เจ้าและมวลมนุษย์ทั้งหลายกราบลงคอยฟังเทวโองการ  ได้รับเทวโองการด้วยเกล้า เนื่องจากท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่เซียนหลิงเกาลั้งตี้ ตรัสมีความว่า   ข้าสถิต  ณ  เบื้องสวรรค์มีความห่วงใยในมวลมนุษย์ เมื่อเห็นฝุ่นละอองเหลืองอร่ามปกคลุมทั่วพิภพ ศีลธรรมจรรยาธรรมเสื่อมทรามสูญสลาย ฝ่ายชายไม่ประพฤติในทางซื่อสัตย์กตัญญู  ฝ่ายหญิงไม่รักนวลสงวนตัว กล่าวหาว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งไร้สาระ  ไม่เคารพต่อเทวดาอารักษ์  จึงเป็นเหตุให้สังคมเสื่อมทรามเลอะเทอะ ความสัมพันธ์อันดีงามของมนุษย์ขาดสะบั้นลง  สร้างความสะเทือนอารมณ์แก่ข้าฯ  เป็นที่ยิ่ง  แต่ข้า ฯ  ไม่อาจจะทนดูทอดทิ้งโดยไม่ช่วยกอบกู้ให้พ้นจากขุมนรกได้  ณ  บัดนี้  ได้ทรงตรวจพบว่า สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแห่งเมืองไถ่ตง ซึ่งขึ้นตรงต่อมณฑลไต้หวัน ได้เปิดบรรยายประกาศธรรมะมาจนถึงทุกวันนี้  ได้ทุ่มเทสิ้นเปลืองกำลังคนและกำลังเทพยดาอย่างมากมาย ได้ผลแห่งการกอบกู้ช่วยเหลือชาวโลก  และปัจจุบันได้อาศัยวารสาร  " เซี้ยเฮี้ยงตึ้ง "  ช่วยชักจูงผู้ล่มหลงกิจการในการรับประทับทรงจึงเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ งานกุศลอันศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นที่เลื่องลือกระฉ่อนมาก  ดังนั้น  ข้าฯ  จึงมีคำสั่งให้แต่งหนังสือขึ้นเป็นกรณีพิเศษ โดยให้ชื่อว่า  " เที่ยวเมืองนรก "  และได้สั่งให้พระอรหันต์จี้กง นำพาวิญญาณของนักทรงเอกนายหยางเซิง  ไปท่องนรก  10  ขุม  เผยสภาพการณ์ในแดนนรกให้ชาวโลกได้รับทราบไว้ ให้ผู้คนได้รู้เห็นวิญญาณโทษที่ตกอยู่ในแดนนรกที่มีความทุกข์ทรมานอย่างไรบ้าง เพื่อผลแห่งการปลอบเตือนชาวโลก หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือวิเศษสุด  เนื่องจากได้ซึ้งในความกตัญญูอันบริสุทธิ์ของศิษย์ทั้งหลายในสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง  จึงได้สั่งให้รับภาระอันยิ่งใหญ่นี้ หวังว่าท่านจงตั้งจิตให้มั่นคง ประกาศธรรมแทนฟ้าสวรรค์โดยได้สั่งให้ด่านต่าง ๆ ในแดนนรกว่า หากมีศิษย์ท่องเที่ยวจากสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งไปเยือนแล้ว ให้เปิดประตูต้อนรับ ช่วยเสริมสร้างตำราทองเล่มนี้  ผู้ใดที่ฝ่าฝืนคำสั่ง จะต้องถูกทำโทษอย่างหนักโดยทั่วถึง เมื่อได้รับทราบเทวโองการนี้แล้ว ในวันเวลาที่ประทับทรงท่องนรกแต่งหนังสือ ให้ทุกท่านเข้าใจความมุ่งหมายแห่งสวรรค์ และปฏิบัติตามคำสั่ง  เมื่อหนังสือได้แต่งเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว จะมีรางวัลในความดีความชอบ จงอย่าขัดคำสั่งของข้าฯ 

                                เที่ยวเมืองนรก 

                     คำอนุโมทนาของพระบุพวิสุทธิเทพ

                             (ไท้เสียงบ้อเก๊ก)

            พระบุพวิสุทธิเทพ  เสด็จลงตรัสเป็นกลอนว่า  :

            ชีวิตคนผ่านพ้นไปคล้ายความฝัน
    สะสมทรัพย์ทุกวันไว้คอยถ่วง
    กามคุณเกาะกุมติดตามทวง
    ลาภยศลวงให้หลงไปตามกัน
    คลื่นตัณหากระหน่ำซ้ำเป็นระลอก
    ความกลับกลอกของโลกีย์ชี้อาสัญ
    สิ้นชีวิตทุกข์ติดตามทุกวี่วัน
    หมดทุกข์พลันหน้าเบิกบานแบบกวนอิม

            ย้อนทวนถึงสมัยบุพกาล ในขณะที่สรรพสิ่งในพิภพยังอยู่ในสภาพปกติ วิญญาณดั้งเดิมยังคงรวมอยู่ในอากาศธาตุ อยู่อย่างสะดวกสบายเป็นตัวของตัวเอง ตกมาถึงตอนเปิดแยกออกเป็นฟ้าดินแล้ว มนุษย์จึงอาศัยอากาศธาตุอันบริสุทธิ์ ลงมาเกิดในพิภพ  นิสัยใจคอของมนุษย์ในสมัยแรกเริ่มนั้น บริสุทธิ์งดงามมาก  ด้วยเหตุนี้เมื่อตายลงแล้ว จึงได้กลับไปยังสถานที่บริสุทธิ์แหล่งเดิม ต่อมาฝุ่นไอดินแห่งมนุษยโลกปกคลุมหนาขึ้น ความประพฤติจึงกลับกลายไปในทางชั่ว ถึงสมัยกลางจิตใจคนเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง  ดังนั้น สวรรค์ท่านจึงจัดตั้งนรกขึ้นเป็นกรณีพิเศษ เป็นสถานที่อบรมบ่มนิสัย แต่เนื่องจากมวลมนุษย์ได้ติดนิสัยที่ชั่วช้าเลวทราม ยิ่งจมดิ่งลงทุก ๆ ขณะ ทำให้ในนรกเกิดมีสภาพที่ล้นหลามด้วยพวกวิญญาณโทษ ท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่ มิอาจทนดูมวลชนต้องถูกทรมานในนรกอย่างล้นหลาม จึงได้แผ่เมตตาจิตด้วยแสงสว่าง คือ อนุญาตให้มีการเปิดเผยถึงการลงโทษในแดนนรกขึ้น เพื่อเป็นการเตือนสติมวลมนุษย์ หวังว่าให้ชาวโลกได้กลับเนื้อกลับตัว ไม่ให้ไปเดินซ้ำรอยเก่าที่ชนรุ่นก่อนได้ทำเอาไว้ และหวังให้ได้กลับไปในทางดั้งเดิมอันบริสุทธิ์ ไม่ต้องไปทรมานในห่วงแห่งเวียนว่ายตายเกิดอีก

            ขณะนี้ ทราบว่าสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง เมืองไถ่ตง  ได้ตระหนักซึ้งถึงเจตนาของสวรรค์ จึงได้ทำการรับประทับทรงให้ การบรรยายประกาศธรรมขึ้นมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว และมีหลักการถูกต้องอันบริสุทธิ์ เผยแพร่ธรรมะอย่างสุดพลกำลัง จึงได้รับคำสั่งจากท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่ ให้มีภาระหน้าที่ ท่องนรก  เพื่อแต่งหนังสืออันใหญ่ยิ่งนี้ และได้สั่งให้พระอรหันต์จี้กง นำพาวิญญาณของหยางเซิง ไปท่องนรก  เก็บหาข้อมูลจากแต่ละขุม โดยได้ให้ อี้ซี่ทงจื่อ เป็นผู้ถือพู่กันวาดเขียน และอาศัยทิพยเนตรถ่ายทอดภาพที่ได้รับมาจากแดนนรก เขียนเป็นตัวอักษรต่อเหตุการณ์ที่ได้เห็นในขณะนั้น ๆ มาแต่งเป็นหนังสือ "เที่ยวเมืองนรก"  เผยถึงความลี้ลับในยมโลก ซึ่งความสามารถนี้แม้ภูตผีเทวดาก็ยังมิอาจจะทราบเท่าใด เป็นสิ่งที่หาดูได้ยากในโลกปัจจุบันกาลนี้

            การนี้ใช้เวลาถึง 2 ปี มาสำเร็จลุล่วงในวันนี้ ชาวโลกผู้ที่ได้อ่านหนังสือนี้แล้ว ได้สำนึกและกลับเนื้อกลับตัว ละความชั่ว ทำความดี ขยันเดินในทางไปสู่สวรรค์ หากทุก ๆ คนได้ทำตามนี้แล้ว นรกนั้นก็จะถูกละทิ้งสิ้นซากไป ทุก ๆ ชีวิตจะได้เข้าสู่แดนสุขาวดีโดยทั่วถึงกัน ข้อมูลคดีที่เขียนลงในหนังสือเล่มนี้ ล้วนถูกต้องเหมาะสมกับกฏหมายของโลกมนุษย์  จึงนับว่าเป็นหนังสือที่ช่วยชาวโลกอันประเสริฐ ประกอบด้วยศักดิ์ศรีอันสูงส่งที่ไม่มีผู้ใดจะลบหลู่ดูหมิ่นได้ ขอให้ท่านผู้อ่านจงช่วยเผยแพร่ ปลอบเตือนผู้อื่นให้มาก ๆ  มีจิตศรัทธาพิมพ์แจกให้ชาวโลกได้อ่านทั่วถึงกันแล้ว หากประสงค์อยากได้สิ่งใด จะได้รับการสนองตอบอย่างศักดิ์สิทธิ์ หวังในความเข้าใจของผู้ที่มีจิตมุ่งหวังในทางดี จงตระหนักให้ซึ้ง จึงกล่าวเป็นอนุโมทนาด้วยประการเช่นนี้

                                   บุพวิสุทธิเทพ

             ประทับทรง  ณ  สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง เมืองไถ่ตง ไต้หวัน

                        ลงวันที่  19  พฤษภาคม  พ.ศ. 2521

                                 เที่ยวเมืองนรก 

                                  คำอนุโมทนา

                   ของพระจอมศาสดาจารย์อรหันต์กษิติครรภ์

            อันว่าหนทางสู่สวรรค์มีคนเดินโหรงเหรง นรกไม่มีประตู แต่คนมุ่งกันเข้าแออัด ชาวโลกผู้ไม่ยอมอยู่ในสันโดษต่างพากันเกาะขาผู้มีอำนาจศักดิ์ใหญ่ลุ่มหลงอยู่ในห้วงเหวแห่งสุรานารีทะเลแห่งความทุกข์เวิ้งว้างกว้างขวาง ผู้พลัดตกลงไปนั้นมากมาย จึงทำให้ผู้คนในแดนนรกล้นหลาม เสียงร่ำไห้เซ็งแซ่สะท้านสู่สวรรค์ ข้าพเจ้าคุมนรกทั้ง 10  ขุม  เมื่อมองเห็นผู้ตกทุกข์ต้องรับความทรมานมากมายก่ายกองเช่นนี้ ยากที่จะนิ่งดูดาย ทุกชีวิตใน 3 แดน  มิวิญญาณเดิมมาจากแหล่งเดียวกัน  สืบแต่บุพกาลมา เนื่องจากมิสามารถตัดความใคร่ออกเสีย จึงทำให้การเกิดการตายติดต่อสัมพันธ์กันมาตลอด ทางแห่งเวียนว่ายตายเกิดทุรกันการ เปลวไฟแผดเผา แม้มีความปรารถนาจะทำให้แดนนรกว่างเปล่าลง แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่สามารถจะกอบกู้ช่วยเหลือมวลชนให้พ้นทุกข์ได้โดยทั่วถึงท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่ ได้แผ่พระความกรุณาปราณีอันใหญ่ยิ่ง ทรงห่วงใยชาวโลกทั้งหลาย จึงได้มีเทวโองการโปรดเกล้าให้ สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง แห่งเมืองไถ่ตง แต่งหนังสือ  "เที่ยวเมืองนรก"  ให้ท่านพระอรหันต์จี้กง นำพาวิญญาณของหยางเซิงไปท่องยมโลก ทุกแห่งที่ไปเยี่ยมชมล้วนได้รับการต้อนรับขับสู้จากกรมกองต่าง ๆ ได้พูดคุยสังสรรค์กับท่านยมบาลและพัศดี

            โดยได้ท่องไปตามแดนนรก ซึ่งอันมีสภาพเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน นำเรื่องราวมาเขียนเป็นหนังสือขึ้น อันเป็นตำนานมีค่าเปรียบเสมือนทองคำสมที่จะเป็นหลักบรรทัดฐานแห่งการสั่งสอนอบรมประดาผู้ที่มีจิตใจคดโกงไร้เหตุผล ผู้ที่ทำชั่วละเมิดกฏหมายบ้านเมือง ได้รับผลตอบสนองตามดังเงาตามตัว ในหนังสือเล่มนี้มีพยานหลักฐานให้ตรวจสอบได้อย่างจะแจ้งแจ่มชัด หวังว่าผู้ที่ได้อ่านมาแล้วคงมีความรู้สึกเหมือนโดนตีศรีษะ ตื่นตาตื่นใจ จนได้ความนึกคิดรู้ผิดรู้ชอบขึ้น สำนึกได้ในราตรีกาลที่สงัดเงียบ ให้กระทำในสิ่งที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เพื่อที่จะมิต้องตกลงในแดนนรก หลังจากตายลงแล้วต้องได้รับการลงโทษจากพวกยมทูต  หากว่ายังทำเป็นหูทวนลมต่อคำพูดของอาตมาแล้ว เวลานั้น จะร้องแรกแหกกระเชอก็จะไม่มีทางจะช่วยได้อีก แล้วก็จงอย่าหาว่าพระอรหันต์ เทวดาไม่มีความปราณีเลย

