ผู้เขียน หัวข้อ: ร้อยขันติ : คำนำ  (อ่าน 46734 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ร้อยขันติ : คำนำ
« เมื่อ: 28 มีนาคม 2011 07:08 AM »
      
                                         คำนำ

        สุภาษิตโบราณว่า "เล็กน้อยไม่อดทน  เสียหายการณ์ใหญ่"  ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ผู้ทำงานใหญ่ ต้องเป็นผู้มีระดับความอดทนสูง โดยเฉพาะเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ  ยิ่งควรมีความอดทนผ่อนปรน  ถ้าไม่เช่นนั้นความสำเร็จเป็นความเวิ้งว้าง ตัวอักษรอดทน ไม่ว่าจะขียนหรือพูดนั้นง่าย แต่ความสามารถทำให้ได้ ไม่ใช่ของง่ายเลย เหตุเป็นเพราะพวกเรามีอารมณ์อ่อนไหวกันมาก โดยเฉพาะคนหนุ่มที่เลือดร้อน คำพูดเพียงคำเดียวก็ระงับอารมณ์ไม่อยู่ อาการเล็กน้อยก็แสดงออกด้วยคำพูด  อาการรุนแรงก็แสดงออกด้วยมือเท้า ต่อยตีถีบแตะ คนที่สามารถอดทนทำได้อย่างจริงแท้มีน้อยยิ่ง
        ในสมัยราชวงศ์ถังมียอดสุภาพบุรุษท่านหนึ่งนามว่า  จางกงอี้  เป็นผู้มีความสามารถในการอดทนครั้งหนึ่ง  ครั้งสอง  ครั้งสาม อดทนเรื่อยไปในที่สุดก็อดทนถึงร้อยครั้ง จึงได้ลิขิตเป็นหนังสือร้อยขันติแล้วถวายให้ถังเกาจงฮ่องเต้ ภายหลังการทอดพระเนตรของจักรพรรดิ์แล้ว พระองค์ทรงพอพระทัย  จึงขนานนามหนังสือเล่มนี้ว่า "ร้อยขันติจางกง"  
        หนังสือร้อยขันติจางกงอี้  แรกเริ่มเป็นเพียงโอวาทครัวเรือน สั่งสอนลูกหลานให้ช่วยกันอดทน  จนลูกหลานล้วนมีความสามารถเจริญปฏิบัติตามโอวาทที่เป็นมรดกตกทอดมา จนกิติศักดิ์ร่ำลือมาจนถึงปัจจุบัน เนิ่นนานมากว่าพันปี โอวาทขันติได้รับการสรรเสริญ แม้ปัจจุบันก็ยังหาผู้เสมอได้ยาก จะเห็นได้ว่าผู้ที่ปฏิบัติได้สำเร็จมันยากเหมือนขึ้นสวรรค์ทีเดียว
        หนีงสือร้อยขันติมิใช่เป็นหนังสือโอวาทของตระกูลจางเท่านั้น หากแต่เป็นหนังสือโอวาทที่โน้มน้าวชาวโลกไปสู่ความดี เป็นคติพจน์ที่มีค่ายิ่ง ข้าพเจ้าได้รับหนังสือเล่มนี้มาอ่านดูแล้วรู้สึกมีคุณค่ายิ่ง และก็ไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนี้มีมานานแค่ไหน เพราะข้าพเจ้าเป็นพ่อค้าเท่านั้น ไม่มีความสามารถในการตรวจสอบ รู้จักเพียงนำมาจัดพิมพ์ใหม่แล้วแจกให้คนอ่านเป็นการตักเตือนคนให้รู้จัอดทนสู่ความดี คิดว่านี่เป็นการทำความดีอย่างหนึ่ง อนึ่งข้าพเจ้าก็ถือว่าเป็นลูกหลานตระกูลจาง ก็สมควรที่จะเผยแพร่คุณธรรมความดีงามให้เป็นที่ประจักษ์สืบไป
        ปัจจุบันแม้ประเทศไทย ภาษาจีนเป็นที่นิยมเรียนกันมากขึ้นก็ตาม แต่ผู้อ่านภาษาจีนได้ก็ใช่ว่าจะมีมาก  ก็บังเอิญให้มีบุญสัมพันธ์ได้รู้จักคุณหมอบัญชา  ศิริไกร  ซึ่งได้แปลหนังสือธรรมะ เป็นประจำอยู่แล้ว จึงได้ขอให้ท่านช่วยแปลให้จนสำเร็จ เพื่อพิมพ์เผยแพร่ทั้งฉบับภาษาไทย และ ภาษาจีน  ต่อไปบุตรหลานชาวจีนก็จะได้อ่านด้วย และเนื่องในโอกาสร้อยขันติจะพิมพ์เสร็จนี้ จึงเขียนให้ไว้เป็นคำนำ
                                          
                                          ด้วยความนับถือ

                                         ทวี  เอกสมบัตชัย
                                            (จาง  จั๊วฮุย)                
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 มีนาคม 2011 07:46 AM โดย jariya1204 »



ร้อยขันติ : คำนำผู้แปล
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 28 มีนาคม 2011 07:43 AM »
    
                                        คำนำผู้แปล 

        หนังสือร้อยขันติเป็นหนังสือของอริยปราชญ์ที่สืบทอดมาแต่โบราณ  ร้อยขันติเป็นบทบันทึกของปราชญ์อาวุโสที่คุณธรรมของท่านซาบซึ้งเบื้องบน  กิติศัพท์เลื่องลือไปถึงจักรพรรดิ์ถังเกาจง  จนได้รับการยกย่องเป็นร้อยขันติจางกงอี้ จริยาวัตรเหมาะเป็นแบบอย่างแก่บุคคลทุกยุคทุกสมัย นามของท่านคือ จางกงอี้  เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครก็ตามโดยเฉพาะผู้ปฏิบัติธรรมควรอ่านอย่างยิ่ง ผู้มีปัญญาเมื่ออ่านแล้วก็ควรน้อมนำไปปฏิบัติ
        ในวัชรสูตรว่า  :  "ควรไม่มีรูปอัตตา  ไม่มีรูปบุคคล  ไม่มีรูปสรรพสัตว์  ไม่มีรูปชีวะ"  ท่านผู้อาวุโส ทำไมจึงพูดว่า หนังสือธรรมะเล่มนี้เป็นหนัังสือของตระกูลจางเท่านั้น เทพเซียนและพระพุทธจะไม่มีใจแบ่งแยกถือสาเช่นนี้
        ร้อยขันติเป็นหนังสือโอวาทคุณธรรม เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันดีงามที่สืบทอดมาของชนชาติจีน เนื้อหาสาระของหนังสือเป็นวิถีชาวบ้าน เป็นสังคมระดับกลางทั่วไปที่สืบทอดกันมา  และก็เป็นพื้นฐานสาระธรรมดั้งเดิมของศาสนาเต๋าของสังคมโบราณ จึงเต็มไปด้วยสาระธรรมโอวาททางคุณธรรมจำนวนมากที่สั่งสมกันมา  คุณธรรมเป็นปรากฏการณ์ชนิดหนึ่ง ที่ใช้กำหนดระดับคุณสมบัติของมนุษย์ชาติ ด้วยเหตุนี้หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะับผู้ปฏิบัติจะนำไปทดสอบ เพื่อเพิ่มระดับความวิริยะอุตสาหะในการบำเพ็ญธรรม
        หนังสือเล่มนี้ คุณทวี เอกสมบัติชัย  มีจิตกุศลจะพิมพ์เผยแพร่ เพื่อปลุกให้คนไม่หลงงมงาย  ท่านมีใจอยากแปลเป็นภาษาไทย อันเป็นเหตุปัจจัยของหนังสือเล่มนี้  ข้าพเจ้าขอถือโอกาสแนะนำคุณทวี  พอสังเขป  คุณทวีมาจากประเทศจีนเมื่ออายุได้ 16 ปี  เพราะบิดาของท่านถึงแก่กรรมที่เมืองไทย  ท่านต้องต่อสู้ชีวิตจากมือเปล่าจนสำเร็จเป็นนักธุรกิจที่หลายคนยกย่อง  ท่านไม่เป็นเพียงบุคคลตัวอย่างแห่งความสำเร็จเท่านั้น กับศาสนาท่านเป็นผู้มีเมตตาจิตที่อยากเผยแพร่คุณธรรม ท่านเล่าว่าหนังสือเล่มนี้มีอาแปะที่เฝ้าศาลเจ้าคนหนึ่ง ชาวบ้านเรียกอาแปะไช้เท้า (ขายขนมไช้เท้า) ดูแลศาลเจ้าฮกเม้งตึ้ง  แถวหัวลำโพงก่อนที่อาแปะจะลาลับจากโลกนี้ไป อาแปะได้พูดกับคุณทวีว่า  ฉันมีปณิธานอันหนึ่ง คือ ฉันเก็บหนังสือไว้เล่มหนึ่งคือร้อยขันติ อยากให้พิมพ์เผยแพร่  ภายหลังการอ่านของคุณทวี  ก็มองเห็นคุณค่าของหนังสือเล่มนี้ ที่สอนให้คนทำความดีละชั่ว  รู้จักผ่อนปรนให้อภัย  ปราชญ์โบราณว่า อันความชั่วทั้งหลายเสพกามเลวร้ายที่สุด  อันความดีทั้งหลายกตัญญูเป็นเลิศที่สุด  เพราะฉะนั้น  การทำดีทำชั่ว  ย่อมมีการตอบสนองเสมอ หากไม่เชื่อก็อ่านร้อยขันติดูได้
        ท้ายนี้  ผู้น้อยขออุทิศส่วนกุศลที่ได้จากการแปลหนังสือเล่มนี้จงเป็นพลวปัจจัยให้บรรพจารย์  บรรพชน  ญาติธรรมทั้งหลาย  ผู้บริจาคสร้างหนังสือเล่มนี้  และเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย  ได้เข้าสู่กระแสแห่งนิพพานเทอญ

                                    ผู้น้อย   ธรรมบัญชา
                                         10  ธ.ค. 45
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 มีนาคม 2011 07:47 AM โดย jariya1204 »

ร้อยขันติ : คำนำ
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 28 มีนาคม 2011 07:58 AM »

                                      คำนำ

        หนังสือ  ร้อยขันติ  ของ  จางกงอี้ (เตียกงโง่ย)  ถือเป็นแบบอย่างขอความซื่อสัตย์  ยุติธรรม   ที่ควรนำมาปฏิบัติ  ถ้าบ้านหนึ่งมีการุณยธรรม  รัฐหนึ่งย่อมเจริญด้วยการุณยธรรม  ถ้าบ้านหนึ่งมีการผ่อนปรน  รัฐหนึ่งย่อมเจริญด้วยการผ่อนปรน  โลกทั้งโลกก็อุดมด้วยกรุณาผ่อนปรน  วัฒนธรรมซื่อตรงเหล่านี้มีได้ด้วยขันติธรรม  หากท่านทั้งหลายที่ต้องการให้มีการปฏิบัติไปทั่วโลก ก็ต้องยินดีที่จะอดทนตักเตือนคน  ก็จะเป็นชัยชนะแห่งร้อยขันติ  เป็นบทคีตาที่มีความสุข

        จึงให้ไว้เป็นบทนำในหนังสืออี๊จวุ้ยซู  (เง็กชุ่ยจือ)

                                                            ชิงซวีจื่อ

                                                รัชสมัยปีที่ 9  แห่ง  ฮ่องเต้เจียจิ่ง         


ร้อยขันติ : คำนำเก่า
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 29 มีนาคม 2011 06:39 PM »

