ผู้เขียน หัวข้อ: คัมภีร์กรรม ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า : คำนำ  (อ่าน 120269 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

                               คัมภีร์กรรม  ท่านเหลาจื่อ  ศาสดาแห่งเต๋า  
    
                     ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน พระสูตรสั่งสมบุญวาสนาสลายเคราะห์ภัย

                                                     คำนำ
                                           พระมหาธรรมาจารย์จิ้งคง

        พุทธศาสนาก็คือพระศากยมุนีพุทธเจ้าที่ทรงปรารถนาต่อเหล่าเวไนยสัตว์ให้ประชาคมมีการศึกษาให้ถึงความดีที่เต็มสมบูรณ์ ทรงแสดงธรรมทั้งหลายเท่าเทียมกันเป็นจิตเดิม เป็นคุณธรรมแท้ สอนมนุษย์โดยเอาลักษณะแท้จริงของชีวิตมนุษย์ในโลก ให้มาบำเพ็ญร่วมกัน ให้ใจประจักษ์แจ้งร่วมกัน ใจแผ่ไพศาลดุจอวกาศจนสามารถบรรลุจักรวาลที่มีปริมาณโลกธาตุดุจเมล็ดทรายในคงคานที มีความสะอาดหมดจดแท้จริงได้สัมมาตรัสรู้ มีใจเมตตามองทะลุจนปล่อยวางลงได้ มีความอิสระสบาย เข้าสู่โลกด้วยเหตุปัจจัย ฝึกเรียนจบเป็นครูบาของมนุษย์ ปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างของโลก  ดังนั้น  พระศากยมุนีพุทธเจ้า ผู้เป็นโลกนาถเป็นพระผู้ทรงสั่งสอนประชาคมโลก  ผู้การุณย์อันเป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรมอันหลากหลาย  จึงขอให้มนุษย์ควรรู้จักควรศึกษาไว้

                                                          พระภิกษุ จิ้งคง
                                                 วันที่  ๓๑  ตุลาคท  ค.ศ. ๑๙๙๙  

                                                   บทบรรยาย...ธรรมาจารย์จิ้งคง
                                                       บทแปล...ธรรมบัญชา 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 มีนาคม 2011 11:58 AM โดย jariya1204 »




                          คำนำมหาธรรมาจารย์อิ่งกวง  (ปี ค.ศ. ๑๙๒๘)

        ธรรมเรื่องกรรม อริยเจ้าผู้พ้นออกจากโลกใช้เป็นเตาเอนกอนันต์ฝึกฝนต้มกลั่นจนได้มหาโอสถศักดิ์สิทธิ์ หากในระยะเริ่มต้นไม่ศึกษาเรื่องกรรมให้ถึงที่สุดแล้ว แม้จะเป็นผู้ปราดเปรื่องชาญฉลาดรอบรู้ศาสตร์ทุกศาสนาก็ตาม หากยังมีความผิดเรื่องกรรมแล้วก็จะร่วงหล่นตกลงไม่มีเหตุได้ขึ้นพ้น  อย่าได้ว่าหลักธรรมคัมภีร์กรรมนี้ง่ายตื้นเขินแล้วมองข้ามตถาคตผู้สำเร็จตรัสรู้ หรือสรรพสัตว์ผู้ตกอยู่ในไตรวัฏ ล้วนไม่พ้นไปจากกรรมทั้งสิ้น ด้วยปุถุชนจิตใจยังคับแคบอยู่ ก็เข้าไม่ถึงพระสูตรมหากรรม จึงควรเริ่มต้นด้วยหลักธรรมที่ง่ายเพื่อเอาชนะได้โดยง่ายก่อน อย่างคัมภีร์กรรม (ไท่ซั่งกั่นอิ้งเพียน) หรือ คัมภีร์ดวงชะตา (เหงินเซียงอินเซ่าเหวิน) อ่านให้ขึ้นใจแล้วพิจารณาให้ละเอียดนำไปปฏิบัติ แล้วทุก ๆคนก็จะเป็นพลเมืองดี ทุกคนก็จะสามารถสิ้นสุดการเกิดการตายได้
        คำนำในคาถาสวดมนต์ทำวัตรทุกเช้าก็เขียนไว้ว่า "บทนำถือปฏิบัติต้องมีความศรัทธามีปณิธาน สวดพุทธะเพื่อปฏิบัติให้ตรงความดีทั้งหลายพึงบำเพ็ญด้วยความเคร่งครัด"
        คำชี้แนะแก่ผู้ถือปฏิบัติที่บันทึกไว้ในคัมภีร์กรรมก็ดี คัมภีร์ดวงชะตาก็ดี คัมภีร์ตรัสรู้ก็ดี  และคัมภีร์สุขาวดีก็ดีต่างก็ให้แก้ความชั่วไปสู่ความดี เพื่อรับมงคล หลบอุบาทว์ พ้นปุถุสู่อริยะ เป็นวิถีกฏเกณฑ์แนวทางสิ้นสุดการเกิดพ้นการตาย หลุดพ้นไตรภูมิหกวิถีได้ในปัจจุบันชาติ ตรงเข้าภายในเก้าปทุมเจ็ดรัตนะ หวังให้ผู้บำเพ็ญเพิ่มความสนใจเถิด
                                                   พระภิกษุ อิ่งกวง
                                            สังฆบดีองค์ที่ ๑๓ นิกายสุขาวดี


                    คัมภีร์กรรม ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า  : 

                          คำนำโบราณ กั่นอิ้งเพียนของพระเจ้าเหวินเชียง

        พระเจ้าเหวินเชียงกล่าวว่า ข้าในชาติที่หนึ่งร้อยสิบเจ็ด ได้เป็นมหาบุรุษ ไม่เคยกดขี่ประชาราษฏร์ สงเคราะห์คนในยามคับขัน ฉุดช่วยคนให้พ้นทุกข์ อภัยความผิดของคน สงสารผู้กำพร้า ใจเป็นเช่นนี้มาตลอด จะฟังโองการฟ้า ดังนั้นจึงสามารถพิสูจน์ตำแหน่งสัจจะนี้ได้ยาวนาน ข้าขอเตือนชาวโลก แต่ละวันที่สวดไท่ชั่งกั่นอิ้งเพียนหนึ่งจบ ให้น้อมนำไปปฏิบัติหรือคัดลอกหนึ่งจบ ไว้อ่านเช้าเย็น แล้วปฏิบัติตามนี้ ถ้าปฏิบัติได้ ๒ ปี โทษภัยต่าง ๆ ก็สลายดับสิ้น ถ้าปฏิบัติได้ ๔ ปี  บุญบารมีมีพร้อม  ถ้าปฏิบัติได้ ๗ ปี บุตรหลานมีปัญญากระจ่าง สามารถสอบได้  ถ้าปฏิบัติได้ ๑๐ ปี อายุจะยืนยาว ถ้าปฏิบัติได้ ๑๕ ปี จะสมปรารถนา  ถ้าปฏิบัติได้ ๒๐ ปี บุตรหลานได้เป็นองคมนตรี ถ้าปฏิบัติได้ ๓๐ ปี จารึกชื่อเปลี่ยนภพภูมิ ถ้าปฏิบัติได้ ๕๐ ปี เทพเซียนร่วมแสดงความยินดี ชื่อเรียงในทำเนียบอริยเจ้า ถ้าไม่ปฏิบัติตามนี้ ทำบ้างหยุดบ้าง วันนี้ทำพรุ่งนี้เลิก การงานจะยุ่งยาก นาใจมืดบอด ถึงแม้จะสวดมนต์ แต่ใจไม่เข้าใจ เหมือนลบหลู่ฟ้่าโทษอภัยไม่ได้


                    คัมภีร์กรรม ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า  :

                          คำนำโบราณ กั่นอิ้งเพียนของพระเจ้าเหวินเชียง

                                   คัมภีร์กรรม (กั่นอิ้งเพียน) แปล

        ไท่ซั่งกล่าวว่า ภัยพิบัติบุญวาสนาไร้ทวาร สุดแต่คนกวักหา บุญบาปตอบสนอง เหมือนเงาตามตัว ด้วยฟ้าดินมีเทพเจ้าปกครอง อิงการกระทำของมนุษย์หนักเบา เพื่อลงโทษตัดขัย (อายุ) ตัดขัยให้ยากจน ประสบทุกข์ลำบากบ่อย ผู้คนก็รังเกียจ ต้องโทษวิบัติตามา  มงคลโชคลาภหลบหาย ดาวร้ายภัยตาม ขัยสิ้นก็ตาย ยังมีเทพเจ้าดาวเหนือสามองค์ อยู่เหนือศรีษะมนุษย์ บันทึกชั่วบาป คอยตัดอายุขัย ยังมีเทพอีกสามตนอยู่ในตัวคน เมื่อถึงวันเกชิง (แกชิงทุก ๆ ๖๐ วัน จะมีวันแกชิง ๑ วัน) ขึ้นทูลพระเจ้าเบื้องบน รายงานความชั่วบาปของมนุษย์ ในวันสิ้นเดือน เทพแห่งเตาไฟก็เช่นกัน ผู้มีความผิดมหันต์ตัดขัยหนึ่งรอบ (หนึ่งรอบ =สิบสองปี) ลหุตัดขัยร้อยวัน ความผิดมากน้อยมีมากถึงร้อย อยากมีอายุยืนต้องหลีกเลี่ยงเอย
        เป็นธรรมให้เดินหน้า ไม่ใช่ธรรมให้ถอย ไม่ดำเนินทางชั่ว ไม่แอบรังแกข่มเหง สั่งสมบุญกุศล ใจเมตตาต่อสัตว์ จงรักภัคดีกตัญญู ให้รักญาติมิตร ให้ตนตรงอบรมผู้อื่น สงสารผู้หม้ายกำพร้ายากไร้ เคารพอาวุโสห่วงใยผู้เยาว์ ไม่ทำลายหนอนหญ้าต้นไม้ ต้องสงสารผู้เคราะห็ร้าย ยินดีกับผู้ทำดี ช่วยเหลือผู้คับขัน ฉุดช่วยผู้อยู่ในอันตราย เห็นเขาได้ดีเหมือนตนได้ดี เห็นเขาสูญเสียเหมือนตนสูญเสีย ไม่โพนทะนาความชั่วเขา ไม่โอ้อวดความดีตน  หยุดยั้งเรื่องชั่วเผยแพร่เรื่องดี ให้มากรับน้อย  รับอัปยศไม่แค้น รับความรักดุจความหวาดกลัว ทำคุณไม่หวังตอบแทน ให้เขาไม่นึกเสียใจ
        ที่ว่าเป็นคนดี คนให้ความเคารพ ธรรมแห่งฟ้าคุ้มครอง บุญวาสนาตามมา ชั่วร้ายถอยห่าง เทพศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง งานที่ทำก็สำเร็จ เป็นเทพเซียนปรารถนาได้ อยากเป็นเทพเซียนฟ้า ต้องทำความดีหนึ่งพันสามร้อยกุศล อยากเป็นเทพเซียนดิน ต้องทำความดีสามร้อยกุศล
        หากทำสิ่งไม่ถูกต้อง กระทำละเมิดธรรม ถือชั่วว่าสามารถ ทนทำชั่วร้ายได้ แอบทำร้ายคนดี ข่มเหงราชาพ่อแม่ลับหลัง หยิ่งยโสครูบา ละทิ้งหน้าที่ หลอกคนไม่รู้ ลวงเพื่อนร่วมเรียน ใส่ร้ายล่อลวง โจมตีวงศ์ตระกูล อันธพาลไม่การุณย์ ป่าเถื่อนตามอารมณ์ ถูกผิดไม่ถูกต้อง เข้าหาชั่วหันหลังดี กดขี่เอาชอบเท็จนายพอใจ รับคุณทำไม่รู้ ถูกลบหลู่แค้นไม่เลิก ดูแคลนประชาชน ลบล้างการปกครอง รางวัลคนชั่ว ลงทัณฑ์ผู้บริสุทธิ์ ฆ่าคนชิงทรัพย์ ใช้เล่ห์แย่งตำเหน่ง เข่นฆ่าผู้ยอมแพ้ ขับคนดีไล่ปราชญ์  รังแกกำพร้า ข่มเหงหม้าย ละกฏรับสินบน เอาถูกเป็นผิด เอาผิดเป็นถูก โทษเบาเอาเป็นหนัก เห็นประหารทำโทสะ รู้ผิดไม่แก้รู้ดีไม่ทำ โยนผิดให้ผู้อื่น ปิดบังวิชา  เย้ยหยันใส่ร้ายอริยปราชญ์ ทำร้ายคุณธรรม ยิงนกล่าสัตว์ คุ้ยหนอนทำนกตกใจ อุดรูทำลายรัง ทำร้ายสัตว์ท้องทุบไข่แตก


                    คัมภีร์กรรม ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า  :