            เนื่องในวาระที่หนังสือ  "เที่ยวเมืองนรก"  จะอนุโมทนาทำการจัดพิมพ์เป็นเล่มอยู่ในขณะนี้ ข้าพเจ้าจึงได้ลงมายังสำนัก กล่าวอนุโมทนาไว้ 2-3  ประโยคดังกล่าวข้างต้นนี้ และหวังว่าหนังสือเล่มนี้เมื่อปรากฏต่อสายตาแล้ว ชาวโลกจะได้รับการช่วยเหลือกอบกู้ให้พ้นทุกข์โดยทั่วถึง ในแดนนรกจะว่างเปล่าไร้ผู้คน ทำให้ทั้งพิภพเป็นแดนสวรรค์ สิ่งนี้แหละคือยอดปรารถนาของอาตมา

            พระอรหันต์กษิคิครรภ์  ลงประทับทรงที่สำนักเซี้ยเฮ้ยงตึ้ง เมืองไถ่ตง

                                      ลงวันที่  19  พฤษภาคม  พ.ศ. 2521 

                                     เที่ยวเมืองนรก 

                                      คำอนุโมทนา

                                    พระกวงเฮงฮูจื้อ

                          ประธานสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง   ประทับทรง

            สำนักเราได้เปิดการบรรยายธรรม ด้วยการรับประทับทรง และพิมพ์แจกหนังสือธรรม ตำนานธรรมเป็นจำนวนมาก เพื่อที่จะปิดกั้นกระแสกามราคะอันไหลเชี่ยว ทำการเหนี่ยวรั้งคลื่นลมที่เลวร้ายลงทุก ๆ ขณะจิต ซึ่งก็ได้รับผลแห่งความสำเร็จมาอย่างน่าพอใจ แม้ว่าได้พิมพ์แจกหนังสือธรรมะปลอบเตือนชาวโลกอย่างแพร่หลายกว้างขวางมาโดยตลอดเวลาหลายปีแล้วก็ตาม แต่ว่าสำหรับจิตใจของมนุษย์อันดื้อรั้นนั้น ยังมิอาจมีพลังอันเฉียบขาดที่จะยับยั้งพอ ท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่ ทรงตระหนักในพระทัยถึงการนี้ จึงได้ตัดสินพระทัยในขณะที่มีการประชุมในเบื้องบนสวรรค์ ตกลงให้เลือกเฟ้นสำนักรับประทับทรงที่สุจริตบริสุทธิ์ โดยที่ประกอบด้วยสภาพการณ์ที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อเทพเจ้า ทั้งผู้คนในสำนักที่มีความสนิทสนมกลมเกลียว สมัครสมานกัน และเป็นสำนักที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความสะดวกในการท่องนรกแต่งหนังสือ โดยเผยเอาความจริงของนรกให้ชาวโลกได้รู้ได้เห็น จึงจะสามารถปลอบเตือน และหันเหจิตใจผู้คน ทำการปิดกั้นกระแสคลื่นลมที่เสื่อมทราม ให้สัมฤทธิ์ผลอย่างฉับพลันทันตาเห็น

            หลังจากการเลือกเฟ้นแล้ว สำนักเราซึ่งได้รับเกียรติให้รับภาระนี้  ข้าพเจ้ามีความประหวั่นพรั่นพรึงเป็นอย่างยิ่ง โดยเหตุว่าการท่องนรกแต่งหนังสือไม่เหมือนกับการรับประทับทรงบรรยายธรรมโดยทั่วไป หากว่าได้เกิดความพลาดพลั้งในขณะที่รับประทับทรง หรือนายหยางเซิงเกิดมีความเสียสมาธิขึ้น ก็จะทำให้ภาระใหญ่ยิ่งอันนี้ล่มสลายลงในทันที  ซึ่งเป็นการขัดต่อเทวโองการและโทษฐานนั้นหนักหน่วงมาก อันเป็นที่ยำเกรงของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย หากแต่ว่าเรามิอาจจะขัดขืนต่อคำสั่งจากสวรรค์ได้ จึงน้อมรับพระราชโองการด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด นับแต่วันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2519  ที่ได้รับมอบเทวโองการเป็นต้นมา ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายตั้งจิตที่มั่นคงแน่วแน่คอยรับเสด็จวันกำหนดรับประทับทรงต่างก็ได้มารวมกันอย่างสงบเงียบในสำนัก นายหยางเซิงต้องถือศีลกินเจคอยต้อนรับอยู่จนกว่าท่านอรหันต์จี้กงเสด็จมา จึงนำเอาวิญญาณที่ออกจากร่างตรงไปยังยมโลก ทำการเก็บข้อมูลต่าง ๆ  เง็กฮื้อทงจื้อจะอยู่ในสำนักเพื่อทำการถ่ายทอดสภาพความเป็นจริงนั้น ๆ เช่น การได้ตอบพระอรหันต์กับมนุษย์ การสนทนาพาทีในขณะที่อยู่ในแดนนรก ได้ทำการเขียนออกเป็นตัวอักษรโดยทันทีทันใด จึงได้จัดแต่งเป็นหนังสือ "เที่ยวเมืองนรก"  ขึ้น

            ตลอดเวลา 2 ปี ที่ผ่านมานี้ได้ท่องไปในแดนนรกอย่างทั่วถึง หนังสือเล่มนี้จึงได้สำเร็จลง ข้าพเจ้ามีความปลาบปลื้มปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง หนังสือเล่มนี้มีค่าเหลือที่จะประมาณได้ ซึ่งนับแต่สำนักเราได้ทำการรับประทับทรงบรรยายธรรมเป็นต้นมา ที่สิ้นเปลืองเวลามากที่สุด เป็นหนังสือที่ได้ผลในการปลอบเตือนจิตใจชาวโลกได้ดีที่สุดเล่มหนึ่ง ควรแก่การจะเทิดทูนถนอมไว้ เมื่อหนังสือเล่มนี้ได้ปรากฏแก่สายตาชาวโลกแล้ว นรกอันมืดทึบจะเปล่งปลั่งด้วยรัศมี จึงอยากให้ผู้คนในภิภพทั้งหลาย ที่มีบุญได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ต่างได้หลุดพ้นออกจากห้วงเหวแห่งความทุกข์ ก้าวขึ้นสู่แดนแห่งความศักดิ์สิทธิ์เทอญ

                                  ประธานแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง

                                           พระกวงเฮง

                            ลงวันที่  19  พฤษภาคม   พ.ศ. 2521     

                                   เที่ยวเมืองนรก 

                                  คำอนุโมทนาของ

                              กุมารเทพ   เง็กฮือทงจื้อ

                   กุมารเทพเง็กฮือทงจื้อ  ลงประทับทรงกล่าวว่า   :

                                  ฟ้าประทานพจน์วิเศษดุจเข็มทิศ
                          อำมหิตเป็นนิจใช่อำพลาง
                          หากกลับใจนรกนั้นจะปิดทาง
                          สำนึกตัวกลับใจประเสริฐจริง

            ชาวโลกมักจะเห็นความดีความชอบในด้านเสพสุขทางวัตถุ ดูหมิ่นในด้านอบรมศึกษาทางจิตใจ ศีลธรรมเมื่อถูกทอดทิ้งละเลยแล้ว การก่อการลักขโมย ล้างผลาญฆ่าแกงข่มขืนกระทำชำเราก็จะทวีความรุนแรงขึ้นโดยไม่หยุดยั้ง  เมื่อจะยับยั้งแก้ไขเหตุร้ายอันไม่มีวันจะยุติลงได้ จึงควรเริ่มกระทำการอบรมทางศีลธรรม โดยให้บรรยายถึงความเป็นจริงแห่งการตอบสนองจากเหตุและผล ดวงวิญญาณนั้นไม่ได้สูญสลายและไม่ใช่เรื่องเท็จ โชคลาภวาสนาและภัยพิบัต  มิได้เกิดขึ้นโดยปราศจากเหเตุผล แต่อยู่ที่การกระทำดีหรือความชั่วของมนุษย์เอง ถ้าหากตัวเราก่อกรมทำเข็ญในตอนมีชีวิตอยู่ เมื่อตายลงแล้วดวงวิญญาณ ก็จะต้องรับโทษที่ตนได้ก่อขึ้นไปเอง ต้องตกเข้าไปในทางชั่วร้าย รับการฝึกอบรมจากการเวียนว่ายตายเกิด นี่แหละคือต้นกำเนิดแห่งการเกิดขุมนรกขึ้น

            วิญญาณของข้าพเจ้าบริสุทธิ์ผุดผ่อง จึงสามารถท่องไปในแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างสบายอารมณ์ได้ เนื่องจากขณะนี้สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง แห่งเมืองไถ่ตงได้รับเทวโอกางให้แต่งหนังสือ "เที่ยวเมืองนรก" ข้าพเจ้าได้รับเกียรติในหน้าที่ให้ใช้ "ทิพยเนตรถ่ายทอดความจริง" จึงกราบรับโดยดุษฏี ในขณะเงียบสงัดของราตรีกาลแห่งการรับประทับทรง ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงมานำพาวิญญาณของคุณหยางเซิง ไปท่องชมนรกทุกขุม ในขณะที่ทำการสนทนากับวิญญาณโทษ ข้าพเจ้าจะใช้ทิพยเนตรเก็บเอาเสียงและภาพของเขา ถ่ายทอดออกทันที โดยอาศัยร่างของเขานั่นแหละที่ได้ถือพู่กันไว้ในมือ เขียนออกเป็นตัวอักษรต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทันด่วน จึงมีข้อความสนทนาโต้ตอบจากแดนนรกแล้วคัดลอกแต่งเป็นหนังสือ เพื่อเป็นการปลอบเตือนกล่อมเกลาชาวโลก

            ความอ่อนไหวพิศดารในการนี้ มีผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสรุมล้อมสังเกตุการณ์อยู่รอบด้าน ล้วนได้เปล่งคำอุทานว่าหาที่ดูมิได้อีกแล้ว ต่างเชื่อมั่นว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพเจ้านั้นมีจริงพึงเชื่อถือได้ แต่ผู้ที่ยังมิได้ชมด้วยสายตาของท่านเองก็อาจจะเชื่อได้ แต่ไม่สู้จะสนิทนัก เนื่องจากเหตุนี้เอง ข้าพเจ้าจึงหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นชาวโลกทั้งหลายว่า สวรรค์นั้นได้อยู่บน "ดวงจิต"  ของตัวท่านเอง  เมื่อท่านหลอกลวงจิตใจอันดีงามของตัวท่านเองแล้ว ท่านยังมีความ "สุขใจ" ที่จะพักอาศัยในสวรรค์ได้อีกหรือ?.  ผู้ที่ทำความชั่วไว้แล้ว เมื่อตอนสำนึกตัวได้ ทุกครั้งจึงเกิดความตำหนิติเตียนตัวเองอย่างขมขื่นทรมานจิตใจ ขณะนั้นแหละภาพแห่งนรกได้บังเกิดขึ้นในใจท่านแล้ว แต่ว่านรกคือที่คุมขังผู้กระทำความผิด เป็นที่ซึ่งมวลมนุษย์ไม่พึงปรารถนา หรือบางคนจะเห็นเป็นบ้านเดิมของท่านเอง?. มนุษย์เราถือกำเนิดมาจากสวรรค์  บนสวรรค์จึงเป็นแหล่งพำนักพักพิงเดิมของท่าน ดังนั้น จึงหวังเป็นอย่างยิ่ง จงอย่าเร่ร่อนอยู่ในห้วงแห่งการเกิดตาย และต้องตกลงไปในทางเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

            อาศัยในโอกาสที่หนังสือ "เที่ยวเมืองนรก" จะคลอดออกสู่ตลาดในขณะนี้ ข้าพเจ้าจึงได้ให้พู่กันอันศักดิ์สิทธิ์นี้ขยายความตามที่ทิพยเนตรได้เห็นมาเป็นเวลาร่วม 2 ปีในแดนนรก ที่มีสภาพเต็มไปด้วยความอเนจอนาถทรมาน หวังว่าผู้อ่าน เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบลงแล้ว การกระทำและความประพฤติของท่านทั้งหลายจะขาวสะอาดหมดจดปราศจากด่างพล้อย จะไม่ให้มีเมล็ดพันธุ์แห่งนรกหลงเหลืออยู่อีก จึงจะไม่เป็นการเสียแรงที่ข้าพเจ้าได้อุตสา่ห์ติดตามถ่ายทอดมาตลอด

                                 กุมารเทพเง็กฮือทงจื้อ  แห่งพรหมปราสาท

                                      วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2521   

    เที่ยวเมืองนรก : เทพเลขาลงประทัพทรง ประกาศว่า :
    « ตอบกลับ #11 เมื่อ: 29 พฤศจิกายน 2011 07:38 AM »
                                 เที่ยวเมืองนรก                   

                      เทพเลขาลงประทัพทรง   ประกาศว่า 

                      เมื่อวันที่ 19  พฤษภาคม  พ.ศ. 2521

                                     คำบรรยาย

            1.  หนังสือเล่มนี้ได้แต่งขึ้น  โดยเทวโองการท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่ แม้ว่าสำนวนนั้นจะเป็นคำพูดพื้น ๆ ง่าย ๆ  แต่ทีเนื้อหาที่เปี่ยมท้นด้วยหลักธรรมความจริง ซึ่งเป็นตำนานอันวิเศษล้ำเลิศ ที่จะอบรมบ่มนิสัยบำเพ็ญธรรมอย่างดีเยี่ยม   

            2.  หากปรากฏว่ามีตัวอักษรใดที่ขาดตกหรือผิดเพี้ยนบ้าง ซึ่งเป็นความสับเพร่าในการคัดลอก ผู้อ่านจงอย่าดูหมิ่นสบประมาทเป็นอันขาด

            3.  ตำนานเล่มนี้ได้สูญสิ้นพลกำลังและจิตใจของเทพเจ้าและมนุษย์อย่างใหญ่หลวง จึงได้ประสบความสำเร็จจนจัดพิมพ์เป็นเล่มขึ้น ซึ่งใช้เวลาถึง 2 ปีเต็ม ในตำนานเล่มนี้ได้เปิดเผยความลี้ลับแห่งยมโลก แนวทางการลงโทษแห่งแดนนรกได้ประกาศให้ทราบอย่างแจ่มแจ้ง ชอบที่เป็นเสียงระฆังเพื่อคอยกล่อมโลก และเป็นตำนานที่หาได้ยากยิ่งในระยะเวลานับหมื่น ๆ ปีที่แล้วมา จึงหวังเป็นอย่างยิ่งที่มวลมนุษย์ควรจะอ่าน ควรจะถนอม ควรจะเข้าใจ  และควรที่จะบำเพ็ญด้วย