                            คำนำเก่า

        อันว่าบาปบุญคุณโทษ  กฏสวรรค์ตอบสนองชัดเจน หากไม่ชี้แจงหนทางสู่คุณธรรมให้ประจักษ์แล้ว การเปิดกลไกมุ่งสู่ความดีจะทำได้อย่างไร  อันว่าการปฏิบัติดีก็ไม่มีดีไปกว่าการอดทน การอดทนหรือขันติ มีพื้ฯฐานการปฏิบัติได้อย่างไร  ผู้มีสันติต้องสามารถมีความกตัญญู มีความรักในพี่น้อง  มีความจงรักภักดี  มีสัจจะ  มีจริยธรรม  มีความซื่อสัตย์ยุติธรรม  มีความสุจริต  และมีความละอายต่อการทำความชั่ว โดยมีความสมบูรณ์อยู่ในคุณธรรมแปดนี้ ซึ่งสืบทอดมายาวนานแล้ว  ใครบ้างที่ไม่รู้จักทะนุถนอมธรรมนี้  ก็เนื่องด้วยยึดอารมณ์ถูกวัตถุครอบงำ ถูกกิเลสบังตา  มีความใคร่อยากในอายตนะทั้งหก  โลภหลงในสุรานารีทรัพย์สมบัติ  ชื่อเสียงเกียรติยศครองใจ
        ถึงแม้จะมีคัมภีร์พระสูตรของสามศาสนาเป็นบรรทัดฐานให้บำเพ็ญเยียวยาโลกก็ตาม  แม้จะรู้ว่าความดีลอยพ้น ความชั่วร่วงหล่นอธิบายไว้อย่างขัดเจนเพื่อให้ชาวโลกนำไปปฏิบัติ  ผู้รู้หลักธรรมมีมาก แต่ผู้ปฏิบัติมีน้อยมาก น่าเสียดายที่จะได้เกิดมาเป็นคนนั้นยากนัก  เกิดในแผ่นดินที่สงบได้ยาก พุทธธรรมก็ฟังได้ยากเช่นกัน บัดนี้โชคดีที่หนังสือร้อยขันติของท่านจางกงอี้ได้พิมพ์สู่ชาวโลก  หวังว่ามวลมนุษย์ผู้ศรัทธาจะขยันนำไปปฏิบัติ  ขันติเป็นพื้นฐานเบื้องต้น เมื่อได้พื้นฐานแล้วธรรมะจะเกิด เมื่อใจศรัทธาก็จะสามารถบำเพ็ญธรรมได้  เมื่อปฏิบัติธรรมได้บ้านก็จะเรียบร้อย เมื่อบ้านเรียบร้อย  ประเทศชาติก็ได้รับเยียวยา  ประเทศได้รับการเยียวยา โลกก็จะมีสันติภาพ ชีวิตก็จะสุขสงบ
        การดำเนินชีวิตของมนุษย์  อันดับแรกต้องกระทำกตัญญูให้ถึงที่สุด จึงจะถือว่าเป็นวีรชน  พระคุณของพ่อแม่สูงใหญ่ดังขุนเขาลึกล้ำยิ่งกว่ามหาสมุทร ทดแทนพระคุณไม่รู้จักหมด  พูดถึงการอุ้มท้อง  เดือนแรก ๆ พอทำเนา  เดือนสามเดือนสี่เบ่งพองให้อึดอัด เดือนห้าแม้ขนในครรภ์ก็ยาวขึ้น  อึดอัดทนไม่ค่อยไหว  เดือนหกเดือนเจ็ดร่างกายโตขึ้นมาก  เดือนแปดเดือนเก้าร่างกายอุ้ยอ้ายเคลื่อนไหวลำบาก ย่างเดือนสิบแม่ทุกข์ลำบาก ขยับตัวยากดูจวนจะคลอด  ยามคลอดเหมือนผ่านยมทูต  พระคุณการเลี้ยงดูพูดไม่จบ  ส่งเสียเล่าเรียนนานกว่าสิบปี  หลังจากนั้นก็ต้องส่องหาคู่ครอง  แต่งงานแล้วค่อยสบายใจขึ้น มีเมียมีลูกดุจมณีในมือ  พ่อแม่ละเลยเหมือนฟางหญ้า  ถ้าเป็นเช่นนี้จะตกนรกอเวจีได้รับทุกข์แสนสาหัส  ขอเตือนผู้เป็นบุตรต้องมีกตัญญู  ถ้าอกตัญญูโทษหนักหนา  หากชาวโลกปฏิบัติตามบทนี้ ก็จะมีบุตรกตัญญู มีหลานเป็นวีรชน  ยามฟ้าบันดาลเคราะห์ภัยเพื่อเก็บมนุษย์ก็ไม่ต้องกังวล ผู้ลืมคุณธรรมแปดไม่ได้รับการอภัย  ผู้กตัญญูภักดีมีคุณธรรมคงอยู่  ตั้งแต่เด็กเรียนหนังสือเอาแบบอย่างปราชญ์อริยะ ปรนนิบัติเอาอกเอาใจพ่อแม่  จะเจ็บซ้ำน้ำใจอย่างไรก็ไม่โกรธแค้น  แถมท้ายด้วยกลอนไร้ขันติ

        ออกทรัพย์ซื้อให้ด้วยตั้งใจ             ผู้ตั้งใจอ่านพิจารณาเห็นคุณค่า
หนังสือดีเตือนคนกลับใจมา                   หากไม่ว่าจำใจอ่านอย่าเลิกลา
หวังว่าแต่ละคนมีมโนธรรมา                   ส่งต่อหาให้ผู้อื่นพระมองเห็น
อย่าโยนทิ้งถังขยะบาปทุกข์เข็ญ             ฟ้าจำเป็นบันดาลเคราะห์ให้ลูกหลาน
อ่านแล้วให้ต่อใจให้เยือกเย็น                  มงคลเห็นฟ้าประทานลูกหลานดี
ผู้รักถนอมเก็บคุณธรรมพลี                      บารมีสั่งสมบุญตระกูล

                   ร้อยขันติ   

                  หนึ่งขันติ  : 

     ตามใจพ่อแม่  ถูกกล่าวหาไม่แค้น

 ในสมัยราชวงศ์ถัง มีบุคคลหนึ่งแซ่จาง (เตีย)  ชื่อเรียกกันว่ากงอี้ (กงโง่ย) มีความฉลาดเฉลียวตั้งแต่เป็นเด็ก อายุหกขวบก็ฝากให้เรียนหนังสือ อาจารย์รับไว้เป็นเด็กนักเรียนชั้นเล็ก หนังสือที่อ่านผ่านจะจำได้แล้วท่องได้ มีจิตใจอ่อนโยน  ทั้งรู้ด้วยว่าความดีทั้งหลายมีกตัญญูเป็นอันดับแรก เพราะฉะนั้นจึงตามใจพ่อแม่ หน้าหนาวก็ทำที่นอนให้อุ่นโดยเอาตัวซุกในผ้าห่มก่อน แล้วค่อยให้พ่อแม่เข้านอน หน้าร้อนก็จะพัดโบกห้องนอนให้เย็น  จะเอาใจใส่ทุกเช้าและเย็น
        มีอยู่วันหนึ่ง มารดาให้ไปเลี้ยงวัว ไม่กล้าขัดขืนออกไปปล่อยวัวอย่างระมัดระวัง  ไม่นานนักก็ไล่วัวกลับมาแล้วผูกไว้กับต้นไม้ คิดจะไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ  บังเอิญบิดามาแต่ข้างนอกโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เห็นบุตรยังไม่ไปโรงเรียน คิดว่ากงอี้หนีเรียนก็เข้าไปดุด่าบุตรชาย กงอี้ถูกดุด่าก็ไม่กล้าว่ามารดาใช้ให้มาเลี้ยงวัว  จึงรีบจัดแจงไปโรงเรียน อาจารย์เห็นสีหน้าไม่ดีก็ถามกงอี้ว่าเป็นอะไร กงอี้ก็บอกว่า ตอนเช้าคนดูแลวัวยังไม่มา มารดาเรียกให้ข้าไปเลี้ยงวัวจึงมาโรงเรียนสายถูกบิดาดุด่าว่า อาจารย์จึงกล่าวว่า ทำไมเจ้าไม่บอกว่ามารดาใช้ให้ไปเลี้ยงวัว กงอี้ก็สะอื้นว่า  กลัวบิดามีความโกรธจะไปว่ามารดา อาจารย์ก็ถอนหายใจแล้วพูดว่า ผู้เป็นบุตรเขาต้องรู้ว่า ความดีทั้งหลาย กตัญญูเป็นอันดับแรก ยังเป็นเด็กเล็กก็รู้จักตามใจบิดามารดาได้เช่นนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่ง ต่อไปภายภาคหน้าย่อมเป็นเสาหลักใหญ่ นี่ก็คือขันติหนึ่งของท่านกงอี้ ต่อมาก็มีผู้เขียนกลอนให้ดังนี้

เมื่อเล็กเรียนหนังสือฝึกมหาปราชญ์        ปรนนิบัติพ่อแม่ปลื้มปรานมีปิติ
อดทนเจ็บไม่เคืองมีสติ                          ร้อยขันติเป็นหนังสือบทที่หนึ่ง

                            ร้อยขันติ   

                            สองขันติ 

             อัปยศไม่พูด  ห้ามปรามพ่อไม่พบภัย

        วันหนึ่ง  กงอี้กับบิดาจะไปทวงหนี้ที่บ้านอาจางค่วน  จางค่วนไม่มีเงินคืนหนี้แถมยังพูดจาขวางหูทำให้บิดาโกรธมาก  ออกมือออกหมัดจะชกต่อยกัน  กงอี้เข้าห้ามปรามขอร้องให้บิดากลับบ้านก่อน  จางค่วนไล่ตามมา  กงอี้เข้าสกัดกั้นพร้อมทั้งพูดจาโดยดี  อาจางค่วนอารมณ์ร้ายปรี่เข้ามาชกต่อยกงอี้โดยไม่ทันตั้งตัว  กงอี้พยายามเอาตัวรอดจนหนีมาได้ กลับมาถึงบ้านบิดาถามว่าทำไมหน้าตาฟกซ้ำ กงอี้พูดว่าไม่ระมัดระวังหกล้มจนได้รับบาดเจ็บ  ไม่กล้าที่จะเล่าว่าถูกเขาตีเอา  ขณะนั้น  กงอี้ก็ใช้อารมณ์ ที่ปรองดองปลอบประโลมบิดาว่า บ้านคุณอาค่วนไม่ค่อยราบรื่น  รายได้ไม่พอกับรายจ่าย  หนี้ของเรายังชำระให้ไม่ได้ในตอนนี้  คำพังเพยว่า "มีก็ให้ ไม่มีก้อภัย" รอให้เขามีเงินเสียก่อนก็คงจ่ายให้เอง ตอนนี้ก็อภัยให้เขาก่อน  หากจะเร่งรัดทวงเอาก็ไม่ได้อะไร ถ้าจะบีบบังคับกับพยัคฆ์ร้ายก็เผชิญหน้ากัน ความเสียหายต้องเกิดขึ้น ก็จะสูญเสียความเป็นญาติ ให้อภัยเป็นวิธีที่ดีที่สุด  บิดากล่าวว่า ตอนนี้บ้านเราก็กำลังลำบากเงินสด ๆ ยืมไปควรต้องคืนให้ ไม่ใช่หามาได้ง่าย ๆ  กงอี้ตอบว่า แม้บ้านเราจะเดือดร้อนก็ให้หายืมจากที่อื่นก่อน ถ้าแข็งขืนจะบังคับเอาก็เกรงว่าจะเกิดเรื่อง สู้ปล่อยเขาไปจะดีกว่า สุภาษิตว่า "ความรุนแรงพาภัยมาให้"  บิดาถูกบุตรชายกล่อมด้วยอ่อนน้อมก็เลยต้องปล่อยวางความคิดที่จะทวงหนี้  หลังจากนั้นเพียงสิบวัน จางค่วนก็ได้รับอุบัติเหตุ คนเขาก็พูดกันว่า เพราะว่ากงอี้อดทนต่อความอัปยศอดสูจากการถูกชกต่อยเมื่อหลายวันก่อน จึงไม่ประสบภัยพิบัติ  กงอี้ทนอัปยศไม่พูด กลับห้ามปรามบิดาจึงไม่ประสบภัยเป็นขันติที่สองของกงอี้ ต่อมาก็มีผู้เขียนกลอนให้

ถือญาติสำคัญกว่าเงินทอง          สุภาพชนแผ้วผ่องยึดได้หดได้
มีขันติมงคลกรายแคล้วคลาดภัย  จิตใจให้อาทิตย์จันทร์หมุนเวียนวน

