ผู้เขียน หัวข้อ: ปรัชญาเมิ่งจื่อ : ปราชญ์เมิ่งจื่อ : เริ่มเรื่อง  (อ่าน 55016 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

                  ปรัชญาเมิ่งจื่อ

         แปลและเรียบเรียงโดย  ศุภนิมิต

คณะผู้จัดทำ

ศุภนิมิต

นายวีเกียรติ        มารคแมน
นายปรีชา          อัศวกาญจนา
นางสาวชลาลัย   วงศ์วิญญูตระการ

จัดพิมพ์โดย
สำนักพิมพ์ส่งเสริมคุณภาพชีวิต   23  ถนนจรัญสนิทวงศ์  ซอย 44  แขวงบางยี่ขัน  เขตบางพลัด  กรุงเทพฯ  10700
โทรศัพท์   0-2883 - 0620 , -  081-613-7550  โทรสาร  0-2883 - 0621

และ  ไท่ถงธรรมสถาน  19  หมู 9 บ้านเขาพระ ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 30320  โทรศัพท์ 0-4432-2087-8 

พิมพ์ที่
อักษรสยามการพิมพ์  1137/1  ถนนจรัญสนิทวงศ์  ซอย 13  เขตภาษีเจริญ  กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 0-2410 - 7813 

                                 สารบัญ

ปราชญ์เมิ่งจื่อ   เริ่มเรื่อง
ประวัติสังเขปปราชญ์เมิ่งจื่อ
ปรัชญาพื้นฐานจากปราชญ์เมิ่งจื่อ

1.  บทเหลียงฮุ่ยอ๋วง     ตอนต้น
     บทเหลียงฮุ่ยอ๋วง     ตอนท้าย

2   บทกงซุนโฉ่ว         ตอนต้น
     บทกงซุนโฉ่ว         ตอนท้าย

3.   บทเถิงเหวินกง     ตอนต้น
      บทเถิงเหวินกง     ตอนท้าย

4.   บทหลีโหลว        ตอนต้น
      บทหลีโหลว        ตอนท้าย

5.   บทวั่นจัง            ตอนต้น
      บทวั่นจัง            ตอนท้าย

6.   บทเก้าจื่อ          ตอนต้น
      บทเก้าจื่อ          ตอนท้าย

7.   บทจิ้นซิน          ตอนต้น
      บทจิ้นซิน          ตอนท้าย

      ดรรชนี                 

                 ปรัชญาเมิ่งจื่อ

                 ปราชญ์เมิ่งจื่อ 

                     เริ่มเรื่อง

        ก่อนคริสตศักราชหนึ่งพันหนึ่งร้อยกว่าปี เป็นสมัยปลายราชวงศ์อินซัง (สามพันสองร้อยปีโดยประมาณ)  ผู้ปกครองแผ่นดินคือ โจ้วอ๋วง ทรราชผู้ฉาวโฉ่ โจ้วอ๋วงหลงราคะ ประหารขุนนางศรีที่เตือนสติ ข้าราชฯ คนดีต่างหนีหาย ประชาชนระส่ำระสายทุกข์ยาก  ก่อนหน้านั้น ขณะรุ่งเรือง ทางทิศตะวันตกของบ้านเมืองยังมีชุมชนกลุ่มใหญ่สกุลโจว เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อบัลลังก์ทรราชสั่นคลอน กลุ่มชนสกุลโจว ซึ่งนำโดยประมุขจีฟา จึงบุกเข้าขับไล่ ขจัดภัยแก่ประชาราษฏร์   ก่อนคริสตศักราชหนึ่งพันหนึ่งร้อยสิบเอ็ดปี ทรราชโจ้วอ๋วง พ่ายแพ้ยับเยิน ไปเผาตัวตายที่เมืองเจาเกอ ราชวงศ์อินซังถึงการสิ้นสูญ  จีฟา ผู้นำกลุ่มชนสกุลโจว ก็คือ กษัตริย์โจวอู่อ๋วง ในเวลาต่อมา  เพื่อการปลอบขวัญชาวบ้านชาวเมืองเก่าของทรราชโจ้วอ๋วง  กษัตริย์โจวอู่อ๋วง ได้แต่งตั้งราชบุตรอู่เกิงของทรราชเป็นอ๋องรักษาการเมืองเก่า  แบ่งแผ่นดินผืนใหญ่ จัดสร้างเมืองใหม่แก่โจวกง (จีตั้น)  พระอนุชาผู้มีคุณต่อแผ่นดินของพระองค์  โจวกงเอาแผ่นดินพระราชทาน ซึ่งปัจจุบันคือ มณฑลซันตง อำเภอฉวี่ฟู่ สร้างเป็นเมืองหลู่ นั่นคือ ถิ่นกำเนิดของปราชญ์เมธีมากมายในภายหลัง  เนื่องจากโจวกงจะต้องดูแลราชการเมืองหลวงของกษัตริย์โจวอู่อ๋วง จึงส่งป๋อฉิน ราชบุตรของพระองค์เองไปเป็นเจ้าเมืองหลู่
        ป๋อฉิน จึงนับเป็นเจ้าเมืองต้นราชวงศ์หลู่  ได้สืบต่อยุคสมัยโดยรัชทายาท นับเป็นสายตรงจากโจวกง หรือ พระเจ้าปู่โจวกง ซึ่งเป็นพระอนุชา ผู้สูงส่งด้วยคุณธรรม จริยธรรม ของอริยกษัตริย์โจวอู่อ๋วง  หลายร้อยปีต่อมา จนถึงรัชสมัยพระเจ้าหลู่หวนกง  พระเจ้าหลู่หวนกง แต่งตั้งรัชทายาทจีถง (วัน เดือน เวลา กำเนิด ตรงกับพระบิดา) สืบต่อเป็นพระเจ้าหลู่จวงกง  พระเจ้าหลู่จวงกงมีพระอนุชาสามพระองค์ ได้เจริญงอกงามเป็นสามตระกูลใหญ่ คือ ตระกูลเมิ่งซุน สูซุนกับจี้ซุน ล้วนเป็นมหามนตรีที่สูงส่งด้วยอำนาจราชศักดิ์

        ปราชญืเมิ่งจื่อ คือ ทายาทบุตรหลานของท่านเมิ่งซุน  จึงใช้แซ่สกุลเมิ่ง  ภายหลังบรรพบุรุษสกุลเมิ่ง รุ่นใดไม่แจ้งชัด ได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่เมืองโจว ปราชญ์เมิ่งจื่อ จึงกลายเป็นคนเมืองโจวไป  เมืองหลู่ กับ เมืองโจว ระยะทางห่างกันเพียงไม่กี่สิบลี้ ปัจจุบันคือซันตง มณฑลเดียวกัน

        บิดา ของปราชญ์เมิ่งจื่อ นามว่า เมิ่งจี วายชนม์เมื่อเมิ่งจื่ออายุได้ สามปี  มารดาของเมิ่งจื่อเป็นกุลสตรี ธิดาสกุลจั่ง เป็นยอดมารดาที่ได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า "หากปราศจากท่าน โลกจะไม่มีปราชญ์ที่ชื่อว่า "เมิ่งจื่อ"   ย้อนหลังค้นหาจึงได้พบว่า ปราชญ์เมิ่งจื่อสืบสายต่อมาจากพระเจ้าปู่โจวกง  จากป๋อฉินเป็นอันดับแรก สืบต่อด้วยเจ้าเมืองหลู่อีกหลายพระองค์ จนถึงพระอนุชาเมิ่งซุน จึงเกิดแซ่สกุลเมิ่ง
       
        ปราชญ์เมิ่งจื่อถือ กำเนิดก่อนปีคริสตศักราช 372 ปี ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าโจวเลี่ยอ๋วง ปีที่สี่  ปราชญ์เมิ่งจื่อ นาม เคอ นามรอง จื่ออวี๋ เนื่องจากกำพร้าบิดา ฐานะยากจน มีแต่มารดาหาเลี้ยงอุ้มชู  ระหว่างวัย สิบห้า สิบหกปี จากการอบรมโน้มนำของมารดา เมิ่งจื่อชื่นชอบปรัชญา จึงเดินทางมาศึกษาที่บ้านเมืองจอมปราชญ์บรมครูขงจื่อ  ปราชญ์เมิ่งจื่อใกล้ชิดติดตามศิษย์ของปราชญ์จื่อซือ ศิษย์เอกของบรมครู  ปราชญ์เมิ่งจื่อรับศิษย์ปรัชญาเมื่ออายุได้สามสิบ อายุสี่สิบเริ่มปฏิบัติตามอุดมการณ์ออกเดินทางเช่นเดียวกับที่บรมครูโปรด จาริกเรียงเมือง (โจวอิ๋วเลี่ยกว๋อ) เพื่อกล่อมกลายเหล่าประมุขให้ดำเนินการปกครองโดยกรุณาธรรม แต่มิอาจฝ่าฟันกิเลสวิสัยในใจของผู้มีอำนาจได้ ปราชญ์เมิ่งจื่อจึงเดินทางกลับ ตั้งใจให้การศึกษาปรัชญาแก่อนุชน

        ศิษย์เอกของท่าน อาทิ วั่นจัง กงซุนโฉ่ว เข้าใจเจตนารมณ์สูงส่งของครูปราชญ์ จึงร่วมช่วยงานรวบรวมพิจารณาปรัชญาของท่านจอมปราชญ์ขงจื่อ กับ ปรัชญาความคิดของครูปราชญ์เมิ่งจื่อ ให้ปรากฏแก่ชนรุ่นหลัง อย่างน้อยก็เพื่อฉุดยั้งความเสื่อมทรามของจิตใจ รักษาไว้ซึ่งคุณธรรม จริยธรรม กรุณาธรรม ที่ทั้งท่านบรมครูขงจื่อ และ ครูปราชญ์เมิ่งจื่อ ได้เพียรพยายามเรียกร้องด้วยชีวิตทั้งชีวิตที่อุทิศสิ้นแล้ว

        ปราชญ์เมิ่งจื่อ ละสังขารในปีก่อนคริสตศักราช 289 ปี รวมสิริอายะ แปดสิบสี่ปี สรีรร่างแห่งความเป็นปราชญ์ชนของท่าน ได้รับการฝังไว้บนแผ่นดินด้านประตูเมืองทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ยี่สิบห้าลี้ บนเทือกเขาด้านตะวันตก ซีจีซัน

 ศุภนิมิต  แปลและเรียบเรียง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 พฤศจิกายน 2011 11:54 AM โดย jariya1204 »



                   ปรัชญาเมิ่งจื่อ 

                   ปราชญ์เมิ่งจื่อ  :  ประวัติสังเขป

        ท่านปราชญ์เมิ่งจื่อ นาม เมิ่งเคอ  นามรองจื่ออวี๋ เป็นชาวเมืองโจวโดยกำเนิด (ก่อนคริสตศักราช 327 - 289) ศึกษาปรัชญาจากท่านปราชญ์จื่อซือ (ศิษย์ท่านบรมครู) ท่านปราชญ์เมิ่งจื่อแจ้งใจในหลักปรัชญาแล้ว เดินทางไปแสดงธรรมแก่พระเจ้าฉีเซวียนอ๋วง ฉีเซวียนอ๋วง ยินดีนักแต่ปฏิบัติตามไม่ได้ ท่านจึงจาริกต่อไปที่เมืองเหลียง พระเจ้าเหลียงฮุ่ยอ๋วง เข้าใจดี แต่ไม่ปฏิบัติตามท่านสอน ซ้ำยังกลับกล่าวหาเพื่อแก้ตัวว่า ปรัชญาเหลวไหลเป็นไปไม่ได้  สมัยนั้นเป็นยุคขุนศึกจั้นกั๋ว บ้านเมืองน้อยใหญ่ต่างกระหายสงคราม ช่วงชิงความเป็นใหญ่ ใคร่ได้ใคร่ครองแผ่นดินของกันและกัน ปรัชญาปกครองแผ่นดินโดยธรรมของท่านปราชญ์เมิ่งจื่อ จึงมีอันเป็นต้องตายเสียก่อนเกิด เมื่อไม่อาจเผยแพร่ปรัชญาธรรมเพื่อความสงบสุขแก่ปวงประชาได้ ท่านปราชญ์เมิ่งจื่อจึงเดินทางกลับบ้านเมืองท่รวบรวมประพันธ์หนังสือว่าด้วยกรุณามโนธรรม  สืบต่อผลงานของท่านบรมครู โดยมีศิษย์เอก อาทิ  กงซุนโฉ่ว กับ วั่นจัง ร่วมกันพิจารณาเรียบเรียง
        หลักปรัชญาของท่าน แสดงความสำคัญที่ประมุขของบ้านเมือง จะต้องทำหน้าที่อุ้มชูประชาราษฏร์ มิให้กดขี่ข่มเหงเอารัดเอาเปรียบ ให้ทุกคนมีกรุณามโนธรรมสำนึก ตั้งแต่ประมุขเบื้องสูงจนถึงชนเบื้องล่างทุกระดับ ให้ทุกคนค้นหาจิตเดิมแท้แห่งตน มิให้กระเจิงหายเหมือนเป็ดไก่ที่เตลิดไปจากเล้า ให้เสริมสร้างจิตมหาพลานุภาพเที่ยงธรรมในตน ให้ตรงต่อฟ้าดินด้วยมโนธรรมสำนึก
        มาถึงรัชสมัยปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ซ่ง เกียรติคุณอันสูงส่งของปราชญ์เมิ่งจื่อยิ่งได้รับการเทิดทูน  ต่อมาในรัชสมัย จื้อซุ่น  ราชวงศ์เอวี๋ยน  ท่านได้รับการเทิดทูนถึงขั้นปราชญาจารย์ระดับที่สอง รองจากท่านจอมปราชญ์ขงจื่อ เท่านั้น เรียกว่า รองจอมปราชญ์  หรือ อริยปราชญ์เจริญรอย (อย่าเชิ่ง)

                  ปรัชญาเมิ่งจื่อ 

                  ปราชญ์เมิ่งจื่อ  :  ปรัชญาพื้นฐานจากปราชญ์เมิ่งจื่อ

        ประมุขทรงธรรมนำพาประชาราษฏร์

        ย่อมแคล้วคลาดทุกข์ภัย  ได้สุขเกษมศานต์

        ดังนี้ ท่านปราชญ์เมิ่งจื่อจึงสู้อุตสา่ห์ฝ่าฟันอุปสรรค ฝ่าฟันอันตรายจาริกไป หวังจะกล่อมกลายฮ่องเต้ เจ้าเมือง อ๋องผู้ครองแคว้น ให้ใช้ธรรมะเป็นหลักปกครองประชาราษฏร์ เช่นเดียวกับที่ท่านจอมปราชญ์ขงจื่อบรมครูได้เคยจาริกเรียงเมือง (โจวอิ๋วเลี่ยกว๋อ) เพื่ออุดมการณ์นี้ก่อนหน้ามาแล้ว

        ชี้แจงต้นบท

        ตามความเป็นจริง ปราชญ์เมิ่งจื่อไปพบพระเจ้าฉีเซวียนอ๋วง ก่อน แต่เพื่อจะชี้ให้เห็นจิตใจของคนที่มุ่งหมายประโยชน์ตนเป็นที่ตั้ง จึงนำเรื่องด้วยบทสนทนาธรรมกับพระเจ้าเหลียงฮุ่ยอ๋วง เป็นอันดับแรก

                         ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ 

                         ๑. บทเหลียงฮุ่ยอ๋วง ตอนต้น

        เมื่อได้พบกันกับพระเจ้าเหลียงฮุ่ยอ๋วง เจ้าเมืองเอว้ย เหลียงฮุ่ยอ๋วงเอ่ยถามท่านปราชญ์เมิ่งจื่อทันทีว่า "ท่านผู้สูงวัยสู้เดินทางมาไกล คงจะมีอรรถประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองเราสินะ" ปราชย์เมิ่งจื่อตอบว่า "อ๋องท่านไฉนเอ่ยหาอรรถประโยชน์ ข้า ฯ มีแต่กรุณา มโรธรมเท่านั้น (ที่จะให้)  เมื่อผู้เป็นอ๋องเอ่ยหาอรรถประโยชน์เพื่อแผ่นดินที่ครอบครอง  ขุนนางก็จะเอ่ยหาอรรถประโยชน์เพื่อครอบครัวที่ครองครอง นักศึกษาประชาชน ก็จะเอ่ยหาอรรถประโยชน์เพื่อตนที่ครอบครอง ทุกระดับต่างจับจ้องช่วงชิง ดังนั้น บ้านเมืองจะมีภัย"  เหตุนี้ บ้านเมืองของมหากษัตริย์ที่มีหมื่นคันรถศึก ผู้อาจหาญปลงพระชนม์ ก็จะเป็นเหล่ามหามนตรีที่มีนับพันรถศึกในครอบครอง หัวเมืองที่มีนับพันรถศึก ผู้อาจหาญพิฆาตอ๋อง ก็จะเป็นขุนนางใหญ่ผู้ที่มีนับร้อยรถศึกในครอบครอง เหตุผลนี้ไม่ต่างกัน บ้านเมืองที่มีนับหมื่นรถศึก รุกรานกลืนกินบ้านเมืองที่มีนับพันรถศึก  บ้านเมืองก็มีนับพันรถศึก กลืนกินแว่นแคว้นที่มีนับร้อยรถศึก ตัวเลขดังนี้ไม่นับว่าไม่มากไม่ได้  หากแม้เห็นแก่อรรถประโยชน์มโนธรรม ไม่ช่วงชิงถึงมือได้ จะไม่พอใจ พึงรู้ไว้ไม่เคยที่คนมีกรุณาธรรมจะละทิ้งพ่อแม่ ไม่เคยที่คนมีมโนธรรมจะละเลยประมุขบ้านเมือง ฉะนั้น อ๋องท่านจึงพึงเอ่ยหาแต่กรุณามโนธรรมเทานั้น จะเอ่ยหาอรรถประโยชน์ทำไม" หมายเหตุ  :  อรรถประโยชน์ คือประโยชน์เพื่อการบำรุงบำเรอตน  ปราชย์เมิ่งจื่อพบกับพระเจ้าเหลียงฮุ่ยอ๋วงอีกครั้งขณะที่เหลียงฮุ่ยอ๋วง ประทับยืนข้างหนองน้ำในพระราชอุทยาน ชื่นชมนกฮ้งใหญ่ นกเป็ดน้ำตัวเล็ก กีบกวางน้อยใหญ่  เหลียงฮุ่ยอ๋วงเอ่ยถาม  "เมธีท่านก็ชื่นสุขต่อสิ่งเหล่านี้ด้วยหรือไม่"  ปราชญ์เมิ่งจือตอบว่า "ผู้เจริญธรรมแล้วจึงชื่นสุขต่อสิ่งเหล่านี้ หากมิใช่ผู้เจริญธรรม แม้มีสภาพแวดล้อมนี้ก็หามีความชื่นสุขไม่"  ในคัมภีร์กวีธรรม (ซือจิง)  บทเนินสุชีพ (หลิงไถ) จารึกความว่า เมื่อครั้งที่ (อริยกษัตริย์โจวเหวินอ๋วง) เริ่มจัดสรร กำหนดแผนงานก่อสร้าง "เนินสุชีพ หลิงไถ" นั้น ประชาราษฏร์รู้ข่าว ต่างกรูกันเข้ามาช่วยสร้าง ไม่นานวันก็เสร็จสิ้นสมบูรณ์เป็นวนอุทยานแห่งชาติ  เดิมทีพระองค์มิได้เร่งรีบ แต่ประชาราชษฏร์ประดุจลูกหลานกรูกัน  ขณะที่เหวินอ๋วงประทับ ณ อุทยาน เห็นแม่กวางมอบพักสบาย แม่กวางอ้วยท้วนขนเงางาม นกสีขาวสะอาดก็ดูสมบูรณ์ เมื่อทรงทัศนาริมหนองน้ำ ก็อุทานชมหมู่มัจฉาที่กระโดดเล่นน้ำกัน เหวินอ๋วงได้อาศัยแรงงานของประชาราษฏร์สร้างเนิน  สร้างหนองน้ำ  ประชาราษฏร์ต่างยินดีปรีดา พระองค์จึงโปรดประทานชื่อเนินนี้ว่า "เนินสุชีพ"  ประทานชื่อหนองน้ำนี้ว่า "หนองน้ำสุชีพ" ทุกคนต่างชื่นสุขกับหมู่กวาง ตะพาบ ปลา  โบราณกาล กษัตริย์กับประชาราษฏร์ล้วนชื่นสุขร่วมกัน จึงเป็นความชื่นสุขอย่างแท้จริงได้ทั่วหน้า  หมายเหตุ : สุชีพ  อริยกษัตริย์โจวเหวินอ๋วง ทรงเห็นชีวิต ประชาราษฏร์และชีวิตทั้งปวงมีค่า สูงส่ง ดีงาม ศักดิ์สิทธิ์ จึงเรียกว่า สุชีพ (หลิง) ชีพอันศักดิ์สิทธิ์