            4.  ตำนานเล่มนี้ได้รับความร่วมมือจากแดนสวรรค์ ยมโลก  และชาวมนุษย์  จึงสามารถเขียนแต่งให้สำเร็จลงได้ซึ่งมีความดีความชอบร่วมกันด้วย ดังนั้น  เมื่อผู้ใดได้พิมพ์แจกแม้จะเพียงเล่มเดียวจะต้องได้รับความสนองตอบในทางดี  3  แดนด้วย 

            5.  คำประกาศิตจากท่านจินกวาน ประดาที่พิมพ์แจกตำนานเล่มนี้ เพื่อเป็นการช่วยให้ได้กอบกู้ผู้คน ไม่ว่าจะพิมพ์เอง หรือช่วยพิมพ์หรือช่วยเรี่ยไรเงินเป็นค่าพิมพ์  บรรยาย  หรือช่วยเผยแพร่  ล้วนได้รับอนุมัติให้ลดหย่อนผ่อนโทษที่ตัวเองได้ก่อไว้ในปางก่อน หากสะสมความชอบนี้ได้เต็มขั้นแล้ว จะได้ขึ้นสู่สวรรค์รับความสุขสบายกาย โดยถือเอาความดีที่สร้างสมไว้ในการนี้

            6.  บรรดาที่มีความประสงค์อยากได้อายุยืน หรือหวังในการเลื่อนตำแหน่งหน้าที่ หรือขจัดโรคภัยไข้เจ็บ หรือแก้อาถรรพณ์ในการจองเวรจองกรรมหรือบำเพ็ญธรรม หรือลบล้างบาปที่ตัวสร้างไว้ หรือจะช่วยกอบกู้บรรพบุรุษให้พ้นภัยพ้นทุกข์ หรือประสงค์จะมีความสุขเมื่อตัวเองได้ตายลงไป เมื่อได้ตั้งอธิษฐานจะพิมพ์แจกตำนานเล่มนี้แล้วล้วนต้องได้รับตามความประสงค์นั้น ๆ ทั้งนี้ ควรจุดธูปต่อหน้าเทพเจ้า หรือต่อหน้าวัดวาอารามศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ หรืออยู่ที่กลางแจ้งแล้วให้อธิษฐานตามที่ประสงค์ เทพเจ้าจะได้ไปทูนให้ทันที มีการสนองตอบอย่างทันใจด้วย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่มีการหลอกลวงแต่อย่างไร

            7.  ตำนานนี้สถิตอยู่แห่งใดแห่งนั้นย่อมมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากสากลโลกให้การคุ้มครอง เมื่ออ่านแล้วต้องเก็บไว้  ณ  ที่ ๆ สะอาดห้ามทำให้เปรอะเปื้อนสกปรก ผู้ที่ดูหมิ่นกล่าวร้ายต่อตำนานเล่มนี้ หรือขัดขวางการเผยแพร่ จะต้องตกเข้าในนรกตลอดกาล ซึ่งนับว่าเป็นโทษที่ให้อภัยไม่ได้ หวังว่าชาวโลกทั้งหลายจงกลับเข้าไปในทางธรรม และจงคิดรอบคอบถ้วนถี่เทอญ.         

                                           เที่ยวเมืองนรก

                                   นำเที่ยวเมืองนรก ทั่ว 10 ขุมนรก

                               ครั้งที่ 1  วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน  พ.ศ. 2519

                                        เที่ยวภูเขาหัวใจชมถ้ำนรก

    ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จมาแล้วตรัสในบทกลอนความว่า

            อันสวรรค์        นรกนั้น                อยู่ในใจ
    บุญบาปใคร             ล้อมจิตตน            มุ่งใฝ่หา
    ค่ำคืนนี้                  พระจี้กง               จะนำพา 
    ให้อยางเซิง            เที่ยวลอยไป         บนดอกบัว

    อรหันต์จี้กง  :  เจ้าหยางเซิง  คืนนี้เราไปเที่ยวเมืองนรก  เจ้ามีความรู้สึกอย่างไร ?.

    หยางเซิง    :  กระผมต้องกราบขอบพระคุณในความมหากรุณาจากสวรรค์ก่อนใด ๆ ทั้งสิ้น ที่ท่านได้กรุณาให้โอกาสกระผม ไปเที่ยวชมเมืองนรก กระผมมีความรู้สึกปรีดาอันหาที่เปรียบมิได้

    อรหันต์จี้กง  :  สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง  อันขึ้นตรงต่อสวรรค์ทักษิณ ซึ่งมีศิษย์สาวกทั้งหลายต่างบำเพ็ญตนพากเพียรในการสร้างบุญกุศล ชักจูงผู้ลุ่มหลง จำหน่ายแจกจ่ายตำรับการกุศลอย่างมากมายมหาศาล เพื่อให้มวลมนุษย์ท่องอ่าน กุศลบุญแผ่คลุมทั่วพิภพ  ดังนั้นท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่ จึงได้ประทานบัญชาให้แต่หนังสือเรื่อง "เที่ยวเมืองนรก"  เพื่อที่จะเปิดเผยความจริงแห่งขุมนรก อันที่จะไปเที่ยวในครั้งนี้ ศิษย์ผู้ร่วมสำนักคนอื่น ๆ ยังมิได้เคยเที่ยวชมมาก่อน เมื่อเจ้าได้ไปเห็นมาแล้วจงนำไปเผยแพร่อบรมแก่ชาวโลกทั้งหลาย เมื่อก่อนเจ้าก็เคยฝึกฝนในเรื่องการประทับทรง ขณะนั้นอาตมาได้จุติมาสั่งสอน เลยทำให้เราทั้งสองกลายเป็นอาจารย์กับศิษย์จนกระทั่งถึงทุกวันนี้   และวันนี้  สวรรค์ท่านได้โปรดให้เราแต่งหนังสือ "เที่ยวเมืองนรก"  ก็เพราะรู้ว่าท่านมีอุปนิสัยใจคอที่ซื่อสัตย์ เที่ยงตรง  ของอาตมาสามารถชักนำชาวโลกไปในทางที่ถูกที่ชอบยิ่งนัก และกระตุ้นเตือนให้สร้างแต่บุญกุศล  เอาละ..... บัดนี้เราเริ่มออกเดินทางได้แล้ว

    หยางเซิง  :  ขอขอบพระคุณ น้อมรับคำสั่งสอนของท่านอาจารย์  กระผมเคยได้ยินมาว่าการท่องเมืองนรกนั้นต่างก็ขี่เทพอาชาหรือโดยสารไปในดอกบัว แล้วไฉนอาจารย์จึงสั่งให้เดินเท้าเปล่าเล่า ?.

    อรหันต์จี้กง  :  ช่างไร้เดียงสาเสียจริง ๆ เจ้าหยางเซิงเอ๋ย  อันทางไปนรกนั้นน่ะจะเป็นทางดีได้อย่างไร ๆ แล้วคิดจะเหาะเหินเดินอากาศด้วยฤา ?. ทุกวันนี้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปไกลมาก ไปไหนก็ต้องนั่งรถเก๋ง เจ้าคิดจะขับบ้างหรือ ?.  อันที่จริงนั้น นรกไม่มีทางเข้า มนุษย์นั้นต่างหากที่พาตัวเข้าไปเอง อย่าเพ้อฝันไปเลย เมื่อผ่านพ้นทางทุรกันดารแล้วจึงสามารถขึ้นสู่สวรรค์

    หยางเซิง  :  กระผมว่าอาจารย์ท่านคล้ายเมาเหล้าในยามนี้

    อรหันต์จี้กง  :  ความจริงก็ดื่มมาบ้างแล้ว  ในเมื่อฉันรู้แจ้งเห็นจริงต่อสรรพสิ่งของมวลมนุษย์แล้ว ซึ่งจิตใจของคนน่าสะพรึงกลัวมากนัก ยากที่จะชักจูงให้ตลอดรอดฝั่งได้ ทำให้ฉันเสียใจเป็นอย่างยิ่งก็เลยอาศัยสุรายาเมา เพื่อกลบเกลื่อน ฉันว่าเจ้าก็ควรดื่มเสียบ้างให้รู้แล้วรู้รอดไป ให้มันเมาดับจิตไปเสียเลย

    หยางเซิง  :  กระผมดื่มเหล้าไม่เป็น  ท่านอาจารย์ล้อเล่นเก่งจังเลย

    อรหันต์จี้กง  :  เอาละ เวลามีจำกัดฉันจะเสกบัวช่อหนึ่ง เพื่อเป็นยานพาหนะเดินทางของเรา

    หยางเซิง  :  ท่านอาจารย์มีอิทธิฤทธิ์ล้นฟ้า พอเสกคาถาจบบัวขาวช่อหนึ่งก็โผล่ขึ้น แต่ว่าเท้ากระผมไม่สะอาดพอ ไม่กล้าเหยีบย่ำขึ้นบนดอกบัว

    อรหันต์จี้กง  :  หากว่าจิตใจเจ้าสะอาดพอแล้ว ก็ไม่เป็นปัญหาอันใด คำสุภาษิตท่านกล่าวไว้ว่า "ดอกบัวนั้นเติบโตจากตมเลน แต่ก็ไม่มีสิ่งเปรอะเปื้อนติดอยู่เลย"

    หยางเซิง  :  ถ้างั้น กระผมก็ลองเสี่ยงดูสักครั้ง กระผมนั่งลงเรียบร้อยร้อย จะไปทางไหนกัน

    อรหันต์จี้กง  :  ปิดตาของเจ้าทั้งสองข้างเสีย ฉันจะนำเที่ยวแล้วล่ะ

    หยางเซิง  :  ขอรับ กระผม

    อรหันต์จี้กง  :  เจ้าลืมตาได้แล้ว

    หยางเซิง  :  ที่นี้คือแห่งหนตำบลใด ?. ทำไมตรงหน้ามีภูเขาสูงชันลูกหนึ่ง และบนผนังหินนั้นมีตัวอักษรว่า "ภูเขาขั้วหัวใจ"  ส่องแสงแพรวพราวตระการตา

    อรหันต์จี้กง  :  ภูเขานั้นแหละชื่อ  "ภูเขาขั้วหัวใจ"  เดินขึ้นไปบนภูเขาก็จะเป็นประตูสวรรค์ เจ้าเห็นบ้างไหมข้างภูเขานั้นมีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่ง มองดูมืดมิดไม่จรดก้นถ้ำ ถ้ำนี้แหละคือ  "ถ้ำนรก"  ชาวโลกผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ซื่อตรง เมื่อสิ้นลมปราณแล้วก็จะได้ขึ้นสู่ภูเขานี้  ถ้าหากเป็นคนจิตใจชั่วร้ายทำเวรสร้างบาป เมื่อตัวตายแล้ววิญญาณล่องลอยมาถึง ณ ที่นี้  เมื่อเห็นตัวหนังสือ "ภูเขาขั้วหัวใจ"  ที่ส่องแสงระยิบระยับ นันย์ตามักจะเบิกออกยาก ในขณะที่ไม่ทันจะตั้งตัว ก็ต้องตกลงไปในถ้ำนรกอันลึกล้ำนั้น ดังนั้น นักปราชญ์โบราณ ท่านจึงกล่าวไว้ว่า "จิตเป็นทั้งสวรรค์และเป็นทั้งนรก"  ล้วนขึ้นอยู่กับความรู้สึกผิดชอบบุญบาปวูปหนึ่งเท่านั้นเอง

    หยางเซิง  :  ที่แท้เป็นอย่างนี้เอง คนเราจะเลีอกไปทางสวรรค์หรือทางนรกก็ย่อมได้ คนจะเป็นเทวดาเป็นผีก็ได้

    อรหันต์จี้กง  :  คืนนี้ เวลาจำกัดมาก เราเที่ยวชมเท่านี้ก่อน รีบขึ้นนั่งบนดอกบัวเสีย

    หยางเซิง  :  ขอรับ  กระผม

    อรหันต์จี้กง  :  ปิดตาเร็ว  มิฉะนั้นตาของสามัญปุถุชนจะทนต่อลมเย็นที่เชือดเฉือนโชยมาได้ยาก

    หยางเซิง  :  ขอรับ  กระผม  ลมจัดมาก กระผมทนไม่ไหวแล้ว

    อรหันต์จี้กง  :  ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว  หยางเซิงลงจากดอกบัว  วิญญาณกลับเข้าร่างดังเดิม

                                 เที่ยวเมืองนรก

              ครั้งที่ 2  วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2519

                          ตอนเที่ยวสระน้ำสบายใจ

                                สู่แดนต่อแดน

                       ระหว่างมนุษย์โลกกับยมโลก

    ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จปรากฏตัว ตรัสเป็นกลอนความว่า

           มณีวาว                  เดิมสถิต                  บนสวรรค์
    เกิดพลาดพลั้ง                 สู่ดินดาล                  เคล้าโคลนตม
    ครั้งเห็นแจ้ง                   ปลงสังขาร               ละโสมม
    ปัญญาข่ม                     จิตเปี่ยมท้น              สัจธรรม     

    อรหันต์จี้กง   :  เจ้าหยางเซิง เตรียมตัวท่องเมืองนรกได้

    หยางเซิง   :  ท่านอาจารย์ครับ  วันนี้กระผมได้ไปเมืองเจียงฮ่วย และเพิ่งกลับมา รู้สึกอ่อนเพลีย ใคร่จะขอนอนพัก กระผมว่าวันหลังค่อยไปนะครับ !

    อรหันต์จี้กง   :  เจ้านะเกียจคร้านมาก ผู้บำเพ็ญธรรมเมื่อตรากตรำลมฟ้าเพียงเล็กน้อยก็เกิดความท้อ แล้วจะหวังบรรลุธรรมได้อย่างไร ?.