                          คำนำโบราณ กั่นอิ้งเพียนของพระเจ้าเหวินเชียง

                                   คัมภีร์กรรม (กั่นอิ้งเพียน) แปล

        อยากให้เขามีความผิด ทำลายความสำเร็จของเขา ให้เขาอันตรายตนสุข กำจัดเขาเพิ่มประโยชน์ตน เอาชั่วไปแลกดี ดีตนทำลายส่วนรวม ขโมยผลงานเขา ปิดบังความดีเขา เปิดเผยเรื่องส่วนตัว  ผลาญทรัพย์สินค้าเขา  ทำให้พี่น้องเขาแตกแยก  แย่งของรักของผู้อื่น ส่งเสริมเขาทำชั่ว พอใจอวดอำนาจ ทำอัปยศเพื่อชัยชนะ ทำลายไร่นาเขา ทำลายการแต่งงานเขา โกงจนรวยหยิ่งยโส  หลบเลี่ยงไม่ละอาย  เหมาเอาคุณลบล้างความผิด โยนเคราะห็ร้ายผิด ซื้อยศจอมปลอม หน้าเนื้อใจเสือ  ขัดขวางความดีเขา ปิดความชั่วตน ใช้อิทธิพลข่มขู่ ทำลายฆ่าป่าเถื่อน ตัดผ้าไร้เหตุ  ฆ่าสัตว์ไร้เหตุ ทิ้งขว้างธัญพืช เคี่ยวเข็ญประชาชน ทำลายครอบครัวเขาเพื่อชิงทรัพย์สิน ปล่อยน้ำวางเพลิงเพื่อทำลายประชาชน ทำลายแผนให้เขาล้มเหลว ทำลายเครื่องมือไม่ให้เขาใช้  เห็นเขาได้ดีหวังเขาฉิบหายเห็นเขาร่ำรวยอยากให้เขาล้มละลาย เห็นเขารูปงามคิดข่มขืน เป็นหนี้เขาหวังให้เขาตาย ไม่ได้ดั่งใจชั่วก็เกิดแค้นสาปแช่ง เห็นเขาล้มเหลวก็ว่าเขาทำชั่ว เห็นเขาไม่สมประกอบก็หัวเราะใส่  เห็นเขาสามารถควรยกย่องกลับทับถมใช้มนต์ดำฝังรูป  ใช้ยาฆ่าต้นไม้ โกรธแค้นครูอาจารย์ ขัดต่อพ่อแม่พี่น้อง
        ใช้แรงขู่เข็ญเอา บังคับแย่งชิง ปล้นจนร่ำรวย ใช้เล่ห์หาก้าวหน้า รางวัลโทษไม่เสมอกัน สบายจนเกินเลย ทารุณผู้ใต้บังคับ  ข่มขู่เขาให้หวาดกลัว โทษฟ้าโทษคน ด่าลมด่าฝน ยุแหย่ให้สู้คดี เที่ยวเข้าร่วมแก้ง ฟังเมียฝืนคำสอนพ่อแม่ ได้ใหม่ลืมเก่า ปากอย่างใจอย่าง  โลภทรัพย์ปกปิดข่มเหงหน่วยบน วาจาใส่ร้าย สร้างข่าวทำลายเขา ใส่ร้ายเขายกตนว่าตรง ด่าว่าพระเจ้าว่าตนดี ทิ้งธรรมทำชั่ว หันหลังญาติคบคนนอก กล้าชี้ฟ้าดินเป็นพยาน (ทั้งที่ชั่ว) ดึงพระเจ้าตรวจสอบให้แล้วเสียดาย ยืมทรัพย์สิ่งของไม่คืน ไม่เจียมตนหานอกลู่ ใช้จนหมดอำนาจ เสพกามเกินเลย หน้าขาวใจดำ ของกินสกปรกให้เขา  ใช้ทางมารหลอกประชาชน มาตรวัดสั้น โกงตาชั่งลิตรตวงเล็ก ปลอมปนสินค้า รีดนาทาเ้ร้น บังคับคนชั่วให้ดี  โป้ปดคนโง่  โลภละโมบไม่เบื่อ  แช่งชักว่าตนถูก  ติดสุราลวนลาม  สายเลือดทะเลาะกัน  ชายไม่ดีหญิงไม่น้อมตาม  สามีภรรยาไม่กลมเกลียว  ภรรยาไม่นับถือสามี  คุยข่มอวดดี  อิจฉาตาร้อน  สามีไม่ดีต่อบุตรภรรยา  ไร้มารยาทต่อพ่อปู่แม่ย่า  ดูถูกบรรพชน
        ขัดขืนคำสั่งผู้ใหญ่ ทำสิ่งไร้ประโยชน์ คับแคบนอกใจ สบถสาปแช่งผู้อื่น  ลำเอียงชังลำเอียงรัก โดดข้ามบ่อน้ำเตาไฟ ข้ามของกิน ข้ามตัวคน สูญเสียแท้งลูก ประพฤติมิชอบ สิ้นเดือนร้องรำ เช้าตรู่วันพระด่าทอ  ถ่มถุยหนักเบาทิศเหนือ คร่ำครวญร้องไห้หน้าเตา จุดธูปจากเตาไฟ ฟืนสกปรกหุงหา เปลือยกายกลางคืน ประหารวันตรุษสารท  ถ่มน้ำลายดาวตก ชี้สามแสง (คือดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว) จ้องอาทิตย์จันทร์นานไป ล่าสัตว์เผาป่า ฤดูใบไม้ผลิ ด่าทอทางทิศเหนือ ตีงูฆ่าเต่าไร้เหตุ
        อันบาปต่าง ๆ นี้ เทพเจ้าตามดูหนักเบา หักขัยตามรอบ ขัยสิ้นก็ตาย บาปเหลือจากตาย ตกทอดบุตรหลาน พวกอันธพาลเอาเงินเขา ผลชั่วตกถึงลูกเมียคนในบ้านรับไป จนกว่าถึงตาย หากยังไม่ตาย ก็มีภัยน้ำไฟขโมย ของหายเจ็บป่วยคดีความตอบสนอง จนเท่าค่าที่โกงมา แล้วโทษฆ่าคนก็ถูกอาวุธฆ่าตอบ เงินทองได้ไม่ถูกต้อง ดุจน้ำรั่วแก้หิวเหล้่าแก้กระหาย ไม่เพียงไม่อิ่ม ความตายก็มาถึง หากใจเริ่มใฝ่ดี ดีแม้ยังไม่ทำ เทพดีก็ตามมา หากเริ่มใฝ่ชั่ว ชั่วแม้ยังไม่ทำ เทพชั่วก็ตามมา ผู้เคยทำชั่ว ภายหลังสำนึกผิด ชั่วทั้งหลายไม่ทำ ความดีทั้งปวงถือปฏิบัติ นานๆ ไปย่อมได้มงคลโชคลาภ ดั่งที่ว่าเปลี่ยนภัยพิบัติเป็นบุญวาสนา
        ดังนั้น ผู้มงคล วาจาดี มองดี ทำดี วันหนึ่งมีสามดี สามปีฟ้าย่อมส่งบุญวาสนา ผู้อุบาทว์ วาจาชั่ว มองชั่ว  ทำชั่ว วันหนึ่งมีสามชั่ว สามปีฟ้าย่อมส่งภัยพิบัติ ยังจะไม่พยายามปฏิบัติหรือ !
                                                                               
                                                                            จบ           


        คัมภีร์กรรม "กั่นอิ้งเพียน" เป็นคัมภีร์ของศาสนาเต๋า ถือเป็นปิฏกในหมวดวินัยปิฏก ที่ท่านศาสนาเหลาจื่อบัญญัติขึ้น เพื่อเป็นแนวปฏิบัติ ไม่เพียงแต่ศาสนิกชนเท่านั้น ประชาชนทั่วไปก็ควรยึดถือนำไปปฏิบัติ คัมภีร์กรมเป็นบทธรมง่าย ๆ ธรรมดาและอยู่ในกรอบกฏแห่งกรรม คัมภีร์เล่มนี้ไม่ยาวเหมือนคัมภีร์เต๋า "เต้าเต๋อจิง" และเป็นบทสวดประจำของชาวเต๋า ผู้น้อยได้อ่านคัมภีร์นี้มานานพอสมควร จนกระทั่งมาเมื่อนเดือนกรกฏาคม ๒๕๔๖  เมื่อพระธรรมาจารย์จิ้งคงไต้ซือจากไต้หวัน ได้มาผูกบุญสัมพันธ์กับชาวไทย ท่านเมตตาบรรยายธรรมเป็นครั้งแรกที่โรงแรม เจดับริว  มาริออทถ.สุขุมวิท เพลินจิต  เป็นโอกาสที่ผู้น้อยได้ฟังธรรมจากท่าน ต่อมาก็ได้รับหนังสือธรรมหลายเล่มที่ท่านเขียนขึ้นบ้าง เรียบเรียงแปลเป็นภาษาปัจจุบันบ้าง หนึ่งในจำนวนนั้นมีอยู่เล่มหนึ่ง ซึ่งมีความหนากว่า ๕๐๐ หน้า ซึือของหนังสือคือ " วิถีการสร้างสมบุญและสลายภัย"  ผู้น้อยอ่านแล้วรู้สึกชอบมาก ท่านไต้ซือได้อธิบายบทคัมภีร์ทีละคำ พร้อมยกตัวอย่างนิทานที่เข้ากับความหมายของคำ เพื่อใช้เป็นหลักประจักษ์ให้ผู้อ่านยอมรับ ท่านไต้ซือเป็นพระภิกษุชาวพุทธแท้ ๆ  ไม่แต่เพียงแค่ท่านองค์เดียวที่ยอมรับคัมภีร์นี้  แม้แต่ท่านธรรมาจารย์อิ่นกวง ซึ่งเป็นธรรมาจารย์รุ่นก่อน ๆ  และมีพระภิกษุอีกหลายรูปต่างชื่นชอบในคัมภีร์นี้ ท่านอิ่นกวงไต้ซือกล่าวว่า "หนังสือเล่มนี้วิจารณ์ถึงที่สุดแล้ว ไม่เพียงแค่สำเร็จเซียน แม้แต่พระโพธิสัตว์ที่ปฏิบัติได้ ก็จักหลุดพ้นสู่อริยะ พ้นการเกิดดับ สำเร็จสมบูรณ์แห่งวิถีพุทธ" ท่านอิ่นกวงไต้ซือจึงพยายามเผยแผ่หนังสือเล่มนี้อย่างจริงจัง ท่านจิ้งคงไต้ซือก็ยิ่งตักเตือนลูกศิษย์ของท่าน ให้เอาหนังสือเล่มนี้เป็นระเบียบวินัยที่ต้องท่องสวด ถึงกับตั้งชื่อใหม่ดังได้กล่าวมาแล้ว
        สมาคมผู้ค้นคว้าธรรมแห่งเหลี่ยวฝาน  ซึ่งกล่าวว่า เมื่อก่อนได้ปรับปรุงหนังสือ "โอวาทสี่ของเหลี่ยวฝาน" และตอนนี้ก็มาปรับปรุงเรียบเรียงคัมภีร์เล่มนี้จนสำเร็จเป็นรูปเล่มน่าอ่านมาก ภายใต้การแนะนำของท่านจิ้งคงไต้ซือโดยถือหลักธรรมที่ว่า "สรรพธรรมล้วนว่าง เหตุต้นผลกรรมไม่ว่าง"   ผู้น้อยเห็นว่า ปัจจุบันวิทยาการยิ่งก้าวหน้า จิตใจคนยิ่งหลงใหล วัตถุยิ่งทันสมัย คุณธรรมยิ่งตกต่ำ จิตญาณยิ่งสกปรก ความสงบยิ่งเสื่อมลง  ที่สุดแล้วจะฉุดช่วยจิตใจชาวโลกได้อย่างไร ทำอย่างไร จึงจะสามารถลดโทษบาปให้น้อยลง  ทำอย่างไรจึงจะมีบุญวาสนาเพิ่มขึ้น  ทำอย่างไรจึงจะสามารถสลายภัยพิบัติลงได้ ตลอดจนประเทศชาติมีความสงบ ประชาชนมีความสุข ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ไม่มีภัยสงคราม ไม่มีภัยยาเสพติด ไม่มีอิทธิพล ใต้หล้ามีสันติภาพ คิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่คนยุคปัจจุบันต่างเป็นห่วงเป็นใย
        อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผู้คนจะทุกข์ห่วงใยกันแค่ไหน ภัยพิบัติจะเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน การแก้ไขก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ปัญหายิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น   ผลการแสวงหาบุญวาสนาของชาวโลก กลับกลายเป็นการแสวงหาภัยพิบัติ ถ้นจะสรุปถึงสาเหตุ ก็เพราะคนปัจจุบันหลงใหลอยู่กับวิทธยาการ แต่กับระดับความรู้จักบาปบุญคุณโทษ และผลตอบสนองของกรรมกลับไม่ชัดเจน  กลับถลำลึกเข้าใจผิด ๆ ยิ่งขึ้น คิดว่าการเรียนเก่งมีความรู้สูง ก็จะสามารถเอาเปรียบผู้รู้น้อยเหมือนนักธุรกิจปัจจุบันที่ตั้งอยู่บนความคิดที่ว่า ปลาใหญ่กินปลาเล็ก  มือใหญ่ยาวก็คว้าได้มากกว่า สร้างกลยุทธ์เอาเปรียบประชาชน คงลืมกฏธรรมชาติของเต๋าไปแล้วกระมัง
        คัมภีร์กรรม มีสาระที่ลุ่มลึกกว้างใหญ่ เป็นหลักธรรมที่พูดถึงความดีความชั่ว ภัยพิบัติและมงคล ถ้าวิภาควิจารย์ก็จะเห็นถึงความน่าสะพรึงกลัวลือลั่นสะเทือนฟ้าดินกันเลยทีเดียว  เพราะทำให้เข้าใจถึงรากเหง้าของกรรมอย่างดีที่สุด อ่านแล้วจะเข้าใจเหตุผลต้นกรรม รู้จักว่า การเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ กลับกลายเป็นผู้ได้รับมหาภัยในที่สุด เมื่อทุกคนเข้าใจในความดีแล้วก็จะขยันหมั่นเพียรประกอบความดี เป็นการสั่งสมบุญวาสนาและสลายภัยพิบัติได้ หนังสือนี้จึงมีประโยชน์ต่อคนมาก และมีอิทธิพลกว้างไกลมาก  ในสมัยราชวงศ์ชิง ท่านยกย่องหนังสือนี้ว่า""ราชบัณฑิตต้องอ่าน"" ยังกล่าวอีกว่า "ไม่เพียงต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ ถ้าจะเป็นจอหงวนหรือมหาอำมาตย์ จะไม่อ่านหนังสือนี้ไม่ได้"" การกล่าวเช่นนี้ ท่านก็จะเข้าใจได้กระจ่างชัดเลยทีเดียว ถึงคุณค่าคัมภีร์กรรมเป็นอย่างดีผู้น้อยเห็นว่าหนังสือเล่มนี้ล้วนกล่าวถึงการกระทำของมนุษย์และผลตอบสนองอันเกิดจากเหตุที่มนุษย์ก่อขึ้นเอง ผู้น้อยจึงขอเรียกหนังสือเล่มนี้ว่า "คัมภีร์กรรม" เพื่อง่ายต่อการกล่าวถึงและได้ความหมายตรงทีเดียว
        คัมภีร์กรรม เป็นหลักฐานที่พื้นฐานของมนุษย์ควรน้อมนำไปปฏิบัติ เป็นหลักธรรมป้องกันปัญหา เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เหมือนตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ความเสียหายก็จะไม่เกิดขึ้น เมื่อวิบากกรรมที่จะเป็นต้นเหตุถูกป้องกันได้แล้ว ภันพิบัติอันเป็นผลตอบสนองทางวิบากกรรมไม่เกิดขึ้น ชีวิตมนุษย์ก็ไม่เกิดทุกข์  นอกจากสังสารทุกข์ซึ่งเป็นทุกข์ทางกายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ทุกข์ทางใจตัดได้แล้ว ความสุขแห่งวิถีโลกคงไม่ไปไหนเสีย ยิ่งถ้าได้สั่งสมบุญกุศลด้วยแล้ว บุญวาสนาก็ตามสนองแน่นอน ดังนั้น ใครก็ตามที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ก็ถือว่าเป็นผู้มีบุญ  ถ้ามีความอดทนอ่านให้หมด หยุดความคิดตนไว้ ทำใจให้สงบ แล้วทำความเข้าใจในหลักธรรม แล้วน้อมนำไปปฏิบัติ ก็จะเป็นผู้ที่มีบุญวาสนามาก  ถ้าหากสามารถวิริยะก้าวหน้าขึ้นไปอีก ก็จะเข้าถึงหลักธรรมของการสำเร็จเป็นปราชญ์ เป็นอริยะ เป็นพุทธะ  หนังสือเล่มนี้ื่ท่านธรรมาจารย์จิ้งคง และคณะต่างยกย่องว่าเป็นราชาแห่งหนังสือ โดยเฉพาะบทอธิบายที่แจ่มแจ้ง ละเอียดทะลุโปร่งใสและสุจริตจริงใจอย่างยิ่ง ดังนั้น  ผู้มีบุญสัมพันธ์ได้อ่านควรกลับใจทันทีจะมัวสงสัยอะไรอยู่อีก จึงหวังให้พวกท่านอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ

                                                    ด้วยความเคารพ
                                                       ธรรมบัญชา
                                                     ตุลาคม ๒๕๔๖ 


                  คัมภีร์กรรม  ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า

                                         บทที่หนึ่ง

                                         ความหมาย

 คัมภีร์  :  ไท่ซั่งกล่าวว่า ภัยพิบัติบุญวาสนาไร้ทวาร สุดแต่คนกวักหา
อธิบาย :   ไท่ซั่งกล่าวว่า ภัยพิบัติบุญวาสนาไร้ทวาร สุดแต่คนกวักหา

        ไท่ซั่ง คือ ไท่ซั่งเหล่าจวิน เป็นพระนามที่ได้รับสถาปนาท่านศาสดาเหลาจื่อ ท่านมีพระนามเดิมว่า เอ๋อ แซ่หลี่ฉายาว่า ป๋อหยาง  เป็นอริยบุคคลในสมัยราชวงศ์โจว ภายหลังสำเร็จมรรคผลแล้ว ได้รับการสถาปนาเป็นศาสดาแห่งศาสนาเต๋า เป็นพระเจ้าศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน  คัมภีร์กรรมเล่มนี้เป็นคำสอนของพระองค์ที่ใช้สั่งสอนให้คนทำดีละชั่ว  สอนผู้คนว่า เอาความดีความชั่วเป็นเหตุ  ก็จะได้รับผลกรรมคือ ภัยพิบัติและบุญวาสนาจากฟ้า เพราะฉะนั้นเมื่อมีกรรมก็ย่อมมีการตอบสนอง ตามกรรมตอบสนอง เป็นหลักธรรมฟ้า ที่ให้กลับคืนมาอย่างแจ่มแจ้ง ช่วยฟื้นฟูจิตใจชาวโลกให้รู้จักเกรงกลัว ใหรู้ว่าก่อกรรมชั่วย่อมได้รับภัยพิบัติ การเจ็บป่วย การนับทอนอายุขัย และความทุกข์เป็นการตอบสนอง เหตุนี้ ถ้าจิตใจรู้สึกเกรงกลัวก็จะไม่กล้าไปกระทำความชั่ว ให้รู้ว่าการทำความดีย่อมได้รับบุญวาสนาอายุยืน และความสุขเป็นการตอบสนอง ดังนั้น ถ้าใจปรารถนาอย่างไรก็จะไปกระทำอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาของคัมภีร์กรรม
        ภัยพิบัติบุญวาสนาไร้ทวาร สุดแต่คนกวักหา  บาปบุญตอบสนองเหมือนเงาตามตัว  สี่ประโยคนี้คือสาระสำคัญของคัมภีร์นี้ และเป็นจุดมุ่งหมายที่ท่านไท่ซั่งแสดงคำสอน พูดถึงใจของปราชญ์อริยะแล้ว ไม่ใช่เป็นผู้แสวงหาบุญวาสนาหรือหลบหลีกภัยพิบัติแล้วค่อยไปทำดีละชั่ว  พูดถึงหลักการสร้างสรรค์แปรเปลี่ยนก็ขึ้นอยู่กับการสั่งสมความดีหรือความชั่ว  ถ้าสั่งสมความดีบุญบารมีก้จะคุ้มครองลูกหลาน ถ้าสั่งสมความชั่วภัยพิบัติก้จะตกถึงลูกเช่นกัน ในคัมภีร์อี้จิงกล่าวว่า "บ้านที่สั่งสมความดี ย่อมมีงานฉลอง บ้านที่ไม่ทำความดี ย่อมมีภัย" หลักการนี้ไม่มีการผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย
        กวักหา คือ สิ่งที่ตนเองกวักหามาเอง ดังคำที่ว่า ทำเองรับเอง เราต้องรู้ว่่าฟ้าดินไม่มีลำเอียงหรือเห็นแก่ตัว มงคลหรือเคราะห์เป็นสิ่งที่ใจคนกวักหามาเอง ตอนที่คนยังไม่เกิดความคิด ใจนั้นใจยังบริสุทธิ์ประดุจอวกาศ ความดีความชั่วมีอยู่ที่ไหนกัน พอใจนี้เคลื่อนไหวเริ่มคิด ถ้าสิ่งที่คิดเป็นเรื่องดีก็คือความดี  ถ้าสิ่งที่คิดเป็นเรื่องชั่วก็คือความชั่ว  เห็นไหมเพียงแค่เริ่มต้นของความคิดเกิดขึ้นเท่านั้น แล้วก็ไปทำสิ่งที่คิดต่อมาภายหลัง ผ่านวันผ่านเดือนค่อย ๆ สะสม ก็มีความแบ่งแยก ระหว่างคนดีคนชั่ว  เพราะฉะนั้น  คน ๆ หนึ่งที่ได้รับบุญหรือภัยก็ล้วนเกิดจากความคิดแรกเริ่มทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น แรกเริ่มท่านไท่ซั่งก็กล่าวว่า "ภัยพิบัติบุญวาสนาไร้ทวาร สุดแต่คนกวักหา" จึงเป็นการปลุกให้รู้สึกตัวตื่น และตักเตือนให้สนใจการเคลื่อนไหวความคิดเริ่มแรก แต่ความแตกต่างทางความคิดเท่านั้น ผลตอบสนองก็แตกต่างกันราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว

                 คัมภีร์กรรม  ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า

                                         บทที่หนึ่ง

                                         ความหมาย
                                                         
        นิทาน ๑  :  ในสมัยราชวงศ์ซ้ง ธรรมาจารย์เซ็น หลินหยวน  ได้กล่าวกับนายอี้ชวนว่า "ภัยสามารถเกิดบุญ บุญก็สามารถเกิดภัยได้  สาเหตุของภัยสามารถเกิดบุญคือ เมื่อคนตกอยู่ในอันตรายหรือภัยพิบัติในขณะนั้น ถ้าเขาจริงใจคิดแสวงหาความสงบสุข ทั้งยังสามารถเข้าถึงหลักธรรมของความสงบสุขได้ โดยเฉพาะจิตใจเขายังมีความเกรงกลัวอยู่ และเฝ้าระมัดระวังการกระทำของตนอย่างนอบน้อมแล้ว บุญก็ย่อมเกิดขึ้นได้ สาเหตุที่บุญสามารถเกิดภัยได้คือ ขณะที่คนมีความเป็นอยู่อย่างสงบสุข ก็จะไม่คิดถึงเรื่องภัยพิบัติ แถมยังเหลิงระเริงปล่อยตัวคิดแต่จะเสพสุขสุรุ่ยสุร่ายแต่อย่างเดียว พฤติกรรมก็หยิ่งทะนงและเกียจคร้าน งานต่าง ๆ ก็จะดูแคลน ท่าทางยโส  แถมยังรังแกผู้อื่นเป็นนิจ  "นี่แหละบุญก็สามารถเกิดภัยได้"

        นิทาน ๒ :  ในสมัยราชวงศ์ซ้ง  ปราชญ์จางจื่อ (จาง เหลียง) กล่าวว่า  "เริ่มต้นใจให้ตรง  ให้เอาใจของตนเป็นอาจารย์ผู้เคร่งครัด สิ่งที่กระทำก็จะรู้จักระมัดระวังเตือนตนได้ ฝึกฝนเช่นนี้สัก ๑ - ๒ ปี ก็เพียงต้องจริงใจขยันรักษาให้มั่น เช่นนี้แล้วใจก็จะตรงได้เอง"

        นิทาน ๓  :  สมัยก่อนที่วัดเจิ้นคง  พระภอกษุเฒ่ากล่าวว่า "ความคิดฟุ้งซ่านของปุถุชนไม่แน่นอน บางครั้งก็หวนคิดถึงอดีตย้อนหลังหลายสิบปี  มีทั้งเกียรติยศ อัปยศ  บุญคุณ  โกรธแค้น  ซึ่งเต็มไปด้วยความอิ่มใจ  เศร้าโศก  พบกัน  ตายจาก  และอารมณ์ต่าง ๆ เหล่านี้คือความฟุ้งซ่านในอดีต บางครั้งปัจจุบันมีงานต้องไปทำ ในใจก็กลัวนั่นกลัวนี่ ตัดสินใจไม่ได้ นี่คือความคิดฟุ้งซ่านในปัจจุบัน บางครั้งก็คาดหวังถึงเกียรติยศ ความร่ำรวยในภายภาคหน้า ลูกหลานมีความเจริญ  และบางสิ่งก็มองไม่เห็นความสำเร็จ บางสิ่งก็มองเห็นความสำเร็จ นี่คือความคิดฟุ้งซ่านในอนาคต" ความคิดฟุ้งซ่านทั้ง ๓ นี้ บางทีก็เกิดขึ้นแล้ว บางทีก็ดับไปแล้ว เราเรียกมันว่าใจฟุ้งซ่าน  ถ้าเราสามารถส่องเห็นใจฟุ้งซ่านแล้วติดตามความฟุ้งซ่านนั้นไป ตอนที่มันเกิดขึ้น ก็ให้มันตัดเสีย นี่เรียกว่าใจรู้ (รู้ทัน) เพราะฉะนั้นจึงพูดว่า "ไม่กลัวความคิดฟุ้งซ่านเกิดขึ้น แต่กลัวรู้สายไป"  หากใจนี้สะอาดใสดุจอากาศ กิเลสก็ไม่มีให้เกาะอยู่ใช่ไหม ?