                         ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ

                         ๑. บทเหลียงฮุ่ยอ๋วง ตอนต้น

        ในคัมภีร์ซูจิง บททังซื่อ จารึกไว้ว่า "วันเวลาที่อยู่กับการเข่นฆ่าทำลาย ประหนึ่งแดดกล้าเผาหัว ขณะนี้ ข้าอยากตายไปพร้อมกับเจ้าเมือง" (เซื่อเจี๋ย ทรราชผู้โฉดชั่ว) ประชาราษฏร์อยากพลีชีพฆ่าเจ้าเมือง ยอมตายไปพร้อมกัน ความแค้นแสนสาหัสนี้ แม้จะมีวนอุทยานนก และจัตุบาท เช่นเนินสุชีพ หนองน้ำสุชีพอันน่าชื่นสุข จะชื่นสุขอยู่ลำพังได้อย่างไร (ท่านปราชญ์เมิ่งจื่อ เปรียบเทียบให้พระเจ้าเหลียงฮุ่ยอ๋วงได้คิด  ระหว่างอริยกษัตริย์โจวเหวินอ๋วงกับเซี่ยเจี๋ย ทรราชผู้โฉดชั่ว) เหลียงฮุ่ยอ๋วง กล่าวแก่ปราชญ์เมิ่งจื่อว่า "เราปกครองบ้านเมืองอย่างได้ตั้งใจเต็มที่แล้ว เช่น แผ่นดินด้านในแม่น้ำเกิดวิกฤติ ก็จะขนย้ายประชาชนไปอยุ่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำ ส่งเสบียงไปให้ด้านใน ช่วยประชาชนที่เหลืออยู่ในพื้นที่อดอยาก เมื่อด้านตะวันออกของแม่น้ำฝนแล้งอดอยาก ก็จะช่วยเหลือในทำนองเดียวกัน มองดูการปกครองของบ้านเมืองใกล้เคียง ไม่มีที่จะตั้งใจดีเช่นเราเลย แต่ประชากรบ้านเมืองใกล้เคียง มิได้ลดน้อยลง ประชาชนของเราก็มิได้เพิ่มขึ้น ด้วยเหตุอันใดหรือ" ปราชญ์เมิ่งจื่อตอบว่า " อ๋องท่านชอบสงครามสู้รบก็จะเอาสงครามมาเปรียบเทียบให้ฟัง การสงครามใ้ช้กลองศึกกระตุ้นให้ปะทะกัน ก็มีทหารทิ้งเกราะ ทิ้งอาวุธหนีไป บ้างก็วิ่งไปหนึ่งร้อยก้าวก็หยุดวิ่ง บ้างวิ่งไปห้าสิบก้าวแล้วหยุดวิ่ง ผู้วิ่งหนีห้าสิบก้าว หัวเราะผู้วิ่งหนีร้อยก้าวว่า ขี้ขลาด (อู่สือปู้เซี่ยวไป่ปู้) ดังนี้ อ๋องท่านเห็นเป็นเช่นไร" เหลียงฮุ่ยอ๋วงตอบว่า "จะหัวเราะเยาะไม่ได้ เขาเพียงยังวิ่งไปไม่ถึงร้อยก้าว แต่ก็เท่ากับวิ่งหนีเหมือนกัน" ปราชญ์เมิ่งจื่อกล่าวต่อไปอีกว่า "เมื่ออ๋องท่านรู้เหตุผลเช่นนี้แล้ว ก็มิพึงต้องมุ่งหวังให้ประชากรมากกว่าบ้านเมืองใกล้เคียงอีก" อย่าผิดต่อฤดูเพาะปลูก พืชพันธุ์ธัญญาหารก็เกินจะกินแล้ว ร่างแหถี่เล็ก ไม่ลงช้อนจับในบ่อลึกน้ำนิ่ง ตะพาบ ปลา สัตว์น้ำ ก็เกินกว่าจะกินแล้ว แบกขวานเข้าป่าให้ถูกต้องตามฤดูกาล ไม้ก็มากมีเกินกว่าจะใช้แล้ว เมื่อพืชพันธุ์ธัญญาหารกับสัตว์น้ำเกินกว่าจะกิน ไม้มากมีเกินกว่าจะใช้ ก็คือการชุบชีวิตประชาราษฏร์ แม้ตายก็ไม่ผิดหวังค้างใจ เมื่อชีวิตรับได้รัยชุบชู แม้ตายก็ไม่ผิดหวังค้างใจ เช่นนี้ จึงเป็นธรรมะเบื้องต้นแห่งเจ้าผู้ครองบ้านเมือง

                         ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ

                         ๑. บทเหลียงฮุ่ยอ๋วง ตอนต้น

        ทุกครอบครัวให้มีบ้านอาศัยในเนื้อที่ห้าหมู่ (หนึ่งหมู่เท่ากับหกพันตารางฟุต) ปลูกต้นหม่อนไว้ริมรั้วบ้านเพื่อเลี้ยงไหมทอผ้า อายุห้าสิบ ก็จะได้สวมใส่ผ้าไหนแพรพรรณแล้ว สุนัข สุกร ไก่ สัตว์เลี้ยงต่าง ๆ หากไม่ผิดต่อการเจริญพันธุ์ตามควรแก่ฤดูกาล คนที่อายุเจ็ดสิบปี จะกินเนื้อสัตว์ก็มีจะกินได้ จัดสรรที่นาทำกินให้ครอบครัวละหนึ่งร้อยหมู่ เพาะปลูกให้ถูกต้องตามฤดูกาล เฉลี่ยสมาชิกในครอบครัวมีแปดคน ก็จะไม่มีที่ต้องอดตาย อีกขั้นหนึ่งคือ ก่อตั้งสถานศึกษา ให้การอบรมธรมะของความกตัญญู พี่น้องปรองดอง คนผมขาวก็จะไม่ต้องแบกหามของหนักอยู่ตามทาง  สูงวัยไม่ต้องระหกระเหินตรากตรำ ด้วยลูกหลานมีจิตสำนึกเลี้ยงดู อายุเจ็ดสิบ สูงวัยได้แพรพรรณสวมใส่ ได้กินอิ่ม ไพร่ฟ้าประชาราษฏร์ไม่ต้องทนหิวทนหนาว ไม่ขาดแคลนเสื้อผ้าอาหาร เช่นนี้แล้ว บ้านเมืองยังไม่รุ่งเรืองได้ ไม่มีเลยสุนัข สุกร กินอาหารที่คนกิน แต่ไม่รู้จักจัดสรรตามควร ริมทางมีคนอดอยาก เหตุด้วยไม่สงเคราะห์เอื้อเฟื้อให้ เขาตาย กลับพูดว่า ไม่ใช่ความผิดของข้า เป็นเพราะภัยแล้ง หากดูดายเช่นนี้ จะต่างอะไรกับที่เอามีดมาเข่นฆ่าเขา อีกที่ปฏิเสธว่า "ไม่ใช่ความผิดของข้า เขาตายเพราะการรบ" หากอ๋องไม่มีการเบี่ยงบ่ายป้ายโทษ ชาวประชาก็จะมาสวามิภักดิ์ พระเจ้าเหลียงฮุ่ยอ๋วงว่า "เรายินดีสงบใจรับฟังคำชี้แนะ" ปราชญ์เมิ่งจื่อว่า "ฆ่าคนให้ตายโดยใช้ไม้พองหรือใช้มีด แตกต่างกันหรือไม่" ตอบว่า "ไม่แตกต่าง" (ที่สุดก็คือตาย) ถามอีกว่า "ใช้มีดฆ่าคนให้ตาย กับใช้การปกครองฆ่าคนให้ตาย ต่างกันหรือไม่" ตอบว่า"ไม่ต่างกัน" (ที่สุดก็คือตาย) ในครอบครัวของวังหลวงมีมังสาหารอุดมสมบูรณ์ ในคอกม้าของวังหลวงมีม้าอ้วนพี แต่ประชาชนผอมโซหิวโหย อีกทั้งมีศพผู้คนที่อดตายแถบชายป่า เลี้ยงม้าให้อ้วนพีแต่ประชาชีกลับอดอยาก เช่นนี้ จะต่างอะไรกับนำสัตว์มากินคน สัตว์ขย้ำกินกันเองคนยังเกลียดชังมัน นับประสาอะไรกับผู้ที่เป็นพ่อแม่ของประชาราษฏร์ ท่านบรมครูขงจื้อโปรดไว้ว่า "ผู้ริเริ่มทำหุ่นคน ร่วมฝังไปกับผู้ตาย เขาคงจะขาดสิ้นลูกหลานกระมัง" ใช้หุ่นคนไปร่วมฝังกับผู้ตาย ท่านขงจื้อยังตำหนิให้ นับประสาอะไรกับที่ปล่อยให้ประชาราษฏร์ผู้รับใช้บ้านเมืองต้องอดตาย พระเจ้าเหลียงฮุ่ยอ๋วงว่า "แผ่นดินจิ้น (ครั้งบรรพบุรุษของแผ่นดินเหลียงนี้) ใต้หล้าหามีใครเทียมได้ไม่ ปราชญ์ท่าน (เมิ่งจื่อ) ก็ย่อมรู้ดี บัดนี้สืบต่อมาถึงตัวเรา ดินแดนทางตะวันออกพ่ายแพ้แก่เมืองฉี ลูกชายคนโตของเราตายในการรบ ครั้งนั้น ทางตะวันตกสูญเสียดินแดนแก่เมืองฉินไปเจ็ดร้อยลี้ ทางใต้ถูกเมืองฉู่เหยียดหยามย่ำยี เราอปยศอดสูนัก อยากจะล้างแค้นแทนผู้ตายเหล่านั้นสักที ควรทำอย่างไรดี"  ปราชญ์เมิ่งจื่อตอบว่า "แผ่นดินแม้เล็กน้อยเพียงร้อยลี้ ก็อาจปกครองเป็นอ๋องของแผ่นดินได้ หากปกครองประชาราษฏร์โดยธรรม ยกเว้นการลงทัณฑ์ ทำทารุณกรรม ลดหย่อนภาษี สอนชาวนาคราดไถให้ลึก ง่ายแก่การกำจัดวัชพืช คนหนุ่ม วัยแรง ใช้วันว่างงาน ศึกษาวิชาเรียนรู้กตัญญู พี่น้องปรองดองซื่อสัตย์จงรักภักดี สัตย์จริง เข้าบ้านให้รับใช้ใกล้ชิดพ่อแม่ ดูแลพี่น้อง ออกจากบ้านให้เคารพรับใช้ผู้ใหญ่ เคารพผู้สูงวัยให้เกียรติเมธี (จิ้งเหล่าจุนเฉียน) สอนให้พวกเขาทำไม้พอง ฝึกซ้อมวิทยายุทธ เพื่อเอาไว้รับมือฟาดฟันกับเกราะแข็งอาวุธคมของทหารจากเมืองฉิน เมืองฉู่ (ที่มารุกราน) ได้  เมื่ออ๋องฝ่ายโน้นริดรอนฤดูทำนาของประชาราษฏร์ ทำให้ไม่อาจคราดไถเพาะปลูก ไม่อาจเลี้ยงดูพ่อแม่ พ่อแม่ต้องเหน็บหนาวอดอยาก พี่น้องลูกเมียต้องพลัดพราก เท่ากับอ๋องฝ่ายโน้นได้ฝัง ได้กดประชาราษฏร์ให้จมน้ำ เมื่อนั้น หากเหลียงฮุ่ยอ๋วง ท่านยกทัพไปปราบปราม ยังจะมีใครต่อต่านได้อีก จึงกล่าวว่า "ผู้มีกรุณาธรรม ย่อมปราศจากศัตรู (เหยินเจ่ออู๋ตี๋) อ๋องท่านโปรดอย่าได้สงสัยเลย"

                         ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ

                         ๑. บทเหลียงฮุ่ยอ๋วง ตอนต้น

        ปราชญ์เมิ่งจื่อเข้าพบเหลียงเซียงอ๋วง (ราชบุตรของเหลียงฮุ่ยอ๋วง) เมื่อกลับออกมาแล้ว ได้กล่าวแก่ใคร ๆ ว่า "มองแต่ไกลไม่เหมือนลักษณะของประมุขเข้าใกล้ก้ไม่เห็นน่าเกรงขาม" แต่ทันใดเหลียงเซียงอ๋วง กลับเอ่ยถามว่า " จะปกครองบ้านเมืองให้สงบสุขได้อย่างไร" ข้าพเจ้าตอบว่า " สงบสุขได้ด้วยความเป็นหนึ่ง"ถามอีกว่า "ผู้ใดสามารถทำความเป็นหนึ่งได้" ตอบไปว่า "ผู้ไม่ใฝ่สงครามเข่นฆ่า จะสามารถทำความเป็นหนึ่งได้" ถามอีกว่า "ใครจะมาสมานร่วมด้วยได้" ตอบว่า "ทั่วหล้าไม่มีที่จะไม่มาสมานร่วมด้วย อ๋องท่านรู้เห็นต้นข้าวกล้าไหม ระหว่างเดือนเจ็ดเดือนแปดแล้งฝน ต้นกล้าเหี่ยวเฉา พลันเมื่อฝนตกลงมาห่าใหญ่ ต้นกล้าก็พลันชูต้นเจริญงาม  อ๋องเป็นเช่นเดียวกับน้ำฝน ใครจะต้านทานไม่ให้เขามาสมานร่วมด้วยได้"  บัดนี้ ประมุขผู้ปกครองประชาราษฏร์ในโลก ไม่มีที่จะไม่ชอบฆ่าคน หากมีที่ไม่ชอบฆ่าคน ประชาชนทั่วหล้าล้วนจะมุ่งมาสวามิภักดิ์ เพียงหากไม่อยากเข่นฆ่าเช่นนี้จริง ๆ ประชาชนที่มุ่งเข้าหาสวามิภักดิ์ จะเหมือนน้ำจากที่สูงไหลลงสู่ที่ต่ำ โกรกกรากลากล้นจนใครหรือจะต้านได้  พระเจ้าฉีเซวียนอ๋วงแห่งแผ่นดินฉี เรียนถามปราชญ์เมิ่งจื่อว่า "เรื่องราวของพระเจ้าฉีหวนกง กับ พระเจ้าจิ้นเหวินกง ท่านได้ยินมาหรือไม่" ปราชญเมิ่งจื่อตอบว่า "ศิษย์ท่านบรมครูขงจื่อ ไม่เคยพูดคุยกันถึงเรื่องราวของพระเจ้าฉีหวนกง กับ พระเจ้าจิ้นเหวินกง ฉะนั้น เรื่องราวของอ๋องทั้้งสองในสมัยนั้น จึงมิได้แพร่หลาย ข้าฯไม่เคยได้ยิน  อย่ากระนั้น เราจงสนทนาหลักธรรมแห่งอ๋องกันเถอะ"  เซวียนอ๋วงจึงเรียนถามว่า"จะต้องกอปรด้วยคุณธรรมใดหรือ จึงจะสมกับเป็นอ๋องได้" ปราชญ์เมิ่งจื่อตอบว่า "เอาคุณธรรมที่ปกป้องประชาราษฏร์มาให้อ๋อง ก็ไม่มีอะไรต้านได้แล้ว"  ถามว่า "อย่างเช่นเรานี้ จะปกป้องประชาราษฏร์ได้หรือไม่"  ตอบว่า "ได้"  ถามว่า "ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเราทำได้" ตอบว่า"ข้าฯได้ยินจากคนชื่อหูเหอ เล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งอ๋องท่านหนึ่งประทับนั่ง ณ พระราชฐานเปิด มีชายคนหนึ่งจูงวัวที่ไถนาผ่านมา พอได้เห็น อ๋องท่านก็ถามไปว่า "จะจูงวัวไปทำอะไร" ทูลตอบว่า "นำไปฆ่าเพื่อจะเอาเลือดทาระฆังที่เพิ่งสร้างเสร็จ อ๋องท่านรีบห้ามชายผู้นั้นทันทีว่า "ปล่อยมันไปเถิด เราไม่อาจทนเห็นมันสะท้านกลัวอย่างนี้ได้ ดูอย่างกับตัดสินประหารชีวิตคน ทั้งที่เขาไม่ผิด" ชายผู้นั้นทูลตอบว่า "ถ้าเช่นนั้น ก็จะโปรดให้ยกเลิกพิธีกรรมเอาเลือดทาระฆังกระนั้นหรือ" อ๋องท่านตอบว่า "จะยกเลิกความเชื่อดั้งเดิมได้อย่างไร ถ้าเช่นนั้นเอาเลือดแพะแทนก็แล้วกัน..." ไม่ทราบว่ามีเรื่องประการนี้หรือไม่" อ๋องตอบว่า "มีจริง"  ปราชญ์เมิ่งจื่อจึงกล่าวว่า "จิตใจเช่นนี้เพียงพอที่จะป็นอ๋องได้ ประชาราษฏร์อาจเห็นว่าอ๋องท่านคงเสียดายวัว (ตัวใหญ่ช่วยงานได้) แต่ข้าฯรู้ดีว่า เป็นเพราะอ๋องท่านไม่อาจทนเห็นทารุณกรรมได้ซึ่ง ๆ หน้า"