    หยางเซิง   :  กระผมจะต้องขอกราบประทานอภัยจากท่านอาจารย์ด้วย กระผมจะเร่งปรุงสติตามท่านอาจารย์ไป

    อรหันต์จี้กง   :  รีบขึ้นบนดอกบัว อย่าเปิดตา... เอาละ ลืมตาได้ ลงจากดอกบัวได้แล้ว

    หยางเซิง   :  ท่านอาจารย์ครับ วันนี้ไฉนจึงพากระผมมาทางนี้ ตรงข้างหน้ามีบ่อน้ำใหญ่บ่อหนึ่ง น้ำในบ่อใสสะอาด ไร้คลื่นลม น้ำเป็นสีฟ้า และมีตัวหนังสือ ปรากฏความว่า "สระน้ำสบายใจ"

    อรหันต์จี้กง   :  วันก่อนท่องนรก เนื่องจากเจ้าเป็นปุถุชนธรรมดา นันย์ตาสามัญชนจึงมองเห็นสรรพสิ่งได้น้อยมาก วันนี้อาตมาพาเจ้ามายังที่นี้ ต้องการให้เจ้าลงไปในสระน้ำ เพื่อชะล้างสิ่งราคีทำให้ตาสามัญชนกลายเป็นทิพยเนตร จึงสามารถมองทะลุปรุโปร่งในแดนนรก

    หยางเซิง   :  กระผมว่าน้ำในสระใสเย็นจัดมาก และวันนี้ก็เป็นฟดูใบไม้ร่วง กระผมกลัวความเย็นเกรงจะเป็นหวัด ไม่กล้าลงอาบ

    อรหันต์จี้กง   :  ท่องนรกแต่กลัวหนาว !  ผลักให้เจ้าลงไปเลย

    หยางเซิง   :  ช่วยด้วย !!!! กระผมว่ายน้ำไม่เป็น อาจารย์ท่านทำให้คนตายแล้ว ! โอย.....

    อรหันต์จี้กง   :  ให้เจ้าลงไปแซ่สัก 2 - 3 นาที เพื่อกระตุ้นให้ตื่นขึ้น

    นายพลคุมสระ   :  นมัสการท่านอาจารย์ กระผมขอต้อนรับพระคุณท่าน เมื่อครู่นี้ท่านอาจารย์ผลักปุถุชนผู้หนึ่งลงไปในสระ มิทราบว่าท่านมีความประสงค์อันใด ?.

    อรหันต์จี้กง   :  ท่านนายพลหารู้ไม่ว่า ชาวโลกทุกวันนี้ ล้วนเมามายลุ่มหลง ราคีเต็มกาย สูญสิ้นไปซึ่งวิญญาณอันผ่องใสปราดเปรื่องแห่งนิสัยดั้งเดิม วันนี้อาตมาผลักปุถุชนผู้นี้ลงไปในสระน้ำ ความหมายก็คือ ชำระล้างราคีที่เปรอะเปื้อน "มุณีจินดา" เพื่อให้แสงที่เจิดจ้าจรัสขึ้นอีกครั้งหนึ่ง           

                                   เที่ยวเมืองนรก

              ครั้งที่ 2  วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2519

                          ตอนเที่ยวสระน้ำสบายใจ

                                สู่แดนต่อแดน

                       ระหว่างมนุษย์โลกกับยมโลก

    ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จปรากฏตัว ตรัสเป็นกลอนความว่า

           มณีวาว                  เดิมสถิต                  บนสวรรค์
    เกิดพลาดพลั้ง                 สู่ดินดาล                  เคล้าโคลนตม
    ครั้งเห็นแจ้ง                   ปลงสังขาร               ละโสมม
    ปัญญาข่ม                     จิตเปี่ยมท้น              สัจธรรม     

    นายพลคุมสระ   :  เช่นนี้แล้ว กระผมจะรีบช่วยกู้เขาขึ้นมาโดยด่วน มิฉะนั้นหากนานเกินควรอาจช่วยไม่ทัน

    อรหันต์จี้กง   :  เร็วเข้า ! หากว่าจมลงก้นสระก็จะเกิดความยุ่งยากมาก

    นายพลคุมสระ   :  ช่วยขึ้นมาแล้วครับ แต่เขาได้หยุดการหายใจไปแล้ว มิทราบว่าท่านจะช่วยเหลือแก้ไขได้ประการใด ?.

    อรหันต์จี้กง   :  เรื่องเล็ก เมื่อชะล้างราคีแล้วก็ย่อมจะฟื้นคืนชีพได้ อาตมาจะใช้พัดโบกเพียงครั้งเดียวก็จะฟื้นคืนชีพมาทันที ดูอาตมาแสดงอภินิหาร.....

    นายพลคุมสระ   :  ลืมตาขึ้นทั้งสองข้างแล้ว

    หยางเซิง   :  ท่านอาจารย์ไฉนจึงผลักกระผมลงไปในสระ ?.

    อรหันต์จี้กง   :  ชาวโลกล้วนแต่ติดนิสัยชอบให้ผลักดัน เออ..... กรุณามากแล้วนะ เหตุผลของเจ้ายังมีอีกมากมายก่ายกอง แต่อาตมาไม่มีอารมณ์ในเรื่องนี้ จึงจำเป็นต้องทำเช่นนั้น

    หยางเซิง   :  ขอขอบพระคุณต่อคำสั่งสอนของท่านอาจารย์ เวลานี้กระผมมีความรู้สึกสดชื่นสบายทั่วร่างกาย ผู้ที่แต่งกายแบบนายพลคือผู้ใด ?. 

    อรหันต์จี้กง   :  ท่านผู้นี้คือนายพลผู้คุมสระ มีหน้าที่ดูแลรักษาสระน้ำนี้  ผู้ที่มิได้รับคำสั่งจะลงไปอาบไม่ได้ สระน้ำนี้คือ บ่อน้ำทิพย์  นอกจากเทวดาสามแดนลงสรงได้แล้ว บุคคลอื่น ๆ ล้วนห้ามลงอาบ วันนี้เจ้ามีบุญแล้วนะ

    นายพลคุมสระ   :  วันนี้ท่านอาจารย์พาปุถุชนผู้นี้มายังที่นี้มิทราบว่ามีธุระปะปังประการใด ?.

    อรหันต์จี้กง   :  เพราะเหตุว่าเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง ในเมืองไถ่ตง แห่งโลกมนุษย์ได้รับเทวโองการให้แต่งหนังสือเรื่อง "เที่ยวเมืองนรก"  ให้ฉันพาหยางเซิงผู้นี้มาท่องยมโลก เพราะเหตุยังไม่สิ้นกลิ่นไอแห่งปุถุชนยากแก่การมองทะลุปรุโปร่งในเมืองนรก ก็เลยพามาชะล้างในนัยน์ตาในสระน้ำสบายใจ เพื่อที่สะดวกในการท่องชม

    นายพลคุมสระ   :  ขอประทานโทษ !  ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง

    อรหันต์จี้กง   :  เวลาไม่ค่อยมี เราศิษย์อาจารย์จะรีบไปท่องเมืองนรก ลาก่อนท่านนายพล  เจ้าหยางเซิงรีบขึ้นดอกบัวเสีย

    หยางเซิง   :  ขณะนี้เราจะไปทางใดครับ ท่านอาจารย์ ?.

    อรหันต์จี้กง   :  ไม่ต้องถาม เมื่อถึงที่แล้วจะรู้เอง รีบปิดตาทั้งสองข้าง.....ลืมได้แล้ว ลงจากดอกบัวได้

    หยางเซิง   :  ถนนสายนี้ทำไมไม่ราดยางมะตอย พายุทรายฟุ้งเต็มท้องฟ้า ทำให้เดินกะโผลกกะเผลก

    อรหันต์จี้กง   :  นี้แหละคือ แดนต่อแดนระหว่างมนุษย์กับผี

    หยางเซิง   :  โอ้โฮ !!  ทางโน้นมีคนมาเยอะแยะ ล้วนแต่ร้องห่มร้องไห้กระจองอแง !

    อรหันต์จี้กง   :  นั่นคือวิญญาณของคนที่ตายแล้ว เพิ่งมาถึงเมืองนรก

    หยางเซิง   :  ข้างหน้ามีหอสูง มีตัวอักษรว่า "แดนต่อแดนระหว่างมนุษย์โลกกับยมโลก"  ที่นี้เป็นแห่งหนตำบลใด ?.

    อรหันต์จี้กง   :  นี่แหละคือ แดนต่อแดนแห่งมนุษย์โลกกับยมโลก

    หยางเซิง   :  ข้างหน้ามีตึกแถวสองตึก เราไปเยี่ยมชมกันเถิด

    อรหันต์จี้กง  :   ได้ รีบไปกัน

    หยางเซิง   :  ตึกเหล่านี้ล้วนเขียนว่า "กรมทะเบียน"  แบ่งเป็นแผนกที่ 1  ที่  2  ประมาณสิบกว่าห้อง

    อรหันต์จี้กง   :  เราไปสังสรรค์เยี่ยมชมเถิด

    อธิบดีกรมทะเบียน   :  ขอต้อนรับท่านอาจารย์กับคุณหยางเซิง ผู้ทรงเอก แห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง จากเมืองไถ่ตงที่มาเยี่ยมเยือน ในวันที่ 15 เดือน 8 ได้รับพระบรมราชโองการจากท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่ ทราบว่าสำนักท่านจะแต่งหนังสือ "เที่ยวเมืองนรก"  และจะมาสำรวจเที่ยวชมให้ละเอียด

    อรหันต์จี้กง   :  เพราะเวลาหมดลงแล้ว วันอื่นค่อยมาเยี่ยมชมกันใหม่

    อธิบดีกรมทะเบียน   :  ได้ครับ เชิญขอรับ

    อรหันต์จี้กง   :  เจ้าหยางเซิง เราเตรียมกลับสำนักเถิด  ออกไปขึ้นดอกบัว  ปิดตาทั้งสองข้าง   

    หยางเซิง   :  ขอรับ  กระผม.....

    อรหันต์จี้กง   :  ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว   หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม

                                         เที่ยวเมืองนรก

                     ครั้งที่ 3  วันพฤหัสบดีที่  16  กันยายน  พ.ศ. 2519

                       ตอน ท่องแดนต่อแดนระหว่างมนุษยโลกกับยมโลก

                                 เยี่ยมชมหอทะเบียนเมืองนรก 

            ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอน  ความว่า 

            พุทธนที                ไร้คลื่น                  ผงธุลี
    ตัดราคี                          ทางสวรรค์             ที่จิตไซร้
    วันเวลา                         ดั่งจรวด                เคลื่อนผ่านไป
    วุ่นวายใจ                       หกทางเกิด            แสนอนาจหนอ

    อรหันต์จี้กง   :  เตรียมตัวไปท่องนกกันเถอะ

    หยางเซิง    :  ขอรับบัญชา  กระผมขึ้นนั่งบนดอกบัวและได้ปิดตาแล้ว

    อรหันต์จี้กง   :  เริ่มเดินทางได้..... เอาละ ลงจากดอกบัวเถิด

    หยางเซิง   :  ไฉนทางนี้จึงมีฝูงชนเดินกันขวักไขว่ ล้วนเป็นชาวโลก พวกเขามาที่นี่เพื่อทำการใด ?.

    อรหันต์จี้กง   :  ที่นี้คือ แดนติดต่อระหว่างมนุษยโลกกับยมโลก ชนเหล่านี้ล้วนเป็นวิญญาณหลุดลอยมา กำลังจะไปรายงานตัวต่อยมโลก อย่าถามอะไรให้มากเรื่องเลย อาตมาจะพาเจ้าไปกรมทะเบียน (อธิบดี)  เจ้ามีปัญหาสงสัยอันใดก็ถามได้เลย โดยไม่ต้องเกรงใจ

    อธิบดีกรมทะเบียน   :  ขอน้อมต้อนรับท่านอาจารย์กับคุณหยางเซิง เชิญข้างใน วันก่อนนี้บกพร่องในการต้อนรับ ต้องขอประทานอภัยด้วย เชิญนั่งขอรับ เนื่องจากวันก่อนนั้นเวลาจำกัด จึงไม่สามารถแจ้งหน้าที่การงานหอนี้ให้ทราบได้ มิทราบว่าท่านหยางเซิงจะมีปัญหาข้อสงสัยอันใด ?.

    หยางเซิง   :  ขอทราบว่า "แดนต่อแดนมนุษย์โลกกับยมโลก" เป็นสถานที่เช่นใด ?.

    อธิบดีกรมทะเบียน   :  "แดนต่อแดนมนุษยโลกกับยมโลก" สถานที่ ที่ตั้งอยู่ระหว่างกลางของมนุษยโลกกับยมโลก ค่อนข้างจะใกล้เขตยมโลก  เมื่อผู้คนในมนุษยโลกตายลง จะต้องผ่านเข้ามาทางนี้แจ้งต่อกรมทะเบียน  เพื่อเปลี่ยนแปลงทะเบียนจากมนุษยโลกเข้าไว้ที่นี่ เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ผู้ที่ได้สร้างบุญกุศล ก็จะมีกุศลเทพนำพาเข้าไปเยี่ยมชมเมืองนรก  หากเป็นผู้ไร้บุญกุศลก็มีภูตผี "ขาวดำ"  สองตนคุมตัวส่งเข้าไปในประตูผี มอบให้ขุที่หนึ่งชำระโทษต่อไป

    หยางเซิง   :  คนในมนุษย์โลกที่แท้ มีทะเบียนบ้านกี่แห่ง ?.

    อธิบดีกรมทะเบียน   :  คน ๆ หนึ่งมีสามทะเบียน
    "ทะเบียนเดิม"    อยู่บนสวรรค์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมถือปฏิสนธิแห่งวิญญาณเดิม  นับได้ว่าเป็นทะเบียนแท้   
    "ทะเบียนฝาก"   ปรากฏอยู่ในมนุษยโลก
    "ทะเบียนแยก"   เก็บไว้ในแดนนรก

            ฉะนั้น เมื่อคนตายลงแล้ว  ผู้ที่ตอนมีชีวิตอยู่ไม่ได้บุญกุศลก็ถือว่าสู่นรก จึงไม่ใช่ว่าขึ้นสวรรค์  แดนนรกนั้นก็คือคุกตะรางของมนุษยโลก เป็นสถานที่ลงโทษทัณฑ์ผู้มีความผิด ซึ่งไม่ใช่บ้านเดิมของชาวโลก เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้คนต้องประพฤติธรรมบำเพ็ญศีล เพื่อมุ่งที่จะกลับคืนสู่สวรรค์บ้านเมืองเดิมของตน

    หยางเซิง   :  คนในเมืองมนุษย์ตายลง มักจะเห็นว่าลูกหลานของผู้ตาย เผากระดาษเงินกระดาษทองที่ปลายเท้าผู้ตาย มีความหมายประการใด ?.