        นิทาน ๔  :  สมัยราชวงศ์ซ้ง  นายเซียวคังจิ้ง เขาใช้ขวด ถั่วดำ ถั่วขาว มาใช้ฝึกใจ หากใจเกิดคิดในทางที่ดีก็หย่อนเมล็ดถั่วขาวลงไปในขวดใบหนึ่ง  ถ้าเกิดความคิดในทางชั่วก็หย่อนเมล็ดถั่วดำลงในขวดอีกใบหนึ่ง ตอนเริ่มต้นใหม่ ๆ ขวดที่ใส่ถั่วดำมีมากมาย ต่อ ๆ ไป ก็ค่อย ๆ ลดน้อยลง พอฝึกไปนาน ๆ ความคิดทั้งสองก็ลืมหมดคือเข้าสู่ "ไม่คิดดีไม่คิดชั่ว"  ใจอยู่ในสภาวะไม่มีความคิด (จิตว่าง) สุดท้าย ทั้งขวดและถั่ว ก็โยนทิ้ง
       


                 
                  คัมภีร์กรรม  ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า

                                         บทที่หนึ่ง

                                         ความหมาย

        นิทาน ๕  :  ในสมัยราชวงศ์ซ้ง  นายเหว่ยต๋งต๋า เป็นข้าราชการในสำนักราชบัณฑิต มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาถูกยมทูตจับตัวไปยังยมโลก ยมบาลผู้ตัดสินความ สั่งให้ท้าวสุวรรณตรวจสอบบัญชีบาปบุญ เมื่อบัญชีบันทึกบาปบุญถูกส่งมาที่ห้องพิจารณาคดี บัญชีที่บันทึกความผิดมีมากมาย ส่วนบัญชีบันทึกความดีมีความหนาเท่ากับความหนาของตะเกียบเท่านั้น ยมบาลจึงส่งให้นำขึ้นชั่ง ปรากฏว่าบัญชีความผิดซึ่งมีมากมายกลับเบากว่าบัญชีบันทึกความดี  นายเหว่ยต๋งต๋าจึงถามขึ้นว่า "อายุฉันยังไม่ถึง ๔๐ ปี ทำไมจึงทำผิดมากมายเช่นนี้" ยมบาลตอบว่า "เพียงแค่เกิดความคิดชั่วเกิดขึ้นก็บาปแล้วไม่ต้องรอไปกระทำหรอก"  สมมุติเห็นหญิงสาว เกิดใจลามกก็มีความผิดแล้ว แล้วนายเหว่ยต๋งต๋า ก็ถามต่อว่า แล้วบัญชีบันทึกความดีนั้นคืออะไร  ยมบาลตอบว่า "มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฮ่องเต้คิดจะสร้างสะพานหินบน  ๓ ภูเขา เจ้าก็ทูลฮ่องเต้ว่าอย่าไปสร้างเลย เพราะราษฏรจะได้รับความเหนื่อยยากทั้งแรงกายและเงินทอง นี่คือสิ่งที่เจ้าได้กราบทูล" แต่เหว่ยต๋งต๋าตอบว่า "ฉันเพียงได้กราบทูล แต่ฮ่องเต้ไม่ทรงฟัง และก็ได้ลงมือสร้าง การกราบทูลห้ามก็ไม่มีผลประการใด แล้วผลความดีทำไมจึงมีน้ำหนักมากนัก" ยมบาลตอบว่า "ถึงแม้ฮ่องเต้จะไม่ฟังคำของเธอ แต่ความคิดของเธอนั้นจริงใจ จุดมุ่งหมายไม่อยากให้ประชาราษฏรต้องเหน็ดเหนื่อย ถ้าหากฮ่องเต้ฟังคำของเธอแล้ว ความดีของเธอก็จะยิ่งใหญ่กว่านี้มาก ถ้าเธอยอมเอาใจนี้มากล่อมเกลาผู้คนก็ไม่ใช่จะยากเย็ยอะไร ! น่าเสียดายที่ความคิดชั่วของเธอมีมากมาย เพราะฉะนั้น ปริมาณความดีจึงถูกลดไปกึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้น เธอจึงไม่มีโอกาสไปถึงตำแหน่งมหาอำมาตย์"  ก็เป็นจริงดังว่า นายเหว่ยต๋งต๋ารับราชการไปถึงตำแหน่งบรรณาลักษณ์ด้านประวัติศาสตร์เท่านั้นไปไม่ถึงตำแหน่งมหาอำมาตย์

        สรุป  :  ความคิดแค่เกิดขึ้นจากความคิดยังไม่ได้กระทำก็ยังถูกบั่นทอนบุญวาสนาแล้ว เช่นเดียวกัน ความคิดดี แม้ไม่ถูกนำไปกระทำ ก็ให้มีพลังมีอานุภาพมาก  ดังตัวอย่างในนิทาน ถ้าหากความคิดดี ความคิดชั่วถูกนำไปกระทำแล้ว พลังความดี ความชั่ว จะมีมากขนาดไหน จะเห็นว่า แค่เคลื่อนไหวทางความคิดเท่านั้น นี่คือ ทวารแห่งภัยพิบัติและบุญวาสนา

        คติพจน์  :  "ทำความดีเหมือนหญ้าในฤดูใบไม้ผลิ คือ ไม่เห็นต้นหญ้าสูงรก แต่มีหญ้าเพิ่มขึ้นทุกวัน ทำความชั่วเหมือนหินลับมีด คือ ไม่เห็นหินมันสึกกร่อน แต่นับว่าก็สึกกร่อนไป"  เพราะฉะนั้น บุญก็ดี  บาปก็ดี  มันเพิ่มลดโดยเราไม่รู้สึกตัว ผู้ไม่มีปัญญา  ไม่อาจจะเข้าใจได้ง่ายนัก
        ท่านเว่ยหล่าง (ฮุ่ยเหนิง) สังฆปรินายกในสมัยราชวงศ์ถัง กล่าวไว้ว่า "เนื้อนาบุญ ไม่พ้นตารางนิ้ว"  ในพุทธธรรมก็ว่า "บาปบุญ  มงคลเคราะห์  สุดแต่ใจสร้าง"


                  คัมภีร์กรรม  ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า

                                             บทที่หนึ่ง

                                            ความหมาย

                     คัมภีร์ :  บุญบาปตอบสนอง  เหมือนเงาตามตัว     

        อธิบาย  :  การตอบสนองของบาปบุญ  ก็เหมือนเงาที่ติดตามตัว คนเดินไปถึงไหนเงาก็ตามไปที่นั่น มันไม่แยกจากกันเลยตลอดกาล  ความดีความชั่วก็คือการพูดถึงใจของคน การตอบสนองก็คือหลักธรรมฟ้า ถ้าร่างกายของคนตรงเงาก็ตรง ถ้าร่างกายเอียงเงาก็เอียงไป เป็นเช่นนี้อย่างไม่ผิดเพื้อน หากสร้างเหตุความดีไว้ ก็ย่อมได้รับผลของความสุข หากได้สร้างเหตุความชั่วก็ย่อมได้รับทุกข์เป็นผล เหตุผลเหล่านี้  อริยเจ้าได้พูดไว้ละเอียดมาก น่าเสียดายคนที่มีความรู้ คือมีการศึกษา ส่วนใหญ่จะไม่เชื่อเหตุผลเหล่านี้ ส่วนคนโง่ที่ไม่มีปัญญาก็ไม่เชื่อเพราะมองไม่เห็น ดังนั้นจึงละดีทำชั่ว เพราะว่าพวกเขาเห็นคนที่มักทำความดี มักมีชะตาชีวิตที่ผกผัน กับคนที่เรื่องชั่ว ๆ ไม่เพียงมีอายุยืนยาวแถมร่ำรวยอีกต่างหาก เพราะปัจจุบันการรับกรรมสนองมีต่าง ๆ กัน ซึ่งความดีความชั่วกลับไม่เห็นการตอบสนอง ดังนั้น เหตุต้นผลกรรมจึงดูไม่มีเหตุผลเพียงพอต่อความเชื่อถือ  ทั้งนี้  เพราะคนโง่ผู้ไร้ปัญญา พวกเขาไม่รู้ว่า มนุษย์โลกไม่มีใครยืนหลายร้อยปี และสวรรคฺก็ไม่ได้คิดบัญชีในทันที  และคนในโลกนี้ดีบริสุทธิ์หรือชั่วบริสุทธิ์ก็มีน้อยมาก ดังนั้น โอกาสทำความดีความชั่วก็มีมากมาย เพราะว่าความคิดนี้ก็มีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ผลตอบสนองก็ควรสลับไปสลับมา บางทีก็ตอบสนองบนตัวเขาเอง บางทีก็ตอบสนองกับลูกหลานเขา บางทีก็ตอบสนองในปุจจุบันชาติ บางทีก็ตอบสนองในชาติหน้า บางครั้งก็ตอบสนองก็มากบ้างน้อยบ้างเร็วบ้างช้าบ้าง ถึงแม้ในนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงแยกย้ายแต่ถึงอย่างไรก็ไม่มีการผิดเพี้ยน ดังที่พูดกันว่า "ความดีความชั่วถึงที่สุด แล้วมีตอบสนองเพียงแต่เร็วหรือช้าเท่านั้น" "ไม่มีหรอกที่จะไม่ตอบ เวลายังมาไม่ถึง" เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรมองเฉพาะหน้า ควรจะติคตามให้ถึงที่สุด เพราะว่าการตอบสนองของความดีความชั่ว เป็นเหมือนเงาตามตัวแน่นอน  ถ้าว่าตามพุทธธรรม กฏแห่งกรรมต้องพูดถึง 3 ชาติ ชนิดแรกคือปัจจุบัน ก็คือจะได้รับผลตอบสนองในชั่วชีวิตนี้  ชนิดที่สองคือ ชาติหน้า คือได้ผลตอบสนองในชาติถัดไป  ชนิดที่สามคือชาติถัด ๆ ไปคือได้ผลตอบสนองในชาติอื่น ๆ ถัดไป  อาจเป็นสิบชาติร้อยชาติพันชาติก็ได้  เพราะฉะนั้น ถ้าปัจจุบันทำดีกลับได้รับภัยพิบัติ อันนี้เกิดจากกรรมชั่วที่เขาทำเมื่อชาติที่แล้ว มาถึงปัจจุบันก็ประจวบเหมาะกรรมตอบสนองพอดี  ผู้ที่ปัจจุบันทำชั่วกลับมีบุญวาสนา  อันนี้เกิดจากกรรมดีที่เขาทำไว้เมื่อชาติที่แล้ว มาถึงปัจจุบันก็ประจวบเหมาะกับกรรมดีตอบสนอง  เพราะฉะนั้น ในบุญมีเคราะห์  ในเคราะห็มีบุญ ก็เพราะว่าคนเราไม่มีใครดีบริสุทธิ์หรือชั่วบริสุทธิ์ บางคนเริ่มต้นก็มีบุญวาสนา สุดท้ายกลับมีภัยพิบัติ นี้เพราะใจอันดีงามของเขาถดถอยไป บางคนเริ่มต้นมีแต่ภัยเคราะห์ ต่อมาภายหลังกลับมีบุญวาสนา ทั้งนี้เพราะใจชั่วของเขาสำนึกผิด ถ้าหากผลตอบสนองไม่มีการเปลี่ยนแปลง นั่นคือการตอบสนองโดยตรง ถ้าหากภัยพิบัติกับบุญวาสนาช่วยกันปรากฏให้เห็น ก็แสดงว่าผลตอบสนองคลุมเครือ และบังเอิญกับพอดี ยิ่งบางคนไม่เข้าใจกุศลลับ กับ อกุศลลับด้วยแล้ว มันไม่ใช่หูหรือตาของคนที่สามารถมองเห็นฟังถึงผลกรรมตอบสนองได้  จะต้องรู้ว่ากฏหมายในโลกยังมีรอยรั่วและไม่รัดกุม แต่การตอบสนองของธรรมแห่งฟ้าไม่มีการรั่วไหลหรือมีช่องโหว่ เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่า "สร้างความดีความชั่ว ตอบสนองเหมือนเงาตามตัว จงอย่าพูดว่าทำชั่วไม่ตอบสนอง รอให้ชั่วมันเอ่อล้น จงอย่าพูดว่าทำดีไม่ได้รับ รอผลดีสมบูรณ์ก่อน" ในพุทธธรรมก็ว่า "ถึงแม้จะเป็นร้อยพันกัป กรรมที่ทำไม่สลายเหตุสัมพันธ์ได้เวลา จงรับผลตอบสนอง" เหล่านี้ก็น่าจะรู้ว่า เราได้รับสุขทุกข์ในสามภพภูมิ วนเวียนอยู่ในวิถีหก ข้างบนก็คือภพภูมิสามที่ดี ข้างล่างคือภพภูมิบาปทั้งสาม ล้วนสุดแต่ใจคนจะกวักหามา ควรรู้เอาไว้ว่าตาข่ายฟ้าหลุดรอดยาก แม้คิดจะหลบหนีก็เหมือนเดินอยู่กลางทุ่งโล่ง เมื่อเกิดฝนตกหนัก มองไปทุกทิศล้วนแต่เปียกปอน ที่แท้ก็ไม่มีที่จะหลบฝนได้ แต่ชาวโลกไม่บรรลุรู้ จึงหมดทางสำเร็จถึงภาพลักษณ์ที่แท้จริงของการตอบสนอง หากผลตอบสนองยังอยู่ไกล แน่นอนเราก็จะมองไม่เห็น ผลตอบสนองที่มองเห็นได้ ก็ทึกทักเหมาเอาว่า มันเป็นไปตามสภาวะปกติที่ราบรื่นบ้าง ขรุขระบ้าง จึงไม่เพิ่มความสำคัญ  ยามปกติก็ดูแคลนกันแบบนี้ จึงไม่เอามาวินิจฉัย บางครั้งประสพกับมหาโชค หรือมหาภัยซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจะเชื่อถือได้ แต่กลับเอาเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องน่าเชื่อถือมายอมรับ แบบนี้เป็นเรื่องตัวเองหลอกตัวเอง สงสัยตัวเอง ถึงแม้คนที่ผ่านชีวิตมายาวนาน บังเอิญบรรลุรู้หลักธรรมบ้าง แต่เพราะคนก็แก่ชราแล้ว นิสัยก็ยึดติดแน่นแล้ว ยากที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง ยิ่งคนหนุ่มสาวที่แข็งแรงเลือดลมดี ก็ยิ่งยากที่จะเชื่อถือ นี่แหละที่ทำให้ในโลกนี้จึงมีคนหลงลืมตนเองจำนวนมาก จึงเดินไปสู่ทางสามแพร่ง เป็นเรื่องที่น่าเวทนานัก