                          ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ

                         ๑. บทเหลียงฮุ่ยอ๋วง ตอนต้น

        พระเจ้าฉีเซวียนอ๋วงว่า  "ถูกต้อง มีประชาชนที่เข้าใจเราผิดเช่นนี้จริง ๆ  เมืองฉีของเราแม้จะเป็นบ้านเมืองเล็กๆ แต่จะอัตคัตถึงกับเสียดายวัวตัวใหญ่ให้แลกกับแพะตัวเล็กเชียวหรือ ที่ทำเช่นนี้ เพราะไม่อาจอดใจทนดูภาพสั่นสะท้านหวั่นหวาดของวัวตัวนั้นได้ เหมือนกับประหารชีวิตคนที่ไม่มีความผิด ฉะนั้น จึงจะเปลี่ยนใช้แพะแทน"  ปราชญ์เมิ่งจื่อกล่าวว่า "วิธีการของอ๋องท่าน ก็ไม่แปลกหรอกที่ประชาชนจะเข้าใจผิดว่า รักเสียดายวัว เอาตัวเล็กตายแทนตัวใหญ่ ใครจะรู้เจตนาดีของท่านอ๋องได้ หากอ๋องท่านสงสาร มิอาจอดใจทนเห็นความตายอันไม่ยุติธรรม ถ้าเช่นนั้น การตายของวัวกับแพะ มันจะต่างกันอย่างไรหรือ (เป็นชีวิตที่เจ็บปวดกระแด่วดิ้นเช่นกัน)"  พระเจ้าฉีเซวียนอ๋วง ทรงสรวลในความขาดสติปัญญาต่อการตัดสินของพระองค์เอง แล้วว่า "ขณะนั้น ด้วยความคิดจิตใจอย่างไรหนอ ทำให้ตัดสินใจอย่างนั้น เรามิได้รักเสียดายทรัพย์สินที่เทียบค่าเป็นราคา จึงแลกกับแพะ ซึ่งด้อยค่ากว่า...ก็สมควรแล้วที่ประชาชนจะคิดเห็นเจตนาของเราผิดไปเช่นนี้" ปราชญ์เมิ่งจื่อว่า "ไม่ใช่ความผิดนักหนาอะไร นั่นเกิดจากท่านอ๋องมีกรุณาธรรมเป็นพื้นฐาน เห็นสภาพหวาดกลัวตัวสั่นของวัว แต่ไม่ได้เห็นว่าแพะก็จะมีสภาพเช่นเดียวกัน จึงมิได้ยั้งคิด อันว่าอ๋องผู้เป็นใหญ่ในทวยราษฏร์นั้น ล้วนมีเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งปวง เมื่อเห็นเขามีชีวิต ย่อมไม่อดใจทนเห็นเขาตาย แม้เพียงได้ยินเสียงเขาร้อง ก็มิอาจอดใจกินเนื้อเขาได้ ดังนั้น ประมุขทรงธรรมผุ้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน จึงห่างไกล (ไม่อยากเข้าใกล้) ครัวไฟที่ประกอบอาหารจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต" (เจี้ยนฉี่เซิง  ปู้เหยิ่นเจี้ยนฉีสื่อ  เอวิ๋นฉีเซิง  ปู้เหยิ่นสือฉีโย่ว  ซื่ออี่จวินจื่อเอวี่ยนเผาฉูเอี่ย) พระเจ้าฉีเซวียนอ๋วง ได้ยินแจกแจงดังนี้ ด้วยความปลื้อปิติที่ปราชญ์เมิ่งจื่อเข้าใจ จึงกล่าวว่า "ในคัมภีร์ซือจิง จารึกว่า เขามีความในใจ เราช่วยประเมินคลี่คลาย" เช่นเดียวกับปราชญ์ที่ทานกล่าวมานี้ เรื่องราวที่เกิดขึ้น เราเป็นผู้กระทำเอง แต่กลับไม่รู้ใจตน เมื่อปราชญ์ท่านแจกแจง ทำให้เราใจตื้นตันหนัก แต่ทว่า จิตใจเยี่ยงนี้ ที่ว่าสมควรแก่การเป็นอ๋องนั้น อย่างไร" ปราชญ์เมิ่งจื่อว่า " หากมีผู้กราบทูลท่านอ๋องว่า ข้าพเจ้ายกน้ำหนักได้ร้อยชั่ง แต่ยกขนไก้ก้านหนึ่งหาขึ้นไม่ หรืออาจมีผู้กราบทูลว่า "ข้าพเจ้าเห็นความเล็กละเอียดได้ชัดเจน แม้เพียงขนอ่อนเพิ่งงอกบนตัวนกน้อย แต่ไม่อาจมองเห็นท่อนฟืนทั้งคันรถได้ (หมิงฉาชิวเหา) ดังนี้ อ๋องท่านจะเชื่อหรือไม่" ตอบว่า "ไม่"  บัดนี้ พระกรุณาฯ อ๋องท่านปรกแผ่ไปถึงสัตว์ทั้งหลายได้ แต่พระบารมีกลับไม่อาจปรกแผ่ ไปถึงสัตว์ทั้งหลายได้ จะเป็นด้วยเหตุผลอันใดหรือ แต่หากไม่อาจยกแม้ขนไก้ก้านเดียวนั่น (เหตุผล) ก้คือไม่ใช้แรง และก็ไม่เห็นท่อนฟืนทั้งคันรถคือไม่ใส่ใจมองดู ถ้าประชาราษฏร์ไม่ได้รับการเหลียวแล นั่นก็คือ เหนือหัวมิได้ปรกแผ่กรุณาฯ  ฉะนั้น อ๋องที่ไม่มีคุณธรรมความเป็นอ๋องได้นั้น ก็คืออ๋องที่ไม่ได้ทำหน้าที่ให้ดี มิใช่ทำไม่ได้  พระเจ้าฉีเซวียนอ๋วงเรียนถามต่อไป "ที่ไม่ได้ทำกับทำไม่ได้นั้น ต่างกันอย่างไร" ปราชญ์เมิ่งจื่อว่า "ถ้าจะบอกกับใคร ๆ ว่าหนีบเอาไท่ซันมหาบรรพตไว้กับตัวแล้วก้าวข้ามทะเลเป่ยไห่" การนี้เราทำไม่ได้ แต่ถ้าจะหักกิ่งไม้ให้ผู้ใหญ่สักกิ่งหนึ่ง แ้ล้วบอกกับใคร ๆ ว่า"เราทำไม่ได้" นี่คือไม่ทำ มิใช่ทำไม่ได้ ฉะนั้น อ๋องที่ไม่เป็นอ๋อง ไม่ใช่เหมือนพวกที่จะต้องหนีบเอาไท่ซันข้ามทะเลเป่ยไห่เลย แต่อ๋องที่ไม่เป็นอ๋องนั้นคือ พวกที่หักกิ่งไม้เท่านั้น (เป็นอ๋องที่ทำดีได้ แต่ไม่ตั้งใจจะทำ) "

                         ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ

                         ๑. บทเหลียงฮุ่ยอ๋วง ตอนต้น

        จงปฏิการะคนชราของเรา จนถึงขราของเขาอื่น  จงอุปการะผู้อ่อนเยาว์ของเรา จนถึงผู้อ่อนเยาว์ของเขาอื่น (เหล่าอู๋เหล่า อี่จี๋เหยินจือเหล่า อิ้วอู๋อิ้ว อี่จี๋เหยินจืออิ้ว) หากโอบอุ้มรอบรายได้เช่นนี้ การปกครองบ้านเมือง ก็จะอยู่ในอุ้งมือคุณธรรมได้ ดังในคัมภีร์ซือจิงจารึกว่า "เป็นแบบอย่างแก่ภรรยา จนถึงพี่น้อง จนกระทั่งขยายขอบเขตไปถึงการปรกครองบ้านเมือง" (สิงอวี๋กว่าชี จื้ออวี๋ชยงตี้ อี่อวี้อวี๋เจียปัง) คำพูดทั้งหมดคือ ให้ใจนั้นมีความรักเมตตา ปรกแผ่แก่คนทั้งหลายนั้นเอง ฉะนั้น การปรกแผ่เอื้อคุณแก่ประชาราษฏร์ จะสามารถรักษาเขตคามทั่วทิศ หากไม่ปรกแผ่เอื้อคุณ จะมิอาจรักษาแม้บุตรภรรยาตน ผุ้ปกครองแว่นแคว้นแต่โบราณ เหตุที่อยู่เหนือคนทั้งหลายได้นั้น ไม่มีอื่นใด เพียงแต่แผ่ขยายการเอื้อคุณ  ให้กว้างออกไปเท่านั้น บัดนี้้ อ๋องท่านมีเมตตาการุณย์เอื้อคุณไปถึงสัตว์ได้ แต่ยังมิได้เอื้อคุณไปถึงประชาราษฏร์ได้นั้น ด้วยเหตุอันใดหรือ?. "ชั่ง" แล้วจึงรู้ว่าหนักหรือเบา "วัด" แล้วจึงรู้ยาวหรือสั้น สรรพสิ่งล้วนเป็นเช่นนี้ จิตใจเป็นเช่นไร อ๋องท่านเป็นผู้วัดใจดูเอง หากอ๋องท่านยาตราทับ เป็นภัยต่อเหล่าทหารขุนนาง อีกทั้งสร้างความเจ็บแค้นไว้กับเจ้าเมืองต่าง ๆ อย่างนั้นแล้ว จะปรีดาปราโมทย์หรือ  พระเจ้าฉีเซวียนอ๋วงตอบว่า "ไม่ เราจะปราโมทย์ด้วยการกระทำเช่นนั้นได้อย่างไร สิ่งที่ทำให้ปรีดาปราโมทย์ได้คือ เราหวังในความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของเรา" ปราชญ์เมิ่งจื่อถามว่า "ความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของอ๋องท่าน จะให้ข้าได้รับรู้หรือไม่" พระเจ้าฉีเซวียนอ๋วงทรงสรวลแต่ไม่ตอบ ปราชญ์เมิ่งจื่อว่า "ก็เพื่อด้วยเหตุที่อาหารเลิศรสยังไม่อิ่มโอษฐ์ ฉลองพระองค์ยังไม่อบอุ่นเบาสบาย หรือเพื่อด้วยเหตุที่สีสันไม่งดงามชวนชม เสียงเสนาะยังไม่ไพเราะพอ หรือสาวสรรกำนัลในที่เรียงรายอยู่ไม่พอเรียกหาใช้สอย กระนั้นหรือ" ที่ข้าฯ มองดูขุนนางทั้งหลายของอ๋องท่าน การปรนเปรอใช้สอยล้วยสมบูรณ์แล้ว แต่อ๋องท่านยังรู้สึกไม่เต็มอิ่มกับสิ่งเหล่านี้หรือ ฉีเซวียนอ๋วงว่า "หาเป็นเช่นนั้นไม่ เรามิใช่ปรารถนาต่อสิ่งเหล่านี้" ปราชญ์เมิ่งจื่อว่า "ถ้าเช่นนั้น ความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของอ่องท่านก็พอจะรู้ได้แล้วว่า ปรารถนาจะขยายอาณาเขต ต้องการให้เมืองฉิน เมืองฉู่ มาถวายบรรณาการทุกปี ต้องการปกครองแผ่นดินจีนทั้งหมดเป้นเอกเทศ สยบขวัญชนเผ่าน้อยรอบด้าน แต่ทว่า วิธีการปกครองขณะนี้ จะหวังให้เป็นไปตามปรารถนา จะอุปมาดั่งปีนป่ายต้นไม้หาปลา (เอวี๋ยนมู่ฉิวอวี๋) อ๋องว่า "ถ้าทำเช่นนั้นจะมีภัยร้ายแรงเชียวหรือ" ปราชญ์เมิ่งจื่อตอบว่า "เป็นภัยใหญ่หลวงนัก...ปีนต้นไม้หาปลา แม้ไม่ได้ปลา หามีภัยตามมาไม่ แต่การกระทำในขณะนี้ มุ่งหวังให้เป็นไปตามปรารถนา ทุ่มเทแรงใจทำไปภายหน้าแน่นอน" อ๋องว่า "จะพูดให้เราฟังได้หรือไม่" ปราชญ์เมิ่งจื่อตอบว่า "สมมุติเช่น ชาวเมืองโจวกับชาวเมืองฉู่ สู้รบกัน อ๋องท่านประเมินดูว่าฝ่ายใดจะชนะ" อ๋องว่า "คนเมืองฉู่ชนะ" ปราชญ์เมิ่งจื่อว่า " ถ้าเช่นนั้นหมายความว่า บ้านเมืองเล็กไม่อาจรบชนะบ้านเมืองใหญ่ได้แน่ คนน้อยไม่อาจต่อสู้กับคนมาก กำลังอ่อนไม่อาจเอาชนะกำลังกล้า ขณะนี้ แผ่นดินใหญ่โดยรอบทั้งสี่ทืศ อาณาเขตตารางพันลี้ มีเก้าบ้านเมือง เมืองฉีของอ๋องท่านเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น อ๋องท่านจะใช้กำลังเพียงหนึ่งส่วนที่มีน้องพิชิตอีกแปดส่วน เช่นนี้ จะแตกต่างอะไรกับชาวเมืองโจวอันน้อยนิด ที่สู้รบกับชาวเมืองฉู่ที่เข้มแข็งกว่าเล่า ซึ่งจะต้องย้อนมองหลักธรรมของความเป็นอ๋องแห่งตนแล้ว"

                         ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ

                         ๑. บทเหลียงฮุ่ยอ๋วง ตอนต้น

        วันนี้ หากอ๋องท่านใช้การปกครองด้วยการุณยธรรม เพื่อให้เหล่าขุนนาง ทหารทั้งหมด ล้วยอยากอยู่คู่ราชวงศ์อ๋องท่าน  ชาวไร่ชาวนา ล้วนอยากคราดไถบนผืนแผ่นดินของอ๋องท่าน คนค้าขาย ก็ล้วนอยากเก็บสินค้าไว้ภายในตลาดของอ๋องท่าน  คนเดินทาง ก็ล้วนอยากเข้าออกตามถนนหนทางของอ๋องท่าน  ประชาชนที่เกลียดชังเจ้าเหนือหัวของเขา ก้จะพากันมาระบายความทุกข์กับอ๋องท่าน หากเป็นเช่นนี้ ใครหรือจะต่อสู้กับอ๋องท่านได้  พระเจ้าฉีเซวียนอ๋วงว่า "เรารู้ตัวว่าด้อยปัญญา เกรงว่าจะไม่อาจทำเช่นนี้ได้ ขอท่านได้ช่วยให้เราสมความตั้งใจด้วย จงสอนเราให้ชัดเจน แม้เราจะไม่ปราดเปรื่อง ก็จะลองทำตามท่านดู" ปราชญ์เมิ่งจื่อว่า"จะต้องตระหนักอีกว่าชาวบ้านชาวเมืองหากไม่มีสินทรัพย์มั่นคง จิตใจก็จะขาดความหนักแน่น จิตใจหนักแน่นนี้ มีแต่ "สุชนผู้กล้า" เท่านั้นที่เป็นได้ สำหรับชาวบ้านชาวเมืองทั่วไป หากไม่มีสินทรัพย์มั่นคง จิตใจก็จะไม่หนักแน่น เมื่อปราศจากความหนักแน่นมั่นคง ก็จะประพฤติตนนอกลู่นอกทาง เสียหายไปตามความพอใจสุดท้ายก็ต้องตกไปสู่โทษผิด ถูกจับมารับโทษ เช่นนี้ เท่ากับใช้ร่างแหไม่มีรูปขอบข่ายชาวบ้านชาวเมืองไว้ ไหนหรือคือเจ้าเหนือหัวผุ้การุณย์ปกครอง เป็นการปกครองที่ใช้ร่างแห ครอบข่ายประชาราษฏร์ ไว้มิใช่ดอกหรือ  ด้วยเหตุดังนี้ ประมุขผู้ชาญฉลาดกำหนดทรัพย์สินแก่ประชาราษฏร์ จะต้องให้เขาเห็นว่ามีฐานะพอควรแก่การปฏิการะบิดามารดา พอควรแก่การเลี้ยงดูอุปการะลูกเมีย  ในวัยฉกรรจ์ มั่นใจต่อความอุดมสมบูรณ์ได้ตลอดชีวิต  ในวัยชรา มั่นใจว่าจะไม่อดอยากตายอย่างอนาถา จากนั้น ผลักดันให้เข้าสู่คุณความดี ดังนี้ ประชาราษฏร์ก็จะยินดีอยู่ในความปกครองอย่างง่ายดาย  วันนี้นั้น ประมุขควบคุมสินทรัพย์ประชาราษฏร์ เก็บภาษีอากร จนทำให้ไม่พอแก่การปฏิการะบิดามารดาได้เต็มที่ ไม่พอแก่การอุปการะลูกเมียได้ทั่วถ้วน  ในวัยฉกรรจ์ ต้องเหนื่อยยากลำบากชั่วชีวิตเช่นนี้ มิพ้นที่ชราวัยจะต้องอนาถอดตาย  สภาพการณ์ดังกล่าว แม้เพียงช่วยเหลือผู้ที่จะต้องอดตายก็ยังไม่ทั่วถึงเลย ยังจะมีเวลาพูดถึงการปกครองโดยจริยมโนธรรม หรืออ๋องท่านแทนที่จะใช้ระบบศักดินาปกครอง ไฉนไม่เปลี่ยนการปกครองโดยธรรมเล่า ทุกครอบครัวให้มีบ้านอาศัยในเนื้อที่ห้าหมู่ (หนึ่งหมู่เท่ากับหกพันตารางฟุต) ปลูกต้นหม่อนไว้ริมรั้วบ้าน อายุห้าสิบ ก็จะได้สวมใส่ผ้าไหมแพรพรรณแล้ว  สุนัข สุกร ไก่ สัตว์เลี้ยงเหล่านี้ หากไม่ิดต่อการเจริญพันธุ์ตามควรแก่ฤดูกาล คนที่อายุเจ็ดสิบปีจะกินเนื้อสัตว์ ก็จะได้กิน  จัดสรรที่นาทำกินให้ครอบครัวละหนึ่งร้อยหมู่ (6,000 ตารางฟุต X 100) เพาะปลูกให้ถูกต้องตามฤดูกาล สมาชิกครอบครัวมีแปดคน ก็จะไม่มีที่ต้องอดตาย  อีกขั้นหนึ่งคือ ก่อตั้งสถานศึกษา ให้การอบรมธรรมะของความกตัญญู พี่น้องปรองดอง คนผมขาว (ชราวัย) ก็จะไม่ต้องแบกหามของหนักอยู่ตามทาง อายุเจ็ดสิบ (สูงวัย) ได้สวมใส่แพรพรรณ กินอิ่ม ไพร่ฟ้าประชาราษฏร์ไม่ขาดแคลนเสื้อผ้าอาหาร เช่นนี้แล้ว บ้านเมืองยังไม่รุ่งเรืองได้ คงไม่มี
        (บทนี้ ท่านปราชญ์เมิ่งจื่อยกตัวอย่างตักเตือนให้พระเจ้าฉีเซวี๋ยนอ๋วง ละทิ้งความคิดเผด็จการที่จะปกครองบ้านเมืองในระบบศักดินาเบ็ดเสร็จ)