    อธิบดีกรมทะเบียน   :  เมื่อวิญญาณของผู้คนหลุดพ้นออกจากร่างกาย ในขณะนั้น คล้ายกับละเมอเพ้อฝัน เวิ้งว้างหวิวหวือ ไม่สามารถประคองตนเอง แม้ว่าจะมียมทูตนำทาง แต่ทายาททางแดนมนุษย์เกรงว่าบรรพบุรุษจะลำบากในการท่องเดินทางที่มืดมนในยมโลก  จึงได้เผากระดาษเงินกระดาษทอง เพื่อเป็นค่าเบิกทาง  จุดตะเกียงส่องแสงเพื่อให้เดินได้สะดวก  นับได้ว่ามีความกตัญญูน่าสรรเสริญมาก และมีความคิดที่รอบคอบ แต่ทางนรกไม่ต้องการค่าผ่านทาง จึงผ่านไปได้เอง หากว่าตอนมีชีวิตอยู่เป็นคนใจดำอำมหิต เพียงจะอาศัยตะเกียงดวงสองดวง ก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้

    หยางเซิง   :  ปัจจุบันวิทยาศาสตร์เจริญมาก ระดับการครองชีพก็สูงขึ้น  บางรายเมื่อบรรพชนตายลง ลูกหลานก็ใช้กระดาษตบแต่งก่อเป็นตึกรามบ้านช่องหรือทำเป็นทีวีสี  พัดลม  รถเก๋ง  โซฟาร์  เตียงสปริงต่าง ๆ ล้วนเป็นอุปกรณ์ชั้นสูง เพื่อมอบให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับนำไปใช้สอย  มิทราบว่าของเหล่านี้นำไปใช้ในแดนนรกได้หรือไม่ ?.           

                                          เที่ยวเมืองนรก

                     ครั้งที่ 3  วันพฤหัสบดีที่  16  กันยายน  พ.ศ. 2519

                       ตอน ท่องแดนต่อแดนระหว่างมนุษยโลกกับยมโลก

                                 เยี่ยมชมหอทะเบียนเมืองนรก 

            ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอน  ความว่า 

            พุทธนที                ไร้คลื่น                  ผงธุลี
    ตัดราคี                          ทางสวรรค์             ที่จิตไซร้
    วันเวลา                         ดั่งจรวด                เคลื่อนผ่านไป
    วุ่นวายใจ                       หกทางเกิด            แสนอนาจหนอ

    อธิบดีกรมทะเบียน   :  ความคิดของมนุษย์โง่เง่าสิ้นดี  ไร้เดียงสาเสียจริง ๆ  ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ยังมิได้มีใบอนุญาตขับขี่ เมื่อมาเมืองนรกซึ่งมีถนนหนทางคับแคบ แม้จะใช้เดินก็ยังยาก หากจะขับรถก็คงเกิดอุบัติเหตุเป็นแน่ และเมืองนรกก็ไม่มีปั้มน้ำมัน ดังนั้น รถเก๋งในที่นี้จึงไม่เหมาะที่จะใช้  พูดถึงพัดลม  เตียงสปริง อื่น ๆ  ทางที่ดีที่สุดคือ ใช้ในเมืองมนุษย์  ทางนรกได้เตรียมเตียงไม้ไว้คอยต้อนรับพวกวิญญาณบาปอยู่แล้ว ยังคิดจะเสพสุขด้วยหรือ ?. ผู้ก่อกรรมทำเข็ญลุ่มหลงมัวเมา พอหลุดเข้ามายมโลก ต้องตกเข้าไปในคุกนรก  จะสะดวกสะบายได้อย่างไร ?.  ชาวโลกจะเพ้อฝันเกินไปเสียแล้ว

    หยางเซิง   :  ท่านอาจารย์ครับ  ท่านำกระผมท่องนรกในวันก่อน ครั้งแรกได้พบเห็น  "ภูเขาขั้วหัวใจ"  ไฉนวันนี้ ก็เป็นแดนต่อแดนระหว่างมนุษยโลกกับยมโลก  ทำให้กระผมรู้สึกสับสนงงงัน ! 

    อรหันต์จี้กง   :  เจ้าตามข้าฯไป  ข้าฯจะอธิบายชี้แจงให้เจ้าเข้าใจ  ท่านอธิบดีฯ  เราศิษย์ - อาจารย์  ขอลาก่อน 

    อธิบดีกรมทะเบียน   :  หากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ขอได้โปรดประทานอภัยด้วย

    อรหันต์จี้กง   :  ไม่ต้องเกรงใจ

    หยางเซิง   :  ขอขอบพระคุณท่านอธิบดี ฯ มาก ๆ  ที่ได้ชี้แจงอธิบาย เราสองคนขอลาก่อน  ท่านอาจารย์ครับ  เมื่อกี้ท่านว่าจะเล่าเรื่อง  "ภูเขาขั้วหัวใจ" กับ  "แดนต่อแดนมนุษยโลกกับยมโลก"  ขอได้เร่งเล่าให้ทราบด้วย

    อรหันต์จี้กง   :  ที่นี่แหละ คือสถานที่พาเจ้ามาเมื่อวันวาน 

    หยางเซิง   :  โอ !! อักษร  "ภูเขาขั้วหัวใจ"  เจิดจ้าอยู่ตรงหน้า  สภาพของแดนต่อมนุษย์ - ยมโลกหายไปในทันใดเสียแล้ว

    อรหันต์จี้กง   :  "ภูเขาขั้วหัวใจ"  ก็คือ แดนต่อแดน  ถ้าหากผู้คนก่อกรรมทำเข็ญ เมื่อสิ้นลมถูกทูตผี  "ขาวดำ"  สองตนคุมตัวมายังที่นี้ เพราะวิญญาณเดิมไม่สะอาดหมดจด  เมื่อพบแสงอันเจิดจ้าบนยอดเขานัยน์ตาเบิกยาก ก็จะพลัดร่วงตกลงไปในถ้ำลึกไม่มีที่สิ้นสุด  ที่อยู่ข้าง  "ภูเขาขั้วหัวใจ"  ถ้ำนี้ทะลุไปยัง  "แดนต่อแดนมนุษยโลกกับยมโลก"  หากว่าผู้บำเพ็ญธรรมสร้างบุญกุศลมหาศาล เมื่อสำเร็จในการบำเพ็ญแล้ว ดวงวิญญาณผ่านมาทางนี้  บนภูเขาจะปรากฏหนทางที่จะขึ้นสู่สวรรค์ มีแสงทองแพรวพราวสว่างไสวขึ้นมาทันที  แล้วกุมารทองกับนางฟ้า จะมาต้อนรับนำขึ้นสู่สวรรค์  ถ้าว่าผู้ประกอบบุญ ขนาดรองลงมา  หรือมีบุญกุศลน้อยก็จะพบหนทางกว้างสองวาอยู่ข้างภูเขา  โดยมีกุมารเทพนำรายงานตัวต่อเขตแดนมนุษย์ - ยมโลก แล้วจึงเข้าไปยังเมืองนรก  มอบให้ยมบาลสอบสวนเรื่องบุญบาป  จากนั้นก็พาเข้าไปที่ชุมนุมแดนกุศล  มอบให้เทวดารู้มีส่วนบุญติดต่อกัน รับตัวกลับไปยังแดนสวรรค์ต่าง ๆ เพื่อฝึกฝนบำเพ็ญธรรมดาต่อไป  วันนี้เวลาหมดลงแล้ว เราเตรียมกลับกันเถอะ 

    หยางเซิง   :  ขอรับบัญชา  นั่งบนดอกบัวเรียบร้อยแล้ว.....

    อรหันต์จี้กง   :  ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว   หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม   

                                         เที่ยวเมืองนรก

                       ครั้งที่ 4  วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน  พ.ศ. 2519

                             ตอน ผ่านประตูผีรับฟังการบรรยายธรรม

                                       เรื่อง รวมทุกศาสนา 

    ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จปรากฏกายตรัสเป็นกลอนความว่า  : 

            หมู่มวลเทพ                  มีน้ำจิต                  คิดสงสาร
    ทิพย์อาสน์                           มิทันนั่ง                 สู่โลกดึก
    ใบไม้ร่วง                            ลมหนาวเหน็บ          บ่รู้สึก
    ในส่วนลึก                           ร้อนระอุ                  ห่วงประชา   

    อรหันต์จี้กง   :  เตรียมท่องนรก  เจ้าหยางเซิงรีบขึ้นดอกบัวเร็ว

    หยางเซิง   :  น้อมรับคำบัญชา นั่งเรียบร้อยแล้ว เริ่มเดินทางได้

    อรหันต์จี้กง   :  ถึงแล้ว  รีบลงจากดอกบัวเสีย

    หยางเซิง   :  ข้างหน้ามีประตูเมือง ๆ หนึ่ง ด้านบนมีตัวอักษรสามตัวเขียนไว้ว่า  "ประตูผี"  ที่แท้ประตูผีอยู่ที่นี่เอง แต่เหตุใดประตูเมืองจึงไม่เปิด แต่ได้ยินเสียงฝูงชนภายในร้องดังกระจองอแงสนั่นดังมาก

    อรหันต์จี้กง   :  แต่ไหนแต่ไรมาประตูผีไม่เคยเปิดออก ชาวโลกล้วนบุกรุกเข้ามาเอง ข้า ฯ จะใช้พัดโบกทีเดียวก็จะเปิดออกเอง

    หยางเซิง   :  ศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ ท่านอาจารย์เพียงโบกเบา ๆ เท่านั้น ประตูผิเปิดอ้าออกทันที แต่คนตายไม่มีพัดศักดิ์สิทธิ์ จะเข้าประตูผีได้อย่างไร ?.

    อรหันต์จี้กง   :  คนตายแล้วกลายเป็นผีซึ่งสิ้นสุดในทางของมนุษยโลก ประตูผิีก็เปิดเป็นระบบธรรมชาติของโลกและเมืองนรกแยบยลมาก เดินเร็วเข้า  ข้าฯ จะพาเจ้าไปเยี่ยมชมสถานที่ที่หนึ่ง อย่าได้เอาใจใส่ต่อสิ่งไร้สาระเลย

    หยางเซิง   :  ขอน้อมรับคำบัญชา แต่ภายในประตูผีฝูงชนมากมายเช่นนี้  เสมือนหนึ่งในตลาดสด มิทราบว่าพวกนั้นจะมุ่งไปแห่งใด?.

    อรหันต์จี้กง   :  วิญญาณผีเหล่านี้มุ่งไปรับการพิจารณาโทษ จากสิบขุมนรก  ยมทูตต่างก็ทำหน้าที่นำทางไป วันนี้เราจะไม่เยี่ยมชมสิ่งเหล่านี้ รีบเดินตามข้า ฯ มาเถิด

    หยางเซิง   :  ขอรับ กระผม  หนทางนี่ขรุขระกันดารมาก จะไปทางใดเล่า ?.

    อรหันต์จี้กง   :  เดินอีกสองลี้  เจ้าก็จะได้รู้ทุกอย่าง

    หยางเซิง   :  ผู้ที่เดินอยู่ข้างหน้าเรานั้น เหตุใดจึงถูกยมทูตนำตัวคืบหน้าไป ?.

    อรหันต์จี้กง   :  ชนผู้นั้นคือ ผู้บำเพ็ญธรรมแห่งนิกายทรงเจ้า ตอนอยู่ในแดนมนุษย์ไม่สามารถบรรลุธรรมที่แท้จริง เที่ยวบริภาษศาสนาอื่น ๆ ดังนั้นเมื่อตายลงแล้วต้องได้รับการลงโทษยังเมืองนรก

    หยางเซิง   :  ตรงหน้ามีหอสูง มีตัวอักษรเขียนไว้ว่า  "รวมทุกศาสนา"  นั้นเป็นแห่งหนตำบลใด ?.

    อรหันต์จี้กง   :  ก็คือที่นี่แหละ  เพราะทุกวันนี้มีศาสนามากมาย และนิกายต่าง ๆ ก็ล้วนแต่เปล่งปลั่งจรัสแสงพวกลูกศิษย์ ไม่บรรลุธรรมที่แท้จริง ต่างโจมตีกันและกัน เลยทำให้สูญเสียซึ่งความหมายของการบำเพ็ญธรรม ประพฤติผิดในเรื่องวจีกรรม เมื่อตายแล้วก็ต้องตกเข้าสำนักธรรม  "รวมทุกศาสนา"  เพื่ออบรมบำเพ็ญธรรมอีกครั้งหนึ่ง  ข้างหน้าท่านอาจารย์มาแล้ว เจ้ารีบเข้าไปกราบนมัสการเร็ว

    หยางเซิง   :  กระผม  ขอกราบนมัสการท่านอาจารย์ทั้งหลาย

    ศาสนาจารย์   :  ยินต้อนรับท่านจี้กงและหยางเซิงผู้ทรงเอกแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง  เราได้รับคำบัญชาให้ต้อนรับท่านอยู่แล้ว เชิญลุกขึ้นเถิด อย่าได้มีพิธีมากนักเลย

    อรหันต์จี้กง   :  อาตมาพาหยางเซิงมายังที่นี่ในวันนี้ ขอให้ท่านศาสดาจารย์ได้โปรดพาเยี่ยมชมและให้การชี้แจงอธิบายด้วย

    ศาสนาจารย์   :  ไม่ต้องเกรงใจ เชิญตามันเข้ามายังห้องประชุม เชิญท่านทั้งสองนั่งตามสบาย

    หยางเซิง   :  "รวมทุกศาสนา"  มีความหมายมากมายจริงจัง แต่กระผมไม่ทราบรายละเอียด ขอท่านได้โปรดอธิบายชี้แจงด้วยเถิด

                                          เที่ยวเมืองนรก

                       ครั้งที่ 4  วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน  พ.ศ. 2519

                             ตอน ผ่านประตูผีรับฟังการบรรยายธรรม

                                       เรื่อง รวมทุกศาสนา 

    ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จปรากฏกายตรัสเป็นกลอนความว่า  : 