                                  ร้อยขันติ   

                                  สามขันติ 

                ถูกหลอกหมั้น ห้ามปรามพ่อไม่พบภัย

        บิดาของกงอี้เห็นว่าบุตรชายเติบโตพอที่จะแต่งงานแล้ว  จึงได้ติดต่อจะหมั้นหมายกับบุตรสาวตระกูลหวัง ทั้งสองฝ่ายต่างตกลงจนพอใจแล้วก็ได้นัดหมายกับแม่สื่อว่าจะนำสินสอดไปหมั้นไว้ ด้วยไม่รู้มาก่อนว่าบุตรสาวแซ่หวังได้ตกลงกับแซ่อื่นไว้ บิดาของกงอี้ไม่รู้จึงนำสินสอดไปมอบให้กับแม่สื่อ  แม่สื่อไปหมั้นไม่สำเร็จแถมยังอมสินสอดไว้ บิดากงอี้รู้เข้าก็โกรธมาก  จึงเที่ยวตามหาแม่สื่อ  แม่สื่อหลบหน้า บิดากงอี้จะยื่นฟ้องร้องต่อศาล  กงอี้อ้อนวอนห้ามปรามว่า  โบราณกล่าวไว้  แย่งนา  สู้ซื้อที่อื่นไม่ได้  แย่งภรรยาสู้หาใหม่ไม่ได้  คู่ครองของลูกไม่ใช่ที่นี่  ขอให้ท่านบิดายุติเรื่องนี้   บิดาชายตามาที่บุตรแล้วว่า  ใจคอชองลูกเป็นแบบนี้ ไม่ละอายถูกเขาหัวเราะหรือ  กงอี้กล่าวว่า  ลูกกำลังอยากให้เขาหัวเราะเยาะอยู่  ลูกจะเอาอย่างท่านเตียเม้ง  ไม่แก่งแย่งแข็งขันกับผู้อื่น  ไม่ใช่นักปราชญ์ก็ไม่สามารถรู้จัก  บิดาจึงยอมตามใจ  ต่อมากงอี้ก็แต่งภรรยาแซ่เฉิน  นี่คือกงอี้ที่ถูกหลอกหมั้นภรรยาเป็นขันติที่สาม  ภายหลังคนเขาแต่งกลอนไว้ว่า

จุดที่สูงของผู้รู้เพื่อความแข็ง                  ไม่ขัดแย้งถูกหลอกหมั้นเจ็บปวด
วีรบุรุษซ่อนอารมณ์ใหญ่ยิ่งยวด                เฉินชื่อยอดกุลสตรีศรีสมร

ร้อยขันติ : สี่ขันติ ซื้อกิจการด้วยมโนธรรม
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: 01 เมษายน 2011 07:10 PM »
                        ร้อยขันติ   

                         สี่ขันติ 

             ซื้อกิจการด้วยมโนธรรม

        บิดาของกงอี้มีที่ดินติดต่อกับตระกูลหยางทางทิศตะวันออก  ผู้ปกครองตระกูลหยางถือเอาคนหมู่มากทำการรุกล้ำที่ดินไปมากหลาย  บิดาต้องการให้เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ไปขอให้ตระกูลหยางจัดเครื่องเซ่นทำสัตยาบรรณวา่ไม่ได้รุกล้ำที่ดิน  พอตรกูลหยางได้ยินข่าวก็ประกาศอย่างโจ่งแจ้งว่าจะฆ่าบิดาของกงอี้  กงอี่จึงทัดทานบิดาว่า  พระเจ้ามีความศักดิ์สิทธิ์  ถ้าหากใจศรัทธานับถือ  ถึงแม้จะขอให้บิดาอัญเชิญพระเจ้าก็เกรงว่าเจ้าจะดุเอาไม่ให้อภัย  และถ้าพวกหยางถือเอาคนหมู่มากมาคุกคาม  ก็ไม่อาจต้านทานได้  คงต้องใช้การเจรจาจะดีกว่า  ทั้งยังยกเอาความคิดของพระเจ้าจี่ชวนอ๋อง ใช้ทางแห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใกล้เคียงกันจะเหมาะสมกว่า  บิดาของกงอี้โกรธในใจลึก ๆ ไม่พูด  กงอี้ใช้สุราไปเจราจากับคนข้างเคียงจนเรียบร้อย  เวลาผ่านไปอีกหลายเดือน  นิสัยเดิมของตระกูลหยางก็ปะทุขึ้นอีก  ก็มีเรื่องแย่งชิงที่ดินกันกับคนตระกูลหวังตีคนตายไปสามคน  คนทั้งบ้านจึงถูกจับขังดำเนินคดีที่ในเมือง  กงอี้ก็เข้าไปที่อำเภอในเมือง ขออนุญาตสัสดีเข้าไปพบกับพี่น้องตระกูลหยาง  พอพบกันพวกเขาก็บอกกับกงอี้ว่าอยากจะขายกิจการให้แก่กงอี้เพื่อเอาเงินมาใช้เรื่องคดี  กิจการคิดเป้นเงิน  800 หยวน  ราคากลางแค่  400 หยวนก็ซื้อได้  กงอี้คิดทบทวนไม่ควรถือโอกาสแย่งกิจการของผู้อื่นในขณะที่เขาตกอยู่ในอันตราย  จึงใช้เงิน  800 หยวนซื้อกิจการ  ก็ช่วยให้คดีกลายเป็นคดีที่ไม่ถึงขั้นประหาร  นี่ก็คือกงอี้มีคุณธรรมสูงกับความสัมพันธ์เพื่อนบ้านเป็นขันติที่สี่  ภายหลังคนจึงเขียนกลอนว่า

ดำเนินการตามหลักธรรมฟ้า         มีที่นา  จงอย่าเหนื่อยใจ
รู้ผ่อนปรนฟ้าส่งเสริมให้               อันธพาลไซร์ใช้รุนแรง

ร้อยขันติ : ห้าขันติ : ไม่สู้เพื่อนเกกมะเหรก
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 04 เมษายน 2011 02:43 PM »
                          ร้อยขันติ   

                          ห้าขันติ

                ไม่สู้เพื่อนเกกมะเหรก

        สมัยที่กงอี้เรียนอยู่ในโรงเรียน ทำดีกับเพื่อนนักเรียนคนหนึ่ง เพราะเพื่อนมีความรู้มาก พอนานไปเพื่อนก็รำค่ญ เอาสมุดพู่กันและหมึกของกงอี้ไปเผา  กงอี้มาเห็นเข้าคิดจะดึงเขาไปฟ้องอาจารย์ แต่ก้เกรงว่าอาจารย์จะดุว่าเพื่อนรุนแรง กงอี้หวนคิดว่า การคบเพื่อนต้องใช้ความโอบอ้อมอารี  แต่พอนานไปเพื่อนก้เบื่อหน่าย  จึงยากที่จะมีความซื่อสัตย์ จึงผิดหวังที่สูญเพื่อนดีไป ก็ไปพูดให้เพื่อนเข้าใจ ไม่คาดคิดมาก่อนว่าเพื่อนจะเกิดโทสะ พูดจาขวางหูใส่กงอี้หาว่าหลอกลวงเขา จึงผลักกงอี้ล้มแล้วทุบตี กงอี้วิงวอนขอร้องให้ปล่อย กงอี้ไม่กล้านำเรื่องนี้ไปฟ้องอาจารย์  คงเอาอย่างจักรพรรดิ์หวินตี้ จัดโต๊ะบูชาถวายรายงานเรื่องเจียวเฮงเผาหนังสือ หลังจากนั้นไม่ถึงเดือน เจียวเฮงก็เกิดสติฟั่นเฟือน ปากก็พูดว่า กงอี้มีเมตตาธรรมให้อภัยข้าทำผิด ข้าหน้าเป็นคนใจสัตว์ทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ทำสิ่งที่ฝ่าฝืนฟ้าสร้างเวรกรรม สร้างวิบากกรรมเองไม่ควรมีชีวิต การสนองตอบทั้งดีชั่วเหมือนเงาตามตัว ถึงอย่างไรก็มีการตอบสนอง เพียงแต่จะเร็วหรือช้าเท่านั้น พอพูดจบก็ล้มลงตาย กงอี้ไปงานฝังศพหลั่งน้ำตาไม่หยุด เป้นด้วยกงอี้ไม่ต่อสู้กับเกกมะเหรกเป็นขันติที่ห้า ภายหลังคนแต่งกลอนให้ว่า

เอาเมตตาธรรมปฏิบัติต่อเพื่อน   ตั้งใจเอื้อนเอ่ยรายงานต่อเจ้า
ชั่วช้าเลวร้ายกรรมสนองเอา       ถ่ายทอดนานเนาสู่คนรุ่นหลัง 

ร้อยขันติ : หกขันติ ถูกหลอกไม่เอาเรื่อง
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 05 เมษายน 2011 11:05 AM »
                   ร้อยขันติ   

                  หกขันติ 

           ถูกหลอกไม่เอาเรื่อง

        มีอยู่วันหนึ่ง บิดาของกงอี้ล้มป่วยลง กงอี้ร้อนรนที่จะหาหมอมารักษาการป่วยของบิดา ก็ให้บังเอิญพบหมอที่กำลังเดินรักษากลางถนน จึงได้เชิญมาให้ตรวจอาการบิดาที่บ้าน หมอพูดว่า  ถ้าจะรักษาโรคนี้ให้หายต้องใช้ยาลูกกลอน กงอี้ก็ถามต่อว่า ค่ายาลูกกลอนต้องใช้เงินจำนวนเท่าไร  หมอตอบว่า โรคนี้ต้องใช้ตัวยาอย่างดี ต้องใช้เงินสิบตำลึง กงอี้ก็นำเเงินให้ไป พอหมอได้เงินก็บอกลาเพื่อไปจัดทำยาให้ ไปแล้วก็หายตัวไร้ร่องรอย กงอี้ต้องดูแลบิดาจึงออกไปไหนไม่ได้ ก็ให้พอดีมีญา๖ิลูกพี่ลูกน้องมาเยี่ยมไข้ ก็เล่าเรื่องที่พบหมอข้างถนนถูกหลอกเงินไปสิบตำลึง กงอี้ก็พูดว่าหมอหลอกเงินไปก็คงไปในทางที่ไม่ดี ญาติน้องพูดว่า ทำไมไม่สั่งให้คนออกตามหาอาจได้คืนก็ได้ กงอี้ว่า เรื่องผ่านมาหลายวันแล้วคงหนีไปไกลปล่อยไปเถอะ กงอี้จึงภาวนากับฟ้าดินยินยอมที่จะลดอายุขัยของตนเองเพื่อเพิ่มเติมอายุขัยให้บิดา เวลาผ่านไปอีกสิบวัน อาการป่วยของบิดาก็หาย เวลาผ่านไปอีกไม่กี่วัน ก็ได้ข่าวหมอที่หลอกเอาเงินไป ถูกโจรฆ่าตายระหว่างทาง  นี่ก็คือกงอี้ถูกหลอกไม่เอาเรื่องเป็นขันติที่หก ภายหลังคนแต่งกลอนให้ว่า

ใจกตัญญูบริสุทธิ์ฝืนฟ้าได้             หมอหลอกไปกรรมชั่วตามสนอง
ชีวิตหนึ่งรอดหนึ่งตายให้สนอง        เจ้าผุดผ่องแบ่งแยกชัดเจน

ร้อยขันติ : เจ็ดขันติ ห้ามบิดาฟ้องวงศ์ญาติ
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: 07 เมษายน 2011 05:24 PM »
             ร้อยขันติ