                                      จบบทเหลียงฮุ่ยอ๋วงตอนต้น

                          ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ

                         ๑. บทเหลียงฮุ่ยอ๋วง ตอนท้าย

        ขุนนางเมืองฉี นามว่าจวงเป้า เข้าพบท่านปราชญ์เมิ่งจื่อ เรียนถามว่า "วันก่อนข้าพเจ้าเข้าเฝ้าท่านอ๋อง ท่านอ๋องว่า องค์ท่านโปรดดนตรี ข้าพเจ้ายังมิได้ตอบว่ากระไร ข้าพเจ้าจึงใคร่เรียนถามท่านปราชญ์ว่า "เป็นอ๋องโปรดดนตรี จะมีผลต่อการปกครองอย่างไรหรือไม่" ตอบว่า "หากอ๋องโปรดดนตรีอย่างยิ่ง (ขวัญวิญญาณเข้าถึงดนตรีได้อย่างแท้จริง) เมืองฉีก็จะสงบสุขได้ในไม่ช้า"  หลายวันต่อมา ปราชญ์เมิ่งจื่อเข้าพบเจ้าเมืองฉี ถามว่า "อ๋องท่านเคยกล่าวแก่ขุนนางจวงเป้าว่าโปรดดนตรี มีเรื่องนี้หรือไม่" อ๋องมีสีหน้าละอายแก่ใจ ตอบว่า "เราจะชื่นชมดนตรีสมัยอดีตอ๋องหาได้ไม่ แต่กลับชื่นชอบดนตรีดนตรีทางโลกสมัยปัจจุบัน" ปราชญ์เมิ่งจื่อว่า "หากอ๋องท่านโปรดดนตรีเป็นที่ยิ่ง เมืองฉีก็จะมีหวัง (สงบสุข) ดนตรีสมัยปัจจุบัน พลิกแพลงมาจากดนตรีโบราณ" อ๋องว่า "เหตุผลนี้จะพูดให้เราฟังได้หรือไม่"ปราชญ์เมิ่งจื่อว่า "ชื่นชมยินดีมีความสุขกับดนตรีคนเดียว หรือชื่นชมยินดีมีความสุขกับดนตรีร่วมกับใคร ๆ ความสุขใดจะดีกว่า" อ๋องว่า "มีความสุขร่วมกับใคร ๆ จะดีกว่า" ถามอีกว่า "มีความสุขร่วมกับคนหมู่น้อยกับหมู่มาก สุขใดจะยิ่งใหญ่กว่า"  อ๋องว่า "มีความสุขกับคนหมู่มากยิ่งใหญ่กว่า" ปราชญ์เมิ่งจื่อว่า "ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าก็จะพูดหลักเหตุผลนี้แก่อ๋องท่าน"   "สมมุติว่าขณะนี้ อ๋องท่านกำลังทรงดนตรีอยู่ที่นี่ ประชาราษฏร์ได้ยินเสียงดีดสีตีเป่า ทุกคนก็จะปวดหัว หน้านิ่วคิ้วขมวด ตัดพ้อด้วยความขัดเคืองใจ วิพากษ์วิจารณ์กันว่า "อ๋องของเราดปรดดนตรี มีความสุข แต่ทำไมต้องทำให้เราตกอยู่ในความทุกข์เช่นนี้ ดูซิ พ่อลูกต้องจากกัน พี่น้องลูกเมียกระจัดกระจาย"  สมมุติอีกว่า ขณะนี้อ๋องท่านล่าสัตว์อยู่แถบนี้ ประชาราษฏร์ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าขบวนล่าสัตว์ เห็นธงทิวสวยงามที่ประดับด้วยขนนก ทุกคนก็จะปวดหัว จะหน้านิ่วคิ้วขมวดกลัดกลุ้มขัดเคือง จะวิพากษ์วิจารณ์ต่อกันว่า "อ๋องของเราโปรดการล่าสัตว์ สนุกเพลิดเพลิน แต่ทำไมต้องทำให้เราตกอยู่ในความทุกข์เช่นนี้ พ่อลูกต้องพลัดพรากจากัน พี่น้องลูกเมียกระจัดกระจาย เหตุดังนี้มิใช่อื่นใด ด้วยไม่ร่วมสุขกับประชาราษฏร์นั่นเอง  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 สิงหาคม 2011 12:24 AM โดย jariya1204 »

                         ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ

                         ๑. บทเหลียงฮุ่ยอ๋วง ตอนท้าย

        ในทางตรงข้าม วันนี้หากประชาราษฏร์ได้ยินเสียงกลอง ระฆัง ดีดสีตีเป่า เสียงทรงดนตรีจากอ๋อง ประชาราษฏร์ต่างปลาบปลื้มยินดี บอกต่อกันว่า "อ๋องของเราคงจะทรงพระเกษมสำราญ ไม่เจ็บป่วยเป็นแน่ มิฉะนั้น จะทรงดนตรีได้อย่างไร" วันนี้หากองค์ทรงล่าสัตว์ ประชาราษฏร์ได้ยินเสียงรถ เสียงฝีเท้าม้า ได้เห็นธงทิวประดับขนนก งดงามผ่านมา แล้วต่างบอกกล่าวต่อกันด้วยความปลาบปลื้มยินดีว่า "อ๋องของเราคงจะไม่เจ็บไม่ป่วยกันแน่ มิฉะนั้น จะทรงออกล่าสัตว์ได้อย่างไร" เหตุดังนี้มิใช่อื่นใด ก็ด้วยร่วมสุขกับประชาราษฏร์นั่นเอง วันนี้ หากอ๋องท่านจะร่วมสุขกับประชาราษฏร์ได้ ก็จะเป็นอ๋องผุ้ทรงธรรม พระเจ้าฉีเซวียนอ๋วงถามว่า "อาณาเขตวนอุทยานป่าล่าสัตว์ของพระเจ้าโจวเหวินอ๋วง นั้น ได้ยินมาว่า กว้างใหญ่ไพศาลถึงเจ็ดสิบลี้โดยรอบทีเดียว เป็นความจริงหรือไม่" ปราชญืเมิ่งจื่อตอบว่า "หนังสือพงศาวดารได้จารึกไว่เช่นนั้น"  "กว้างใหญ่ปานนั้นเชียวหรือ" อ๋องทรงอุทาน  ปราชญ์เมิ่งจื่อเสริมว่า"กว้างใหญ่เพียงนี้ ประชาราษฏร์ยังว่าเล็กไป" อ๋องว่า"สวนสัตว์ของเรากว้างใหญ่โดยรอบสี่สิบลี้ ประชาราษฏร์ยังว่ากว้างใหญ่เกินไป นี่เป็นเพราะเหตุใด" ปราชญ์เมิ่งจื่อตอบว่า "วนอุทยานของอริยกษัตริย์โจวเหวินอ๋วงกว้างใหญ่เจ็ดสิบลี้ ผู้ประสงค์ตัดหญ้านำไปเลี้ยงม้า วัว ควาย  ประสงค์จะต้ดไม้แห้งไปทำฟืน ประสงค์จะจับกระต่ายป่า ไก่ป่า ล้วนเข้าไปได้ในบริเวณนี้ ด้วยมิได้เป็นเขตหวงห้ามสำหรับประชาราษฏร์ แต่เป็นสมบัติของกษัตริย์ร่วมกันกับประชาราษฏร์ ประชาราษฏร์จึงว่ายังเล็กเกินไป  พอข้าพเจ้าเหยียบย่างเข้าเขตบ้านเมืองนี้ ข้า ฯ ขอถามทันทีว่า ข้อห้ามสำคัญยิ่งของบ้านเมืองนี้คืออย่างไร จากนั้นจึงกล้าเหยียบย่างเข้ามา ข้าฯ ได้ยินว่า นอกปราการบ้านเมืองหนึ่งร้อยลี้ มีสวน (ล่า) สัตว์กว้างใหญ่สี่สิบลี้โดยรอบ หากมีใครฆ่ากวางเล็กกวงาใหญ่ในสวนหนึ่งตัว จะมีโทษกับฆ่าคนตายไปหนึ่งคน เช่นนี้ สวนสี่สิบลี้โดยรอบจะเท่ากับหลุมพลางของบ้านเมือง ประชาราษฏร์จึงว่ากว้างใหญ่เกิน กล่าวเช่นนี้ มิใช่สมควรดอกหรือ

                          ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ

                         ๑. บทเหลียงฮุ่ยอ๋วง ตอนท้าย

        พระเจ้าฉีเซวี๋ยนอ๋วงถามว่า "การคบหากับกับบ้านเมืองชิดใกล้ จะถือว่ามีธรรมะไหม" ปราชญ์เมิ่งจื่อตอบว่า "มี" อ๋องผุ้มีการุณยธรรมเท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ครั้งนั้น ที่พระเจ้าซังทังผู้เกรียงไกร ใส่พระทัยชิดเชื้อเกื้อกูลบ้านเมืองเก่ออาณาจักรเล็ก ๆ  อริยกษัตริย์โจวเหวินอ๋วงผู้ยิ่งใหญ่ อุ้มชูดูแลชนเผ่าคุนอี๋บ้านเมืองชาวป่า กษัตริย์โกวเจี้ยน เอื้อเฟื้อเกื้อหนุนบ้านเมืองของกษัตริย์อู๋ผู้อ่อนกำลังกว่า  "การที่เป็นผุ้ใหญ่ โอบอ้อมอารีต่อผู้น้อยผู้ด้อยกำลัง" แสดงถึงความเป็นผุ้ใหญ่ เป็นผุ้สมานสุขประดุจฟ้ากว้าง ในส่วนผู้น้อยผู้ด้อยกำลัง พึงรู้จักสวามิภักดิ์ยำเกรง ผู้สมานสุขดุจฟ้ากว้าง จะคุ้มครองรักษาไพร่ฟ้าในโลกหล้าได้ ผู้สวามิภักดิ์ยำเกรง จะรักษาเขตคามบ้านเมืองได้ ดังคำที่ว่า "เคารพยำเกรงฟ้าอันน่าคร้ามนัก จึงอาจรักษาพระโองการฟ้า (ของบ้านเมือง) (เอว้ยเทียนจือเอวย อวี๋สือเป่าจือ) หมายเหตุ  จากคัมภีร์ซือจิง บทโจวซ่ง ผู้ทำหน้าที่ปกครองดูแลมหาชน  เบื้องหลังของสถานภาพนั้น ล้วนเป็นพระโองการบัญชามาจากฟ้าเบื้องบน ให้ทำการคุ้มครองรักษา บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่มหาชน ให้อุ้มชูรับใช้ มืใช่ให้วางอำนาจบาตรใหญ่ มิฉะนั้น จะมิอาจรักษาพระโองการฟ้าให้รุ่งเรือง เฟื่องฟูอยู่ได้ยาวนาน  พระเจ้าฉีเซวียนอ๋วง ทรงอุทานด้วยความปลื้อมปิติว่า "โอ คำพูดเหล่านี้ช่างยิ่งใหญ่แท้ แต่เรานั้นมีข้อเสียที่ชอบฮิกหาญ" ปราชญ์เมิ่งจื่อตอบว่า "ขออ๋องท่านจงอย่าได้ยินดีต่อความหึกหาญอันด้อยน้ำหนักขาดปัญญา ไม่ต่างจากผู้ที่มือกุมดาบ ถลึงนันย์ตาท้าทายว่า "เจ้ากล้าพอที่จะสู้เขาข้าหรือ" เช่นนี้คือ ความฮึกหาญของคนระดับล่างที่ประจันกันตัวต่อตัว ขอให้อ๋องท่านจงฮิกหาญการใหญ่เถิด เช่นในคัมภีร์ซือจิง บทต้าอย่าหวงอี่ สรรเสริญอริยกษัตริย์โจวเหวินอ๋วงว่า "เนื่องจากเมืองมี่ ชอบที่จะรบกวนรุกรานแผ่นดินโจวอยู่บ่อย ๆ (เหมือนแมลงหวี่ที่ตอดตอมพญาช้างสาร) เป็นที่น่ารำคาญยิ่งนัก  พระเจ้าโจวเหวินอ๋วงเหลืออด จึงสำแดงความฮึกหาญจัดการยกทัพระงับข้าศึก มิให้เข้าถึงเขตพรหมแดนจวี่ของพระองค์ได้แม้แต่น้อย (จวี่ ปัจจุบันคือมณฑลซันตง) เพื่อรักษาเสถียรภาพเพิ่มพาสันติภาพ นำความสุขสงบมาสู่ราชวงศ์โจวทั้งหมด นี่คือความฮึกหาญของพระเจ้าโจวเหวินอ๋วง เป็นความฮึกหาญที่เมื่อเกิดขึ้น ก็โอบอุ้มให้คุณแก่ประชาราษฏร์ได้ทันที

                          ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ

                         ๑. บทเหลียงฮุ่ยอ๋วง ตอนท้าย

        ในหนังสือพงศาวดารของราชวงศ์โจว บทไท่ซื่อ ได้จารึกความฮึกหาญมั่งมั่นของพระเจ้าโจวอู่อ๋วงไว้ว่า "ในเมื่อฟ้าเบื้องบนดปรดประทานชีวิตประชาราษฏร์ โปรดยกย่องให้ข้า ฯ (อู่อ๋วง) ขึ้นเป็นเจ้าผู้ปกครอง เป้นครูอาจารย์ ผู้ปรกนำ ก็เพื่อการช่วยงานฟ้าเบื้องบนเท่านั้น (พระมหาเมตตากรุณาคุณแห่งฟ้าเบื้องบน ล้วนประสงค์ให้ทุกข์ชีวิตอยู่ดีมีสุข เจริญธรรมเพื่อความสูงส่งของชีวิต)  ข้าฯ จึงพึงโอบอุ้มให้คุณต่อทุกชีวิตสี่ทิศโดยรอบ ประชาราษฏร์มีโทษหรือไม่ ล้วนอยู่ที่ตัวข้าฯ ใครหรือจะกล้าละเมิดความมุ่งมั่น (อุดมการณ์) นี้" ทรราชอินโจ้วอ๋วง คนเดียวนั้น ทำการเข่นฆ่าระรานพระเจ้าโจวอู่อ๋วงผู้ทรงธรรม ทนเห็นความชั่วร้ายไม่ได้จึงฮึกหาญจัดการปราบปราม นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่ความฮึกหาญของผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีผลต่อการคุ้มครองรักษา บำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาราษฏร์ วันนี้ หากฉีเซวียนอ๋วงท่านฮึกหาญบันดาลโทสะแล้วสามารถคุ้มครองรักษา บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาราษฏร์ได้เช่นเดียวกับอริยกษัตริย์โจวอู่อ๋วง ประชาราษฏร์ยังจะเกรงแต่ว่า อ๋องท่านไม่บันดาลโทสะฮึกหาญเสียอีก" พระเจ้าฉีเซวียนอ๋วงได้พบปราชญ์เมิ่งจือที่เสวี่ยกง (พระราชวังสำหรับแปรพระบาทพักผ่อน) อ๋องโปรดถามว่า "ท่านก็มีรสนิยม (ชอบ) กับความสุขนี้ด้วยหรือ" ปราชญ์เมิ่งจื่อตอบว่า "มี..."  แต่หากประชาราษฏร์มิได้ร่วมรับความสุขนี้ เขาก็จะกล่าวร้ายต่อเบื้องสูง ผู้ที่กล่าวร้ายเบื้องสูงมิใช่อื่นไกล ก็ด้วยเบื้องสูง (รวมทั้งเหล่าขุนนาง) ไม่ให้ ไม่ร่วมสุขกับประชาราษฏร์  มิใช่เพียงเท่านั้น หากเบื้องสูงเห็นความสุขของประชาราษฏร์เป้นเช่นความสุขของตน ประชาราษฏร์จะสุขใจ เบื้องสูงเห็นความทุกข์ของประชาราษฏร์เป็นเช่นความทุกข์ของตน ประชาราษฏร์ก็จะเห็นความทุกข์ของเบื้องสูงเป็นความทุกข์ของตนด้วยเช่นกัน "สุขด้วยทวยราษฏร์สุข ทุกข์ด้วยทวยราษฏร์ทุกข์" (เล่อหมินจือเล่อ อิวหมินจืออิว) แต่ทว่าผู้ขาดความเป็นอ๋อง (ผู้ทรงธรรม) หาเป็นเช่นนี้ไม่" ท่านปราชญ์เมิ่งจื่อยกตัวอย่างอีกว่า " ครั้งนั้น พระเจ้าฉีจิ่งกง ถามขุนนางเอี้ยนผิงจ้งว่า "เราใคร่จะประพาสชมจ่วนฟู่ กับ เฉาอู่ สองบรรพต แล้วเรียบชายทะเลไปทางใต้จนถึงเมืองหลังเสีย  เราจะต้องบำเพ็ญวาสนาเช่นใดหรือ จึงจะเสมอด้วยอดีตอ๋องที่ประพาสท่องเที่ยวไปได้อย่างกว้างไกล