            หมู่มวลเทพ                  มีน้ำจิต                  คิดสงสาร
    ทิพย์อาสน์                           มิทันนั่ง                 สู่โลกดึก
    ใบไม้ร่วง                            ลมหนาวเหน็บ          บ่รู้สึก
    ในส่วนลึก                           ร้อนระอุ                  ห่วงประชา   

    ศาสนาจารย์   :  โลกปัจุจับันนี้มีศานาใหญ่อยู่ห้าศาสนา คือ ศาสนาขงจื้อ  ศาสนาเต๋า  ศาสนาพุทธ  ศาสนาคริสต์  และศานสาอิสลาม  เรียกว่าศาสนาดั้งเดิมถ่องแท้ แต่ทั้งห้าศาสนตร์เดิมเกิดจาก  "เต๋า"  ในบุพกาลนั้นไม่มีคำว่าศาสนา  ต่อเมือ่สวรรค์ได้ดปรดนักปราชญ์เมธีชน ให้ไปสู่มนุษยโลกยังประเทศต่าง ๆ ปรพกาศธรรมแทนสวรรค์ สั่งสอนให้มนุษย์ปฏิบัติกฏแห่งสวรรค์และอยู่ในทางธรรมเพื่อที่มวลมนุษย์จะได้คืนสู่ดั้งเดิม ซึ่งเป็นที่มาของวิญญาณ  หากแต่ละศาสนาจารย์ เมื่อวายปราณหรือนิพพานแล้ว สาวกทั้งหลายมีความคิดเห็นแตกต่างกันแยกออกเป็นคนละทาง กลายเป็นต่อต้านซึ่งกันและกัน ไม่บรรลุถึงคำว่าทะเลเป็นที่รวมของแม่น้ำลำธาร และแต่ละศาสตร์ล้วนเป็นเผ่าเดียวกันแต่เดิม ต่างตั้งนิกายของตนไม่ยอมลงกับใครอวดอ้างตนเองเลิศล้ำสูงส่ง ศาสตร์อื่นต่ำต้อย ดังนั้น เมื่อตายแล้ววิญญาณไม่สามารถหลุดพ้นจากชะตากรรม เลยตกมายังที่นี่  "เง๊กเสียงอ๊วงตี่"  ไม่อาจเห็นมวลชนตกจ่ำลุ่มหลง จึงได้โปรดให้จัดตั้ง  "รวมทุกศาสนา"  คือทุกศาสนาคืนสู่ต้นสังกัดหรือรวมทุกศาสนา เพื่อสั่งสอนอบรมบำเพ็ญธรรมที่หลงใหลให้บรรลุธรรมที่แท้จริง แล้วจึงได้ขึ้นสู่สวรรค์

    อรหันต์จี้กง   :  ท่านศาสนาจารย์พูดถูก  แต่เจ้าหยางเซิงยังไม่สามารถเข้าใจถึงความละเอียดอ่อน สู้นำพาไปเยี่ยมชมถึงสถานที่ไม่ได้ ดังที่สุภาษิตกล่าวว่า  "ได้ยินร้อยครั้งก็ไม่เท่ากับตาเห็นครั้งเดียว"

    ศาสนาจารย์   :  ก็ได้  ตามฉันมาเถิด

    หยางเซิง   :  ห้องโถงนี้มีเนื้อที่หลายร้อยไร่ ข้างในดูคล้ายกับวัดโบสถ์  มีคนหลายหมื่นนั่งเต็มไปหมด มีทุกชาติทุกภาษา ด้วยประหนึ่งว่ากำลังเตรียมตัวเข้าเรียนในโรงเรียน

    ศาสนาจารย์   :  ใช่แล้ว  กำลังเตรียมตัวเข้าเรียน ท่านทั้งสองตามข้าฯ ไปข้างหน้า นั่งที่ของแขกผู้มีเกียรติฟังการแสดงธรรม

    หยางเซิง   :  ยากที่ในโลกมนุษย์จะพบเห็นสภาพการณือันยิ่งใหญ่มโหฬารแบบนี้ บนกระดานดำข้างหน้ามีตัวอักษรว่า  "รวมทุกศาสนา"  มึครูหัวโล้นผู้หนึ่งแต่งกายคล้ายสงฆ์  ทุกคนลุกขึ้นทำความคารวะ แล้วนั่งลง

    ครู   :  วันนี้ หยางเซิงแห่งสำนักเซี่ยเฮี้ยงตึ้งเมืองไถ่ตง เมืองมนุษย์ได้มาร่วมการประชุม  ขอให้ปรบมือแสดงความยินดีต้อนรับ

    หยางเซิง   :  ท่านอาจารย์ครับ !  ชนต่างชาติต่างภาษาเหล่านี้ ไฉนจึงสามารถฟังเข้าใจในภาษาจีน ?.

     

                                          เที่ยวเมืองนรก

                       ครั้งที่ 4  วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน  พ.ศ. 2519

                             ตอน ผ่านประตูผีรับฟังการบรรยายธรรม

                                       เรื่อง รวมทุกศาสนา 

    ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จปรากฏกายตรัสเป็นกลอนความว่า  : 

            หมู่มวลเทพ                  มีน้ำจิต                  คิดสงสาร
    ทิพย์อาสน์                           มิทันนั่ง                 สู่โลกดึก
    ใบไม้ร่วง                            ลมหนาวเหน็บ          บ่รู้สึก
    ในส่วนลึก                           ร้อนระอุ                  ห่วงประชา   

    อรหันต์จี้กง   :  ในโลกใหญ่ไพศาลนี้ แม้ว่าต่างชาติต่างภาษากัน แต่ที่นับถือก็ไม่พ้นจากที่ที่พึ่งทางใจ และก็ทุกคนมีความคิดที่ตรงกันด้วย เมื่อตายลงแล้ววิญญาณเดิมก็ผ่องแผ้วเปล่งปลั่ง จึงไม่แบ่งแยกชาติภาษาในเรื่องของใจ เปรียบเสมือนฟ้าร้องทุกคน ทุกชาติ ทุกภาษาล้วนตระหนักดีว่าฝนจะตก บัดนี้ได้ยินเสียงท่านครูผู้สอนจึงทราบถึงความหมายดังที่พระพุทธท่านตรัสว่า  "พระพุทธเจ้าแสดงธรรมด้วยภาษาเดียว แต่มวลมนุษย์ต่างก็เข้าใจได้"  อย่าถามมากนักเลย ฟังท่านอาจารย์แสดงธรรมเถิด

    ครู   :  มนุษย์นั้นแม้ว่าจะอยู่เป็นหมื่นจำพวก แต่ก็มีความนึกคิดเป็นอันเดียวกัน เมื่อมีชีวิตอยู่ต่างอยู่คนละทาง เมื่อตายลงแล้วก็รวมอยู่ที่เดียวกัน มวลมนุษย์ของโลกถึงผิวพรรณจะแตกต่างกัน แต่เมื่อมีความหิวโหยก็รู้จักหากิน กลางคืนรู้จักหลับนอน ปกคลุมด้วยฟ้าและอาศัยอยู่บนดิน ต่างอาบด้วยแสงตะวันและแสงเดือน ชุ่มชะโลมด้วยน้ำทิพย์จากฟากฟ้า นับได้ว่าต่างคนต่างได้รับความเมตตาปราณีจากสวรรค์ด้วยน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หากแต่เหตุที่นับถือในศาสนาแตกต่างกัน จึงเกิดการโจมตีกันซึ่งกันและกัน โดยกล่าวว่าพวกตนสามารถขึ้นสู่สวรรค์ ศาสนาอื่นต้องตกนรก  ทำเอาสวรรค์ที่กลมกลืนผ่องแผ้วมาแต่ดั้งเดิมนั้น สร้างเป็นห้องหอบนอากาศ  และจองจำตนเองอยู่ในนั้นเปรียบเสมือนว่าเข้าไปอยู่ในกรงนกที่แขวนไว้กลางเวหาและผยองยิ้มว่าตนเองนั้นสูงส่งยิ่งนัก โดยหาใครเสมอเหมือนได้ไม่ คึกคนองปลื้มใจส่งเสียงหวีดร้อง นี้แหละคือนรกในสวรรค์  นักโทษของสวรรค์ล้วนเป็นแกะ ที่กำลังรอความช่วยเหลือ โดยมิใช่ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือจากพวกเจ้าทั้งหลาย  เมื่ออยู่แดนมนุษย์พร่ำรำพึงว่าจะขึ้นสวรรค์ แต่ว่าบัดนี้กลับตกลงมาอยู่ในนรก พวกท่านตกถึงนรกในวันนี้ เป็นรูปร่างกายหรือรูปร่างนั้นมีผิวดำ  ขาว  เหลือง  นุ่งห่มเสื้อผ้าอาภรณ์ด้วยสีแดงเหลืองเขียวและเสื้อดอก  แต่ว่าใจที่ดั้งเดิมนั้นไม่สามารถจะระบายด้วยสีสัน หากว่าเกิดมีนิสัยกีดกัน ขาดจิตใจที่ร่วมบำเพ็ญธรรม แล้วความโอบอ้อมอารีเมตตาธรรมนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ?. แสงฟ้าแสงจันทร์ฉายส่องผู้คนทั้งบุญทั้งบาป มาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ก็ไม่เคยที่จะลำเอียงผู้ใด ดังนั้น ท่านจึงฉายแสงเจิดจ้าตลอดกาลหอมฟุ้งไปนับหมื่นนับแสนปี พวกท่านก็ควรสำนึกให้ตนเองอย่าเกิดความรังเกียจ ขณะนี้อยู่ในกาละที่ธรรมปกคลุมแพร่ขยาย ทุกศาสนากลับคืนต้นสังกัดเดิม (หรือเรียกว่ารวมศาสตร์)  คืนสู่สังกัดเดิมก็คือคืนสู่จิตใจ ทุกคนมีใจสมัครสมานเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน เพื่อช่วยเหลือกัน ซึ่งกันและกัน แต่ละศาสตร์ควรเปิดประตูรับผู้ที่มีบุญตามที่ตนสร้างไว้ แม้ว่าตัวศาสนาจารย์จะไม่ใช่คนเดียวกัน แต่จิตใจความมุ่งหมายนั้นตรงกัน  คือหวังให้มวลมนุษย์พร้อมรวมกันไปสู่ทางธรรมะ สร้างโลกมนุษย์ที่วุ่นวายเหลวแหลกให้เป็นอาณาจักรแห่งปทุมโลก ศาสนาจารย์ท่านช่วยจิตใจและวิญญาณของมนุษย์ รูปร่างตัวตนธรรมดาท่านช่วยไม่ได้ ดังนั้น จึงปรากฏความจริงแท้ภายในส่วนลึกของจิตใจ จะช่วยปลดเปลื้องให้สบายใจขึ้นก็ด้วยเหตุนี้เอง จึงสามารถบรรลุถึงขั้นโลกุตรธรรม และทุกผู้ทุกนามสามารถบรรลุอรหันต์หรือเทวดา  สำเร็จเป็นปราชญ์เป็นเทวดา หากตรงกันข้ามกับทางนี้ก็จะต้องตกลงนรกกลับไปสู่ทางเวียนว่ายตายเกิดอีกครั้ง

    อรหันต์จี้กง   :  เวลาหมดลงแล้ว ขอลาท่านศาสนาจารย์ โอกาสหน้าจะได้มาเยี่ยมใหม่ เจ้าหยางเซิงรีบคำนับลาท่าน เร็ว

    หยางเซิง   :  ท่านศาสนาจารย์ กระผมมีความสงสัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะเวลาหมดลง จะต้องรีบกลับคืนไปยังสำนัก ขออภัยในการออกจากที่ประชุมโดยมิทันสิ้นสุด เสียมารยาทมาก

    ศาสนาจารย์   :  หาเป็นไรมิได้ เราทั้งหลายพร้อมที่จะส่งท่านกลับ

    อรหันต์จี้กง   :  เจ้ารีบขึ้นบนดอกบัวเร็ว ฟังธรรมวันนี้มีความรู้สึกประการใดบ้าง ?.

    หยางเซิง   :  ครูผู้นั้นพูดเข้าทีมีเหตุผลมาก ทุกวันนี้แต่ละศาสนาต่างต่อต้านกัน  ตนเป็นผู้ค้าแตง ก็คุยอวดว่าแตงของตนหวาน ถ้าหากว่าคนในโลกมนุษย์จะพูดว่าท่านลองมารับประทานดูเถิด เช่นเดียวกับคนดื่มน้ำร้อน หรือน้ำเย็นย่อมรู้แก่ใจตนเอง ชั่วดีฉันใดให้ผู้ซื้อวิจารณ์เอาเองเห็นจะยุติธรรมมากกว่านั่นคือความรู้สึกที่แท้จริง

    อรหันต์จี้กง   :  มนุษย์ล้วนแล้วแต่ดื้อรั้นไม่คมคายนั่นแหละยากที่จะขึ้นสวรรค์ได้ นักปราชญ์อรหันต์เทวดาทั้งหลายล้วนประกาศธรรมแทนสวรรค์ มีความเที่ยงธรรมที่แท้จริง  หากว่าชาติหน้าเจ้าได้ไปเกิดที่ต่างประเทศ เจ้าจะเลื่อมใสนับถือศาสนาของประเทศนั้น ๆ แม้จะเป็นเช่นนี้ อาตมาก็จะต้องช่วยชักนำเจ้าให้พ้นจากทางหลงใหล มิฉะนั้น อาตมาจะสำเร็จเป็นอรหันต์ได้อย่างไรเล่า ?. แม้ทางเดินเป็นทางแคบและลำเอียง อาตมาหวังให้มวลมนุษย์แสดงความมีสาธารณจิต ใจสลัดทิ้งซึ่งความนึกคิดเห็นแก่ตัว  มิฉะนั้นแล้วสวรรค์ของเจ้าก็จะมีเนื้อที่ก้าง 5 ฟุต ไม่สามารถบรรลุรับชนทั่วทั้งโลก เอาละ เซี้ยเฮี้ยงตึ้งถึงแล้ว  หยางเซิงลงจากดอกบัว  วิญญาณกลับเข้าร่างดังเดิม

                                เที่ยวเมืองนรก

                     ครั้งที่ 5   วันพุธที่ 22 กันยายน  พ.ศ. 2519

                      ตอน ท่องแดนนรกขุมที่ 1 สนทนากับยมบาล

                                "ซิ่งก้วงอ๊วง"

    ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนมีความว่า  :

            อันความรัก                 โลภโกรธหลง                  ชีวิตหมอง
    แม้นป้ายทอง                      ยอดบัณทิต                     ก็ไร้ค่า
    แดนสงบ                            ดีเยี่ยม                          ผิดธรรมดา
    ดั่งเทวา                             เพลิดเพลิน                     ไร้กังวล

    อรหันต์จี้กง   :  วันนี้เตรียมท่องเมืองนรก หยางเซิงไฉนเจ้าจึงมีจิตใจไม่อยู่ในสมาธิ

    หยางเซิง   :  มีเรื่องวุ่น ๆ อยู่รอบกาย จิตใจถูกแบ่งแยกไปหลายทาง จึงทำให้ความสมาธิถูกทำลายไปสิ้น

    อรหันต์จี้กง   :  การท่องเมืองนรกไม่ใช่เรื่องเล็กดังเด็กเล่นขายของ  หากว่าใจไม่สงบวิญญาณของมนุษย์ก็ยากที่จะเข้าสู่แดนนรกได้  แต่ว่าถ้าคืนนี้ไม่สามารถไปท่องชมยมโลก ก็จะทำให้เสียเวลาในการแต่งหนังสือ อาตมาจะให้ยาบังคับจิตใจให้วงบเม็ดหนึ่ง รีบกินเข้า... เตรียมท่องนรกได้แล้ว

    หยางเซิง   :  ขอบพระคุณท่านอาจารย์มาก กระผมกลืนยาลงแล้ว  รู้สึกใจคอกระปรี้กระเปร่า ความวุ่น ๆ อันตรธานไปหมดแล้ว

    อรหันต์จี้กง   :  รีบขึ้นดอกบัวเร็ว เริ่มเดินทางได้แล้ว... เอ้าถึงแล้วละ

    หยางเซิง   :  ที่นี้คือแห่งหนตำบลใด ?. ข้างหน้ามีปราสาทอยู่หลังหนึ่ง เงาผู้คนขวักไขว่สับสน มองดูแล้วไม่สู้จะแจ้งชัดนัก 

    อรหันต์จี้กง   :  ข้างหน้านั้นคือ  "แดนนรกขุมที่ 1"   เรารีบเข้าไปคำนับท่านยมบาลกันเถิด

    ยมบาล   :  ขอต้อนรับท่านอรหันต์จี้กงกับคุณหยางเซิง ผู้ทรงพู่กันศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเซี่ยเฮี้ยงตึ้ง  เมืองไถ่ตง

    หยางเซิง   :  ขอแแสดงความคารวะท่านยมบาลซิ่งก้วงอ๊วง   คืนนี้กระผมตามท่านอาจารย์มารบกวนถึงที่ปราสาทของท่าน ขอได้โปรดอภัยให้ด้วย

    ยมบาล   :  ไม่ต้องเกรงใจ  เชิญตามฉันเข้ามายังในปราสาท เชิญนั่งพักที่ห้องรับแขก สักครู่จะสั่งให้นายพลนำชาทิพย์มาเสริร์ฟ

    นายพล   :  ขอรับคำบัญชาจากท่าน 

    ยมบาล   :  ท่านอาจารย์  และท่านหยางเซิง เชิญดื่มน้ำชา

    อรหันต์จี้กง   :  หยางเซิง  รีบดื่มเร็ว   ไม่เป็นไรหรอกน่า ไม่ต้องลังเลใจ

    หยางเซิง   :  กระผมมิกล้าดื่ม  ได้ยินเขาพูดกันว่าหากคนในโลกมนุษย์มายังยมโลก เมื่อรับประทานอาหาร ของกินของยมโลกแล้วก็จะไม่สามารถกลับคืนสู่แดนมนุษย์โลก  ดังนั้น เชิญท่านรับประทานตามอัธยาศัยเถิด

    ยมบาล   :  หยางเซิง ท่านสำคัญผิดเสียแล้วละ  ที่ชาวโลกเล่าลือกันว่ามนุษย์ห้ามรับประทานของยมโลกนั้น เพียงแต่พูดในทางที่เกี่ยวกับคนธรรมดาสามัญเท่านั้น ยมโลกกับโลกมนุษย์นั้นนะต่างก็มีเจ้าปกครองกันทั้งนั้น ก็ควรที่จะไม่ปะปนยุ่งเกี่ยวกัน  แต่ว่าท่านรับโองการมายังที่นี่ อยู่ในฐานะแขกผู้มีเกียรติ และยังมีท่านอาจารย์นำมาด้วย ไฉนจึงไม่สามารถกลับคืนสู่แดนมนุษย์ ?.

    อรหันต์จี้กง   :  หยางเซิง เจ้าวางใจเถิด มีเทวโองการอยู่ในตัวแล้ว ภูตผีตนใดกล้ามาขวางทางล่วงเกิน ใครมาละเมิดอำนาจของพระบรมราชโองการ ล้วนต้องถูกทำโทษอย่างนัก อย่าหวั่น ดื่มเร็ว ๆ

    ยมบาล   :  ชาวโลกล้วนแต่รักชีวิตกลัวความตาย แต่ท่านหยางเซิงกลัวตายโดยไม่กล้าดื่มน้ำชาอย่างนี้ยังพอที่จะให้อภัยได้ ชาวโลกโดยทั่วไปนั้นรู้ก็รู้อยู่ว่า การก่อกรรมทำเข็ญนั้น จะต้องตกอยู่ในทางหายนะ แต่ก็ยังมิยอมหยุดยั้ง กลับมุ่งไปข้างหน้า ก้าวเข้าไปในหลุมฝังศพเป็นสิ่งที่น่าอนาถใจยิ่งนัก

    หยางเซิง   :  กระผมดื่มแล้วละ คอกำลังแห้งอยู่ด้วย ขอเรียนถามว่าข้างนอกมีผู้คนมากมาย เรียงแถวกันมานั้น เพื่อการใดมิทราบ ?.

    ยมบาล   :  ฉันควบคุมขุมที่ 1  เมื่อชาวโลกตายฃลงแล้วต้องไปรายงานตัวต่อหอทะเบียนก่อน และยมทูตก็จะคุมตัววิญญาณนั้นมายังที่นี้ และเก็บทะเบียนรายงานเข้ามาอยู่ในแฟ้มของยมโลก ฉันก็จะตรวจดูความดีความชั่ว  ผู้ที่กระทำความดีไว้มาก ก็จะพาเข้าไปเยี่ยมชมนรกแต่ละขุม หรือให้อาจารย์ผู้มีพระคุณเคยร่วมสร้างบุญต่อกันพากลับไปอบรมฝึกฝนใหม่  หรือส่งไปยังกรมสมนาคุณผู้ทำความดี หรือที่โรงผู้ทำความดี  ผู้ทำความชั่วมากกว่าผู้ทำความดี ก็จะสังคุมตัวไปยังขุมที่สองรับการพิจารณาโทษ  หรือคุมตัวส่งไปยังกรมลงทัณฑ์ ผู้กระทำชั่ว ถ้าหากมีโทษสถานหนัก ก็ต้องคุมไปหอกระจกวิเศษ (คือกระจกที่สามารถสะท้อนตัวจริงในครั้งที่มีชีวิตอยู่ของวิญญาณ  เพื่อฉายตัวจริงให้เห็นกระจ่างต่อสายตา ทำให้ต้องก้มกราบรับสารภาพโทษทัณฑ์ ครั้นแล้วจึงส่งไปยังขุมที่ สอง

    หยางเซิง  :  ข้างนอกพวกวิญญาณของผู้ตายส่งเสียงร้องไห้ไม่ขาดระยะ  ท่าทีน่าอนาถใจมาก มีทั้งผู้เฒ่าผู้เยาว์ทั้งชายหญิง มิทราบร้องไห้เพื่อการใด?.

                                      เที่ยวเมืองนรก

                     ครั้งที่ 5   วันพุธที่ 22 กันยายน  พ.ศ. 2519

                      ตอน ท่องแดนนรกขุมที่ 1 สนทนากับยมบาล

                                "ซิ่งก้วงอ๊วง"

    ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนมีความว่า  :

            อันความรัก                 โลภโกรธหลง                  ชีวิตหมอง
    แม้นป้ายทอง                      ยอดบัณทิต                     ก็ไร้ค่า
    แดนสงบ                            ดีเยี่ยม                          ผิดธรรมดา
    ดั่งเทวา                             เพลิดเพลิน                     ไร้กังวล

    ยมบาล   :  ชาวโลกเมื่อมาสู่ขุมนี้ เข้าใจแล้วว่าตนเองหลุดพ้นจากมนุษยโลก แต่ขณะมีชีวิตอยู่ไม่เชื่อเรื่องผัสางบาปบุญกรรมตามสนอง เมื่อตกลงมาถึงที่นี่ จึงรู้ว่าไม่ใช่ พอคนตายแล้วทุกอย่างก็จะสูญสิ้นไป  ที่สุภาษิตว่า   "เมื่อสิ้นลมปราณทุกสิ่งก็หมดลง มีแต่กรรมติดตามตนในทางนรก"  วิญญาณนั้นตระหนักดีว่า จะต้องถูกพิจารณาโทษจากยมโลก ทุกวิญญาณใจสั่นขวัญแขวนร่ำร้องคร่ำครวญ พรรณาถึงความหลัง ซ้ำยังพลัดพรากจากญาติมิตรแห่งแดนมนุษย์ ลูกแก้วเมียขวัญเงินทองห้องหอ  ความรักอาลัยยากที่จะตัดออกได้ เมื่อนึกถึงเวลานี้ มีแต่ตัวคนเดียวหลุดลอยในแดนนรก จึงนึกอาลัยอาวรณ์ เกิดความรัญจวนร่ำไห้

    หยางเซิง   :  เหตุใดพวกยมทูต จึงไม่สู้นับถือต่อพวกวิญญาณนั้น ต้อนด้วยง่ามเหล็ก เฆี่ยนด้วยแส้ ทุกวิญญาณต่างก็เงียบหงอย ไม่ส่งเสียง น่าสมเพชเป็นอย่างยิ่ง

    ยมบาล   :  วิญญาณเหล่านี้ เมื่ออยู่ในแดนมนุษย์ไม่มีศีลธรรม ดังนั้น ยมทูตจึงไม่มีการเกรงใจต่อมัน อันเป็นโทษทัณฑ์ที่สมควรสนองรับ ดังคำกล่าวว่า  "หนามยอกต้องใช้หนามบ่ง  มิควรฉวยโอกาสข้ามแม่น้ำ"  หากว่าเมื่อตอนมีชีวิตอยู่มีใจเป็นธรรมกรุณา เมื่อวายปรารแล้ว ยมทูต  เทพทูต  ก็จะต้องให้ความเคารพ  ซึ่งชาวโลกเป็นผู้กระทำเอง จึงได้รับผลตอบแทนแห่งกรรมนั้น ท่านมิควรให้การเห็นใจสงสารด้วย

    หยางเซิง   :  มนุษย์เราถ้าหากไม่ประกอบกรรมดี  ตั้งอยู่ในศีลธรรมบำเพ็ญประพฤติแต่ความดีแล้ว  เมื่อตายลงก็จะน่าสมเพชเป็นยิ่งนัก บุตรหลานของผู้ล่วงลับไปแล้วหารู้ไม่ว่า บรรพบุรุษของตนถูกทรมานในยมโลก ถูกพวกยมทูตเฆี่ยนตี ก็คงจะอดสูใจเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น ชาวโลกที่จะหาวิธีตอบสนองบุญคุณของบรรพบุรุษ ก็เพียงแต่บำเพ็ญธรรมและสร้างความดี เพื่อนำเอาความดีนี้ไปช่วยกอบกู้วิญญาณของผู้ล่วงลับ เพื่อที่จะได้หลุดพ้นจากแดนนรกโดยเร็ว

    อรหันต์จี้กง   :  ชาวโลกผู้ที่ไม่ตั้งตนรักษากฏระเบียบทางบ้านเมืองและทำแต่ความชั่ว ไม่อยู่ในขอบข่ายของกฏหมาย จะต้องทำให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับได้รับความกระทบกระเทือนด้วย  ที่เรียกว่า  "เจ็ดชั่วโคตร"  เลือดเนื้อสืบต่อกัน เวียนว่ายสนองรับกันไป จงสำเหนียกให้หนัก คืนนี้เวลาหมดลงแล้ว เตรียมกลับสำนัก 

    บมบาล   :  ขอนมัสการส่งท่านอาจารย์ด้วย

    อรหันต์จี้กง   :  หยางเซิงรีบขึ้นดอกบัวเร็ว เตรียมกลับได้.....  ถึงสำนักเซี่ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว  หยางเซิงลงจากดอกบัว  วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างเดิม 

                                เที่ยวเมืองนรก

                  ครั้งที่ 6  วันพุธที่ 29 กัยนายน  พ.ศ. 2519

                          ตอน  ท่องหอกระจกวิเศษ

                       ชมวิญญาณบาปปรากฏร่างเดิม

     ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนมีความว่า  :

            หอกระจก                  ส่องวิญญาณ                  เห็นร่างเดิม
    ลักแก้เติม                          ทอนอักษร                     สวดไม่พัก
    ยมกฏ                              เที่ยงธรรม                      ลงทัณฑ์หนัก
    โทษมหันต์                        คนในโลก                       ที่ทำบาป

    อรหันต์จี้กง   :  วันนี้เตรียมท่องนรก ได้เวลาแล้ว เจ้าจงเตรียมตัวเดินทาง

    หยางเซิง   :  กระผมเตรียมการเรียบร้อยแล้ว เชินท่านอาจารย์เริ่มการได้แล้ว

    อรหันต์จี้กง   :  ถึงแล้ว  รีบลงจากดอกบัวเสีย

    หยางเซิง   :  ที่นี่เป็นแห่งหนตำบลใด ?.  เหตุใดดจึงมีฝูงชนแออัดยัดเยียด ด้านหลังมียมทูตควบคุมไปยังหอข้างหน้า ?.