           เจ็ดขันติ   :  ห้ามบิดาฟ้องวงศ์ญาติ

       เรื่องบิดาท่านกงอี้กับวงศ์ญาติมีความเห็นพ้องกันให้ขายต้นไม้ที่สุสานบรรพชน 8 ต้น  ได้เงินมากกว่าแปดสิบพันอีแปะ  บิดากงอี้ถูกวงศ์ญาติยื้อแย่งเงินไปจนหมด ความตั้งใจของบิดากงอี้ต้องการจะเอาเงินไปบูรณะสุสานบรรพชน  พวกวงศ์ญาติก็ไม่ยอมเอาเงินมาคืนให้  บิดาจึงคิดจะฟ้องร้องเอาเงินมาแบ่งปัน กงอี้จึงห้ามปรามบิดาว่า ด้วยเหตุผลของบิดาเหนือกว่าจึงคิดจะก่อความ บิดาถามว่าทำไม กงอี้จึงกล่าวว่า สมัยก่อนท่านจูเปอหลู่ว่า คนแซ่เดียวกันห้ามฟ้องร้องก่อคดี ผู้ก่อคดีจะพินาศในที่สุด  ท่านปราชญ์ขงจื่อว่า  ต้องไม่มีคดี  ถ้าหากถามบิดาว่าเอาเงินบูรณะสุสานเป็นความเชิดชูคุณธรรมของบรรพชนแล้วก็สมควรแบ่งปันมา แต่ต้นไม้เป็นต้นกำเนิดของน้ำ ต้นธารติดต่อถึงราก มีที่รุ่งเรืองและตกอับไม่เสมอกัน เห็นเขาทุกข์แล้วไม่ช่วยเหลือ  แบบนี้แล้วท่านบิดาจะมีความหมายของหลักบรรพชนสมบูรณ์อย่างไร  วงศ์ญาติยากจนแต่ไม่ประจบประแจงก็เปรียบเหมือนสุภาพชนที่ค่นแค้น เอาเงินนี้ไปทำงานเพราะมันเป็นการบีบคั้นทางครอบครัวที่ทำอะไรไม่ได้ แล้วยังไม่ได้มาร้องทุกข์กับบิดา อาจเป็นเพราะใจไม่หนักแน่นมีความละอายก็ได้ ถ้าหากเขาเอาไปทำทุนแล้วร่ำรวยขึ้นมาก็ถือเป็นหน้าตาของวงศ์ญาติ เมื่อมีหน้าตาก็เป็นหน้าตาของบรรพบุรุษที่คุ้มครองให้ชนรุ่นหลัง ท่านบิดาก็พลอยได้ชื่อไปไม่น้อย หวังว่าท่านบิดาจะตรึกตรอง บิดาว่าตามความเห็นของเธอ คนรุ่นหลังมีประโยชน์อะไร เหมือนท่านจูเปอหลู่ว่า บรรพชนแม้จะห่างไกล (หลายชั่วโคตร) แต่การเซ่นไหว้ไม่ศรัทธาไม่ได้ ถ้าหากจะนับถือศรัทธาไม่บูาณะสุสานให้สวยงาม ให้เป็นแบบอย่างของคนรุ่นหลังได้อย่างไร แถมยังตัดต้นไม้หน้าสุสานให้กระทบกระเทือนวิญญาณสุสาน หากไม่เซ่นสรวงขอบคุณ ที่สุดก็จะไม่เป็นมงคล วงศ์ญาติไม่มีเหตุผลอย่างยิ่ง แล้วยังไม่ถูกฟ้องร้องอีก เธอยังเด็กมาก จะมาขัดขวางข้าได้อย่างไร  กงอี้ร้องไห้กล่าวว่า ผีเจ้าเป็นผู้มีคุณธรรมมาก ไม่มีหรอกที่เจ้าจะไม่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะใจทำให้ศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีหรอกที่ผีจะไม่ตอบสนอง มโนกรรมได้ผ่านการตอบสนอง บรรพชนขณะมีชีวิตอยู่เป็นคน ภายหลังตายแล้วเป็นเจ้า วงศ์ญาติเบียดบังเงินขายต้นไม้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ท่านบิดาทำร้ายความสัมพันธ์วงศ์ญาติเป็นเรื่องใหญ่ ผู้ใหญ่มาเห็นก็คงไม่สนับสนุน เก้าชั่วโคตรเกรงกลัววิญญาณผีบรรพชนจะทำโทษ การทำลายความสัมพันธ์ไม่เป็นธรรม ขอให้ท่านบิดาพิจารณา ทำไมไม่เอาเงินของบ้านไปบูรณะสุสาน ถ้าจะฟ้องร้องเอามาบูรณะสุสานเกรงว่าจะสูญเสียความมุ่งหมายของกตัญญู  ท่านบิดาโปรดคิดดูให้ดีจะได้ไม่เสียใจภายหลัง บิดาจึงว่า ไปบอกพวกเขาให้ฟังชัดเจนไม่เอาความ ทำให้พวกเขารู้สึกพอใจกันใหญ์ จากนั้นก็อดออมมัธยัสถ์ กินใช้แต่น้อย ในที่สุดก็ร่ำรวยขึ้น  นี่คือการห้ามปรามบิดาฟ้องร้องเป็นขันติที่เจ็ด ต่อมาภายหลังก็มีผู้เขียนกลอนว่า

ห้ามพ่อทำลายความสัมพันธ์วงศ์ญาติ     เหมือนสะพานชำรุดบูรณะใหม่
ผีปู่ซาบซึ้งคอยคุ้มครองให้                    ดั่งนาเงินปลูกหยกได้บัวสุวรรณ

ร้อยขันติ : แปดขันติ คบเพื่อนบ้านด้วยธรรม
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: 08 เมษายน 2011 11:45 AM »
             ร้อยขันติ   

            แปดขันติ   :  คบเพื่อนบ้านด้วยธรรม

        วันหนึ่งท่านกงอี้กับบิดาเดินทางผ่าสุสานบรรพชน เห็นเพื่อนบ้านตระกูลหลี่ปล่อยวัวมาเหยียบย่ำสุสาน  บิดากงอี้ก็จูงวัวไล่มาต่อว่าบ้านตระกูลหลี่ กงอี้ห้ามพ่อว่า เรื่องเล็กน้อยทำไมต้องไปทะเลาะกัน บิดาว่า  เหยียบย่ำบ้านบรรพชนเหมือนฆ่าข้า จะว่าเป็นเรื่องเล็กหรือไง  กงอี้ว่า  อันนี้เป็นเพราะท่านบิดายามปกติก็ขาดการติดต่อกับเพื่อนบ้านจึงเกิดเรื่องนี้ขึ้น  ถ้าหากเอามารยาทต้อนรับเพื่อนบ้านก็จะระมัดระวังป้องกัน บิดาว่าทำอย่างไร  กงอี้ว่า  ก็ให้เชิญท่านหลี่มาที่บ้านของเรา จัดอาหารสุรารับรอง เขาก็จะระมัดระวังไปเอง และก็จะเซ่นสรวงสุสานตอบแทน  วันต่อมาก็เชิญท่านหลี่มาที่บ้านแล้วตั้งใจเลี้ยงดูด้วยอาหาร สุรา  แล้วก็เรียนห้ามปราม  ตระกูลหลี่รู้สึกขอบคุณ  เมื่อกลับถึงบ้านก็มีคำสั่งให้คนพากันไปทำพิธีขอขมาที่สุสานกงอี้  และก็ไม่ไปก้าวล้ำอีกเลย นั่นเป็นเพราะกงอี้คบเพื่อนบ้านด้วยธรรมเป็นขันติที่แปด  ต่อมาภายหลังก็มีผู้เขียนกลอนว่า

ซื้อที่ไม่เหมือยผูกบุญสัมพันธ์        กงอี้นั้นคุณธรรมใหญ่ไม่ต้องเดา
ในโลกนี้แก่งแย่งชิงกันไม่เบา        ดอกบานเช้ามากหลายไม่รู้ปลูก

ร้อยขันติ : เก้าขันติ เจริญธรรมอภัยเพื่อนบ้าน
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: 08 เมษายน 2011 12:08 PM »
             ร้อยขันติ     
 
             เก้าขันติ   :   เจริญธรรมอภัยเพื่อนบ้าน

        เพื่อนบ้านทางทิศตะวันออก แซ่อี้ง  เพราะมีวัวหลุดมาจากที่ขังจึงเข้ามากินต้นกล้าในที่นาของกงอี้ เสียหายไปมากอยู่ บิดาของกงอี้พบเข้าก็จับเอาวัวไว้แล้วแจ้งเรื่องแก่บ้านแซ่อึ้ง  ก็ให้พอดีคนแซ่อึ้งกำลังเมาสุราอยู่จึงพูดจาหยาบคายถือไม้ตะพรตจะตีบิดาของกงอี้  กงอี้รีบเข้าไปห้ามปราม รีบคืนวัวให้กับคนข้างเคียงไป  แล้วก้มศรีษะลงขอขมาโทษเพื่อนบ้าน แล้วก็เตือนบิดาให้กลับบ้าน  แต่บิดาก็ยังโกรธไม่หาย  กงอี้ก็คุกเข่าลงห้ามปรามบิดาว่า ขอท่านบิดาอย่าได้ถือโกรธ  คนเขาว่า  พันชั่งซื้อกิจการแปดร้อยซื้อเพื่อนบ้าน  อาหารสุราผูกญาติแดนไกล  โจรไฟก็มองทั้งสี่ทิศ  ตระกูลอึ้งแม้จะมีความผิด ก็คิดเสียว่าคนเมาสุรา  ก็ควรที่จะหลบหลีกเสียก่อน สุภาพชนต้องมีใจให้อภัยผู้อื่น  บิดาว่า  มิใช่ว่าข้าจะไม่อภัยเขา  แต่ไม่ใช่ปล่อยให้เขาทำอันธพาลจนเคยตัว  กงอี้ว่ายอมให้เขาจะได้ประโยชน์มาก  บิดาว่า  ประโยชน์ได้มาจากไหน  กงอี้ว่า  หลักธรรมฟ้าให้มา  โบราณว่า  ยอมเขาไม่ใช่ขี้ขลาดปล่อยให้เขาเจอะดีอย่างอื่นบ้าง  บิดาก็ว่าใช่  พอวันรุ่งขึ้นคนแซ่อึ้งก็มาที่บ้านเพื่อขอโทษ  พ่อลูกกงอี้ถามว่า ทำไมต้องเหน็ดหเนื่อยมาขอโทษ คนแซ่อึ้งว่า เมื่อวานดื่มเหล้าเมามายทำเสียมารยาทต่อท่านพ่อ พูดมาก พอหายเมาแล้วได้ยินภรรยาบอกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น  บอกว่าท่านยอมให้แก่เราแถมยังมาขอโทษเราด้วย  ทำแบบนี้ก็เกรงว่าจะเป็นการหักลดบุญของเราไปหมด หากเราไม่มาขอขมา ก็เกรงว่าฟ้าจะทำโทษ ข้ามันโง่ได้ฟังแม่บ้านว่ามาอย่างนี้ ขอท่านอย่าหัวเราะเยาะข้าเลย  กงอี้ว่าภรรยาของท่านเป็นยอดศรีเรือน นั่นเป็นเพราะกงอี้เจริญธรรมให้อภัยเพื่อนบ้าน เป็นขันติที่เก้า ต่อมาภายหลังก็มีผู้เขียนกลอนว่า

การยอมให้คนได้ประโยชน์มาก        หินหยกหากพูดไปไม่มีค่า
แม่ศรีเรือนช่วยสามีเหนือประชา       นามลือชาให้คติกฏเกณฑ์ดี

ร้อยขันติ : สิบขันติ เมาสุราไร้มารยาทตัวตาย
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: 11 เมษายน 2011 11:13 PM »
             ร้อยขันติ   

            สิบขันติ   :  เมาสุราไร้มารยาทตัวตาย

        งานมงคลสมรสของกงอี้แต่งภรรยาแซ่ตั้ง (เฉิน)  งานเลี้ยงมีเพื่อนฝูงญาติมิตรเต็มบ้าน ภายในงานมแขกคนหนึ่งแซ่ชิ้ง ก็มาร่วมงานด้วย พอเมาสุราได้ที่ก็ลุกขึ้นชี้มาที่กงอี้แล้วพูดว่า วันนี้งานศพข้าดื่มเหล้ามากแล้ว รีบส่งข้ากลับบ้านเร็ว ๆ  ญาติมิตรได้ฟังคำไม่เป็นมงคลก็จะเข้ามาทำร้ายเขา กงอี้รีบหยุดยั้งว่า  เมาแล้วพูดจาเลอะเทอะอย่าถือสา สุภาพชนจะไม่ถือสาแขกดื่มสุรา เขาพูดว่างานศพไม่รู้ว่างานศพของใคร เรียกร้องให้ไปส่งเขาอาจมีเหตุปัจจัย  หากข้าไม่ไปส่งเขาก้เกรงว่าจะมีเคราะห์มาถึงข้าได้ พวกท่านญาติมิตรอย่าทำแบบนี้ก็แล้วกัน หมู่ชนพากันหัวเราะกงอี้ว่า ขี้ขลาดอ่อนแอ  กงอี้ก็พาเขาไปส่งที่บ้านแล้วร้องเรียกคนในบ้านเขาให้ออกมารับเข้าบ้าน  แล้วกงอี้ก็กลับมา  วันรุ่งขึ้นได้ข่าวว่า คนบ้านแซ่ชิ้งพอกลับถึงบ้านก็ขึ้นไปนอนที่ห้องนอนชั้นบน  พอนอนจนถึงเที่ยงคืนก็ให้ปวดปัสสาวะ เดินพลาดตกบันไดห้วแตกตาย  นี้ก็เพราะดื่มสุรามากเกินไปจนเสียชีวิต  เพราะฉะนั้น  มนุษย์ผู้ดำเนินชีวิตก็มักถูกทำร้ายจากสุรานารี ทรัพย์สมบัติ  พูดแต่สุราอย่างเดียว ดื่มเล็กน้อยก็บำรุงหัวใจโลหิต ถ้าดื่มมากก็ทำลายร่างกาย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สุราทำลายคนนับจำนวนไม่ได้ไม่รู้เท่าไร ก็เหมือนนายชิ้งที่ดื่มสุราเมามายพูดจาไร้มารยาท พบกับกงอี้ที่มีน้ำใจจึงไม่เกิดเรื่องขึ้น ทำให้คนรุ่นหลังสรรเสริญ การให้อภัยคนก็พ้นเคราะห์เป็นขันติที่สิบ  ต่อมาภายหลังก็มีคนเขียนกลอนให้

เมาสุราฟั่นเฟือนเลือนสติ        ธรรมมิติที่มืดซ่อนกลไก
หมู่ชนล้วนไม่รู้เหตุเป็นไป        ฟ้าคุ้มภัยให้กงอี้พ้นเคราะห์