                          ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ

                         ๑. บทเหลียงฮุ่ยอ๋วง ตอนท้าย

        ขุนนางเอี้ยนจื่อ (เอี้ยนผิงจ้ง) ทูลตอบว่า "ขอจงทรงพระเจริญที่ถามเช่นนี้ กษัตริย์คือบุตรแห่งฟ้า จะประพาสเยี่ยมเยียนตรวจตราหัวเมืองต่าง ๆ (ประพาสใหญ่สิบสองปีต่อหนึ่งครั้ง) เรียกว่า ประพาสตรวจตราความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของเจ้าเมืองหัวเมือง เจ้าเมืองทุกหัวเมืองจะถวายรายงานราชการของหัวเมืองนั้น มิใช่ประพาสโดยปราชจากงานเมือง ยังมีที่ประพาสตรวจตราการเกษตรเพื่อเสิมสิ่งขาดพร่องสงเคราะห์แก่เกษตรกรในฤดูเพาะปลูก (ฤดูใบไม้ผลิ) จากนั้นก็ประพาสสอดส่องการเก็บเกี่ยวของเกษตรกร เพื่อสงเคราะห์เพิ่มเติมความขาดแคลนในฤดูใบไม้ร่วงอีกครั้งหนึ่ง  มีคำพังเพยในราชวงศ์เซี่ย ว่า "หากกษัตริย์ผู้เป็นประมุขแห่งเราไม่เสด็จประพาส เราจะรับความปิติยินดีได้อย่างไร" หากกษัตริย์ผู้เป็นประมุขแห่งเราไม่ทรงปลาบปลื้มชื่นสุข เราจะรับการสงเคราะห์ช่วยเหลือได้อย่างไร" การเสด็จประพาสก็ดี  ความปลาบปลื้มชื่นสุขก็ดี แต่ละครั้งที่เสด็จ ก็เพื่อเป็นแบบอย่างแก่เจ้าเมือง ซึ่งสนองพระบัญชาปกครองดูแลหัวเมืองต่าง ๆ อยู่  แต่บัดนี้ หาเป็นเช่นนั้นไม่ ทุกครั้งที่เจ้าเมืองยกขบวนผ่านมา ชาวบ้านกลับจะต้องกระเสือกกระสน ค้นหาข้าวปลาอาหารต้อนรับเตรียมเสบียงให้ขนไป ดังนั้น ชาวบ้านผู้อดอยากยากไร้ยังคงไม่มีจะกิน ชาวบ้านผู้เหนื่อยหนักยังคงมิได้พักผ่อน ทุกคนก็จะส่งสายตาเคืองแค้นสาปแช่งด่าทอ จากนั้นก็จะประพฤติผิดคิดร้าย แต่เหล่าเจ้าเมืองก้ยังฝ่าฝืนพระบัญชา รีดนาทาเร้น กินเล่น ทิ้งขว้าง ทำตามอำเภอใจไม่สำนึก  ยังคงไหล  เนื่อง  เถื่อน  ต่ำ  ไม่รู้ตัว เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เจ้าเมืองทั้งหลายน่าจะทุกข์เศร้าห่วงใย มีคำกล่าวว่า "นั่งเรือตามน้ำไปไม่หันหลังเรียกว่า ไหล (หลิว) รั้งเรือทวนน้ำดันทุรังไปไม่เหลียวหลังเรียกว่า เนื่อง (เหลียน) ล่าสัตว์กวดจับไม่ยับยั้งเรียกว่า "เถื่อน" (ฮวง) ดื่มหัวราน้ำเมามายไม่หน่ายพอเรียกว่า "ตาย" (อวั่ง) เจ้าเมืองก่อนเก่า ไม่มีที่จะหาความสุขอย่าง ไหล เนื่อง  ตามใจไม่ขาดสติยั้งคิด ไม่มีการกระทำเถื่อน  ตาย  หายนะ  เป็นภัยมุทะลุขาดสติ  ตัวอย่างนี้  ล้วนแต่อ๋องท่านจะพิจารณาดำเนินองค์เองเถิด"  พระเจ้าฉีจิ่งกงได้ฟังปรัชญาจากท่านปราชญ์เมิ่งจื่อแล้ว ทรงโสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่ง ถึงกับบัญชาให้มีการประกาศเผยแพร่ไปทั่วเมือง  อีกทั้งจัดสร้างยุ้งฉางไว้นอกเมือง เพื่อแจกข้าวให้แก่ประชาชนที่อดอยากขาดแคลนแถบนั้น ๆ จากนั้น ก็เรียกอาจารย์ฝ่านดนตรี (ไท่ซือ) เข้าเฝ้า มีรับสั่งว่า ท่านจงแต่งเพลงที่สมานความสุขร่วมกันระหว่างองค์ประมุขกับข้าราชบริพารโดยทั่ว" เพลงที่ไท่ซือแต่งถวายในครานั้น สืบเนื่องเรื่อยมาจนบัดนี้ นั่นก็คือเพลง "เจิงเจา" กับ เพลง "เจี่ยวเจา" ความหมายหลักของเพลงคือ " จงยับยั้งองค์ประมุขไว้มิให้มีผิด  จะให้มีผิดได้อย่างไรกัน "  ผุ้ที่ยับยั้งองค์ประมุขไว้มิให้มีผิด คือผู้เคารพรักองค์ประมุขอย่างแท้จริง" (บทนี้ ท่านปราชญ์เมิ่งจื่อยกตัวอย่างให้เห็นพระการุณย์ คุณธรรม การร่วมทุกข์ร่วมสุขระหว่างองค์ประมุขกับประชาราษฏร์ จากกษัตริย์ก่อนเก่าให้ฉีเซวียนอ๋วงฟัง)

                          ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ

                         ๑. บทเหลียงฮุ่ยอ๋วง ตอนท้าย

        พระเจ้าฉีเซวียนอ๋วงถามว่า "ทุกคนขอให้เรารื้อถอนพระราชวังหมิงถัง ที่อดีตกษัตริย์ราชวงศ์โจว ใช้ประชุมเจ้าเมืองหัวเมืองน้อยใหญ่ ในโอกาสเสด็จประพาสตรวจงาน จะรื้อถอนหรือไม่ อย่างไรจึงจะถูกต้อง" ปราชญ์เมิ่งจื่อตอบว่า "พระราชฐานหมิงถัง เป็นพระราชฐานที่อดีตกษัตรย์ทรงสร้างขึ้นเพื่อคุณประโยชน์ หากอ่องท่านจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม ก็อย่าได้รื้อถอนเลย" อ๋องว่า "การปกครองแผ่นดินโดยธรรม จะต่องดำเนินการอย่างไร จะว่าให้เราฟังได้หรือไม่" ปราชญ์เมิ่งจื่อว่า " ครั้งนั้นที่กษัตริย์โจวเหวินอ๋วง บริหารเมืองฉีซันนั้น เก็บภาษีจากชาวนาที่นั่น เป็นข้าวเพียงหนึ่งส่วนในสิบส่วน สำหรับข้าราชฯนั้น มีบำนาญ ด่านค้าขาย ตรวจสอบแต่โจรภัย ไม่ตรวจเก็บภาษี หนองน้ำตามเขื่อนดินธรรมชาติ ไม่หวงห้ามชาวบ้านจับสัตว์น้ำ นักโทษให้รับโทษตามความผิดเฉพาะตน ไม่โยงใยไปถึงลูกเมีย (เช่นการฆ่าล้างโคตร) ชายสูงวัยไม่มีภรรยา เรียกว่า กวนฟู  หญิงสูงวัยไม่มีสามี เรียกว่า กว่าฟู่   ชราวัยไม่มีลูก เรียกว่า ตู๋เซิน  เยาว์วัยกำพร้าพ่อแม่ เรียกว่า กูเอ๋อ  ทั้งสี่สถานนี้ ทุกข์ระทมนัก ยากจะบอกกล่าวแก่ใคร อริยกษัตริย์โจวเหวินอ๋วงโปรดประกาศ "บุญทานบัญญัติ" "ดำเนินการปกครองด้วยการุณย์คุณธรรม" จะต้องคุ้มครองคนสี่สถานนี้ก่อนอื่นใด ในคัมภีร์ได้จารึกไว้ว่า "มีชีวิตอยู่ได้ (ไม่ขัดสน) คือ คนมั่งมี" (เข่ออี่ฟู่เหยิน)  "น่าสงสารที่สุด คือ โดดเดี่ยวกำพร้าไม่มีที่พึ่งพิง" (ไอฉื่อฉยงตู๋)  พระเจ้าฉีเซวียนอ๋วงชื่นชอบตอบรับว่า "คำพูดเหล่านี้ช่างดีแท้" ปราชญ์เมิ่งจื่อว่า "ถ้าอ๋องท่านเห็นด้วยต่อการนี้ ไฉนไม่ปฏิบัติเล่า"  อ๋องว่า "เรามีข้อบกพร่องด้วยใฝ่ใจอยากใคร่ในสินทรัพย์" (โลภ ตระหนี่) ปราชญ์เมิ่งจื่อว่า "กาลก่อนฮ่องเต้กงหลิว ต้นราชวงศ์โจวก็อยากใคร่ในสินทรัพย์ ประวัติจารึกไว้ในคัมภีร์ซือจิง บทต้าอย่ากงหลิว ว่า"ด้านโน้นก็สะสม ทับถมกองพะเนิน  ด้านนี้ก็แน่น โกดังโรงเก็บ ยังมีเสบียงกรังที่บรรจุพร้อมในหีบห่อต่าง ๆ อีกนับไม่ถ้วน ล้วนเตรียมการไว้เพื่อรวบรวมบำรุงประชาราษฏร์ เพื่อศักดิ์ศรี  สถานภาพของบ้านเมือง ยังมีเครื่องเกราะ เกาทัณฑ์ หอกดาบ มีดขวาน ก็เตรียมการเรียงรายไว้เป็นระเบียบ พร้อมสรรพแล้วจึงออกเดินทางอพยพไปตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองใหม่ที่ปิน  ฉะนั้น ผู้ปกครองหากยินดีสะสมเสบียงอาหารเต็มที่ จากนั้นจึงออกเดินทางอพยบเช่นเดียวกับกงหลิว  บรรพกษัตริย์ต้นราชวงศ์โจว ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาราษฏร์ ความยินดีต่อทรัพย์สินร่วมกับประชาราษฏร์  มีอะไรที่ผิดต่อความเป็นอ๋องหรือ"  อ๋องว่า "เรายังมีข้อบกพร่องอีกที่ใฝ่ใจในหญิงงาม" ปราชญ์ว่า "กาลก่อน กษัตริย์โจวไท่อ๋วง(บรรพชนของอริยกษัตริย์เหวินอ๋วง) ฝักใฝ่ในหญิงงาม โปรดปรานนางสนม ซึ่งมีเรื่องจารึกไว้ ใน "คัมภีร์กวีธรรมซือจิง" ว่า "บรรพกษัตริย์โจว กู่กงตั้นฟู่ (โจวไท่อ๋วง) ถูกชนเผ่าเหนือรังแกบีบเค้น  เพื่อการหลีกเลี่ยงลี้ภัย เช้าวันรุ่งขึ้น จึงขี่ม้าออกเดินทางนำทหารติดตามเลียบแม่น้ำซีเหอ จากนั้นได้มาดูบ้านพักแรมพร้อมกับสนมเจียง"  สมัยนั้น ในบ้านไม่มี "หญิงสาวตกค้าง" นอกบ้านไม่มี "ชายโสดโดดเดี่ยว" หากอ๋องใฝ่ใจในหญิงงาม ให้เหมือยสมัยไท่อ๋วง ที่ชาวบ้านต่างมีคู่ครองทั่วหน้า เช่นนี้ การครองแผ่นดินโดยธรรม ยังจะมีอะไรยากหรือ" (บทนี้ ท่านปราชญ์เมิ่งจื่ออนุโลมฉีเซวียนอ๋วงในเรื่องใฝ่ใจในหญิงงาม เพื่อจะเดินเรื่องปกครองโดยธรรมให้สำเร็จ) 

                           ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ

                         ๑. บทเหลียงฮุ่ยอ๋วง ตอนท้าย

        ปราชญ์เมิ่งจื่อกล่าวต่อไปว่า "หากสมมุติว่า ขุนนางของอ๋องท่านได้ฝากภรรยาไว้ในความดูแลของเพื่องสนิท ตนเองต้องเดินทางไปเมืองฉู่ พอกลับมาได้พบว่า ภรรยาของตนถูกทอดทิ้งอยู่กับความหิวหนาว เพื่อนอย่างนี้ควรจะทำอย่างไรกับเขา"  อ๋องว่า "ตัดขาดกัน" ปราชญ์เมิ่งจื่อสมมุติอีกว่า "หากผู้บังคับการในลหุฯ ไม่อาจควบคุมจำกัดลูกน้องของตนได้เล่า ควรทำอย่างไร" อ๋องตอบว่า "ไล่ออกจากงาน"  ปราชญ์เมิ่งจื่อสมมุติอีกว่า "หากประมุขของบ้านเมือง ไม่อาจควบคุมความสงบภายในเขตบ้านเมืองรอบด้านได้เล่า ควรจัดการอย่างไร" อ๋องเหลียวดูขุนนางซ้ายขวา หาคำตอบไม่ได้ แล้วเฉไฉพูดเรื่องอื่นไป (บทนี้ ปราชญ์เมิ่งจื่อยกตัวอย่างเพื่อให้อ๋องตื่นใจ ได้ข้อคิดพิจารณาตน)  อีกครั้งหนึ่ง ที่ปราชญ์เมิ่งจื่อได้พบกับฉีเซวียนอ๋วง กล่าวว่า "อันบ้านเมืองเก่าแก่นั้น มิใช่เห็นได้ด้วยต้นไม่เก่าแก่ยืนต้นเต็มบ้านเมือง แต่เห็นได้จากขุนนางเก่าแก่จงรักภักดีมาหลายชั่วคน  ขณะนี้ อ๋องท่านไม่มีแม้แต่ขุนนางที่สนิท ที่เพิ่งแต่งตั้งเมือ่วันก่อน วันนี้ก็ยังมิรู้ว่า จะยั่งยืนหรือไม่เพียงไร" อ๋องว่า "ถ้าเช่นนั้น ทำอย่างไรเราจึงจะดูออกว่านั่นไม่ใช่คนที่มีคุณสมบัติ จะได้เพิกถอนเสีย" ปราชญ์เมิ่งจื่อว่า "กษัตริย์จะคัดขุนนางเข้าวังถ้าจำเป็นจะต้องยกย่องผู้อยู่ตำแหน่งล่างให้สูงขึ้นกว่าคนที่อยู่เหนือกว่า ยกย่องขุนนางที่อยู่ห่าง ให้ขึ้นมาใกล้ชิดกว่าคนสนิทที่มีอยู่ก่อน การนี้ จะไม่รอบคอบระมัดระวังไม่ได้ หากบุคคลผู้รับการยกย่องนั้น ขุนนางซ้ายขวาต่างชื่นชมว่าดีเช่นนี้ ก็ยังรับไม่ได้ หากขุนนางทั้งหมดล้วนว่าดี ก็ยังเชื่อไม่ได้ แต่ถ้าชาวเมืองทั้งหมดชมว่าดี อย่างนี้สมควรที่จะพิจารณา เมื่อเห็นเป็นเมธีแท้ จากนั้นจึงแต่งตั้ง  คนซ้ายขวาล้วนว่าใช้ไม่ได้ อย่าได้เชื่อความ แต่คนทั้งบ้านเมืองล้วน
ว่าใช้ไม่ได้ จึงพิจารณา เมื่อเห็นว่าใช้ไม่ได้จริง จากนั้นจึงปลดไป หากคนซ้ายขวาว่าประหารได้ อย่าฟัง ขุนนางทั้งหมดล้วนว่าประหารได้ อย่าฟัง คนทั้งบ้านเมืองว่าประหารได้ จึงพิจารณา เมื่อเห็นว่าประหารได้จึงประหาร  จึงกล่าวได้ว่า "เป็นโทษประหารจากมติของคนทั้งบ้านเมือง" ทำดังนี้ได้ จึงเป็นพระบิดาแห่งประชาราษฏร์" พระเจ้าฉีเซวียนอ๋วง ถามอีกว่า "กษัตริย์ซังถัง เนรเทศกษัตริย์เซี่ยเจี๋ย (ทรราช) กษัตริย์อู่อ๋วงยกทัพปราบกษัตริย์โจ้วอ๋วง (ทรราช) เรื่องนี้เป็นจริงหรือไม่" ปราชญ์เมิ่งจื่อตอบว่า "มีประวัติจารึกไว้" ถามอีกว่า "ถ้าเช่นนั้น ขุนนางล้มล้างปลงพระชนม์กษัตริย์ได้หรือ" ตอบว่า "คนที่ทำลายกรุณาธรรม เรียกว่า "ปล้น" (เจ๋ย) คนที่ทำลายหลักมโนธรรม เรียกว่า "โหด" (ฉัน) คนที่ปล้นฆ่ากรุณามโนธรรม เรียกว่า "ทรชน คนโฉด" (ตู๋ฟู) ข้าพเจ้าได้ยินแต่ว่า กษัตริย์โจวอู่อ๋วงนั้น ได้ล้มล้างทรชนคนหนึ่งนามว่าโจ้ว ไม่ได้ยินว่า กษัตริย์โจวอู่อ๋วงปลงพระชนม์กษัตริย์เลย"