    อรหันต์จี้กง   :  ที่นี้คือ  "หอกระจกวิเศษ"  (หอกระจกสะท้อนบาปกรรม)  ชนเหล่านี้ล้วนก่อกรรมทำเข็ญในขณะอยู่เมืองมนุษย์ หรือไม่มีศีลธรรม วิญญาณของผู้กระทำบาป เมื่อตายลงแล้วไปรายงานตัวที่ขุมที่หนึ่ง  แล้วก็ถูกคุมตัวมาขึ้นหอกระจกนี้ ให้ปรากฏร่างกายเดิมเหมือนตอนมีชีวิตอยู่ว่าได้ทำบาปอย่างไร ?.  ทำให้วิญญาณโทษรู้เห็นการทำบาปในโลกมนุษย์นั้น ไม่สามารถรอดพ้นกฏหมายยมโลก เมื่อวิญญาณโทษเหล่านี้ขึ้นไปยังหอแล้วล้วนใจสั่นขวัญเสีย กลัวเกรงเรื่องไม่ดีที่ตนทำไว้ในเมืองมนุษย์จะปรากฏขึ้น  อับอายชาวบ้าน เราเดินตามหลังขึ้นไปชมดูบนหอกันเถิด

    หยางเซิง    :  ยินดีครับ  ดูให้ถึงที่สุด เข้าใจให้ถ่องแท้

    นายพลคุมหอ   :  ขอต้อนรับท่านอาจารย์และท่านหยางเซิงแห่งสำนักเซี่ยเฮี้ยงตึ้ง  เมืองไถ้้่ตง

    อรหันต์จี้กง   :  โปรดอย่าได้มีการแสดงคารวะ เราศิษย์อาจารย์ได้รับเทวโองการให้แต่งหนังสือเรื่องเที่ยวเมืองนรก วันนี้เลยมาเยี่ยมชม  เชิญท่านนายพลนำพาหยางเซิงขึ้นไปตรวจชมบนหอ 

    หยางเซิง   :  ท่านอาจารย์ต้องไปกับกระผมด้วยนะครับ  มิฉะนั้นกระผมคนเดียวอยู่ในถิ่นที่แปกใหม่อย่างนี้ ไม่กล้าเดินเหินด้วยตัวคนเดียว

    อรหันต์จี้กง   :  ก็ได้.   เราตามนายพอขึ้นไปบนหอเถิด ... ยืนชมอยู่ข้าง ๆ ก่อนเถอะ     

                                เที่ยวเมืองนรก

                  ครั้งที่ 6  วันพุธที่ 29 กัยนายน  พ.ศ. 2519

                          ตอน  ท่องหอกระจกวิเศษ

                       ชมวิญญาณบาปปรากฏร่างเดิม

     ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนมีความว่า  :

            หอกระจก                  ส่องวิญญาณ                  เห็นร่างเดิม
    ลักแก้เติม                          ทอนอักษร                     สวดไม่พัก
    ยมกฏ                              เที่ยงธรรม                      ลงทัณฑ์หนัก
    โทษมหันต์                        คนในโลก                       ที่ทำบาป

    หยางเซิง   : โอ้ !!!  ผู้เฒ่าคนนั้นถูกยมทูตคุมตัวอยู่หน้ากระจก ไฉนเงาที่ปรากฏกลายเป็นคนหนุ่ม  กำลังปืนข้ามกำแพงบ้านของชาวบ้านแล้วลงไปเปิดหน้าต่าง  โดดเข้าไปในบ้าน ในบ้านมีสามีภรรยากวัยกลางคนกำลังนอนหลับ คนหนุ่มผู้นั้นทำการเปิดตู้เปิดหีบ คล้ายกับว่ากำลังค้นหาสิ่งของอะไร ! ชายวัยกลางคนผู้นอนหลับเกิดตื่นขึ้น ตกใจร้องเสียงดังสนั่น หนุ่มคนนั้นชัดมีดสั้นโดยพลันและจ้วงแทงคนวัยกลางคนผู้ตื่นขึ้น โอย !!! เลือดสด ๆ ไหลทั่วกายกระผมไม่กล้าดู

    นายพลคุมหอ   :  ไม่เป็นไร ! ไม่ต้องกลัว นี้แหละเป็นความแยบยลพิศดารของหอกระจกวิเศษ ผู้เฒ่านี้เมื่อสมัยเป็นคนหนุ่มเคยเข้าไปลักทรัพย์ของผู้อื่น เจ้าบ้านรู้สึกตัวก็เลยชัดมีดแทงเจ้าบ้านตาย มาบัดนี้วิญญาณโทษนี้ได้ตายลงแล้ว มายังยมโลกต่อหน้าหอกระจกวิเศษเรื่องบาปที่ก่อไว้ก้ปรากฏออกมาทันที

    หยางเซิง   :  หอกระจกวิเศษนี้สร้างขึ้นจากวัสดุอันใด ?. ไฉนจึงวิเศษพิศดารถึงปานนี้

    อรหันต์จี้กง   :  กระจกวิเศษนี้ สร้างขึ้นโดยพลังแห่งสวรรค์ และธรณี จากการรวบรวมจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งสากลโลก วิญญาณของปุึถุชนเมื่อลอยมาถึงที่นี่ ก็จะฉายร่างเดิมให้ปรากฏออก ไม่มีการแอบแฝงแต่อย่างใดแม้แต่นิด ที่แท้แล้วนั้นไม่เกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของกระจกวิเศษนี้หรอก เพราะเหตุว่าชาวโลกจากวัยเด็กถึงวัยแก่ ในชีวิตของตนสร้างบากหนักหนา  แต่มนุษย์นั้นเป็นสัตว์ประเสริฐ  การกระทำของตนเองตัวเองย่อมรู้จิตใจของตัวเอง  ก็คือกล้องถ่ายรูปกล้องหนึ่ง  เก็บเอาการกระทำต่าง ๆ ในขณะที่อยู่ในเมืองมนุษย์โลกเอาไว้  นี่แหละคือ  "กระจกใจ"  ถึงแม้ว่าชาวโลกแอบกระทำความผิด โดยผู้อื่นไม่สามารถรู้เห็น  แต่ทุกคนถามใจตัวเอง ตัวเองย่อมรู้ การใช้มือเท้า  การเดินเหิน ก้ไม่อาจพ้นจากการบัญชาของหัวใจ เครื่อง ๆ นี้คือเจ้าแห่งสามแดนสถิตอยู่ในที่ลับ  คอยลอบบันทึกเก็บภาพใหญ่น้อยทุก ๆ เหตุการณ์ เมื่อคนตายลงมาถึงหน้าหอกระจกวิเศษ เนื่องจากหอกระจกนี้ เป็นที่รวมแห่งกระแสบวกและกระแสลบ พอสัมผัสกับกลิ่นไอแห่งวิญญาณ - ร่างกายของมนุษย์กระแสไฟ จะรวมเข้าสู่วงจรทันที  ทำการฉายออกซึ่งภาพของมนุษย์นั้น ๆ ที่ได้กระทำไว้ในปางก่อน ดังนั้นผู้กระทำบาป เมื่อมาถึงหอกระจกวิเศษแล้ว  ความจริงต่าง ๆ ก็จะปรากฏออกมาทันที โดยมิอาจปิดบังอำพรางได้ ดังที่คำพุทธท่านกล่าว  "กฏทุกกฏล้วนเกิดจากใจ"  ก็คือเหตุผลที่แท้จริงของสิ่งนี้

    หยางเซิง   :  ที่แท้เป็นดังนี้เอง  แต่ว่าวิญญาณของผู้ทรงธรรมมาถึงทีนี่ หอกระจกวิเศษจะใช้การได้หรือเปล่ามิทราบ

    นายพลคุมหอ   :  วิญญาณผู้ทรงธรรมไม่ต้องหลุดมาสู่หอกระจกวิเศษนี้  คุณดูที่หน้าหอเขียนไว้ว่า  หอกระจกวิเศษจะไม่มีคนดีเลย  ผู้ทรงธรรมเมื่อตายลง วิญญาณท่านผ่องแผ้วใสสะอาด  หน้าหอกระจกวิเศษมีแต่ขาวใสว่างเปล่าเสมือนฟีล์มว่างไปแล้ว  เพราะเหตุว่าในจิตใจไม่มีสิ่งชั่วร้ายแออัดอยู่ด้วย จึงมองไม่เห็นร่างเดิมของเขา  หากว่าวิญญาณผู้ทรงธรรมยิ่งสดใสสะอาด  บุญกุศลยิ่งทวีคูณ  ก็มุ่งไปแดนสวรรค์ หรือให้ขุมอื่น ๆ ตรวจสอบ บุญบาปโดยตรง โดยมิต้องมายังที่นี่  ดังนั้นกระจกวิเศษนี้จึงมีอีกชื่อว่า  "กระจกเวรกรรม"  ผู้ใดที่สร้างบาปในแดนมนุษย์เมื่อตกมาถึงที่นี่แล้วก็จะปรากฏร่างเดิมขึ้นทันที  เจ้าจงเยี่ยมชมอีกครั้งเถิด ! 

    หยางเซิง   :  หญิงสาวผู้นี้ถูกยมทูตควบคุมตัวไปหน้าหอ เธอไม่กล้าเข้าไป ออดอ้อนร่ำไห้อยู่ไม่หยุดยั้ง ท่าทีน่าสมเพชเวทนามาก ทำให้เกิดความสงสารยิ่งนัก แต่ยมทูตก็ไม่มีการปรานีสงสารเอ็นดู หญิงงามเลยต้องถูกปฏิบัติเช่นเดียวกันกับนักโทษอื่น โดยใช้ง่ามเหล็กคุมให้เข้าไปหน้าหอ  โอย !! สถานที่นี้มีผู้ชายมากหน้าหลายตาเข้า ๆ ออก ๆ ในห้องมีแสงไฟแสงสีต่าง ๆ คล้ายแหล่งโลกีย์ของแดนมนุษย์

                                  เที่ยวเมืองนรก

                  ครั้งที่ 6  วันพุธที่ 29 กัยนายน  พ.ศ. 2519

                          ตอน  ท่องหอกระจกวิเศษ

                       ชมวิญญาณบาปปรากฏร่างเดิม

     ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนมีความว่า  :

            หอกระจก                  ส่องวิญญาณ                  เห็นร่างเดิม
    ลักแก้เติม                          ทอนอักษร                     สวดไม่พัก
    ยมกฏ                              เที่ยงธรรม                      ลงทัณฑ์หนัก
    โทษมหันต์                        คนในโลก                       ที่ทำบาป

    นายพลคุมหอ   :  ใช่แล้ว ที่นี้คือ  "แหล่งโลกีย์"  แห่งแดนมนุษย์ เจ้าจงสังเกตุให้รอบคอบและละเอียดถี่ถ้วนเถิด

    หยางเซิง   :  แต่ละห้องมีแต่เสียงอ่อนหวานของสตรีเพศ เป็นสถานที่น่าหลงไหลยิ่งนัก กระผมมิกล้าดูชมมากนัก ท่านอาจารย์ครับ ! เรากลับกันเถิด!

    อรหันต์จี้กง   :  เจ้ายังมีความรู้สึกว่าไม่สมควรจะเยี่ยมชม ก็ยังนับว่ามีความเหนียมอายมีมารยาท และศีลธรรมอยู่ในใจ  ไม่ขายหน้าศิษย์โปรดของท่านกวงเฮง (เจ้าสำนักแห่งเซี่ยเฮี้ยงตึ้ง) ดังหญิงงามเมืองผู้นี้ขายทั้งร่างกายและวิญญาณ หลอกลวงฉ้อฉล ทรัพย์สินเงินทองของผู้อื่น พูดจาหยาบคายต่ำช้า มารยามคุณสมบัติประจำของสตรีเพศไม่มีเลยไว้ในตัวเลยแม้แต่น้อย โทษทัณฑ์ใหญ่หลวงเป็นยิ่งนัก  ซ้ำยังเป็นกามโรคทำให้คนตายลงก่อนที่ควร เมื่อวิญญาณตกมาถึงยมโลกจึงยากที่จะรอดพ้น จากการลงทัณฑ์ที่ทรมานได้ ขอเตือนเพศหญิงแห่งมนุษยโลก ควรที่จะรักถนอมตัว ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะทำตัวเป็นหญิงงามเมืองขายตัว มืออันอ่อนนุ่มเป็นที่รองหนุนของผู้ชายนับเป็นพัน ๆ คน ให้ผู้คนเหยียบย่ำตามชอบใจ ไม่มีราคาแม้แต่สตางค์แดงเดียว และยังสร้างเวรกรรมอันหนักหนาด้วย ส่วนผู้ชายที่ชอบเที่ยวผู้หญิงก็ผิดในเรื่องลามกด้วย ขอให้กลับตัวโดยเร็ว  เจ้าหยางเซิงเราเตรียมตัวกลับสำนักกันเถิด

    นายพลคุมหอ   :  ท่านทั้งสองจะไม่รอสักครู่หรือขอรับ ?.

    หยางเซิง   :  ต่อหน้ากระจกวิเศษ ทุกสิ่งทุกอย่างก็รู้เห็นปรุโปร่งตลอดแล้วไม่กล้าจะดูอีกต่อไป  เมื่อวิญญาณบาปมากหลายเหล่านี้  แสดงออกถึงความชั่วร้ายต่าง ๆ  ข้าพเจ้ายังเป็นมนุษย์ปุถุชน  อยู่ต่อหน้ายิ่งทำให้พวกนั้นอับอายมากขึ้น  สู้ขอลากลับไปก่อนดีกว่า

    อรหันต์จี้กง   :  ขอบคุณมากท่านนายพลได้กรุณาชี้แจงอธิบาย เราจะเตรียมตัวกลับสำนักแล้ววันอื่นค่อนเยี่ยมชม  "โรงซ่อมพระสูตร"   รีบไปเถิดเจ้าอยางเซิง ขึ้นบนดอกบัวเร็ว เตรียมตัวกลับสำนัก

    หยางเซิง   :  กระผมกลัวมาก !

    อรหันต์จี้กง   :  เหตุใดจึงต้องกลัว ปฏิบัติตัวเองให้เป็นคนดีก็จะสามารถหลีกเลี่ยงการอับอายขายหน้ามายังที่นี้... สำนักเซี่ยเฮี้ยงตึ้งถึงแล้ว  หยางเซิงลงจากดอกบัว  วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างเดิม

     

    SMFJUSTHOST โฮสต์ดีดี ที่นี่เราบริการด้วยใจ
    Powered by lotus96