                  คัมภีร์กรรม  ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า

                                             บทที่หนึ่ง

                                            ความหมาย

                     คัมภีร์ :  บุญบาปตอบสนอง  เหมือนเงาตามตัว     

        นิทาน  ๑  :  ในราชวงศ์ชิง ที่เมืองฉงหมิง มีคนชื่อ  หวงย่งเจียะ มีหมอดูคนหนึ่ง ทายดวงชะตาของเขาว่า เขาจะมีอายุแค่ ๖๐ ปีต่อมามีเรือจากหนานหยางลำหนึงประสบกับพายุ เรื่อใกล้จะจมลง นายหวงย่งเจียะรีบเอาเงินสิบตำลึงซื้อเรือประมงให้ออกไปฉุดช่วย เขาฉุดช่วยคนมาได้ ๑๓ ชีวิต  ต่อมาเขาได้พบหมอดูคนนั้นอีก มองดูคนนั้นมองหน้าเขาแล้วประหลาดใจถามว่า "คุณหวง เส้นชะตาชีวิตบนหน้าท่าน สั่งสมบุญกุศลมามาก ไม่เพียงแต่ท่านจะได้บุตร บุตรของท่านยังจะสอบเข้าราชสำนักได้ ชีวิตของท่านก็จะยืนยาวขึ้น" ต่อมา นายหวงย่งเจียะก็ได้บุตรคนหนึ่ง ตังหวงย่งเจียะก็มีอายุยืนยาวถึง ๙๐ ปี และสิ้นขัยอย่างสงบ  นิทานนี้ก็ให้รู้ว่าธรรมแห่งฟ้าน่าเชื่อถือ แล้วคนทำไมไม่ยอมละชั่วทำดีน่ะ ?

        นิทาน  ๒  :  ที่เมืองซิ้วซุ่ย  มีคนชื่อเจ่อฟานฉี  เขาเป็นคนทำชั่วมาก ยุยงให้คนมีคดีความกัน ชอบด่าพระด่าเจ้า  มีอยู่วันหนึ่ง เขาก็ล้มตายฉับพลัน ผ่านไปคืนหนึ่งก็ฟื้นขึ้นมาใหม่  เขาจึงเรียกลูกเมียให้ไปเรียกชาวบ้านมารวมกัน แล้วเล่าว่า "ยมบาลบอกว่าคนตายในยมโลกต้องรับโทษตอบสนอง  คนบนโลกนี้ไม่รู้อะไร การได้รับการตอบสนองจะรู้สึกเจ็บปวดมาก ถึงตอนนั้นก็สายไปแล้ว ที่น่าสมเพชคือชาวโลกไม่รุ้จักความน่ากลัวของนรก จึงยังทำความชั่วกันจริงจัง เจ่อฟานฉี มีโทษมหันต์ เพราะฉะนั้นจึงอาศัยพวกเจ้ามาบอกกล่าวตักเตือน "พุดจบเขาเอามีดเฉือนเจ้าโลกทิ้งพร้อมพูดว่า" นี่คือการตอบสนองล่วงประเวณี  "เขายังควักลูกตาออกพร้อมพูดว่า" นี่คือดูถูกลบหลู่เซียนพุทธะบิดามารดา" เขายังตัดมือของเขาแล้วพูดว่า "นี่คือมือที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต"  เขายังผ่าท้องควักหัวใจ พูดว่า "นี่คือกรรมตอบสนองความชั่วร้าย"  เขาตัดลิ้นแล้วพูดว่า "เพราะพูดจาหลอกลวง"  คนรอบข้างมองดูแล้วรู้สึกสะพรึงกลัว  เขาทรมานอยู่ถึง  ๖ วันจึงตายร่างกายไม่มีชิ้นดี  นี่คือทำเองรับเอง การตอบสนองช่างรวดเร็วจริงหนอ !

        สรุป   :  ที่ศาลเจ้าตงอี้  มีกลอนคู่เขียนไว้ว่า  :   "บนโลกอันธพาลฝืนหลักธรรม  ยมโลกตอบสนอง  อดีตมาเคยละเว้นใคร" ทำไมคนจึงต้องรู้อาญากรรม ด้วยก่อความทุกข์ไม่จบสิ้น


                  คัมภีร์กรรม  ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า

                                           บทที่สอง

                                           ตักเตือน

        คัมภีร์  :  ด้วยฟ้าดินมีเทพเจ้าปกครอง อิงการกระทำของมนุษย์หนักเบาเพื่อลงโทษตัดขัย

อธิบาย  :   ตลอดชีวิตของคน ไม่ว่าจะเป็นกลางคืนหรือกลางวัน ทุก ๆ นาทีข้างบนหรือข้างล่าง รอบ ๆ ทั้งสี่ด้าน ล้วนมีผู้ควบคุม คือมีเทพเจ้าควบคุมตรวจตราความชั่วของมนุษย์ และก็อิงตามความชั่วว่า  มีหนักเบาแค่ไหน เพื่อลงโทษตัดทอนอายุขัยของมนุษย์ (ถ้ามนุษย์มีอายุถึงหนึ่งร้อยวัน เรียกว่า หนึ่งช้วน  ความผิดเบาก็ตัดขัยน้อย  ความผิดหนักก็ต้ดขัยมาก
        ฟ้ามีตรีรัชภพห้าพระเจ้า  มีเทพเจ้าอีกนับร้อย ๆ  ดินมีห้า  มหาขุนเขาสี่  มหานที และ นครชุมชน ก็มีเทพที่มีหน้าที่จดความคิดดีคิดชั่วของมนุษย์  เจ้าผู้ทำหน้าที่ต่าง ๆ เหล่านี้ เรียกว่าเทพเจ้าปกครอง  อันที่จริงแล้วเบื้องบนมีจิตเมตตาอารีย์ คิดอยากให้ชาวโลกรู้จักสัมผัสใจตนเอง ทำดีละชั่ว  ด้วยเหตุนี้จึงมีเทพเจ้าปกครอง คอยตรวจสอบคนที่ทำชั่วกับวัดระดับหนักเบาของความชั่ว  แล้วมาตัดอายุขัยของคนร้อยวัน  เพราะฉะนั้นที่ว่า "ชาวโลกแอบกระซิบส่วนตัว เบื้องบนได้ยินดังเหมือนสายฟ้า หากคนทำสิ่งที่เลวร้ายในพริบตา ก็หนีไม่พ้นตาอันแหลมคมดุจไฟฟ้าของเทพเจ้า"  ในคัมภีร์ซีจิงก็มีกล่าวว่า "พระเจ้าตรวจสอบทั้งกลางวันกลางคืนถึงการกระทำ คำพูด ความคิด ของมนุษย์" นี่แหละคือเหตุผลที่ในใจเราสัมผัสรู้ เทพเจ้าแห่งฟ้าดินก็ตรวจสอบเราเข้มงวดมากกว่าเราสัมผัสรู้เสียอีก และนี่คือหลักธรรมที่มนุษย์กับฟ้ารวมกันเป็นหนึ่งเดียว
        ในอวตังกสูตร กล่าวว่า ภายหลังที่แต่ละคนเกิดมา ก็จะมีเทพสององค์ติดตาม  องค์หนึ่งมีชื่อว่า ร่วมชีวิต  อีกองค์หนึ่งชื่อว่า ร่วมชื่อ  เทพทั้งสองนี้จะติดตามเราไปตลอดและพบเห็นได้บ่อย ๆ  แต่คนที่ถูกเทพติดตามก็จะมองไม่เห็นองค์เทพ "เทพทั้งสองก็คือเทพกุมารฝ่านดีกับฝ่ายชั่ว ตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง จะคอยบันทึกการกระทำดีชั่วของเรา รวามทั้งความคิดในใจ  เพราะฉะนั้น  พอคนเคลื่อนไหวความคิด พูดคุยพบปะผู้คนต้องให้คิดถึงเทพทั้งสอง ที่คอยติดตามบันทึก อย่าให้ความคิดชั่วต้องคอยถูกบันทึกติดต่อกันไปไม่ขาดนะ !  ถ้าบังเอิญเจ้าความคิดชั่วเกิดขึ้นก็ให้ระงับเสีย แล้วพามันหวนกลับมา เพราะฉะนั้นการกดข่มตนเองต้องกดข่มจากตรงที่กดข่มยากเรื่อยไปจนกว่าความคิดนั้นจะดับไป ถ้าหากฝึกฝนได้เช่นนี้เรื่อยไป วิบากกรรมมากมายของเราก็สามารถที่ทำให้หมดจดบริสุทธิ์ดุจอวกาศได้ในขณะหนึ่ง ถ้าทำได้เช่นนี้ เจ้ามงคล  ภัยเคราะห์  บุญวาสนา  อายุสั้นยาว ก็สามารถควบคุมให้อยู่ในกำมือของเราเอง เทพเจ้าฟ้าดินก็ไม่อาจทำอะไรได้ ยิ่งนับประสาอะไรกับเทพเจ้าปกครองที่คอยตัดอายุขัยเล่า