                           ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ

                         ๑. บทเหลียงฮุ่ยอ๋วง ตอนท้าย

        ท่านปราชญืเมิ่งจื่อพบกับฉีเซวียนอ๋วง กล่าวว่า "เมื่อจะสร้างพระราชฐานใหม่ จะต้องให้ช่างหาต้นไม้ขนาดใหญ่ เมื่อช่างได้ต้นไม้ขนาดใหญ่มา อ๋องก็จะดีใจมาก คิดว่าช่างคนนี้รับผิดชอบต่อหน้าที่ดีนัก เมื่อช่างไม้จัดการถากไม้ ตัดแต่งให้ได้ตามสัดส่วนที่ต้องการ อ๋องกลับพิโรธ เมื่อเห็นไม้ใหญ่กลายเป็นไม้เล็ก คิดว่าช่างนี้ทำหน้าที่ไม่ได้เสียแล้ว คนทั่วไปเรียนรู้การช่างตั้งแต่เด็ก ล้วนหวังว่าเมื่อวัยฉกรรจ์จะได้แสดงฝีมือเต็มที่ แต่หากอ๋องบอกแก่เขาว่า "หยุดความคิดของเจ้าได้แล้ว จงทำตามที่เราจะบอกให้สร้าง" ถ้าเป็นเช่นนี้ อ๋องท่านลองประมาณการสิว่า พระราชฐานหลังนั้นจะงดงามหรือไม่ สมมุติอีกว่า ขณะนี้ มีหินหยกที่ยังไม่ได้เจียระไนก้อนหนึ่ง แม้ค่าของหยกจะมหาศาล แต่จะต้องผ่านการ แกะ สกัด เจียระไน จากช่างหยก จึงจะเป็นเครื่องหยกล้ำค่าได้ สำหรับการปกครองบ้านเมืองก้เช่นกัน หากพูดว่า "ท่านจงหยุดพูดถึงหลักธรรมที่เรียนมาจากอริยปราชญ์เสียก่อนเถิด แต่จงทำตามความคิดของเรา ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน" หากเป็นเช่นนี้ ก็จะต่างอะไรกับการสอนให้ช่างหยกตกแต่งหินหยกตามใจตนซึ่งเป็นผู้ไม่รู้เล่า" เมืองฉียกทัพไปตีเมืองเอียน ได้ชัยชนะ ฉีเซวียนอ๋วงถามปราชญ์เมิ่งจื่อว่า "มีคนเสนอความเห็นว่า เราอย่าได้ยึดครองแผ่นดินเอียน แต่บ้างก็เสนอให้ยึดครอง  เมืองฉีที่มีหมื่นคันรถม้าศึก ยกทัพไปรบรากับเมืองเอียนที่มีหมื่นคันรถม้าศึก ใช้เวลาเพียงห้าสิบวัน ก็ได้ชัยชนะ ถ้าเพียงใช้กำลังคน (ทหาร) คงไม่เร็วได้เพียงนี้ ชนะศึกแล้วไม่ยึดครองแผ่นดิน เกรงฟ้าจะบันดาลโทษภัย... เราว่า ยึดครองเสียจะดีหรือไม่" ปราชญ์เมิ่งจื่อตอบว่า "หากยึดครองแล้วชาวเมืองเอียนยินดีปรีดา ก็จงยึดครองเถิด กษัตรย์ก่อนเก่าก็เคยปฏิบัติมา เช่นกษัตริย์อู่อ๋วง ที่ปราบปรามทรราชโจ้วนั่นเอง หากยึดครองแผ่นดินแล้ว ชาวเมืองเอียนไม่พอใจ ก็อย่าได่ยึดครอง ซึ่งกษัตริย์ก่อนเก่าก็เคยปฏิบัติมา คือ กษัตริย์เหวินอ๋วง การใช้รถม้าศึกหนึ่งหมื่นคัน ปราบปรามบ้านเมืองที่มีรถม้าศึกหนึ่งหมื่นคันเสมอกัน เมื่อได้รับชัยชนะ ประชาชนฝ่ายผู้แพ้จะนำข้าวใส่กระบอกไม้ใผ่ นำจอกใส่เหล้ามาต้อนรับกองทัพผู้ชนะจะด้วยสาเหตุใดอีกเล่า ทั้งนี้ก็คือ อยากพ้นจากปกครองที่ " น้ำลึก ไฟร้อน " แต่ก่อนมา (สุ่ยเซินหั่วเย่อ) อยากจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมที่ต้องทนรับสภาพเท่านั้นเอง" (บทนี้ ท่านปราชญ์เมิ่งจื่อให้ข้อคิดว่า ยกทัพปราบปรามยึดครองแผ่นดิน จะต้องไม่ฝืนใจชาวประชา จึงจะสอดคล้องต่อพระประสงค์ฟ้าเบื้องบน)  เมืองฉียกทัพปราบศึกเมืองเอียน ยึดครองแผ่นดิน เจ้าเมืองหัวเมืองน้อยใหญ่รวมใจกัน จะกอบกู้เมืองเอียนกลับคืนมา ฉีเซวียนอ๋วงถามปราชญ์เมิ่งจื่อว่า "เจ้าเมืองน้อยใหญ่รวมใจ จะยกทัพจับศึกต่อเรา จะทำอย่างไรดี" ตอบว่า "ข้าฯ ได้ยินมาว่า มีพื้นที่โดยรอบเพียงเจ็ดสิบลี้ ก็เป็นอ๋องปกครองบ้านเมืองได้แล้ว นั่นคือ กษัตริยฺซังทังผู้ทรงธรรม ข้าฯ ไม่เคยได้ยินว่า บ้านเมืองที่มีพื้นที่กว้างใหญ่โดยรอบถึงหนึ่งพันลี้ ต้องตกอยู่ในภาวะระแวงภัย" ในหนังสือซั่งซู จารึกไว้ว่า "ครั้งแรกที่กษัตริย์ซังทังยาตราทัพ เริ่มจากเมืองเก่อ ผู้คนทั่วหล้าฟ้ากว้างต่างเชื่อว่า กษัตริย์ซังทังยกทัพจับศึก ก็เพื่อจะปลดปล่อยชาวบ้านชาวเมืองที่ถูกกดขี่ข่มเหง ดังนั้น หากกษัตริยฺซังทังยาตราทัพไปทางตะวันออก ชาวเมืองอี๋ทางทิศตะวันตกก็จะน้อยใจ หากยาตราทัพไปทางใต้ ชาวเหนือก็น้อยใจ ต่างกล่าวกันว่า  "ไฉนให้เราลำดับหลัง"  ประชาราษฏร์ทุกบ้านเมือง รอคอยการปกครองโดยธรรมจากกษัตริย์ซังทัง ไม่ต่างคอยเมฆฝนจากหน้าแล้ง ไม่ต่างจากทุกเช้าคอยรุ้งกินน้ำให้ฝนฉะนั้น ทุกหนแห่งที่กองทัพของกษัตริย์ซังทังไปถึง คนซื้อขายในตลาดยังคงซื้อขายไปตามปกติ ไม่วิตกกังวล หยุดชะงัก ชาวไร่ชาวนายังคงก้มหน้าคราดไถต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กองทัพจับทรราชสำเร็จโทษ ให้ประโยชน์ปลอบขวัญชาวบ้านชาวเมือง เหมือนฝนอมฤตชโลมลง ประชาชนต่างยินดีปรีดา ดังได้จารึกไว้ในหนังสือซั่งซูว่า  "รอคอยกษัตริย์ผู้ทรงธรรมของเรามาถึง จากนั้น พวกเราก็จะได้ฟื้นคืนชีพ"

                             ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ

                         ๑. บทเหลียงฮุ่ยอ๋วง ตอนท้าย

        วันนี้  อ๋องแห่งเมืองเอียน ขูดรีดประชาชน อ๋องท่าน (ฉี) ยาตราทัพเข้าไป ชาวประชาเข้าใจว่า ทั้งนี้ เพื่อการกอบกู้พวกเขาให้พ้นจากสภาพน้ำลึกไฟร้อน (สุ่ยเซินหั่วเย่อ) จึงต่างนำกระบอกข้าว จอกเหล้า มาต้อนรับกองทัพของอ๋องท่าน แต่หากทำการฆ่าพ่อฆ่าพี่ของเขา มัดตัวลูกหลานของเขา ทำลายศาลบรรพชน ขนข้าวของมีค่าของเขาไป ทำให้พวกเขาผิดหวัง ดังนี้จะได้หรือ ทั่วหล้าจะขยาดเมืองฉี อีกทั้งบัดนี้ เมืองฉีได้แผ่นดินจากการยึดครองไปอีกหนึ่งเท่าตัว แต่ไม่ครองแผ่นดินโดยธรรม ไม่บริหารบ้านเมืองโดยการุณย์ เห็นได้ชัดเจนว่า หาศึกทั่วหล้ามาประชิดตน  อ๋องท่านรีบมีพระบัญชาเถิด รีบปล่อยเฉลยศึก ทั้งผู้เยาว์ เฒ่าชรา หยุดการโยกย้ายกอบโกยของมีค่า รีบปรึกษาหารือขอความเห็นจากชาวเมืองเอียน แต่งตั้งประมุขคนใหม่ให้เรืองรุ่ง จากนั้นถอนทัพกลับออกมา ยังจะแก้ไขเหตุร้ายที่เกิดขึ้นแก่เมืองฉีของอ๋องท่านได้  เมืองโจว กับ เมืองหลู่ พิพาทบาดหมางกัน  พระเจ้าโจวมู่กง ถามท่านปราชญ์เมิ่งจื่อว่า "ขุนนางปกครองท้องถิ่นของเรา สู้รบตายไปสามสิบสามคน ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่มีที่จะทะยานตนเข้าช่วยเหลือสักคน การนี้ หากเอาโทษชาวบ้าน จัดการประหารเสียก็มากมาย ประหารได้ไม่หมด แต่หากไม่ประหารก้เท่ากับยอมรับการเฉยเมยมองดูผู้ปกครองท้องถิ่นถูกฆ่าตายของพวกเขา เราจะจัดการอย่างไรดี"  ปราชญ์เมิ่งจื่อว่า "ปีฝนแล้งไร่นาล่ม ประชาชนของอ๋องท่านทั้งผู้เยาว์ เฒ่าชรา  อ่อนกำลังต่างอดตาย ศพมากมายเหล่านี้ถูกนำไปทิ้งลงหลุมในหุบเขา คนที่ยังแข็งแรงก็กระจัดกระจายไปตายเอาดาบหน้า คนเหล่านี้มีจำนวนหลายพัน... ...แต่ในยุ้งฉางของอ๋องท่านนั้น กักตุนข้าวเปลือกไว้เต็มเพียบ ท้องพระคลังก็มั่งคั่งมากล้น ขุนนางผู้ปกครองท้องถิ่นต่างเพิกเฉย ไม่กราบทูลความทุกข์ยากของประชาชน ให้ทรงทราบ เช่นนี้คือ ลบหลู่เบื้องสูง ดูดายเบื้องต่ำ  ลบหลู่กับดูดายเช่นนี้ ท่านปราชญ์เจิงจื่อเคยกล่าวไว้ว่า "ทำการใด ๆ ให้รอบคอบระวังตั้งใจหนอ ระวังตั้งใจหนอเรื่องร้ายที่ออกไป (เกิด) จากตัวท่าน จะต้องสนองตอบแก่ตัวท่านหนอ"  นั่นก็คือ ชาวบ้านจะต้องเสียหายจากการดูดายของขุนนางผู้ปกครองอยู่ทุกวัน สุดท้าย ขุนนางเหล่านั้น ย่อมต้องได้รับผลนั้นตอบสนอง  ฉะนั้น อ๋องท่านมิพึงกล่าวโทษชาวบ้าน ขอเพียงดำเนินการปกครองด้วยการุณย์ธรรม ชาวบ้านทุกคนก็จะชิดใกล้ ยอมตายเพื่อขุนนางปกครอง"  พระเจ้าเถิงเหวินกง เรียนถามท่านปราชญ์เมิ่งจื่อว่า "เถิงของเราเป็นเมืองเล็ก อีกทั้งถูกขนาบสองข้างด้วยฉีกับฉู่เมืองใหญ่ เราควรจะสวามิภักดิ์กับเมืองใด"  ปราชญ์เมิ่งจื่อตอบว่า " แผนรับมือนี้ มิใช่ข้า ฯจะคิดให้รอบคอบได้ (ใจคนหยั่งยาก) หากจำเป็น มีทางเดียวคือ ขุดคูล้อมเมือง สร้างกำแพงป้องกันโดยรอบ ประชาชนอยู่ภายใน ให้ร่วมใจรักษาเมือง ไม่ทิ้งไปทำเช่นนี้จะดีกว่า (บทนี้ ปราชญ์เมิ่งจื่อสอนให้ยืนหยัดด้วยตน "พึง" อาจล้ม) 

                            ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ

                         ๑. บทเหลียงฮุ่ยอ๋วง ตอนท้าย

        ถามอีกว่า "เมืองฉีกำลังจะสร้างปร้อมปราการเขตเมืองเซวีย ที่ฉียึดครองมาได้ เมืองเซวียอยู่ติดชายแดนเมืองเถิงของเรา ทำให้ประวั่นนัก จะทำอย่างไรดี" ตอบว่า "ครั้งกระโน้น กษัตริย์โจวไท่อ๋วง (ต้นตระกูลราชวงศ์โจว) ตั้งเมืองอยู่ที่ปิน ถูกชนเผ่าชาวเหนือ รุกรานทำร้ายอยู่เนือง ๆ สุดท้ายต้องทิ้งเมืองปินไปอยู่เชิงเขาฉีซัน  โจวไท่อ๋วง มิใช่จงใจจะเลือกใช้สถานที่ใหม่แห่งนี้ แต่เป็นเพราะจำใจ แต่หากสร้างคุณความดีมีกรุณาธรรม ลูกหลานภายหน้าก็จะได้ปกครองแผ่นดินสืบสานงานใหญ่ต่อไป นั่นคือ ฟ้าลิขิตให้ตรงต่อจิตดีงาม ขณะนี้ อ๋องท่านจะทำอะไรได้กับเมืองฉี มีแต่ปกครองแผ่นดินโดยธรรมเท่านั้น ให้ลูกหลานได้สืบสานต่อไป" เถิงเหวินกงถามอีกว่า "เถิงของเราเป็นเมืองเล็กนัก พยายามเอาใจพวกเมืองใหญ่ แต่ยังไม่วายถูกรุกราน จะรับมืออย่างไรดี" ปราชญ์เมิ่งจื่อตอบว่า "แต่ก่อน โจวไท่อ๋วงตั้งเมืองอยู่ที่ปิน ถูกชนเผ่าเหนือรุกรานเป็นประจำ โจวไท่อ๋วงส่งเครื่องบรรณาการเป็นประจำ เช่น หนังสัตว์  แพรพรรณ ไปแสดงความสวามิภักดิ์  การรุกรานยังคงมีมาไม่ขาด จึงส่งสุนัขพันธุ์ดีและม้าไปให้ การรุกรานของชนเผ่าเหนือยังคงไม่หยุดยั้ง แม้แต่บรรณาการด้วยหยก ด้วยอัญมณีล้ำค่า ก็ไม่อาจยับยั้งได้ สุดท้าย โจวไท่อ๋วงจึงเรียกประชุมผู้ใหญ่ทั้งหลาย ประกาศให้เห็นจริงว่า "สิ่งที่ชนเผ่าเหนือต้องการนั้น มันคือแผ่นดินโจวของเรา"  กษัตริย์โจวไท่อ๋วง กล่าวต่อผู้ใหย๋ที่ทรงคุณวุฒิทั้งหลายต่อไปว่า "เราได้ยินมาว่า กัลยาณชนประมุขผู้ทรงธรรม จะไม่ทำให้ชีวิตคนต้องเสียหาย เพื่อที่จะเลี้ยงดูผู้คน (แย่งชิงดินแดนจนต้องเข่นฆ่ากัน)  ท่านทั้งหลายไม่ต้องห่วงใยว่าจะไม่มีประมุข เราจะย้ายถิ่นฐาน" ในที่สุด โจวไท่อ๋วงไปจากเมืองปิน เดินทางข้ามเขาเหลียงซัน ไปสร้างเมืองใหญ่ที่เชิงเขาฉีซัน ชาวเมืองปินที่อยู่ร่วมกันมา ต่างกล่าวว่า "โจวไท่อ๋วงทรงมีกรุณาธรรมยิ่งนัก  เราจะผิดไปจากการปกครองของพระองค์ไม่ได้" ฝูงชนที่ติดตามโจวไท่อ๋วง อพยบเดินเบียดเสียดเป็นขบวนยาวเหมือนคนซื้อขายกันในตลาด แต่มีคนกล่าวว่า "แผ่นดินผืนนี้ที่อยู่มา น่าจะรักษาไว้ให้เป็นสมบัติของลูกหลานสืบต่อไป ไม่ใช่ว่าปู่ย่ารักษามาแล้ว เราก็จะทิ้งไป เราจะยอมสู้ตายกับผู้รุกราน จะไม่ยอมไปจากที่นี่  วิธีการทั้งสองแล้วแต่อ๋องท่านจะเลือกสรร" (บทนี้ปราชญ์เมิ่งจื่อชี้ให้เห็นหลักเหตุผล ของการรุกและรับ)  พระเจ้าหลู่ผิงกง กำลังจะออกจากพระราชฐาน ขณะนั้น ขุนนางคนสนิทชื่อว่า จังชัง ทูลถามว่า "ทุกครั้งที่จะออกจากวัง ฝ่าบาทจะบอกกล่าวเจ้าหน้าที่รักษาการ ให้รู้รายละเอียดของการเสด็จไป แต่วันนี้ รถม้าเตรียมพร้อมแล้ว เจ้าหน้าที่กลับไม่มีใครทราบเลย ได้โปรด..." หลู่ผิงกงตอบว่า "จะไปพบปราชญ์เมิ่งจื่อ" คนสนิทว่า "เหตุใดฝ่าบาทจึงลดองค์ลงยกย่องสามัญชนเช่นนั้น หรือสำคัญผิดว่า เขาคือเมธีผู้มีคุณธรรม  เมธีจะต้องแสดงจริยมโนธรรมจากการกระทำของตน แต่ในภายหลัง เมิ่งจื่อจัดงานศพให้มารดาสูงส่งกว่างานศพของบิดาก่อนหน้านั้น เท่ากับดูเบาบิดาตน ฝ่าบาทไม่น่าลดองค์ลงไปหา" หลู่ผิงกงตอบว่า "ใช่"  เอวี้ยเจิ้งจื่อ (ศิษย์เมิ่งจื่อ เป็นขุนนางเมืองหลู่)  เห็นหลู่ผิงกงเปลี่ยนใจจึงว่า "ไฉนฝ่าบาทจึงไม่ไปพบท่านปราชญ์เมิ่งจื่อ" หลู่ผิงกงตอบว่า "มีคนบอกเราว่า เมิ่งจื่อจัดงานศพมารดาในภายหลังสูงส่งกว่าบิดาในครั้งก่อน ดูอย่างกับเมธีที่ไม่รู้จริยมโนธรรม จึงไม่ไปพบ" เอวี้ยเจิ้งจื่อว่า "ที่ว่าสูงกว่านั้น หรือเป็นเพราะในครั้งก่อน ครูปราชญ์ยังเป็นนักศึกษา แต่ครั้งหลังเป็นขุนนาง เป็นเพราะครั้งก่อน ใช้เครื่องเซ่นไหว้ระดับสาม ครั้งหลังใช้ระดับห้าตามสถานภาพ" หลู่ผิงกงว่า "มิใช่เหตุนี้ แต่เป็นเพราะครั้งหลังนี้ การตกแต่ง เสื้อผ้า โลงศพหรูหรากว่าครั้งก่อนมาก" เอวี้ยเจิ้งจื่อว่า "ดังนี้มิใช่เจตนาจัดงานเหลี่ยมล้ำ แต่เป็นเพราะฐานะก่อนหลังต่างกัน" เอวี้ยเจิ้งจื่อ มาพบครูปราชญ์เมิ่งจื่อ กล่าวว่า "ศิษย์ได้กล่าวขวัญคุณธรรมแห่งปราชญ์ของครูท่าน จนหลู่ผิงกงจะมาพบครูท่านอยู่แล้ว แต่มีขุนนางคนสนิทชื่อจังซัง ยับยั้งไว้ ทำให้หลู่ผิงกงไม่อาจมาได้ตามพระประสงค์เดิม" ครูปราชญ์ว่า "คน ดำเนินการย่อมมีผู้ยับยั้ง ธรรมะ จะดำเนินการหรือไม่ มิใช่ใครจะบงการได้ ที่ครูกับหลู่ผิงกงไม่ได้พบกัน นั่นเป็นเจตนาของฟ้าเบื้องบน จังซังคนนี้ จะยับยั้งให้เราไม่ได้พบกันได้หรือ" (บทนี้ ปราชญ์เมิ่งจื่อแสดงความแห่งบุญวาระอันเกี่ยวข้องกับชะตากรรมของบ้านเมืองที่เป็นไปตามพระโองการฟ้า)