            ร้อยขันติ     

           สิบเอ็ดขันติ   :   ผ่อนปรนที่ดินให้ผู้ยาก

        เรื่องมีอยู่ว่าคนในตระกูล จางหยวนมู่ เชิญกงอี้และบิดาไปตรวจดูเขตที่ดินสุสานบรรพชน ด้วยตระกูลหลู่ล้ำเขตที่ดินของสุสานมาหลายวา เพราะฉะนั้นจึงเชิญคนตระกูลหลู่มาพบหน้ากันเพื่อยืนยันเขตที่ดิน  ฝ่ายหลู่ว่าเป็นที่ดินของเขามานานแล้วจะกล่าวหาว่าลุกล้ำได้อย่างไร บิดาของกงอี้ว่า ข้าได้ยินบรรพชนเคยบอกไว้ว่า เขตที่ดินจะมีหลักปูนฝังเอาไว้ทั้งสี่ทิศ  วันนี้เรามาขุดดูหลักปูนกันเพื่อให้เห็นกระจ่าง ก็พบว่าฝ่ายหลู่เป็นผู้บุกรุกที่ดินจริง ทางหลู่ก็เลยพูดไม่ออก คนรอบข้างก็พุดขึ้นว่าบุกรุกที่ทำกินควรเสียค่าเช่า ทำกินไป  8 ปี  ต้องเป็นค่าถั่วหนึ่งตันแปดถัง แล้วให้คืนที่ดินกับตระกูลจาง แต่บ้านแซ่หลู่มีฐานะยากจนคนก็มากทั้งยังจะเอาค่าเช่าอีกหนึ่งตันแปดถัง ก็ถึงกับหลั่งน้ำตา กงอี้ก็ว่า ก็ให้ยึดงวดผ่อนส่ง แล้วจึงเชิญคนรอบข้างมาเลี้ยงสุราอาหารตอบแทน แล้วกงอี้ก็พูดว่า วันนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากพวกท่านมาเป็นคนกลาง สมควรตอบแทน แต่ที่ดินบรรพชนจะถูกบุกรุกไปทำกินเพราะมีอาณาเขตกว้างขวางปล่อยให้รกร้าง บ้านหลู่ฐานะยากจน เงินทองขัดสนมีความลำบากก็ขอวอนพวกท่านไปบอกบ้านหลู่ บอกเขาไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ดิน ที่ดินที่พวกเขารุกล้ำก็ปล่อยให้พวกเขาทำกินต่อไป คนรอบข้างก้กล่าวว่า บ้านหลู่บุกรุกที่ดินไม่มีเหตุ ดีที่มาพบกับท่านที่มีน้ำใจกว้าง เป็นผู้เมตตา ธรรมโดยแท้ก็ไม่รู้ว่าคนในตระกูลท่านจะว่าอย่างไร  กงอี้ว่า คนในตระกูลข้าก็สามารถจะพูดให้พวกเขายอมผ่อนปรนได้ พวกคนรอบข้างจึงยกย่องว่า ท่านจางเป็นผู้มีน้ำใจกว้างขวางจริง สั่งสมบุญกุศลมากมาย กงอี้จึงว่า ไม่ใช่มารับบุญกุศลอะไร เป็นด้วยสำนึกถึงคนที่ไม่มีความกตัญญูบรรพชนเมื่อมีชีวิต เมื่อปีก่อน ๆ ก็อาศัยโอกาศครั้งนี้ บุญกุศลที่ผ่อนปรนที่อุทิศให้ไปวิญญาณบรรพชนได้รับบุญกุศลในยมโลก เรียกได้ว่าได้ผลประโยชน์ทั้งคนเป็นคนตาย ถ้าไม่ใช่ถึงที่สุดก็ไม่สามารถถอนทุกข์ได้สำเร็จ คนทั้งหลายจึงว่า คำพูดของท่านจาง เหมือนทำให้คนหู้หนวกหายหนวกให้รู้สึกละอายที่ปีก่อน ๆ เราไม่รู้ ถึงแม้คนในตระกูลจะเรียนหนังสือกันมากแต่ก็ไม่ก้าวหน้า เป็นด้วยเรื่องสุสานทำลายบุญกุศล ถ้าหากท่านได้ชี้แจงเสียทีแรกก็จะไม่ต้องแก่งแย่งเขตสุสานกัน ทำให้ต้องฟ้องร้องกันถึง 12 ครั้ง บ้านเราก็ไม่ถึงกับต้องเสียหาย หากตามที่ท่านว่ากล่าวผ่อนปรนเขตแดนเป็นบุญกุศลเต็มเปี่ยมเป็นการอันเชิญญาติบนสวรรค์ ซึ่งเป็นหลักธรรมแท้จริง หมู่ชนแจ้งข่าวให้บ้านหลู่ทราบ  พอบ้านหลู่ได้ฟังก็คลายโศก ต่างพากันยินดี ต่างซาบซึ้งในบุญคุณของกงอี้ จะจดจำพระคุณไปจนแก่เฒ่า เรื่องนี้พูดกันต่อ ๆ จนไกลออกไปถึงร้อยลี้ จากนั้นมาเขตแดนสุสานก็ไม่ถูกบุกรุกอีกเลย การผ่อนปรนของกงอี้ครั้งนี้ถืนเป็นบุญของบรรพชนเต็มเปี่ยม เป็นขันติที่สิบเอ็ด ต่อมาคนรุ่นหลังเขียนกลอนให้

เรื่องดีควรเรียนอย่างปราชญ์อริยะ     ให้คนรุ่นหลังวิริยะปลูกนาบุญ
ชักนำคนรอบข้างพร้อมร่วมบุญ         ย้อนระลึกบรรพบุรุษฉลองสมบูรณ์

ร้อยขันติ : สิบสองขันติ ถูกหลอกให้ช่วยซื้อวัว
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: 19 เมษายน 2011 10:15 AM »
                  ร้อยขันติ     

                 สิบสองขันติ  :   ถูกหลอกให้ช่วยซื้อวัว

        วันหนึ่่ง  กงอี้ถูกไหว้วานจากแม่หม้ายแซ่อื้อ สองแม่ลูก ให้ช่วยซื้อวัวจากตรอกโคกระบือตัวหนึ่งราคาแปดพันห้าร้ายอีแปะ  กงอี้จึงนำเงินไปวางมัดจำกับเจ้าของวัวแซ่กังเป็นเงินห้าพันอีแปะ  เงินที่เหลือจะจ่ายให้ครั้งหน้าเมื่อมาเอาวัว  คาดไม่ถึงเจ้าของวัวแซ่กังคิดจะโกงไม่ยอมมาพบหน้า ส่วนกงอี้ก็รอจนค่ำจึงกลับบ้าน แต่ก้ได้เอาเงินคืนให้แม่ลูกแซื่อื้อครบเต็มจำนวน เวลาผ่านไปหลายเดือน ก็ได้ข่างคนแซ่กังล้มป่วยจนตาย  และในเวลาคืนวันสาร์ทไหว้พระจันทร์ ขณะที่กงอี้นั่งสมาธิอยู่ ทันใดก็เห็นคนแซ่กังมาหา แล้วบอกว่าจะมาชำระเงินค่าวัว กงอี้รู้สึกตกใจพูดว่า ได้ข่าวว่าท่านตายแล้วไม่ใช่เหรอ หรือได้ข่าวผิดพลาดไป เขาไม่ยอมตอบคำถาม แต่ก็เดินไปทางคอกวัว กงอี้ไม่เข้าใจความหมาย จึงจุดตะเกียงแล้วเดินไปที่คอกวัว  ก็ให้เห็นแม่วัวกำลังตกลูกวัวตัวหนึ่ง กงอี้ถึงกับสะดุ้งว่า  เป็นหนี้กลายเป็นวัวมาใช้หนี้ กรรมมีจริงแท้เชียว ต่อมาลูกวัวตัวนี้ก้ขายได้เท่าราคาของหนี้พอดิบพอดี นี้คือประจักษ์พยานที่กงอี้ถูกหลอกลวง ข่าวได้แพร่ออกไปสู่ชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านพลอยไม่กล้าคดโกงเอาเงินทองที่ชอบธรรม  ทุกคนต่างรักษาความเป็นธรมของตนไว้การคดโกงหรือหลอกลวงไม่เกิดขึ้น  สังคมก็อยู่ด้วยความสงบสุข นี่ก็ถือเป็นความอดทนของกงอี้เป็นขันติที่สิบสอง ต่อมาคนรุ่นหลังก็เขียนกลอนให้

แม่หม้ายลูกกำพร้าน่าสงสาร             พบคนพาลหลอกเงินซื้อวัวคืนให้
น่าหัวเราะกลายเป็นวัวทุกข์แบกไถ่    เป็นเหตุให้สังคมต่างร่วมรักษ์ธรรม

ร้อยขันติ : สิบสามขันติ สอนภรรยาให้รู้กตัญญู
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: 19 เมษายน 2011 10:43 AM »
                 ร้อยขันติ   

               สิบสามขันติ  :  สอนภรรยาให้รู้กตัญญู

        กงอี้เห็นภรรยามีนิสัยหยิ่ง  ไม่รู้จักปฏิบัติต่อบิดามารดา  จึงเอ่ยวาจาเอาธรรมะสอนภรรยา ให้หมั่นจดจำก็จะได้รับการยกย่องเป็นกุลสตรี  อันสามีภรรยามีบุพเพสันนิวาสมาก่อน ปัจจุับันจึงได้ร่วมเรียงเคียงหมอน  บิดามารดายิ่งใหญ่ดุจฟ้าดิน  การเลี้ยงดูต้องให้จริงใจศรัทธา  บิดามารดาดุว่าก็ให้ยอมรับโดยดี  จะต่อปากต่อคำไม่ได้  จะมีบาปกรรม  และก็เป็นที่นินทาของชาวบ้าน  ถ้าเธอกตัญญูสุดกำลัง ลูกหลานก็จะเอาอย่าง  หากต้องการร่ำรวยมีความสุขก็ให้รีบ ๆ กตัญญูเสียแต่เนิ่น ๆ  เทพเจ้าก็พลอยยินดีด้วย  ลูกหลานก็มีบุญวาสนายืนยาว    ภรรยาจึงว่า  ท่านที่สอนข้าให้กตัญญู  แล้วเทพเจ้าจะยินดีทำไม  กงอี้ฟังแล้วก็พูดว่า ข้าจะบอกให้  เทพเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เอาความกตัญญูเป็นหลักการ  นอกนั้นก็บ่มเลี้ยงจิตจนสำเร็จเป็นเซียน  เมื่อบารมีเต็มเปี่ยมก็ละร่างลาโลก  ยมทูตก็จะรายงานต่อสวรรค์  ท่านเง็กเซียนฮ่องเต้ก็จะแต่งตั้งเป็นเทพเจ้า จึงได้รับการกราบไหว้จากประชาชน  ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่รู้จักกตัญญู พอตายก็จะตกนรกหมกไหม้ ถ้าหากตั้งใจกตัญญูถึงที่สุด แม้จะเป็นปุถุชนก็ขึ้นสวรรค์ได้ นับตั้งแจ่โบราณมาบรรดาเทพ  ปราชญ์อริยะ  เซียนพุทธล้วนถือความกตัญญูเป็นอันดับหนึ่ง   ภรรยาจึงถามว่า  ท่านเรียกข้าให้กตัญญู  จะต้องเริ่มต้นทำอย่างไร  ขอท่านช่วยชี้แนะด้วย  กงอี้ว่า  ฟังข้าว่าจะบอกให้   กลางคืน  ให้ตรวจดูที่หลับที่นอน  ทั้งหมอนผ้าห่ม  เสื้อชุดนอนสะอาดหรือไม่  เช้าขึ้นมาก็ถามไถ่ถึงสุขภาพ ตามด้วยยกน้ำให้ล้างหน้า  ยกชาให้ดื่ม  ต่อจากนั้นก็จัดอาหาร เครื่องดื่มให้พร้อม  หากบิดามารดามีอารมณ์ว่ากล่าวตักเตือนให้คล้อยตาม ทุกอย่างก็จะเป็นไปตามธรรม ไม่เอนเอียง
         ภรรยาจึงตอบว่า จะกตัญญูให้ถึงที่สุด  แล้วท่านที่จะกตัญญูต้องทำอย่างไรบ้าง  กงอี้ว่า  ข้าก็ตั้งใจรับเลี้ยงดูด้วยความยินดีด้วยสีหน้าที่ดี  เช้าค่ำก็จะประหยัดไม่เผลอเรอ  จะระมัดระวังไม่ให้หนาวหรือร้อน จะให้เย็นสบายอยู่เสมอ  จะสักการะสิ่งศักดิ์สัทธิ์เพื่อให้เทพเจ้าเมตตาสงสาร ให้เห็นคุณงามความดี จะบอกกล่าววิญญาณบรรพชนปกปักษ์รักษาให้บิดามารดา แข็งแรง  พบเห็นแต่สิ่งเป็นมงคล ให้มีอายุมั่นขวัญยืน
        พระองค์ว่าทำตามที่สอนด้วยความเคารพ  ขอให้ท่านช่วยชี้แนะทุกขณะ  นี่คือความกตัญญูของภรรยากงอี้ เป็นความอดทนที่สิบสาม ต่อมาคนรุ่นหลังจึงแต่งกลอนให้