   
                 คัมภีร์กรรม  ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า

                                           บทที่สอง

                                           ตักเตือน

        นิทาน  ๑  :  ในสมัยราชวงศ์หมิง เมื่อไท่หยวนซานซี  นายหวังย้งอวี่  เขาเป็นผู้มีคุณธรรมสูงต่อผู้อื่น เขาบูชาพระเจ้าเหวินเซียงอย่างนอบน้อม เขากับเพื่อนอีกหลายคนตั้งชมรมขึ้น พอถึงวันอริยสมภพของพระเจ้าเหวินเซียง พวกเขาก็จะผลัดกันรับหน้าที่ตกแต่งปะรำพิธีบนตำหนักยอดเขาเพื่อขอพร ในชมรมมีหนึ่งคนชื่อโถวหลิน เป็นผู้มีความกตัญญูยิ่ง มีหลายคนทั้งใกล้ไกลพากันมาศึกษากับเขา ไหว้เขาเป็นอาจารย์ ยังมีอีกคนชื่อฉงโจว  หน้าตาผึ่งผาย  ทะมัดทะแมง  รูปร่างสูงใหญ่  ศิลปการพูดการเขียนป็นหนึ่ง ทุกคนต่างชื่นชมนิยมบุคคลทั้งสองมาก ในปีฮ่องเต้เจิ้นถงครองราช  นายหวังย้งอวี่เตรียมตัวขึ้นเขาไปยังตำหนักพระเจ้าเหวินเซียง เช้าเป็นพิเศษ เพื่อจัดงานอริยสมภพ และ เตรียมค้างคืนบนเขาด้วย คืนนั้นเขาก็ฝัน  ฝันว่าพระเจ้าเหวินเซียงกำลังเสด็จขึ้นแท่นประทับ พวกศาลเจ้าเมืองต่าง ๆ พากันเข้ามาเฝ้า เจ้าเมืองต่างรายงานบันทึกของประชาชนของตน มีเทพองค์หนึ่งสวมชุดข้าราชการสีแดง ในมือถือสมุดเล่มใหญ่ยื่นใหถวายให้พระเจ้าเหวินเซียงลงพระนาม หวังย่งอวี่จึงแอบถามเทพองค์นั้นว่า "มีรายชื่อสอบบรรจุข้าราชการเมืองซานซีหรือไม่ มีชื่อของหวังย่งอวี่  โถวหลิน  และฉงโจว ๓ คนสอบติดไหม เทพตอบว่า "ไม่มี"  สักครู่หนึ่ง พอบรรดาเทพศาลเจ้าเมืองกลับกันหมดแล้ว เทพเสื้อแดงก็ถวายรายชื่อขึ้นไป  พระองค์ก็ค่อย ๆ ตรวจรายชื่อและวงแต่ละชื่อ บางครั้งพระองค์ก็รีรอไม่ลงสักที เทพเสื้อแดงจึงประกาศต่อหน้าเทพศาลเจ้าเมืองแต่ละเมืองว่า ให้รีบไปตรวจสอบบุญกุศลของบุตรแต่ละครอบครัวเอารายชื่อพวกเขารายงานขึ้นมา เพื่อเปลี่ยนชื่อที่พระองค์ไม่อนุมัติ"  ขณะนั้นนายหวังย้งอวี่ ที่หมอบอยู่ข้างเสาร์ได้พระแท่น ก็ได้ยินเสียงขานเรียกจากด้านในของพระแท่น  ให้หวังย้งอวี่เข้าเฝ้าพระเจ้าเหวินเซียง  หวังย้งอวี่จึงเข้าไปคุกเข่าบนเบาะใต้พระแท่น พระองค์ตรัสว่า " เรื่องการสอบ เป็นความลับของสวรรค์ จะแพร่งพรายไม่ได้ เพราะเจ้าเคารพบูชาข้ามาตลอด  ๑๐ ปี ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นจึงเรียกเจ้ามาชำระความ  ปู่ของเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์ หากินด้วยน้ำพักน้ำแรงของตน  และก็ไม่เคยรังแกใครตอนนั้นก็ได้บันทึกให้เจ้าสอบได้เป็นที่หนึ่งของเมือง เพื่อเป็นการประจักษ์ถึงคุณธรรมที่สืบทอดกันมาของบ้านเจ้า และเป็นเพราะเมื่อเจ้าพบปะพระเจ้าก็ก้มหัว  แต่ว่าแต่ละครั้งที่เจ้าภาวนา เจ้าก็ขอให้ตนเองประสบความสำเร็จ และขอให้เมียเจ้าหายจากเจ็บป่วย ขอให้สามีภรรยามีอายุยืนยาวจนแก่เฒ่า แต่กลับมารดาของเจ้าที่ยังอยู่ เจ้าไม่เคยขอภาวนาให้พระคุ้มครองมารดาเลย ด้วยเหตุนี้ จึงลดขั้นบุญวาสนาลงไป ๒ ขั้น เจ้าจะสอบได้อันดับที่ ๕๓  เจ้าต้องแก้ไขพฤติกรรมของเจ้า จงอย่าได้ละเมิดใจฟ้าอีก" หวังย้งอวี่ฟังคำวินิจฉัยของพระองค์แล้ว ก็ได้แต่ก้มกราบขอประทานอภัย พระองค์ตรัสต่อว่า " กับคนในชุมชนของเจ้านายโจวจี๋เป็นผู้สอบไล่ได้ที่หนึ่งของชุมชนเจ้า" ขณะนั้นในสมาชิกชมรม นายโจวจี๋เป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ที่สุด ความรู้วิชาก้ด้อยกว่าผู้อื่น  นายหวังย้งอวี่ฟังแล้วรู้สึกตกใจหวาดหวั่น ดังนั้นจึงก้มกราบทูลถามพระองค์ถึงสามเหตุการสอบไล่ได้ของนายโจวจี๋ พระองค์ตรัสว่า " พ่อและปู่ของโจวจี๋เป็นคนเรียนหนังสือตลอดมาก็ไม่เคยมีคดีความ และก็ไม่เคยล่วงประเวณี  ตระกูลโจว ๓ ชั่วคน ไม่เคยพูดถึงความชั่วของผู้อื่น หรือ เปิดเผยความเลวของผู้อื่นเลย โดยเฉพาะปู่ทวดของโจวจี๋ เคยนำเอาหนังสือ "ร้อยขันติ" ไปตักเตือนกล่อมเกลาชาวบ้าน เขาได้กล่อมเกลาคนไปไม่น้อย เพราะฉะนั้น ตระกูลโจวหลายชั่วคนช่วยกันสั่งสมบุญกุศลมาอย่างเงีบย ๆ  เป็นเวลานานถึง ๖๐ ปีแล้ว ถือเป็นกุศลลับสูงสุด คนอื่นไม่มีใครรู้  พระเจ้าจึงพอพระทัยเป็นพิเศษ  จึงกำหนดให้ตระกูลโจวมีความเจริญถึง ๓   ชั่วคน ตอนนี้โจวจี๋ก็สอบได้ที่หนึ่ง  นี่คือจุดเริ่มต้นบุญวาสนาของตระกูลโจว" นายหวังย้งอวี๋ทูลถามพระองค์ต่อไป "เพื่อนในชมรม นายโถวหลิน  นายฉงโจว   ไม่ทราบว่าเขาทั้งสองสอบได้ไหม" พระองค์จึงตรวจสมุดของเมืองไท่หยวนดู พระพักตร์ไม่สู้พอพระทัยตรัสว่า "โถวหลินเดิมทีต้องสอบได้ แต่เขาดูแลบิดามารดา มีโทษกลับกลอก และมักจะนินทาผู้อื่นบ่อย ๆ ไม่มีเหตุผล ฟุ้งเฟ้อว่าตนเป็นบัณทิต เพราะฉะนั้น จึงลบชื่อออก ทำให้ชีวิตเขาต้องยากจนลง"  หวังย้งอวี่กราบทูลถามพระองค์ว่า "อะไรคือกลับกลอก"  พระองค์ตรัสว่า "โถวหลินประพฤติต่อบิดามารดาของเขา ถึงแม้คำพูดและกิริยา แสดงถึงความกตัญญู แต่ภายในใจของเขากลับไม่ใช่อย่างนั้น เพียงแต่ฝืนปั้นสีหน้าภายนอกดูเหมือนเชื่อฟังบิดามารดา แต่จิตใจกลับแย่ลงไปทุกวัน ๆ  การแสร้งทำเป็นกตัญญู  เป็นการข่มเหงตนและผู้อื่น คือเห็นบิดามารดาเหมือนคนร่วมโลก ต้องรู้ว่าการใช้วาจาการกระทำมาหลอกลวงโลกเพื่อให้ได้ชื่อนั้น เป็นการจุดความโกรธเทพเจ้าอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นจึงลงโทษเขา
        สำหรับนายฉงโจว  ที่จริงฟ้าให้เขาเป็นวีรชน อายุ ๒๖ ควรสอบได้จิ้นสือ (ราชบัณทิตอันดับสองรองจากจอหงวน) อายุ ๓๐ ปีก็จะโดดเด่น ควรเลื่อนยศถึงอันดับกลาง พออายุ ๔๕ จะได้ถึงอันดับราชมนตรี ปกครองการเกตษร  พอ ๕๔  ก็ยังรักษาอันดับไว้ได้จนเกษียณ อายุถึง ๖๙ ปี  สิ้นขัย แต่เพราะเขาเข้าเรียนอายุได้ ๑๗ ปี ก็ทรนง วาจาเสียดแทงคน พูดจาสองง่ามสองคม ถากถางผู้อื่น ยมบาลได้บันทึกความผิดทางวาจามากมาย ๒,๔๗๐ กว่าคดีแล้ว  พระเจ้าโกรธจัด จึงกำหนดให้เขาอยู่สัญชาติมืด ลบบุญวาสนาของเขา ถ้าหากเขายังไม่รู้สำนึกผิดเปลี่ยนแปลงแก้ไข เมื่อไรความผิดของเขาถึง ๓ พัน เรื่อง  ก็ตัดอายุขัยสิ้น ทั้งยังจะลงโทษให้ลูกหลานเขาเป็นขอทาน เพราะวจีกรรมทำผิดทำลายปราการละมุนละมัยของฟ้าดิน ซึ่งกระทบขัดแย้งกับเทพเจ้า เพราะฉะนั้นวจีกรรมนี้ก็คือ โทษบาปเทียบเท่ากับการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตและล่วงประเวณีเลยทีเดียว พวกเจ้าต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ"  เวลาผ่านนานมาก  พระองค์จึงสอนต่อว่า การล่วงประเวณี  ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต  วจีกรรม  แม้ล่วงละเมิดเพียงเล็กน้อย ก็มีผลตอบสนอง คงไม่ต้องพูดอีกแล้ว แต่การล่วงประเวณีกับฆ่าสัตว์ กรรมชั่วทั้งสอง คนที่รักตัวเอง ก็ต้องรู้จักหักห้ามไม่ล่วงละเมิด แม้แต่พูดเยาะเย้ย  พูดจาเสียดแทงผู้อื่น การช่อนมีดในรอยยิ้ม เหมือนโจรทำลายใจเขา ถ้าทำจนเป็นนิสัย ก็จะรู้ตัวตรวจสอบเองได้ลำบาก ในที่สุดทั้งคำพูดหน้าตาและจิตใจก็จะเปลี่ยนแปลงเป็นคนหยิ่งยโส ความชั่วทางวจีกรรมก็จะถูกเทพเจ้าบันทึกไว้ เพราะฉะนั้นภัยเคราะห็เรื่องร้ายก็ตามมา ที่จริงพื้นดวงชะตาควรได้เสวยสุข เพียงไม่นานก็กลายเป็นคนชั่วยากจน น่าเสียดายอย่างยิ่ง  และก็เป็นเรื่องน่ากลัว เจ้าต้องไปตักเตือนคนให้มาก เอาสิ่งเหล่านี้เป็นศีล  อย่าให้เขาต้องยุ่งยากตอนจะเซ็นชื่อ ต้องรีรอเสียการ" หวังย้งอวี๋กราบลงแล้วถอยออก ขณะนั้นเสียงระฆังในตำหนักดังขึ้น หวังย้งอวี๋ตกใจตื่น ไก่ด้านนอกขันถึง  ๓  ครั้ง หวังย้งอวี๋ก็ไปถึงตำหนักแล้วก้มกราบขอบคุณพระเจ้าเหวินเซียง จากนั้นก็รีบบันทึกความฝัน รอจนถึงฤดูใบไม้ร่วงก็ประกาศผลสอบ ปรากฏว่าโจวจี๋สอบได้ที่ ๑  ของเมืองซานซี  หวังย้งอวี๋จึงเอาบันทึกฝันนี้เปิดเผยแก่ชาวบ้าน เพื่อใช้ตักเตือนชาวโลก


                  คัมภีร์กรรม  ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า

                                           บทที่สอง

                                           ตักเตือน

        นิทาน  ๒  :  ธรรมาจารย์เซ็นกวงเชี้ยวอัน ในสมัยราชวงศ์ซ้ง  ขณะเข้าสมาธิ  ได้เห็นภิกษุ ๒  รูปคุยกัน  ตอนแรกก็มีเทพเจ้าคอยดูแลอยู่ข้าง ๆ  ทั้งยังฟังพวกเขาคุยกัน พอนานไป เทพเจ้าก็จากไป ผ่านไปไม่นาน ก็มีผีร้ายถ่มน้ำลายด่าว่าพวกเขา ทั้งยังเอาไม้กวาดไล่กวาดรอยเท้าของพวกเขา ทั้งนี้เพราะตอนเริ่มต้นภิกษุนั้นคุยธรรมกัน ต่อมาก็พูดถึงเรื่องครอบครัว ตอนหลังก็พูดถึงเรื่องชือเสียง และผลประโยชน์ ควรรู้ว่าผู้ออกบวชมาคุยเรื่องทางโลก  ผีเจ้าก็รำคาญ  ไม่พอใจ   คนปัจจุบัน ชาวโลกไม่เพียงสร้างแค่กาย  วจี  ใจ กรรมสามเท่านั้น ยังทำเบยเถิดไปอีก พวกเขาจะต้องถูกผีเจ้าลงโทษ แล้วจะเป็นเช่นไร  คิดแล้วน่าสยดสยองยิ่งนัก

             คัมภีร์กรรม  ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า

                                           บทที่สอง

                                           ตักเตือน

        คัมภีร์  :  ตัดขัยให้ยากจน  ประสบทุกข์ลำบากบ่อย

อธิบาย  :  อายุขัยของคน เพราะละเมิดความผิดจึงถูกตัดลดอายุ ทั้งยังต้องถูกลงโทษให้ชีวิตยากจน ครอบครัวแตกสลาย แล้วยังจะประสบกับทุกข์ภัยพิบัติจนลำบาก
        คนที่ถูกตัดขัยอายุจนตาย ก็เพราะการกระทำที่รังแกหลอกลวงผู้อื่น เทพเจ้าตรวจสอบก็จะตัดทอนอายุขัย จนครอบครัวยากจนแตกสลาย ความทุกข์ก็ติดตามมา เรื่องบุญวาสนาหรือภัยพิบัติเป็นหลักธรรมที่สร้างสรรค์ หากคนคิดอยากได้โชคลาภ หลบพ้นภัยเคราะห์ ก็ต้องแก้ไขทำความดี ถ้าอย่างนั้นความสำคัญของมัน ควรอยู่ที่การรักษาใจ ตรวจตรากรรมสามของตน ปล่อยปละละเลยตามใจไม่ได้ มิฉะนั้นก็จะตกสู่ตาข่ายกรรม จึงควรช่วยเหลือกัน ตักเตือนให้อยู่ในทำนองคลองธรรม เช่นปากกับใจต้องช่วยกันตักเตือน ใจต้องบอกกับปากว่า "เจ้าปากเอ๋ย !  เธอต้องพูดแต่เรื่องที่ดี ๆ พูดเพราะ ๆ อย่าพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด"  ใจก็ต้องบอกกับกายว่า "กายเอ๋ย ! เธอต้องวิริยะอุตสาหะปฏิบัติบำเพ็ญอย่าได้ขี้เกียจนะ" ถึงแม้จะเป็นวันหนึ่ง เวลาหนึ่ง ขณะหนึ่ง  แม้จะเป็นแค่วินาทีเดียว  ก็ต้องหักห้ามกดข่มใจตนเอง ตนเองต้องระมัดระวังปากของตนเอง  ตนเองต้องรักษากายตนเองให้ดี  ไม่ให้ขาดตอน เรื่อยไปนาน ๆ เราก็จะไม่ถูกอิทธิพลภายนอกกระทบไปเอง ใจก็จะไม่เคลื่อนไหว  จึงตอนนี้ก็จะใสสงบไม่มีภาวะที่คาดหวัง หรืออยากได้ ทั้งกายใจก็จะเป็นกุศล เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วมีหรือจะถูกเทพเจ้าตัดทอนอายุขัย  ตลอดจนตกสู่ความยากจนบ้านแตกสลาย

        นิทาน ๑  :  นายอำเภอเมืองฟ่งหู่ ชื่อเฉียนหยังหวี่  เป็นคนโหดเหี้ยม ในตอนหนุ่มก็ได้รับตำแหน่งนี้ หน้าที่การงานก็ทำไม่ได้ดีในที่สุดก็ต้องลาออก  บั้นปลายชีวิตตกทุกข์ได้ยาก ทั้งลูกชายลูกสาวก็ตายไปก่อน ชีวิตตกอยู่ในฐานะลำบาก ดังนั้นเขาจึงไปอ้อนวอนเทพเจ้า เขาก็ได้ฝันเห็นเทพเจ้าบอกกับเขาว่า "เฉียนหยังหวี่  เธอทำกรรมชั่วไว้มาก มาถึงบัดนี้  หลังจากตัดทอนอายุขัยแล้ว ตอนนี้ขัยหมดสิ้นแล้ว ชีวิตก็ยากจน  บ้านแตกสลายชีวิตสิ้นแล้ว มาอ้อนวอนข้า ช่างงี่เง่าที่สุด ! "