                                     จบบทเหลียงฮุ่ยอ๋วงตอนท้าย

                           ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ 

                       ๒. บทกงซุนโฉ่ว  ตอนต้น

        กงซุนโฉ่ว ศิษย์ของครูปราชญ์เมิ่งจื่อ ขุนนางเมืองฉี เรียนถามครูปราชญ์ว่า "สมมุติว่า ครูท่านกุมอำนาจใหญ่ทางการปกครองบ้านเมืองฉี การกระทำของสองอภิขุนนาง คือ ก่วนจ้ง กับ เอี้ยนจื่อ  จะปรากฏใช้ได้อีกหรือไม่" ครูปราชญ์เมิ่งจื่อตอบแก่ศิษย์ว่า "ศิษย์ช่างเป็นคนของเมืองฉีนัก รู้จักแต่ก่วนจ้ง กับเอี้ยนจื่อ (ไม่รู้จักปราชญ์เมธี)" แต่ก่อน มีคนถามเจิงซี หลานชายของท่านปราชญ์เจิงจื่อ (ศิษย์เมธีของท่านบรมขงจื่อ) ว่า "ระหว่างท่านกับจื่อลู่ (ศิษย์เมธีของท่านบรมครูจอมปราชญ์ขงจื่อ) ผู้ใดจะสามารถปราดเปรื่องกว่ากัน" เจิงซี (ซึ่งเป็นรุ่นหลาน) อกสั่นขวัญหายไม่สบายใจ ตอบไปว่า " ท่านปราชญ์จื่อลู่เป็นผู้ที่บรรพชนเราเคารพยำเกรง เราจะบังอาจเปรียบกับท่านได้อย่างไร" ผู้นั้นถามอีกว่า "ถ้าเช่นนั้น ท่านเปรียบกับอภิขุนนางก่วนจ้งล่ะ ใครจะสามารถปราดเปรื่องกว่ากัน" เจิงซีได้ยินคำถามนี้เกิดโทสะทันทีตอบว่า "ทำไมท่านจึงเอาเราไปเปรียบกับก่วนจ้งอีก ก่วนจ้งเป็นขุนนางที่ฮ่องเต้โปรดปราณไว้วางใจ การกระทำของเขาล้วนใช้อภิสิทธิ์ คิดเองตัดสินใจเอง หากพูดถึงบริหารบ้านเมือง ถือว่าเขาทำมานาน แต่หากพูดถึงผลงาน สิ่งที่เขาทำล้วนต่ำช้าสามานย์ ทำไมท่านจึงเอาเราไปเปรียบกับก่วนจ้งคนพรรค์นั้น" ครูปราชญเมิ่งจื่อยกตัวอย่างเรื่องนี้ให้ศิษย์กงซุนโฉ่วฟัง เพื่อจะบอกว่า ความประพฤติกับการกระทำของอภิขุนนางก่วนจ้ง แม่แต่เจิงซียังไม่อยากเห็นดีด้วยเลย ศิษย์คิดว่าครูจะเห็นดีด้วยหรือ  ศิษย์กงซุนโฉ่วกล่าวอีกว่า "ก่วนจ้งทำให้ฮ่องเต้เขาเป็นจักรพรรดิ์ผู้พิชิต ส่วนเอี้ยนจื่อทำให้อำนาจของฮ่องเต้โด่งดังน่าคร้ามไปทั่ว ความดีความชอบของทั้งสอง ยังไม่เพียงพอที่จะทำตามอีกหรือ" ครูปราชญ์ตอบว่า "ความยิ่งใหญ่ของเมืองฉีขณะนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ขุนนางชั่วช่วยเสริม หากเปลี่ยนเป็นปกครองโดยธรรม จะง่ายดั่งพลิก  ศิษย์กงซุนโฉ่วยังคงสงสัย เรียนถามต่อไปว่า "ถ้าอย่างนี้ ศิษย์ยิ่งไม่เข้าใจ เหตุใดคุณธรรมของกษัตริย์โจวเหวินอ๋วง ซึ่งมีพระชนม์ยืนยาวเกือบร้อย (เก้าสิบเจ็ดปี) ยังไม่อาจปรกแผ่กรุณาบารมีไปทั่วหล้าได้ จนถึงรัชสมัยอู่อ๋วงราชบุตรกับปู่เจ้าโจวกงสืบต่อ จึงได้สำเร็จการปกครองโดยกรุณาธรรม ดู "ง่ายอย่างกับพลิกฝ่ามือ" ถ้าเช่นนั้น วิธีการของเหวินอ๋วง ก็เอาหาใช้ไม่ได้น่ะสิ" (้พราะใช้เวลาเกือบชั่วชีวิต ยังไม่สำเร็จได้)

                           ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ

                       ๒. บทกงซุนโฉ่ว  ตอนต้น

        ครูปราชญ์เมิ่งจื่อว่า "เหวินอ๋วงจะเทียบอย่างไรได้ เนื่องจากช่วงเวลาที่กษัตริย์ทังราชวงศ์ซัง จะสืบต่อจนถึงอู่ติงนั้น ยังมีกษัตริย์เมธีเกิดขึ้นอีกถึงหกเจ็ดสมัยทั่วหล้าสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์ซังมาช้านาน ด้วยเหตุที่เนิ่นนานมาก ฉะนั้น จะปรับเปลี่ยนจึงยากมาก เมื่อกษัตริย์อู่ติงฟื้นฟูความสำพันธ์กับเจ้าเมืองทั่วหน้าด้วยมิตรไมตรีทุกอย่างจึงง่ายดายเหมือนสิ่งอันอยู่กลางใจมือ จึงได้รับความเคารพสนิทใจจากเจ้าเมืองทั้งหลาย ยิ่งกว่านั้น ช่วงที่ทรราชโจ้วอ๋วงก่อการ ยังห่างจากกษัตริย์อู่ติงไม่นาน ลูกหลานขุนนางก่อนเก่ายังยึดถือในคุณงามความดีดั้งเดิมอยู่ อีกทั้งยังมีขุนนางคนดี อาทิ เอว๋ยจื่อ เอว่ยจ้ง  หวังจื่อ ปี่กัน จีจื่อ  เจียวเก๋อ ล้วนขุนนางศรีเมธีปราชญ์ ช่วยกันบริหารบ้านเมือง ฉะนั้น ภายหลังแม้ทรราชโจ้วอ๋วงจะชั่วร้าย แต่บ้านเมืองก็ยังดำรงอยู่ได้ (เนื่องจากพื้นฐานดีมานาน ลูกหลานขุนนางดี ยังรักษาความดีอยู่ มีเมธีชนช่วยอุ้มชู) ช่วงนั้น แผ่นดินทุกตารางนิ้วถูกทรราชยึดครอง ประชาราษฏร์ทุกคนอยู่ใต้อาณัติของทรราช อีกสาเหตุหนึ่งที่เหวินอ๋วงยังไม่อาจสำเร็จคุณของการปกครองแผ่นดินโดยธรรมได้ เพราะเหวินอ๋วงเริ่มก่อร่างสร้างบ้านเมืองด้วยเนื้อที่โดยรอบเพียงหนึ่งร้อยลี้เท่านั้น กับการจะปกครองแผ่นดินด้วยกรุณาธรรม ดังนั้น ความสำเร็จที่จะเกิดมีได้จึงยากแท้  ชาวเมืองฉีกล่าวกันว่า "แม้ฉลาดปราดเปรื่องนัก มิสู้รู้จักฉวยโอกาส แม้มีเครื่องมือไถคราด มิสู้ลมฟ้าอากาศมาอำนวย" (ซุยโหย่วจื้อฮุ่ย ปู้หยูเฉิงซื่อ  ซุยโหย่วจือจี ปู้หยูไต้สือ)  บัดนี้ เป็นโอกาสที่จะดำเนินการปกครองบ้านเมืองด้วยกรุณาธรรมอย่างง่ายดายแล้ว  ในรัชสมัยเซี่ย ซัง และโจว เป็นยุดเฟื่องฟูที่สุด ที่ดินกรรมสิทธิ์ของแต่ละเจ้าเมือง ยังไม่มีที่จะเกินหนึ่งพันลี้ แต่บัดนี้เมืองฉีกลับครอบครองที่ดินกว้างใหญ่ไพศาล เสียงไก่ขันสุนัขเห่า ก็ต้อนรับกันไปทั่วถึงชายแดน (เพื่อนบ้านเรียกขานกันไม่ห่าง) เมืองฉีในบัดนี้ มีประชากรมากมาย ที่ดินทำกินก้ไม่ต้องบุกเบิกใหม่อีก ประชาชนก็ไม่ต้องโยกย้ายถิ่นฐานเหมือนแต่ก่อน  ฉะนั้น จึงถือโอกาสนี้ดำเนินการปกครองด้วยกรุณาธรรม ประกาศตนเป็นอ๋องผู้ทรงธรรมจะไม่มีผู้ใดขัดขวางเป็นแน่ อีกทั้งการไม่ปรากฏอ๋องผู้ทรงธรรม ไม่มีช่วงใดน้อยไปกว่านี้อีกแล้ว ประชาราษฏร์ที่ซูบโทรม ครวญคร่ำ ภายใต้ระบบกดขี่ก็ไม่มีที่เลวร้ายไปกวานี้ คน ขณะหิว จะง่ายต่อการให้อาหาร ขณะกระหาย จะง่ายต่อการให้ดื่ม ท่านบรมครูกล่าวไว้ว่า "เกียรติคุณของการปกครองโดยธรรม แพร่สะบัดรวดเร็วยิ่งกว่าการส่งสาส์น" ยุคนี้ หากบ้านเมืองมีรถม้าศึกหมื่นคัน ยินดีดำเนินธรรมประชาราษฏร์ย่อมยินดีปรีดา ประหนึ่งช่วยพวกเขาให้พ้นทุกข์จากการผู้แขวนห้อยหัวลง ฉะนั้น สิ่งที่ทำ ขอเพียงยอมเหนื่อยแค่ครึ่งเดียวของท่านทั้งหลายในกาลก่อน ผลงานที่เกิดก่อนย่อมทวีคูณกว่าท่านแต่กาลก่อนอย่างแน่แท้  "มีแต่เวลานี้เท่านั้นที่จะปฏิบัติการได้" (บทนี้ ปราชญ์เมิ่งจื่อให้ศิษ์กงซุนโฉ่วพิจารณาโอกาสของการดำเนินธรรม)

                          ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ

                       ๒. บทกงซุนโฉ่ว  ตอนต้น

        ศิษย์กงซุนโฉ่วเรียนถามครูปราชญ์อีกว่า "หากครูท่านอยู่ในตำแหน่งมุขมนตรีแห่งเมืองฉี ได้ดำเนินการปกครองโดยธรรม จากนั้น ก็ได้เป็นใหญ่เหนือบรรดาเจ้าเมือง ยิ่งกว่านั้น ยังได้เป็นมหาราชา  ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ ครูท่านจะหวั่นไหวหรือไม่" ครูปราชญ์ตอบว่า "ไม่ เมื่อครูอายุได้สี่สิบ ก็ไม่หวั่นไหวแล้ว"  "ถ้าเช่นนั้น ครูท่านก็เหนือกว่าเมิ่งเปินยิ่งนัก" นักรบผู้กล้าของเมืองเอว้ย ไม่เกรงกลัวภยันตรายใด ๆ ทั้งสิ้น)  ครูปราชญ์ตอบว่า ทำได้ไม่ยาก ปราชญ์เก้าจื่อ (ศิษย์ของครูเอง) ยังทำใจไม่หวั่นไหวได้ก่อนครู" ศิษย์เรียนถามอีกว่า "ใจไม่หวั่นไหวมีวิธีฝึกหรือไม่" ครูปราชญ์ตอบว่า "มี จะเล่าตัวอย่างคนสองคนให้ฟัง เป่ยกงอิ่ว นักรบผุ้กล้าแห่งเมืองฉี ประคองรักษาความไม่หวั่นไหวด้วยการไม่หดหนีเมื่อเนื้อหนังถูกเข็มทอง ไม่เคลื่อนไหว ดวงตาเหมือนดวงตาถูกเข็มแทง ความคิดของเขา การถูกเหยียบย่ำแม้ขนอ่อนหนึ่งเส้น ก้จะน่าอับอาย เท่ากับถูกตีด่าในท้องพระโรงหรือตลาดนัด เขาจะไม่ยอมให้สามัญชนสบประมาท ไม่ยอมจน แม้ว่าเจ้าเหนือหัวผู้ครอบครองรถม้าศึกถึงหมื่นตัวมาสบประมาท (ไม่หวั่นไหว ใจเข็ง กล้าสู้กล้าเผชิญ) แม้เห็นเจ้าเมืองถูกแทงตาย ก็เห็นเป็นธรรมดา เหมือนคนทั่วไปถูกฆ่า ไม่หวดหวั่นต่ออิทธิพลอ๋องใด หากมีเสียงด่าทอเข้าหู เขาก็จะตอบโต้หยาบคายกลับไปทันที  อีกคนหนึ่งชื่อ เมิ่งซือเซ่อ เขามีวิธีการฝึกความกล้าคือ เห็นความพ่ายแพ้เป็นชนะ (ไม่กลัวพ่ายแพ้) แต่จะประมาณกำลังคู่ต่อสู้เสียก่อน เห็นว่าสู้ได้ จึงรุก เห็นว่าชนะจึงประจัญรบ นี่คือไม่ประมาท ด้วยเกรงว่ากำลังศัตรูจะมากกว่าสามกองรบ (กองรบละหนึ่งหมื่นสองพันห้าร้อย คูณสาม) เขากล่าวว่า มิใช่ว่าข้าฯ เมิ่งซือเซ่อ จะชนะศึกได้ ทุกครั้งเพียงแต่เตรียมใจได้ไม่ให้หวาดหวั่นเท่านั้นเอง" ศิษยฺเรียนถามอีกว่า " เมิ่งซือเซ่อ มีส่วนคล้ายท่านปราชญ์เจิงจื่อ ที่เรียกร้องความถูกต้อง เป็นไปได้จากตนเอง เป่ยกงอิ่ว มีส่วนคล้ายท่านปราชญ์จื่อเซื่ยที่มุ่งชนะ หนักแน่นมั่นคงต่อการรักษาสัตย์สัญญา ถ้าเช่นนั้น ผู้แกร่งกล้าที่ไม่หวั่นไหวทั้งสองนี้ ใครหรือที่ปัญญาปราดเปรื่อง คุณธรรมงามสง่ากว่ากัน" ครูปราชญ์ตอบว่า "เมิ่งซือเซ่อ รักษาความกล้าแกร่งแห่งธรรมได้ดีกว่าเป่ยกงอิ่ว  ท่านปราชญ์เจิงจื่อ (ศิษย์บรมครู) เคยกล่าวแก่ศิษย์จื่อเซียงว่า"ศฺิษย์จื่อเซียง เธอใฝ่ฝันมนความกล้ากระนั้นหรือ ครูเอง (เจิงจื่อ) เคยได้ยินท่านบรมครู กล่าวถึงความกล้าอันยิ่งใหญ่มาแล้ว นั่นก็คือ "หากย้อนถามใจตนเอง รู้ว่าเหตุผลของตนไม่ตรงไม่ถูกต้อง  แม้คู่กรณีจะเป็นเพียงสามัญชน  เราก็จะยอมรับผิด ไม่หวั่นเกรงอัปยศอดสูกระนั้นหรือ หากถามใจตน ตรงต่อหลักธรรมไม่ผิด แม้จะมีผู้ต่อต้านนับหมื่นพัน ก็จะก้าวต่อไปไม่หวั่นกระนั้นหรือ" เห็นเช่นนี้แล้ว การรักษาความกล้าของเมิ่งซือเซ่อ ก้ยังมิอาจเทียบได้กับท่านปราชญ์เจิงจื่อ (เมิ่งซือเซ่อรักษาพลังความกล้าของกาย แต่ปราชญ์เจิงจื่อ ท่านรักษาหลักธรรมความถูกต้อง โดยไม่หวั่นไหวไว้ได้)  ศิษย์ (กงซุนโฉ่ว) บังอาจเรียนถามครูปราชญ์เมิ่งจื่อว่า "ที่ใจท่านไม่หวั่นไหว กับที่ใจของท่านปราชญ์เก้าจื่อไม่หวั่นไหวนั้น เป็นเช่นไร" ความไม่หวั่นไหวของปราชญ์เก้าจื่อนั้น ท่านกล่าวว่า "เกิดมีคำพูดไม่เหมาะ ไม่ใฝ่ใจครุ่นคิด เกิดมีความคิดไม่เหมาะ เป็นผลให้จิตใจวุ่นวาย สับสน กระวนกระวาย ให้ระงับจิตใจ ไม่อาศัยพลังในกาย แสดงออกด้วยการกระทำ ประการหลังนี้ใช้ได้ แต่ในข้อ "คำพูดไม่เหมาะ ไม่ใฝ่ใจ ครุ่นคิดนั้น" ใช้ไม่ได้ อันความมุ่งมั่นนั้น เป็นตัวเอกของพลังกาย พลังกายประจุอยู่ทั่วตัว เมื่อถึงที่สุดของใจมุ่งมั่น พลังกายจะเป็นตัวรอง จึงกล่าวว่า ดำรงความมุ่งมั่น แต่อย่าได้เสียหายแก่พลัง (ความคิดของท่านปราชญ์เมิ่งจื่อคือ หากไม่ได้คำพูดที่เหมาะที่ควรจากผู้ใด ให้พิจารณาตน)  (ความมุ่งมั่นของท่านปราชญ์เมิ่งจื่อคือ สร้างสันติธรรมทั่วหล้า "จึงสู้อุตสา่ห์จาริกกล่อมเกลา แต่คำตอบที่สะท้อนกลับมาล้วนไม่เหมาะต่อการดำเนินสันติธรรม จึงต้องครุ่นคิดพิจารณา หาทางสร้างสรรค์ต่อไป ประโยคสุดท้ายจึงกล่าวว่า " ดำรงความมุ่งมั่น แต่ไม่ให้เสียหายแก่พลัง") เรียนถามต่อไปว่า " ในเมื่อกล่าวว่า "มุ่งมั่นเป็นเอก พลังเป็นรอง" อีกทั้งกล่าวว่า "ดำรงความมุ่งมั่น แต่ไม่ให้เสียหายแก่พลัง" แล้วจะเป็นเช่นไร ครูปราชญ์ว่า "ใครก็ตามที่มุ่งมั่นต่อการหนึ่งก็จะสะเทือนถึงพลังในกาย หากเจาะจงใช้พลังในกายทำการหนึ่งการใด ความมุ่งมั่นก็จะหวั่นไหว" ตัวอย่างเช่น คนหกล้มกับวิ่งเร็ว มันเริ่มจากพลังในกายใช้งาน แต่สุดท้ายผลก้กระทบใจ มันเกี่ยวเนื่องกัน ฉะนั้น เมื่อตั้งความมุ่งมั่นแล้ว ยังจะต้องสงบใจ รักษาพลังไว้ให้ปกติ (มุ่งมั่นแต่อย่าทะยานฮึกเหิม)"