ธรรมแห่งสามีภรรยาดุจดั่งทอง             ใจงามผ่องวิธีดีเป็นโอวาท
ไม่เหมือนคู่สามัญที่สันนิวาส                สุดสวาทชอบทำหน้าอย่างหลังอย่าง

ร้อยขันติ : สิบสี่ขันติ สืบทอดอุดมการณ์บิดา
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: 22 เมษายน 2011 12:03 AM »
             ร้อยขันติ   

            สิบสี่ขันติ   :    สืบทอดอุดมการณ์บิดา

        มีอยู่วันหนึ่ง  บิดากงอี้สั่งให้กงอี้ไปเตรียมน้ำอาบ  กงอี้ก็ไเตรียมน้ำอาบตามคำสั่ง  ทั้งยังสั่งกงอี้ให้เตรียมเสื้อผ้า  กงอี้ส่งเสื้อผ้าเข้าไปให้ บิดาใส่เสร็จก็ออกมายังห้องโถงแล้วนั่งลง สั่งให้กงอี้คุกเข่าลงฟังโอวาทบิดากงอี้ก็พูดเป็นกลอนออกมาบทหนึ่ง เสร็จแล้วก็ร่ำลาสิ้นชีพ กงอี้เศร้าโศกเสียใจอย่างมาก แล้วก็ตระเตรียมงานศพต่าง ๆ วุ่นวายมาก จนกระทั่งเสร็จงานฝังศพ ก็นอนเฝ้าหลุมศพอย่างยากลำบากเป็นเวลา 49 วัน  จึงกลับมาที่บ้าน เมื่องานศพจบลงแล้ว พวกญาติเห็นงานพิธีเรียบร้อย และเต็มไปด้วยความตั้งใจ ทั้งยังปล่อยสัตว์ไปอีกหนึ่งพันชั่ง เสียค่าใช้จ่ายไปมาก  จึงพูดจาติติง กงอี้ก็เชิญพวกญาติให้มารวมตัวกันที่ห้องโถง แล้วก็นำเอาบทกลอนที่บิดาให้ไว้ อ่านด้วยเสียงกังวาน พร้อมกับอธิบายความหมายของกลอน กลอนโอวาทมีดังนี้

คำโอวาทมอบไว้พึงรักษา             เชิดหน้าชูตระกูลมีศักดิ์ศรี
บุญล้นสั่งสมมงคลสืบพันปี           ทำคุณดีกุศลส่งหมื่นรุ่นโรจน์
ขันติผ่อนปรนพูนทรัพย์ทวี            ธรรมเต็มปรี่ก้าวขึ้นเมฆาลัย
วินัยสามหลักสัมพันธ์มั่นคงไว้        ข้ากลอมเกลาลมเย็นใสเงาเดือนเฉียง

        กงอี้เอาบทกลอนอธิบายให้พวกญาติ ทำให้พวกญาติต่างเข้าใจ นี่ก็คือกงอี้ผู้สืบเจตนารมณ์ของบิดา  ถูกกล่าวตำหนิก็ไม่ถือโกรธเป็นขันติที่สิบสี่  ต่อมาคนรุ่นหลังก็เขียนกลอนให้ว่า

พระคุณค้ำหนักหัวโศกหนักใจ             โอวาทให้สืบทอดเจตนา
เก้าชั่วคนกตัญญูมีเมตตา                    ใจหรรษารับสืบดุจบัวขาวบาน

             ร้อยขันติ   

            สิบห้าขันติ   :  กงอี้ซื้อนาให้วงศ์ตระกูล

        กงอี้มีญาติคนหนึ่งเรียกชื่อว่าอาใช้ มีนิสัยดื้อแข็ง ปกติก็ไม่ค่อยยอมฟังกงอี้สอน ด้วยครอบครัวจ่ายสุรุ่ยสุร่าย จึงได้เอามรดกที่เป็นส่วนแบ่งเป็นที่นาออกมาขายให้คนแซ่หวัง โดยที่กงอี้ไม่รู้เรื่อง แต่คนทางตระกูลหวังรู้จักกงอี้ดี รู้ว่ากงอี้เป็นคนซื่อสัตย์อดทนผ่อนปรน แต่ก็ไม่ได้แจ้งให้กงอี้ทราบแต่อย่างไร ต่อมาภายหลังเกิดข้อพิพากฟ้องร้องกันขึ้น เนื่องด้วยราคาของที่นาว่ากันไม่แน่นอน กงอี้ก้พลอยรู้เรื่องเข้า จึงเรียกอาใช้มาถามว่า  นี่น้องใช้ตอนนี้เธออายุยังน้อยก็เลยไม่รู้ว่าบรรพชนก่อร่างสร้างตัวด้วยความยากลำบาก แต่ก็มิใช่ว่าข้าจะซื้อขึ้นมาไม่ได้ เพราะตอนนี้ก็ได้ขายให้กับคนนอกตระกูล  ถามหน่อยว่า วันข้างหน้าจะไปพบหน้าบรรพชนในยมโลกได้อย่างไร  ส่วนอาใช้เมื่อถูกกล่าวตักเตือนเช่นนี้ก็ให้เข้า ก็บอกให้พี่ช่วยซื้อกลับมา กงอี้ก็ยับยั้งว่า  ข้าคงไม่อดทนที่เขาซื้อไปอย่างถูกต้อง แล้วใจของเธอกระอักกระอ่วนทำใจไม่ได้ เลยทำให้คนต่อมาแย่งซื้อ แล้วตอนนี้ก็เกิดเป็นคดีความขึ้น เป็นคดีความแล้วมาแย่งชิงกันอย่างนี้ ข้าอดทนไม่ได้ คนทางแซ่หวังได้ข่าว ก้คิดจะยอมขายให้กับกงอี้ แต่กงอี้ไม่ยอมรับ ญาติมิตรก็ช่วยกันพูดเพื่อให้คดีสิ้นสุดลง  กงอี้ก็เลยตัดสินใจซื้อไว้ครึ่งหนึ่ง  แล้วยกให้บรรพชนเป็นส่วนรวม ให้วงศ์ตระกูลได้ผลประโยชน์ อันนี้ก็เป็นความเมตตาผ่อนปรนของกงอี้เป็นขันติที่สิบห้า ต่อมาคนรุ่นหลังเขียนกลอนให้

ญาติตระกูลสร้างกังวลทำวิบัติ        เอาสมบัติตระกูลขายคนนอก
ระลึกคุณบรรพชนจึงต้องออก          เข้าแทรกสอดซื้อคืนกึ่งเช่นสุสาน

                ร้อยขันติ   

               สิบหกขันติ   :  ตักเตือนเพื่อนบ้านให้กตัญญู 

        วันหนึ่ง   กงอี้ว่างอ่านหนังสืออยู่กับบ้าน ก็ให้มีคนแก่แซ่่อู๋ เป็นเพื่อนบ้านมาหา เขามาระบายความในใจให้กงอี้ฟังว่า เขามีบุตรอยู่ 4 คน  ต่างก็แยกย้ายกันอยู่คนละที่ ทุกบ้านผลัดกันเลี้ยงดูพ่อแม่ นอกจากบุตรคนที่ 3 ที่ไม่กตัญญู พอไปที่บ้านเขาทีไรก็พูดจาหยาบคาย จึงมาหาท่านเพื่อขอคำปรึกษาว่ามีวิธีไหนพอที่จะแก้ไขได้  กงอี้ว่า สมัยก่อนท่านเมิ่งจื่อว่า ระหว่งบิดากับบุตรไม่หารือไปในทางที่ดี ถ้าหารือดีก็จะไม่ขาดกัน ไม่ทราบว่าบุตรท่านเคยร่ำเรียนโลงกลอนมาหรือไม่  ผู้เฒ่าตอบว่า เคยเรียนหนังสือมา 10 ปี เพราะหลงใหลอยู่กับผลประโยขน์ กงอี้ถามว่าตามความเห็นของท่าน อยากแจ้งทางการแก้ไขหรือไม่ หรืออาศัยคนตักเตือนก็พอ ผู้เฒ่าว่า หวังให้ท่านช่วยสอนแนะ กงอี้ว่า เรื่องบุตรอกตัญญูตามหลักการควรหาทางแก้ไข แต่ด้วยคุณสัมพันธ๋พ่อลูกของท่านมีมาก  ผู้เฒ่าว่าไม่มีใครตักเตือนลูกอกตัญญูให้รู้สึก แล้วจะรู้จักคุณสัมพันธ์พ่อลูกว่าหนักอย่างไร กงอี้จึงรับคำช่วยตักเตือนให้ท่านผู้เฒ่าทันที แล้วผู้เฒ่าก้กราบลาไป  ไม่ทันคาดคิดอู๋ซันลุกอกตัญญูตามมาด่ากงอี้ กล่าวหาว่ากงอี้กับพ่อคิดแผนการทำร้ายเขา  กงอี้พูดจาปลอบเตือนด้วยดี อู๋ซันจึงกลับบ้านไป  กงอี้ใคร่ครวญอยู่ตั้งนาน ไม่ณุ้จะตักเตือนท่าไหนดี  หวนคิดถึงอู๋ซันได้ร่ำเรียนหนังสือมา 10 ปี คิดว่าคงสามารถเข้าใจหลักธรรมได้ จึงเขียนหนังสือมาว่ากล่าวตักเตือน เป็นคำพูดธรรมดา ๆ ฉบับหนึ่ง แล้วเรียกคนนำไปให้อู๋ซัน  ดูซิว่าจะตอบกลับมาหรือไม่  กล่าวฝ่ายอู๋ซันเมื่อได้รับหนัังสือเห็นว่าเป็นของกงอี้เขียนมาก็โยนทิ้งลงพื้น  ภรรยาของอู๋ซันจึงว่า ท่านพี่ควรเปิดอ่านว่าเรื่องอะไร ว่าแล้วก็หยิบขึ้นมาเปิดดูแล้วพยักหน้า ภรรยาจึงว่าท่านอ่านให้ข้าฟังซิ อู๋ซันถอนหายใจแล้วอ่านว่า......

        นี่คือลำนำเพลงท่านพินิจ                  ความในพิจิตรยิ่งเงินไฉไล
ฟูมฟักบุตรที่แท้หวังฝากไข้                        เหนื่อยกายใจแสนเข็ญไม่ปริปาก
รุ่นหนึ่งสืบทอดต่อรุ่นเหมือนน้ำเต้า             แบบอย่างเก่าก่อนให้คนหลังดู
เหมือนรูปน้ำเต้าสอนให้รู้                           วทัญญูไม่ผิดเพี้ยนรูปทรง
กตัญญูกำเนิดกตัญญูบุตร                          เนรคุณกรรมเกิดลูกทรยศ
อกตัญญูแย่กว่าสัตว์นรก                            ลูกแพะเคารพคุกเข่าดูดนมแม่
นกอีกามีค่าสุดน่ายกย่อง                           สนองคุณแม่บินกลับมาเลี้ยงดู

ภรรยาถามว่า  แพะทำไมคุกเข่ากินนม  กาทำไมกลับมาเลี้ยง
สามีตอบว่า    แสดงความกตัญญูถึงที่สุด
ภรรยาว่า       หนังสือนี้เขียนว่าคนยังสู้สัตว์ไม่ได้  ถ้าพูดตามหนังสือนี้ท่านและข้าล้วนทำไม่ถูก ท่านอ่านละเอียดให้ข้าฟังซิ  อู๋ซันจึงอ่านต่อว่า....