             คัมภีร์กรรม  ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า

                                           บทที่สอง

                                           ตักเตือน

                                คัมภีร์  :  ผู้คนก็รังเกียจ

อธิบาย  :  ทุกคนต่างก็รังเกียจคนที่ทำความชั่ว ในคัมภีร์อี้ชวีจิง กล่าวว่า "หากมนุษย์ไม่ทำกรรมดี  เบื้องบก้จะตัดเทพของเขา ดึงสังขารของเขา ให้วิญญาณของเขาผันผวน ถูกคนรังแกทอดทิ้งเหยียดหยาม" อย่างตอนนี้  โกรธแค้นคนอื่นรังแกคนของเรา  เราจะรู้ได้อย่างไร เป็นเพราะเบื้องบนได้ตัดดึงเทพวิญญาณของเขา ทำให้เขาไปถึงที่ไหนก็ถูกเขารังแก ตอนนี้เราโชคดีที่รู้ความจริงเรื่องนี้ ก็ควรรีบชำระใจแก้ไขความชั่วไปสู่ความดี ใจของฟ้าเมตตาอภัยให้เช่นนี้ คือจะไม่กล่าวโทษผู้สำนึกผิดและแก้ไขเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น เมื่อก่อนที่ทำผิดมาแล้ว  ก็สามารถที่จะแก้ไขฉุดช่วยได้ จากนี้ไปก็แก้ไขทำความดี อนาคตก็ยังสดใสได้ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะรู้ตัวตอนยังมีชีวิตหรือรู้ตัวตอนทุกข์ยาก ขอเพียงให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขมุ่งสู่ความดี ความสำเร็จก็ได้เหมือนกัน จงอย่าหุนหันพลันแล่นละเลยไม่สนใจ
        คนที่ทำเรื่องชั่ว ๆ  ผู้คนทำไมถึงรังเกียจเดียดฉันท์เล่า ทั้งนี้เพราะใจธรรมมีอยู่ในใจของคน และจิตอันดีงามเดิมเป็นจิตที่ดี จิตสำนึกดีทุกคนมีอยู่พร้อม จึงอยากให้ทุกคนผลักดันความคิดนี้ เมื่อพบความดีก็กลัวว่าจะร่วงหล่นไปอยู่ด้านหลังคนอื่น  พอพบความไม่ดีก็เหมือนกับเอามือจุ่มลงไปในเดือดที่น่ากลัว เราต้องให้กำลังใจตนเอง ต้องบำเพ็ญไปจนถึงสภาวะที่ไม่มีทั้งความดีความชั่ว ถ้ามัวแต่รังเกียจความชั่วของผู้อื่น แต่ไม่ขจัดความชั่วของตน อย่างนี้จะหลบหลีกพ้นที่ผู้อื่นรังเกียจความชั่วของตนได้อย่างไร           
        นิทาน  ๑  :  ในสมัยราชวงศ์ถัง มีตุลาการที่รับผิดชอบตัดสินคดีชื่อ ไล้จุ่นเฉิน  ฉ้อราษฏร์ตัดสินคดี ทำให้คนไม่ผิดต้องตายไปมาก ต่อมาถูกราชสำนักจับได้ เขาจึงถูกนำตัวแห่ไปตลาดและถูกประหารชีวิตในที่สาธารณะ  หลังจากถูกตัดห้ว คนที่โกรธแค้นจำนวนมาก ต่างวิ่งกรูกันเข้าไปทึ้งดึงศพ บ้างก็ควักลูกตา บ้างก็ฉีกเนื้อกิน  บ้างก็ดึงแขนขาทึ้งจนศพไม่เหลืออะไรเลย ดูซิผู้คนรังเกียจเขาขนาดไหน

        นิทาน  ๒  :   ในสมัยราชวงศ์ซ้ง ข้าราชการผู้ใหญ่สองคน คนหนึ่งชือเติ้งเหว่ย  อีกคนชื่อกวนไหลกง  ประชาชนในสมัยนั้น พอพูดถึงกวนไหลกง ทุกคนก็ว่าเขาเป็นตงฉิน (ข้าราชการซื่อสัตย์)  พอพูดถึงเติ้งเหว่ย คนก็ตราหน้าว่าเป็นกังฉิน (โกงกิน) เมื่อประชาชนได้ฟังข่าวดี พวกเขาก็ยกให้เป็นความดีของกวนไหลกง  อันที่จริงบางเรื่องก้ไม่ใช่เป็นผลงานของกวนไหลกง  แต่พอประชาชนได้รับฟังเรื่องไม่ดี พวกเขาก็เหมาเอาว่าเป็นเรื่องของเติ้งเหว่ย  ซึ่งบางทีเติ้งเหว่ยก็ไม่ได้ทำ นี่แหละความไม่ดีที่คนเขาดูมาครั้งหนึ่ง ก็มักเป็นที่รังเกียจตลอดไป

        นิทาน  ๓  :  ในสมัยราชวงศ์ซ้ง  ราชอำมาตย์ฉินขุ้ย เป็นทรราชขายชาติ ทำลายผู้จงรักภัคดีต่อชาติ ประวัติศาสตร์จารึกไว้มานานนับพันปี ทุกวันนี้ประชาชนก็ยังนึกรังเกียจฉินขุ้ย เขาปลอมราชโองการประหารเหย้เฟย ขุนพลผู้ปกป้องแผ่นดิน ที่ทะเลสาบซีหูเมืองหังโจว มีศาลเจ้าของเหย้เฟย และหน้าศาลเจ้าก็มีรูปปั้นเหล็กของฉินขุ้ยและภรรยา คุกเข่าอยู่ข้าง ๆ จะมีฝ่ามือทำด้วยไม้แขวนไว้ พอประชาชนมากราบไหว้ท่านเหย้เฟยแล้ว ก็ออกมาที่หน้าศาลเจ้า จะคว้าฝ่ามือไม้ฟาดที่รูปปั้นของฉินขุ้ย และภรรยา พร้อมสาบแช่ง
        นิทานทั้ง  ๓  เรื่องนี้ ประชาชนไม่มีใจลำเอียง ทุกคนนิยมความดี  และรังเกียจความชั่ว นี่คือสิ่งสะท้อนจากใจของคนล่ะ !

                   คัมภีร์กรรม  ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า

                                           บทที่สอง

                                           ตักเตือน

                                คัมภีร์  :  ต้องโทษวิบัติตามมา

อธิบาย  :  ท่านอริบเจ้าไท้ฮือ กล่าวว่า  "ถ้าหากผู้อื่นเอาภัยวิบัติย้ายมาให้กับอาตมา  ถ้างั้นอาตมาก็จะเอาบุญวาสนาตอบแทนไป ถ้าหากว่าสามารถทำได้เช่นนี้แล้ว ที่สุดแล้วปราณแห่งบุญวาสนาก็เริ่มต้นมาจากที่เรานี่เอง  ส่วนปราณร้ายภัยพิบัติก็ออกมาจากคนชั่วแน่นอน"  ท่านพูดถึงโทษบาปภัยวิบัติย่อมติดตามคนชั่ว ดังนั้นโทษบาปภัยพิบัติจึงติดตามคนชั่ว
        อวตังกสูตรว่า "เวไนยสัตว์แห่งชมพูทวีป เป็นทวีปแห่งความเลวร้าย เวไนยสัตว์แห่งทวีปนี้ ไม่ยอมบำเพ็ญกุศลกรรมบทสิบ หากแต่มีความชำนาญในการก่อกรรมชั่ว  ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต  ลักขโมย  ล่วงประเวณี  พูดส่งเดช  พูดหลอกลวง  พูดหยาบคาย  ลิ้นสองแฉก  โลภโกรธ  เห็นผิด  ไม่กตัญญูพ่อแม่  ไม่นับถือไตรรัตน์  ชอบอาฆาตมาดร้ายต่อสู้กัน หลอกลวงกล่าวร้ายซึ่งกันและกันชอบแสดงความเห็นตามอารมณ์  แสวงหาอย่างผิดกฏหมาย  ด้วยเหตุปัจจัยเหล่านี้  จึงเป็นการกวักหาคมดาบ  ความอดอยาก  เจ็บป่วย  ความตาย  ภัยธรรมชาติ  ภัมนุษย์  ต่าง ๆ ตอบสนอง" จะเห็นได้ว่า เป็นการทำเองรับเอง รับผลชั่วเองล้วนแต่แต่ตนเป็นผุ้แสวงหา ไม่ใช่ผู้อื่นสร้างให้เลย !  ถ้าหากต้องการมงคลพ้นเคราะห์ละก็  ก้ต้องเริ่มต้นจากใจคิดชั่วขณะหนึ่งนี่เอง  นรกหรือสวรรค์ก็อยู่ต่อหน้าเราแล้ว  ถ้าสมมุติมีคนยอมบำเพ็ญกุศลธรรมบทสิบ  แล้วได้รับผลตอบสนองชั่วละก็ คงจะเป็นไปไม่ได้ หลักธรรมแบบนี้ไม่มีแน่นอน !

        นิทาน   :  ในสมัยราชวงศ์ฮั่น  นายเหลียงจ้ง  ได้ขอให้ราชสำนักเพิ่มบทลงโทษในกฏหมายให้มากขึ้น แต่ทางราชสำนักไม่ได้เห็นตามข้อเสนอของเขา  ต่อมานายเหลียงจ้งก้ได้ฝันว่า ในความฝันเทพเจ้าได้พูดกับเขาว่า "เหลียงจ้งเอ๋ย !  ถึงแม้ว่าจะโชคดีที่ทางราชสำนักไม่รับฟังความคิดเห็นของเจ้าก็ตามที  แต่ทางยมโลกได้บันทึกโทษบาปของเจ้าไว้แล้ว เพราะเจ้าคิดจะทำบทลงโทษมาทำร้ายประชาชน นับว่าใจของเจ้านี้โหดเหี้ยม  ถ้าเป็นเช่นนั้น ลูกหลานของเจ้าจะขจัดลบโทษบาปได้อย่างไร  การกระทำของเจ้าละเมิดเบื้องบนไปแล้ว ถึงแม้เจ้าจะภาวนาร้องขอก็ไม่มีประโยชน์"  ต่อมา ลูกของนายเหลียงจ้ง ก็ไม่ได้ตายดี  สืบต่อถึงนายเหลียงพี  ยิ่งเลวร้ายมากขึ้น  ในที่สุดฮ่องเต้ก็ลงโทษประหารทั้งตระกูล

                  คัมภีร์กรรม  ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า

                                           บทที่สอง

                                           ตักเตือน

                                คัมภีร์  :  มงคลโชคลาภหลบหาย

อธิบาย  :  ความสิริมงคลและงานมงคลต่าง ๆ ล้วนพากันหลบหายไปไกล ๆ ควรจะรู้ว่า "ธรรมแห่งฟ้าไร้ญาติ  ญาติดีกับคนดีเท่านั้น"ถ้าหากคนเราสามารถละชั่วทำดี  ระมัดระวังตนเอง คล้อยตามหลักธรรมฟ้า  แน่นอนในขณะที่สงบเงียบ ใจก็จะหลอมรวมกับธรรมแห่งฟ้า ขณะการเคลื่อนไหว  การกระทำก้จะพบกับความสิริมงคล ถ้าหากมีคนที่ใจตรงกันข้าม  เราก็มักจะพบเห็นได้ ว่าเขามักจะไม่รอดพ้นโทษกรรม  ที่ไม่เห็นก็แสดงว่าเขาได้ถูกเทพหรือผีทำโทษ  โดยคนชั่วจะถูกเทพหรือผีตัดอายุขัย จึงตายอายุสั้น  มงคลโชคลาภก็ห่างหายหลบไปไกล  ทั้งโทษภัยเคราะห์บาปก็ตามมาคอดบัญชี ยังไงเสียก็หลบไม่พ้นหรอก  !