                    ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ

                       ๒. บทกงซุนโฉ่ว  ตอนต้น

        บังอาจเรียนถามครูปราชญ์  "ความประณีตในการ "ไม่สะเทือนแก่ใจ" มีข้อดีอะไร" ครูปราชญ์ตอบว่า "พูดเท่าที่ครูรู้ ครูประคองหล่อเลี้ยงพลังแกร่งตรงคงมั่นของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ได้"  (หว่อเหนิงหันหย่างต้าจื้อหยันเตอเจิ้งต้ากังจื๋อจือชี่)
บังอาจเรียนถาม "อย่างไรคือ "มหาพลานุภาพ" อันเป็นเช่นนั้นเอง" ครูปราชญ์ว่า "ตอบยาก มหาพลังนี้กว้างไกลไม่ประมาณ แกร่งกล้าไม่ประมาณ ใช้มหาพลานุภาพเที่ยงธรรมนี้ ดำรงเลี้ยงจิตภายในเรื่อยไป อย่าให้เสียหายแก่เขา มหาพลานุภาพนั้น ก็จะประจุเต็มท่ามกลางฟ้าดิน มหาพลานุภาพเที่ยงธรรมนี้ปลูกฝังสร้างสรรค์ บำรุงเลี้ยงด้วยสัจจมโนธรรมประกอบกัน หากปราศจากสัจจมโนธรรมกับสัจจธรรมประกอบกันไว้ มหาพลานุภาพก็จะเหี่ยวแห้งอับเฉา ไม่อาจเติมเต็มเป็นจริง มหาพลานุภาพเที่ยงธรรมนี้ ก่อเกิดเติบโตได้ด้วยสัจจมโนธรรม แต่มิใช่บรรจบพบกับสัจจมโนธรรมโดยบังเอิญ แล้วก็จะรับเอาได้ง่าย ๆ เลย การกระทำ  ความประพฤติ มีส่วนไม่เหมาะกับน้ำใจงาม มหาพลานุภาพนั้นก็จะเหี่ยวแห้งอับเฉา ไม่อาจเติมเต็มได้"  ครูจึงได้กล่าวว่า "ปราชญ์เก้าจื่อ ยังเข้าไม่ถึงความหมายอันแท้จริงของมหาพลานุภาพ เพราะเขาเข้าใจว่า มหาพลานุภาพนี้ มีได้ด้วยการรับเอาจากภายนอก ซึ่งยังจะต้องรู้อีกว่า มหาพลานุภาพนี้ จะมุ่งกระทำการใดเพื่อให้เกิดมีก็มิได้เพราะจะไม่เที่ยงธรรม ขอเพียงรักษาภาวะจิตสัจจมโนธรรมไว้ไม่ลืม (ดำรงความเป็นเช่นนั้นเอง มีอยู่  เป็นอยู่  ด้วยภาวะของธรรมชาติ)  แต่อย่าได้ยึดหมายในความมีอยู่นั้น อีกทั้งอย่าได้หาทางสร้างเสริมเพิ่มพูน ด้วยว่าภาวะของมหาพลานุภาพ เป็นสิ่งซึ่งจะเป็นไปเองโดยธรรมชาติ จึงอย่าได้ทำอยางชาวซ่งคนหนึ่ง กล่าวคือ... ชาวเมืองซ่งคนหนึ่ง ห่วงกังวลว่าข้าวกล้าที่หว่านไว้ไม่เติบใหญ่  จึงช่วยดึงต้นให้สูงขึ้น เขากลับบ้านด้วยความอ่อนล้า บอกแก่ทุกคนในบ้านว่า ฌหนื่อยนัก ฉันได้ช่วยข้าวกล้าสูงขึ้น"  (อย้าเหมียวจู้จั่ง).....
บุตรชายรีบวิ่งไปดู ปรากฏว่าข้าวกล้าในนาเหี่ยวเฉาหมดสิ้น
        คนในโลกนี้ ที่ไม่ช่วยดึงต้นกล้าให้สูงขึ้นนั้นน้อยนัก (รวบรัดสุกเอาเผากิน)  เห็นความประณีต สุขุมลึกล้ำอย่างธรรมชาติ เช่น การสั่งสมมหาพลานุภาพอันเป็นเช่นนั้นเอง ดำรงอยู่เอง เป็นเรื่องเสียเวลาหาประโยชน์มิได้  จึงเท่ากับไม่บำรุงรักษาข้าวกล้า  แต่เร่งถอนให้ต้นสูงขึ้น ซึ่งเท่ากับทำลายไป ไม่เกิดผลดี"  กงซุนโฉ่ว เรียนถามครูปราชญ์อีกว่า "อย่างไรจึงจะรู้วาจา" (รู้เจตนาเบื้องหลังของคำพูด)   ครูปราชญ์ว่า
"วาจาที่โน้มเอียง                      ก็จะรู้ว่า เขาถูกผลประโยชน์บดบังใจ
วาจาลามกเสียจรรยา                  จะรู้ได้ว่า เขาถูกตัณหาราคะครอบงำ
วาจาลื่นไหลไม่เข้าหลักเที่ยงตรง     ก็จะรู้ว่า เขาห่างสัจจมโนธรรม
วาจาที่หลีกเลี่ยงวกวน ปฏิเสธปิดบัง  นั่นคือ เขากำลังอับจนลำบากใจ
        ส่วนใหญ่หนึ่งคำพูดล้วนเกิดจากใจ หากเป็นขุนนางใจเสียหาย จะเสียหายต่องานความรับผิดชอบ จากนั้นสู่คนร่วมงาน สุดท้าย เสียหายต่อการปกครองบ้านเมืองอันเป็นเรื่องใหญ่ หลักเหตุผลนี้  แม้พระอริยะอุบัติมา ก็จะอบรมเช่นเดียวกันนี้  ปราชญ์ไจหว๋อ  จื่อก้ง  ศิษย์เมธีทั้งสองของท่านบรมครูเป็นผู้มีวาทะศิลป์ดีมาก  ปราชญ์หยั่นหนิว  หมิ่นจื่อ  เอี๋ยนเอวียน (หยั๋นป๋อหนิว   หมิ่นจื่อเซียน  เอี๋ยนหุย)  อรรถาจริยคุณธรรมได้ดีเลิศ  (ด้วยท่านเป็นเช่นนั้น)   ท่านบรมครูขงจื่อมีความล้ำเลิศทั้งสองประการ  แต่ท่านกลับน้อมใจกล่าวว่า "เรายังไม่สามารถใช้ถ้อยคำวาจาดีได้ดังนี้เลย" กงซุนโฉ่วว่า "ครูปราชญ์ (เมิ่งจื่อ) ท่าน "รู้วาจา" ได้ถึงเพียงนี้ (อีกทั้งดำรงเลี้ยงมหาพลานุภาพจิตให้คงอยู่อย่างธรรมชาติได้) ท่านก็คืออริยปราชญ์แล้ว"  (ปราชญ์เมิ่งจื่อแดสงความเป็นผู้ "รู้วาจา" เข้าถึงมหาพลานุภาพเที่ยงธรรมแห่งฟ้า" มิใช่โอ้อวด แต่เพียงนำทางและแสดงหลักหลักสัจธรรมแก่ศิษย์กงซุนโฉ่ว ส่วนท่านบรมครูที่กล่าวว่า "เรายังไม่สามารถใช้ถ้อยคำวาจาดีได้ดังนี้เลย" นั้น  เป็นการสะท้อนความชื่นชมต่อศิษย์ที่ทำได้ดีแล้ว อีกทั้งเสริมส่งศิษย์ข้างหลังต่อไป มิใช่เพื่อแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนเพื่อตน"

                  ปรัชญาเมิ่งจื่อ  :   ปราชญ์เมิ่งจื่อ

                       ๒. บทกงซุนโฉ่ว  ตอนต้น

        ปราชญืเมิ่งจื่อว่า  "โอ กล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร ครั้งกระนั้น ปราชญ์จื่อก้ง (ศิษย์บรมครู) ถามท่านบรมครูว่า "ท่านบรมครูเป็นอริยปราชญ์ใช่หรือไม่" บรมครูขงจื่อตอบว่า "อริยะนั้น ครูมิอาจรับ ที่เป็นได้คือ ศึกษาไม่รู้หน่าย สอนให้ไม่รู้หนื่อย" (เสวียเอ๋อปู๋เอี้ยน เจียวเอ๋อปู๋เจวี้ยน)
ศิษย์จื่อก้งว่า "ศึกษาไม่รู้หน่าย คือปัญญาธรรม สอนให้ไม่รู้เหนือย คือ กรุณาธรรม   ผู้สูงส่งด้วยกรุณาปัญญาธรรมดังนี้ ก็คืออริยเมธีแล้ว" (เสวียปู๋เจวี๋ยน จื้อเอี่ย เจียวปู๋เจวี่ยน เหยินเอี่ย  เหยินเฉี่ยจื้อ ฟูจื่อจี้เซิ่งอี่)
(เมิ่งจื่อ) ดูเถิด ระดับท่านบรมครูขงจื่อ ยังไม่ยอมรับฐานะความเป็นอริยะ แล้วศิษย์กล่าวอะไรออกมา" กงซุนโฉ่วว่า "เคยได้ยินมาว่า ปราชญ์จื่อเซี่ย  จื่ออิ๋ว  จื่อจาง  ล้วนได้เรียนรู้ส่วนหนึ่งของความเป็นอริยะ  สำหรับหยั่นหนิว  หมินจื่อ กับ  เอี๋ยนเอวียนนั้น แม้จะได้เรียนความสมบูรณ์ของอริยะ แต่ยังได้แก่ตนไม่มาก ดังนี้แล้ว ครูท่านเห็นเป็นเช่นไร"  ตอบว่า "อย่าเพิ่งพูดถึงท่านเหล่านี้เลย" (กงซุนโฉ่วอยากถามบุคคลที่เป็นแบบอย่างเพื่อเจริญรอยตาม) กงซุนโฉ่วถามอีกว่า "ราชบุตรป๋ออี๋ กับ สัตบุรุษอี๋อิ่นล่ะ เป็นเช่นไร"  ปราชญ์เมิ่งจื่อตอบว่า "ท่านต่างจากเราคือ หากมิใช่เจ้าเหนือหัวแห่งตน จะไม่สวามิภักดิ์ หากมิใช่พสกนิกรแห่งตน จะไม่ใช้งาน  ขณะบ้านเมืองปกติสุข จะออกมารับราชการ หากบ้านเมืองวุ่นวาย จะลาพักราชการอยู่กับบ้าน นี่คือ จุดหมายของการใช้ชีวิต (รักสันโดษ รักสงบ) ของราชบุตรป๋ออี๋"   ส่วนสัตบุรุษอีอิ๋นนั้น จุดหมายของการใช้ชีวิตก็คือ ไม่มีพระราชาบ้านเมืองใดที่จะรับใช้ไม่ได้ ไม่มีชาวเมืองใดที่จะใช้งานไม่ได้ บ้านเมืองปกติสุขก็รับราชการอยู่ บ้านเมืองวุ่นวายก็ยังคงรับราชการอยู่ (อะไรก็ได้ อย่างไรก็ได้) นี่คือ อีอิ่น
        สำหรับบรมครูนั้น วาระอันควรรับราชการก็รับ วาระอันควรหยุดพักก็หยุด วาระอันควรยาวนานยั่งยืนก็ยั่งยืนต่อไป วาระอันควรเร่งรีบถอดถอนก็ถอดถอน นี่คือจุดหมายการใช้ชีวิตของท่านบรมครู (ไม่ยึดหมาย ให้พิจารณาการอันควร)  ทั้งสามท่านนี้ ล้วนอริยชนคนก่อนเก่า ครูเอง (เมิ่งจื่อ) ยังไม่อาจเลียนอย่างท่านได้ แต่ที่ปรารถนานั้น คือ เจริญเรียนตามท่านบรมครูขงจื่อ"   กงซุนโฉ่วถามว่า "ป๋ออี๋  อีอิ่น  กับบรมครูขงจื่อ อริยชนระดับเดียวกันกระนั้นหรือ"  ปราชญ์เมิ่งจื่อ ตอบว่า "มิได้เลย ตั้งแต่มีมนุษยชาติมาจนบัดนี้ ยังไม่มีคุณธรรมความเป็นคนสมบูรณ์แบบที่ยิ่งใหญ่เช่นท่านขงจื่ออีกเลย กงซุนโฉ่วว่า "ถ้าเช่นนั้น ทั้งสามท่านมีอะไรเหมือนกันหรือไม่"  ตอบว่า "มี  สมมุติหากมีแผ่นดินร้อยลี้ (เล็กมาก)  ให้ท่านเป็นกษัตริย์ ท่านสามารถทำให้เจ้าเมืองน้อยใหญ่ทั้งหมดเคารพสยบใจได้ แต่หากจะให้ท่านทำเรื่องผิดต่อมโนธรรมสักเรื่องหนึ่ง หรือสังหารคนไม่มีโทษผิดสักคนหนึ่ง เพื่อให้ได้มหาอำนาจครองโลก ทั้งสามท่านจะไม่ทำเป็นอันขาด นี่คือสิ่งที่เหมือนกัน"  กงซุนโฉ่วว่า  "ขอบังอาจเรียนถามอีกว่า สิ่งต่างนั้นเช่นไร" ตอบว่า "ปราชญ์ไจหว่อ  จื่อก้ง  โหย่วยั่ว  ทั้งสามท่าน ปัญญาล้วนพร้อมพอต่อการเรียนรู้ได้ในความเป็นอริยะ เชื่อว่าการเรียนรู้ได้และมั่นใจ่ออริยะ จะไม่เกิดจากความคิด จิตลำเอียง หรือเป็นไปตามอารมณ์พอใจยินดีของตนต่อท่านผู้นั้น (ซึ่งเป็นอริยะ) ปราชญ์ไจหว๋อกล่าวว่า "จากการที่ได้พินิจพิจารณาบรมครูขงจื่อ ทุกอย่างที่ท่านทำทุกอย่างที่ท่านเป็น และทุกอย่างที่เป็นท่าน ล้วนเลิศล้ำ งามสง่า ยิ่งกว่าอริยกษัตริน์เหยากับซุ่นอีกมากนัก"  ปราชญ์จื่อก้งก็กล่าวว่า " อดีตกษัตริย์แม้ผ่านหายไปามกาลเวลา แต่พิจารณาจากบทบัญญัติจริยประวัติของพระองค์แล้ว ก็จะรู้ได้ว่า การดำเนินการปกครองบ้านเมืองของพระองค์นั้น ดีหรือไม่อย่างไร ฟังลีลาดนตรีที่ท่านประพันธ์ทำนองไว้ ก็จะรู้คุณธรรมความเป็นท่านนั้นเป็นอย่างไร (เจี้ยนฉีหลี่เอ๋อจือฉีจื้อ เหวินฉีเอวี้ยเอ๋อจือฉีเต๋อ)
        จากจุดนี้ แม้เนื่องนานผ่านไป กษัตริย์ภายหลังหนึ่งร้อยสมัยพิจารณาตัดสินความเป็นไปของกษัตริย์ก่อนหน้าร้อยสมัย จึงไม่มีผิดพลาดได้แน่นอน   

 

SMFJUSTHOST โฮสต์ดีดี ที่นี่เราบริการด้วยใจ
Powered by lotus96