        อดีตถึงปัจจุบันที่เจริญ                     ใครบ้างที่ไม่เริ่มจากกตัญญู
ศาสดาสามศาสฯ์เทพเซียนพุทธ               มีหรือจะทนเอื้อผู้เนรคุณ
ท่านหวังเสียนนอนน้ำแข็งทุกข์ไม่เบา        ท่านก๊วยฝังบุตรเจ็บปวดใจ

ภรรยาถามว่า   หวังเซียนนอนบนน้ำแข็งเพื่ออะไร
สามีตอบว่า     นอนบนน้ำแข็งเพื่อหาปลาไนมาเลี้ยงมารดาที่ป่วยอยู่
ภรรยาถามว่า   แม่เขาหายป่วยไหม
สามีตอบว่า     พอได้รับประทานปลาไนแล้วก็หายป่วย
ภรรยาถามว่า   ปลาไนรักษาไข้ได้หรือ  เราก็รับประทานให้มากหน่อย
สามีว่า            เธอไม่รู้จักอะไร  เขาปรนนิบัติด้วยกตัญญูถึงที่สุด จนซาบซึ้งถึงเทวดา จึงช่วยรักษาไข้ให้หาย  แม่หายป่วยใช่ว่า    ปลาไนช่วยรักษาโรค 
ภรรยาจึงว่า     ท่านกับข้าก็ต้องฝึกปรนนิบัติกตัญญูให้ถึงที่สุดซิ  ฟ้าดินเทพเจ้าก็ต้องคุ้มครองเราให้ร่ำรวยแน่

        อู๋ซันก็อ่านต่อว่า  จะนับประสาอะไรกับการผลัดกันเลี้ยงดูบิดามารดา  สี่คนยังเกี่ยงกัน พุทธเดินดินอยู่ที่บ้านยังไม่รู้สึก ไดเกิดมาเป็นคนเป็นหนี้ไม่ชดใช้จะกลายเป็นสัตว์ ได้รับไร่นาพ่อแม่จะไม่เกี่ยวอย่างไร ไม่รู้พระคุณเป็นหนี้จะมีหน้าตาอย่างไร  แม้ว่าข้าเป็นคนนอกยัง้วงใยใจหวดหวั่น หากกลับตัวกลับใจได้เร็วก็เป็นโชค  เซียนเทพฟ้าเบื้องบนก็พอยังให้อภัย ให้คิดถึงพระคุณบิดามารดาทุกวัน ยินดีเลี้ยงดูทั้งสามมื้อ หน้าร้อนหน้าหนาวดูแลให้เย็นและอบอุ่น ต้องมีใจสืบเจตนารมณ์พ่อแม่ให้สบายใจ  หากคิดที่จะร่ำรวยมีบุญวาสนา ก็ต้องตั้งใจกตัญญูปฏิบัติให้ดี
        อู๋ซันอ่านหนังสือจบลง  ภรรยาเอ่ยว่า  ดูจากหนังสือท่านจางแล้วก็ต้องรับคุณพ่อคุณแม่มาเลี้ยงดู  คนแก่ปากก็มากด้วย  หากไม่ทำตาม  ท่านกับข้าคงต้องกลัวฟ้าผ่าลงโทษ  ท่านพี่จะหาวิธีอะไร  สามีว่า  เป็นเพราะข้าเห็นแก่เงินทอง  บาปหนักเท่าขุนเขา โชคดีวันนี้ได้ปิยะวาจาท่านกงอี้ปลุกให้ข้าตื่นจากฝัน หากตอนนี้รีบไปรับพ่อแม่มาดูแลเลี้ยงดูดุจพระเจ้า ถือโอกาสที่พี่น้องยังไม่รู้เป็นการถ่ายโทษที่กระทำผิดเป็นประการแรก หวังว่าบ้านจะเจริญเป็นประการที่สอง  เอาหนังสือนี้ปิดไว้บนฝาบ้านเพื่อให้ลูกน้อยท่องจำและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเป็นประการที่ 3  เสร็จแล้วก็ตระเตรียมไปเชิญพ่อแม่ที่บ้านของพี่รองมาอยู่เสียที่บ้านเพื่อเลี้ยงดูอย่างดี  อู๋ซันเองก็เิดินทางไปที่บ้านของจางกงอี้เพื่อเชิญท่านกงอี้  จางกงอี้แลเห็นสีหน้าของอู๋ซันยิ้มระรื่นก็คิดว่าคำพูดที่กล่าวตักเตือนไปได้ผล  อู๋ซันกล่าวว่า   เมื่อวันก่อนผู้น้อยเข้าใจผิดต่อท่าน  ไร้มารยาทต่อท่านมาก หวังว่าท่านจะเปิดใจให้อภัยโทษ  กงอี้ว่าการเกิดมาเป็นคนต้องรู้จักพระคุณบิดามารดา  จึงจะได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ  อู๋ซันว่าเพราะได้รับหนังสือกล่าวตักเตือนของท่านอ่านจบจึงรู้ว่าพระคุณบิดามารดาใหญ่ดุจมหาสมุทร ถ้าไม่ตอบแทนก็หาใช่คนไม่  วันนี้จึงเสียใจต่อความผิดครั้งก่อนแล้วรีบแก้ไข ไปรับบิดามารดามาที่บ้าน  จึงขออยากเชิญท่านผู้มหากุศลไปที่บ้านผู้น้อย เป็นการเพิ่มศิริมงคลซึ่งเป็นความหวังของผู้น้อย  กงอี้ว่า เกิดเป็นคนไม่มีผิดไม่ได้  แต่รู้ผิดก็รีบแก้ไขเสียจึงจะมีคุณสมบัติขของความเป็นคน  วันนี้ท่านอู๋ยอมที่จะฟังคำตักเตือนก้ถือว่าเป็นบุญของข้า จึงขอขอบคุณท่าน  ข้ายังมีงานยุ่งรัดตัวไม่อาจไปที่บ้านของท่านได้ ไม่ได้อวยพรให้บิดามารดาของท่านเป็นการเสียมารยาทแล้ว  อู๋ซันจึงร่ำลาท่านกงอี้กลับบ้าน  นี่คือความรู้สึกกตัญญูของกงอี้ เป็นขันติที่สิบหก  ต่อมาคนรุ่นหลังแต่งกลอนให้

อุทิศสาธารณธรมแห่งฟ้า             อัปยศไม่ถือสาใช้ขันติ
กล่อมเกลาคนดื้อโง่ใช้สติ            ไม่ทิฐิเมตตากตัญญู

                  ร้อยขันติ

                  สิบเจ็ดขันติ  :  ซื้อนาที่ดินขาด  ถูกล้ำเขต 

        กล่าวคือ  วันหนึ่งมีคนแนะนำขายที่นาให้ส่วนหนึ่ง  วันที่นัดโอนนา  เนื่องจากเขตนาที่จะโอนติดกับที่นาของคนแซ่กู่  ซึ่งกำลังขัดแย้งกับผู้ขายแซ่อึ้ง  คนแซ่อึ้งไม่ยอม  กำลังจะบังคับให้คนแซ่กู่สาบาน  พอดีกงอี้มาถึงก็ถามสองคนนั้นว่า  เคยอ่านคัมภีร์ก่ำเอ่งเพียนหรือไม่  กงอี้ชี้ฟ้าดินเป็นประจักษ์พยาน  สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะตรวจเรื่องราว  ผู้ขายที่นาก็จะแย่งเอาส่วนที่ขาดมาให้แก่ข้า  อีกฝ่ายก็จะแย่งเอาที่นาไว้ให้คนรุ่นหลัง เรื่องเช่นนี้ไม่ดี แต่คนแซ่กู่ใจอันธพาล ถือโอกาสโกงไปประมาณปลูกข้าวได้กว่าหนึ่งเจียะ  กงอี้ก็ยอมผ่อนปรนไม่ไปทะเลาะเอาคืน  จากนั้นมาคนแซ่กู่ก็ได้ใจ  ต่อมาก็รุกล้ำที่นาของคนแซ่ลี้ที่อยู่ทางตะวันออก  ซึ่งก็เป็นที่ดินที่กงอี้ยอมผ่อนปรนให้ไป  ทั้งกู่และลี้ ต่างทะเลาะกันจนต้องถึงโรงถึงศาล  มีคดีความอยู่นานถึง 3 ปี ก็ยังไม่จบ  ทั้งสองฝ่ายต่างสูญทรัพย์สิน  จึงนำที่นามาขายให้กงอี้  ด้วยกงอี้มีขันติจึงได้ที่ดินทั้ง 3 ครอบครัว  กงอี้มักจะพูดกับคนรุ่นหลังว่า การซื้อที่นาให้ลูกหลานควรต้องได้มาอย่างโปร่งใส  ต้องมีความการุณต่อผู้อื่น  จึงจักครองสุขได้นาน  ด้วยผ่อนปรนจึงได้ที่นามาหมดเป็นขันติที่ 17 ต่อมาภายหลังคนแต่งกลอนให้

ให้ที่นาไถ่หว่านสืบคุณธรรม             แย่งที่นาทำกินย่อมยากจน
ผู่ผ่อนปรนซึ้อที่หมดของสามคน       ให้ผู้คนสรรเสริญนานพันปี

ร้อยขันติ : สิบแปดขันติ ลูกนายอมรับโอวาท
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: 02 พฤษภาคม 2011 01:30 PM »
                 ร้อยขันติ 

                สิบแปดขันติ   :  ลูกนายอมรับโอวาท

        กงอี้มีลูกนาที่เช่าทำำนาแซ่หวัง มาเชิญกงอี้ไปเก็บค่าเช่านา เมื่อกงอี้ไปถึงบ้านของลูกนา โดยไม่คาดคิดลูกนาแซ่หวังมีนิสัยดื้อรั้น พูดจาตะคอกตามอารมณ์ใส่กงอี้ กล่าวหากงอี้ใช้ถังตวงใหญ่ แต่พูดถังตวงเล็ก  กงอี้ก็พูดตอบไปเบา ๆ ว่า ถังตวงใหญ่ใจไม่ใหญ่ ว่าถังตวงเล็กใจไม่เล็ก  ถังที่ใช้ตวงก็เป็นถังที่บ้านเธอ ไม่ต้องใช้ถังของข้า ลูกนาเห็นกงอี้มีสีหน้าตามสบายไม่มีอารมณ์ของความโกรธให้เห้นเลย ก็ให้คิดว่าคนแบบนี้นับว่าเป็นผุ้มีเมตตาและบุญบารมีเต็มเปี่ยม  จึงคุกเข่าขออภัยพูดว่า  ได้ยินว่าท่านเป็นผู้มีคุณธรรมมานานแล้ว นับว่าสมคำล่ำลือ ผู้น้อยมีโทษ หวังว่าจะได้รับอภัย  กงอี้ก็ยังตวงข้าวไปอีกหนึ่งสือแก่ลูกนาแล้วพูดว่า บ้านเธอมีคนอยู่แปดคน ทำนาของข้า  ข้ามีหรือต้องการแต่ยุ้งฉางของข้าเต็มแล้วกดดันให้ครอบครัวเธออดอยาก  ขอเพียงแต่ให้เธอขยันทำนาไถหว่านจึงจะร่ำรวยได้เหมือนกับข้าที่เก็บค่าเช่าก็พอ  ลูกนาได้ฟังก็ให้รู้สึกเป็นพระคุณยิ่ง และก็ยอมรับโอวาทของกงอี้  ต่อมาภายหลังก็ร่ำรวยขึ้นได้  นี่ก็เพราะกงอี้ยอมสูญเสียเพื่อประโยชน์ผู้อื่น  เป็นสิบแปดขันติ  ต่อมาภายหลังคนจึงเขียนกลอนให้

ลูกนาต้องอาศัยเจ้าของที่        สงบดีแปดชีวิตปลอดภัย
ยุติธรรมมาตรตวงอยู่ที่ใจ         รู้จักให้ช่วยคนโลกเจริญ

                  ร้อยขันติ 

                 สิบเก้าขันติ   :  สงสารบรรพชนเขาที่ก่อสร้าง

        กล่าวถึงกงอี้มีความสงสารเพื่อนบ้านทางด้านซ้ายมือ  ช่วยซื้อบ้านไว้หลังหนึ่ง  กงอี้เห็นสภาพของอาคารมีความแข็งแรงและวิจิตร เห็นแล้วทำให้น้ำตาไหลโดยไม่รู้สึกตัว  จึงพูดกับเจ้าของบ้านว่า  บรรพชนของท่าน  ท่านที่ก่อสร้างบ้านหลังนี้ สิ้นเปลืองแรงกายแรงใจไปมาก  ต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะมาก ตอนนี้จะต้องมาขายให้ข้า  ข้าเองก็เกรงว่าจะอยู่เสพสุขไม่ได้นาน  เจ้าของบ้านต่างสรรเสริญว่า ขอเพียงท่านกงอี้ยอมซื้อก็อยู่เสพได้ยืนนาน  ท่านเป็นผู้มีบุญวาสนาแท้จริงย่อมสามารถครองสมบัติชิ้นนี้ได้  พวกเราซิไม่ดีที่ไม่สามารถรักษามรดกของบรรพชนไว้ได้  กงอี้สงสารบรรพชนของเขาจึงยับยั้งชั่งใจ  เวทนาสงสารพวกเขา  ให้การเลี้ยงดูสงสารอย่างเอาอกเอาใจ  ต่อมาภายหลังพวกเขาก็ร่ำรวยขึ้น นี่ก็คือการกระทำต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ  เป็นขันติที่สิบเก้า  ต่อมาคนรุ่นหลังแต่งกลอนให้

เวทนาต่อผู้อื่นอย่างจริงใจ                  ผู้ลับไปกับผู้อยู่น่าเห็นใจ
ยังประโยชน์ทั้งสองฝ่ายผลบุญไว้        ยุติธรรมเป็นหลักชัยหาเลี้ยงชีพ

                    ร้อยขันติ

                    ยี่สิบขันติ   :  ตักเตือนมิตรสหายให้ปรองดอง

        มีอยู่วันหนึ่ง  ขณะที่กงอี้ออกไปข้างนอก ระหว่างทางเห็นคนสองคนทะเลาะกันอยู่  กงอี้เข้าไปขวางหน้าแล้วห้ามปราม มีคนหนึ่งทำนักเลงชกกงอี้ล้มลง คนที่สองจึงเข้าขวาง  กงอี้ค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า ข้าเคยได้ยินมาว่า  ท่านหันสิ้นยอมคุกเข่ารับความอัปยศบรรพชนของข้าจางเหลียงยอมอ่อนน้อม  แต่ข้าก็ไม่กล้าที่จะเทียบกับท่านเหล่านั้น ความเห็นของผู้ใหญ่ และก็ไม่กล้าวิจารณ์เป็นศัตรูกับท่าน ขอถามท่านทั้งสองว่าชื่อเรียงเสียงอะไร ทำไมจึงมาทะเลาะกันที่นี่ คนหนึ่งจึงพูดว่า ข้าเรียก ชูไฉ  อีกคนก็พูดว่าข้าชื่อว่า หล๋อซิง  เพราะซื้อยาสูบมาขายให้ชูไฉ แต่ถูกคนปล้นไปก็ควรเป็นส่วนขาดทุนของเขา มันไม่เกี่ยวอะไรกับข้าหล๋อซิงเลย เขาต้องการให้ข้ารวมขาดทุนด้วย  กงอี้ถามว่าขาดทุนเท่าไร  หล๋อซิงตอบว่า หนึ่งพันสามร้อยอีแปะ  กงอี้พูดว่า ชูไฉท่านจะเอาอย่างไร นายไฉว่า ขาดทุนจะมาคิดที่ข้า ข้าเองก็ไม่มีเงินเลย กงอี้จึงพูดว่า ท่านทั้งสองไปที่บ้านของข้า จะมัวมาต่อยกันที่นี่ไม่ได้ ให้คิดถึงความเป็นมิตรสหายกันบ้าง ข้ายอมที่จะให้ท่านยืมเงินหนึ่งพันสามร้อยอีแปะแก่ชูไฉ  พอได้ยินแค่นั้น คนทั้งสองก็ดีอกดีใจตามกงอี้มาที่บ้าน กงอี้ก็นำเงินมอบให้ยืมตามจำนวนแถมยังนำสุรามาเลี้ยงคนทั้งสองให้คืนดีกัน กงอี้พูดถึงปรัชญาเก่าเคยพูดกันว่า  คนตายเห็นแก่เงินนกตายเห็นแก่กิน  ที่พูดเป็นความจริง ยังพูดต่ออีกว่าคนเป็นสัตว์ที่เยี่ยมที่สุด แล้วยอมตัวเพราะเงินน่าเสียดายนัก คนเราเกิดมามีชีวิตเป็นหลัก เงินทองเป็นสิ่งรอง คนเราจะมีเงินทองสำคัญกว่าชีวิตไม่ได้ หากเห็นเงินทองสำคัญกว่าชีวิตก็จะทำลายอนาคตเสีย เมื่อทั้งนาซูและนายหล๋อได้ฟังกงอี้ที่นำหลักประจักษ์โบราณมาพูดให้ฟังก็ให้รู้สึกเสียใจ ทำให้คิดได้ว่าวันนี้โชคดีที่ได้พบกงอี้ช่วยอธิบายแก่ผู้โง่เขลา ทั้งยังได้รับการต้อนรับอย่างดีทำให้รู้สึกเป็นบุญคุณมาก ก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้ตอบแทน กงอี้พูดว่าทำไมต้องกล่าวเช่นนั้น คนเราอยู่ร่วมโลก เมื่อคราวลำบากก็ช่วยกันเกื้อกูล สิ่งที่ทำได้ไม่ได้หวังผลตอบแทนจึงไม่ต้องคิดมาก การเป็นคนก็ต้องรักษาความสุขส่วนตน ทำอาชีพค้าขาย ก็ต้องให้สังคมและประเทศชาติสงบสุข แล้วทั้งสองคนก็ลาจากไป นี่ก็คือกงอี้ช่วยประสานให้คนเชื่อมั่นในมิตรภาพ เป็นขันติที่ยี่สิบ ต่อมาคนรุ่นหลังแต่งกลอนให้

มหาวีรบุรุษเสี่ยงอันตราย             มุ่งหมายให้ปรองดองมิตรภาพ
เปรียบเปรยด้วยบุคคลโบราณ      กงอีหาญห้ามปรามขวางวิวาท

                    ร้อยขันติ   

                   ยี่สิบเอ็ดขันติ    :  พี่น้องแซ่เต็งทะเลาะกัน

         เพื่อนบ้านทางทิศใต้มีพี่น้องแซ่เต็งห้าคนเกิดทะเลาะกันต้องการแบ่งมรดกแยกครอบครัว พร้อมใจกันมาหาท่านกงอี้ เพื่อเป็นคนกลางช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย พี่ชายคนโตพูดว่าบิดาจากไปนานแล้ว น้อง ๆ ของข้าก็ยังเด็กอยู่ ภาระครอบครัวจึงตกอยู่กับข้าทั้งหมด ตอนนี้จะมาแบ่งแยกครอบครัว ข้าก็คิดค่าแรง 200 เหรียญก่อน ืั้เหลือค่อยมาแบ่งเท่า ๆ กัน แต่น้อง ๆ ทั้งสี่คนไม่ยอม กงอี้จึงตักเตือนว่า เงินทั้งหมดต้องเอามาแบ่งเท่า ๆ กัน ไม่ต้องทะเลาะกัน พี่น้องก้ไม่ใช่ใครอื่น ไม่คาดคิดว่าพี่น้องคนโตร้ายกาจ  ยกมือขึ้นต่อยกงอี้ล้มที่พื้น ปากก็ด่าทอแล้วจากไป กงอี้ลุกขึ้นมาได้ก็พูดกับน้องทั้งสี่คนว่า นิสัยของพี่ชายพวกเธอนักเลงมากพวกเธอทั้งสี่คนต้องอดทน สำหรับข้าไม่ถือสาหรอก พวกเธอยึดเวลาไปหน่อยอย่าใจร้อน มีคติกล่าวว่า  กดดันเสือก็จะทำร้ายคน  เรื่องร้อนปล่อยให้เย็นจะปลอดภัยกว่า  นักปราชญ์สมัยก่อนกล่าวว่า ลิ้นอ่อนทนนาน  ฟันแข็งหักเสียก่อน ข้าคิดอย่างนั้น อ่อนโยนที่สุดจะชนะ  ที่มุทะลุรนหาภัย  พี่น้องทั้งสี่คนถูกตักเตือนแล้วขอโทษกงอี้แล้วลาจากไป  กงอี้เฝ้าคร่นคิดก็ไม่มีแผนการณ์อะไรจะตักเตือนเขาได้  ก็ให้มีคนหนึ่งมาบอกว่า พี่ชายบ้านแซ่เต็งเป็นคนเรียนหนังสือแล้วทำไมจึงแบ่งครัวไม่เสมอภาคเล่า เมื่อกงอี้ได้ฟังว่า  พี่ชายแซ่เต็งเป็นคนเล่าเรียนมาก่อน ทันใดก็เกิดแผนการณ์ขึ้น จึงพูดว่า แผนการณ์ข้ามีแล้ว จึงเข้าไปยังห้องหนังสือแล้วเขียนกลอนขึ้นหน้าหนึ่ง แล้วส่งคนให้นำหนังสือไปให้  พี่ชายแซ่เต็งจึงเปิดออกอ่านว่า

พี่น้องอย่าทะเลาะกันบ่อยบ่อย             แยกครัวถ้อยทีถ้อยเสมอ
พี่น้องฆ่าฟันไฉนเลิศเลอ                    พี่น้องดุจแก้วเกลอคนยกย่อง
เป็นพี่จัดการบ้านควรแบ่งปัน              ทำไมกล้าหลงมุ่งมั่นคิดค่าแรง
ร่ำรวยชะตากำหนดไม่แอบแฝง            ที่จนแล้งก็แจ้งอยู่เป็นไปเอง
สะสมทรัพย์คนรุ่นหลังรับ                    คนรุ่นหลังไม่มีบุญก็จนแล้ง
พ่อแม่ยังไม่คิดเป็นค่าแรง                   จะยากเข็ญจนแล้งก็เป็นไป
เธอเป็นอย่างนี้ก็ตามแต่เธอ                 ขอดูเธอจะชำระกรรมอย่างไร
พ่อที่วายแม่ที่อยู่คงไม่พอใจ                 มนุษย์ไซร์ทำผิดกรรมติดกาย
เอียงบนขืนล่างฟ้าไม่ยอม                    เอากำลังรังแกคนกวนจิตใจ
สวรรค์มีทางแต่คนไม่ไป                      นรกไม่มีประตูแส่ไปเอง
เพราะทรัพย์เสียสัตย์ลืมน้องยา             ปราชญ์ภัทราหลักธรรมใด
ลองคิดเดรัจฉานมีธรรมไหม                 คนทำไมหาทุกข์ไม่สัมพันธ์
หากฟังคำข้าคิดกลับใจ                       ทรัพย์สินไหมหมื่นแสนไม่นำพา
ออกจากหลงเดินตามฝั่งคงคา              พี่น้องหนาดีกันไว้เป็นบุญญา

        พี่ชายเต็งอ่านจดหมายจบลงก็พูดว่า ท่านจางกงอี้นับว่าเป็นมหาบัณฑิต จึงเดินทางไปยังบ้านท่านกงอี้เพื่อกล่าวขอขมาด้วยตนเอง กว่าวว่าอันยาขมเป็นยาดีต่อโรค ท่านมีปิยะวาจาแม้จะแสลงหู ข้ามีตาหามีแววไม่ ไม่รู้จักขุนเขา หวังว่าท่านกงอี้จะให้อภัย  ท่านกงอี้จึงกล่าวโศลกว่า  พ่อแม่กำเนิดลูกเหมือนกิ่งก้าน  พูดน้อยวาจาอย่าแสลงใจ มาพบกันครั้งหนึ่งให้แก่เฒ่า มีโอกาสสักแค่ไหนเป็นพี่น้องกัน ว่าแล้วนางเต็งก็เชื้อเชิญท่านกงอี้  ไปเลี้ยงที่บ้านเพื่อเป็นการขอขมาบาปที่ได้ล่วงเกินไว้ โดยกล่าวว่าท่านกงอี้มีน้ำใจกว้างขวาง คุณธรรมดุจมหาสมุทร  วันนี้ขอเชิญท่านไปที่บ้านก็เพื่อฟังโอวาทท่านกง  บัดนี้ข้ายินดีเอาทรัพย์สินมาแบ่งปันให้เสมอหน้ากัน เนื่องด้วยซาบซึ้งคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ของท่าน แม้แก่เฒ่าก็จักไม่ลืมเลือน  จากนี้ไปพวกเราที่บ้าน 5 คน  ก็จะแช่มชื่นยิ้มบานเอามรดกมาแบ่งปันเท่า ๆ กัน  ส่วนมารดาก้พลัดเปลี่ยนกันเลี้ยงดู ทั้งหมดนี้ก็ด้วยท่านกงอี้เห็นแก่พวกเราพี่น้องที่ไม่ปรองดองกัน  นี่ก็คือขันติที่ยี่สิบเอ็ด  ต่อมาคนรุ่นหลังจึงแต่งกลอนให้

ทนลบหลู่อัปยศไม่โกรธชัง                  หนึ่งพลังผูกพันจิตกาญจนา
หลักการนำคุณธรรมประจักษ์ดินฟ้า       แม้ชื่อยังประดับฟ้าแซ่สวรรค์

 

SMFJUSTHOST โฮสต์ดีดี ที่นี่เราบริการด้วยใจ
Powered by lotus96