        นิทาน  :  ในสมัยก่อน มีนักศ฿กษาคนหนึ่งชื่อ หวังเซิน  เป็นคนใจร้ายคับแคบ เรื่องที่ทำด้วยละเมิดหลักธรรมฟ้า  มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาเข้าสอบแข่งขันเพื่อรับราชการ  บทความของเขาเยี่ยมมาก อาจารย์ผู้ควบคุมการสอบคิดจะใส่ชื่อเขาไว้เป็นอันดับต้น ๆ   แต่พอถึงตอนจะเขียนชื่อลงในประกาศ ปรากฏว่าบทความของเขาหายไป  หลังจากประกาศชื่อผู้สอบได้ออกไปแล้ว ก็พบบทความของเขาร่วงออกมาจากแขนเสื้อ ผู้คุมสอบรู้สึกเสียใจอย่างมาก  ถึงกับนัดพบกับหวังเซิน แล้วให้คำสัญญาว่า หากมีโอกาศก็จะเอาเขาบรรจุเข้าในตำแหน่งว่าง เหตุการณ์ผ่านไปไม่นานนัก ผู้คุมสอบก็ถูกย้ายไปที่อื่น หวังเซินจึงหมดโอกาศไป  รอจนถึงวาระสอบรอบใหม่    ผู้คุมสอบเดิมก็ได้ย้ายกลับมาคุมสอบใหม่  ผู้คุมสอบได้พบหวังเซินอีกครั้ง ก็รู้สึกดีใจ  ถึงกับรับปากจะหาตำแหน่งดี ๆ ให้ เพื่อชดเชยโอกาสครั้งก่อนที่พลาดไป  พอมาถึงตอนคัดเลือก บิดาของผู้คุมสอบตายลง  ผู้คุมสอบจึงลาพักกลับไปต่างจังหวัดเพื่อจัดงานศพและไว้ทุกข์เป็นเวลาถึง  3  ปี  ตามประเพณี  หลังจากไว้ทุกข์ก้กลับมาที่ราชสำนัก และรับตำแหน่งผู้คุมสอบตามเดิม แต่ถึงตอนนี้นายหวังเซินก็อายุมากขึ้น  อันที่จริงเขาควรได้รับตำแหน่งและมีเงินเดือนรวมหนึ่งหมื่นตำลึงทองเชียวละ และวันเวลาก็อยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว  แต่ชั่วไม่กี่วันมารดาเขาก็เสียชีวิต  จึงอยู่กับบ้านไว้ทุกข์จึงพลาดโอกาสอีก  นายหวังเซินผ่านอุปสรรคมากครั้ง ผู้คุมสอบก็รู้สึกสงสารถึงชะตากรรมที่ตกอับของเขา  จึงพาเขาไปฝากเป็นครูประจำบ้านของข้าราชการผู้ใหญ่  ในเวลาสามปีเขาก็ได้รับเงินตอบแทนสักหนึ่งพันตำลึงทอง  แต่เขาทำงานไปยังไม่พอเดือนหนึ่ง  ข้าราชการผู้นี้ก็มีเรื่องต้องออกจากราชการ เขาจึงตกงานไป ตลอดชีวิตของหวังเซิน  ประสบแต่เหตุการณ์ประหลาด มองเห็นอนาคตสวยหรูอยู่แค่เอื้อมก็ให้มีอันเป็นไป  จิตใจหวังเซินจึงหาความสงบสุขไม่ได้ ทำให้ล้มป่วยลงนานถึง  ๓  ปี   วันหนึ่งหวังเซินก็บรรลุว่า  เขาพูดว่า  "เหล่านี้เพราะตนสั่งสมแต่กรรมชั่ว  เพราะฉะนั้นจึงได้รับแต่ผลร้าย ! " ภายหลังที่หวังเซินสำนึกผิดและแก้ไขเรื่อยมา  ความเจ็บป่วยของเขาจึงหายได้  เหตุนี้หวังเซินจึงตั้งหน้าตั้งตาทำแต่ความดี

คำคม  :  นายซิซีหยวน  กล่าวว่า  "บุญวาสนาในโลก  หากไม่มีใจที่ดีหมั่นตักเตือนตนแล้ว บูญวาสนาไม่มีทางเอามาได้  หากไม่ทำเรื่องสงเคราะห์ช่วยเหลือคนแล้ว  บุญวาสนาก็ไม่มีทางคู่เคียงได้" ช่างมีเหตุผลน่าฟังมาก !

             คัมภีร์กรรม  ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า

                                           บทที่สอง

                                           ตักเตือน

                                คัมภีร์  :  ดาวร้ายภัยตาม

อธิบาย  : 

        ดาวร้าย คือ เทพที่ดูแลภัยพิบัติ ฆาตเคาระห์ทั้งหลายของมนุษย์ อยากจะรู้ชีวิตคนบนโลก ในแต่ละวันหรือแต่ละสารท ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของแสงดาว ผู้ที่ทำชั่ว  เพราะใจจะมืดมัวเสมอเพราะปราณสีดำของตัวเขาจะพวยพุ่งสู่ข้างบน เพราะฉะนั้นก็เหมือนกับร้ายกวักร้าย เพราะฉะนั้น ดาวร้ายจึงลงมาบนหัวของเขา ภัยพิบัติจึงติดตามตัว สำหรับคนที่ทำดี  เพราะว่าพื้นจิตใจสว่าง ปราณชั่วร้ายจึงค่อย ๆ จางหายไป ดาวร้ายก็ต้องหลบเขา แล้วจะส่งภัยพิบัติให้เขาได้หรือ ที่จริงแล้ว คนต่างหากที่สร้างวิบากกรรมดาวร้ายจึงส่งภัยพิบัติให้เขา  มิใช่ดาวร้ายไม่ดี ตนเองไม่ดีต่างหากเล่า !  เมื่อรู้ความจริงเช่นนี้แล้ว คนจะไม่กลัวเกรงได้อย่างไร ทำตัวให้ดี สำรวจความชั่วของตน เพื่อดึงใจฟ้ากลับมา ! 

นิทาน  :  ที่มณฑลซานตง เมืองลี่เฉิน มีคนหนึ่งชื่อหม่าฉางชื่่อ อาศัยว่าตนมีความฉลาดสามารถ จึงอันธพาลไปทั่ว ไม่ชั่วไม่ทำ มีอยู่วันหนึ่งดาวปัญญาก็ลงมาจากฟ้าสู่ลานบ้าน กลายเป็นหินก้อนใหญ่ จากนั้นบ้านของหม่าฉางชื่อ มีคดีความไ่ม่หยุดหย่อน โรคภัยก็ถามหา  การทะเลาะเบาะแว้งในบ้านเกิดขึ้นเป็นประจำ เวลาผ่านไปแค่หนึ่งปี  หม่าฉางชื่อก้ตายลง คนในบ้านก็แตกไปคนละทิศคนละทาง กลายเป็นบ้านร้างไป รอบ ๆ ก้อนหินใหญ่มีแถบกว้างเป็นฟุตสีม่วง และปรากฏเหมือนมีอักษร หินก้อนนั้นยังอยู่มาถึงปัจจุบัน

              คัมภีร์กรรม  ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า

                                           บทที่สอง

                                           ตักเตือน

                                คัมภีร์  :  ขัยสิ้นก็ตาย

อธิบาย  :   ทำให้อายุขัยของคนชั่วถูกตัดทอนไปเรื่อย ๆ  จนหมดอายุขัยคนชั่วก็ตายลง  นี่คือคำห้ามปรามของ  ท่านไท่ชั่ง ที่พร่ำบอกแก่ชาวโลก นิสัยที่ชาวโลกทำจนเคยตัว ยากลำบากที่จะถอดถอนขจัดให้หมดลง ล้วนเกิดจากการก่อเรื่องไม่ดีจนกลายเป็นวิบากกรรม วิญญาณกรรม ที่กองสุมเป็นภูเขา  ความร้อนแรงค่อยเผาชีวิตของเรา วันแล้ววันเล่า จนกว่าชีวิตขัยจะหมดสิ้น นั่นคือวันตายก็มาถึง ความชั่วที่เหลืออยู่ก็กลายเป็นวิบากกรรมที่ติดตามวิญญาณไปเสวยทุกข์ ไปเกิดป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง เป็นเปรตบ้าง  เป็นผีนรกที่ต้องรับทุกข์ ทุกข์ที่ได้รับในตอนนี้จะทุกข์ทรมานเหลือประมาณ ไม่ใช่ว่าตายแล้วจะจบสิ้นกันไป หมดเรื่องกันเลย ไม่ง่ายเช่นนั้น คนที่ทำชั่วแล้วมารู้เช่นนี้ คงต้องร้องไห้อย่างโหยหวนเป็นแน่แท้ ควรรู้เอาไว้ว่า "ร่างกายสลายง่ายวิบากกรรมหลบหลีกยาก" นอกเสียจากผู้ใจการุณย์ที่ใจมั่นคง ต้องเชื่อมั่นในหลักธรรมนี้ ใช้โอกาสที่ยังมีลมหายใจอยู่สำนึกผิดเพื่อขจัดโทษกรรม ถ้าหากยังเฉยเมยปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไม่ใส่ใจไยดีที่จะแก้ไขความผิด เวลาร้อยปีก็ผ่านรวดเร็วเหมือนจรวด เมื่อถึงคราวสิ้นอายุขัย ดิน น้ำ ลมไฟ แยกสลาย ค่อยมากังวลเป็นทุกข์ไม่ทันการณ์เสียแล้ว

นิทาน  :  สมัยก่อนมีคนแก่คนหนึ่ง ตายไปพบกับยมบาล ก็ต่อว่ายมบาลว่า ทำไม่ไม่เขียนจดหมายเตือนล่วงหน้าเสียก่อน ยมบาลพูดว่า "ตอนที่เธอสายตายาว ก็คือจดหมายฉบับแรกที่ฉันเขียนให้เธอ  ตอนที่เธอหูตึงก็เป็นจดหมายฉบับที่สองที่ฉันเขียนให้เธอ  ตอนที่เธอฟันเสียฉันก็เขียนจดหมายฉบับที่สามแล้ว   ตอนที่ร่างกายนับวันอ่อนแอลง ไม่รู้ว่าเป็นจดหมายฉบับที่เท่าไรแล้ว  ที่ฉันเขียนให้เธอรู้ล่วงหน้า จะมาว่าข้าไม่ได้เขียนจดหมายให้เธอไม่ได้นะ !   ก็มีคนหนุ่มที่ตายไปพบยมบาล ก็ต่อว่ายมบาลว่า " ตาของฉันยังดีอยู่  หูก็ยังฟังชัด  ฟันก็ยังคมอยู่  ร่างกายหรือก็แข็งแรงมาก  ท่านยมบาลเอาฉันมาทำไมไม่เขีนยจดหมายเตือนให้ฉันรู้ล่วงหน้า"  ยมบาลตอบว่า  "ข้าก็เคยมีจดหมายเตือนเจ้าล่วงหน้าอยู่นะ !  เธอไม่เห็นหรือ บ้านใกล้เรือนเคียงทางทิศตะวันออก  อายุแค่ ๓ - ๔๐ ก็ตาย   บ้านใกล้เรือนเคียงทางทิศตะวันตก อายุแค่ ๑๐-๒๐ ปี ก็ตายแล้ว  บางคนแค่ขวบเดียวยังเป็นเด็กอยู่เลยก็ตายแล้ว พวกนี้แหละเป็นจดหมายที่ฉันเขียนให้เธอไงเล่า !" เพราะฉะนั้นจึงพูดว่า ชีวิตคนไม่เที่ยง เหมือนน้ำค้างในตอนเช้าแค่ลมหายใจไม่มา ร่างกายก็เป็นซากศพแล้ว ในพระสูตร  ๔๒ บท ก็มีเขียนไว้ พุทธองค์ถามสาวกว่า"ชีวิตคนยาวแค่ไหน" สาวกคนหนึ่งตอบว่า "ชีวิตคนอยู่ในช่วงวัน" พุทธองค์ตรัสว่า "เธอยังไม่รู้จัก" สาวกอีกรูปหนึ่งตอบว่า "ชีวิตคนอยู่ในระหว่างรับประทานอาหาร" พุทธองค์ตรัสว่า "เธอยังไม่รู้จัก" สาวกอีกรูปหนึ่งตอบว่า " ชีวิตคนอยู่ในชั่วลมหายใจเข้าออก" พุทธองค์ตรัสว่า " เจริญพร !  เจริญพร ! เธอรู้จักแล้ว"     

คติพจน์   :  ในราชวงศ์หยวน พระธรรมาจารย์เทียนหยู เคยพูดว่า " การที่พุทธองค์อุบัติขึ้นในโลกนี้ ก็เพื่อพวกเราทุกคน ให้ทุกคนมีความตั้งมั่นอยู่ในช่วงหนึ่งแห่งการเกิดดับ เป็นเรื่องสำคัญ ก็อย่างที่พูดว่า " เกิดมาไม่รู้ว่ามาจากไหน ตายไปก็ไม่รู้จะไปที่ไหน" นี่เป็นเรื่องสำคัญ !  ถ้าหากยังเกิดอย่างนี้ตายอย่างนี้ ทั้งหมดของมหาปฐพีก็ถูกกรงครอบไว้ ตั้งแต่โบราณมา ไม่เคยแม้แต่คนเดียวที่ถูกมหาสมุทรแห่งการเกิดการตายกลืนหมดสิ้น จงอย่าได้พูดว่า เอาตั้งแต่โบราณมาเลย พูดเอาแค่ตั้งแต่เธอมีชีวิตอยู่มา ให้หวนคิดถึงเมื่อ ๑๐-๒๐ ปีก่อนโพ้น ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของเธอได้ตายไปกี่มากน้อยแล้ว กล่าวไปไยกับผู้อื่น พูดเอาแต่ตัวเองเถอะ ตอนนี้ก็หยิบยืมดินน้ำลมไฟสี่มหาภูติรูปแล้วก็หลงคิดว่า รูปกายนี้เป็นฉัน เช้าจรดเย็นหาวิธีต่าง ๆ มาคอยรักษามัน เอาของต่าง ๆ มาเลี้ยงดูมันแต่มันก็ไม่หยุดที่จะโรยลา ค่อยเสื่อมทรามลงไม่ทันรู้ตัววันสิ้นสุดของอายุก็มาถึงแล้ว มาถึงขณะนี้ก็ชุลมุนวุ่ยวายขนาดใหญ่ เหมือนปูที่ตกลงในหม้อน้ำเดือดที่ทุกข์ทรมาน !  ดูซิ  อุดมการณ์อันมั่นคงของวีรชน ปัจจุบันไปอยู่เสียที่ไหน โดยเฉพาะหลังการตาย ร่างกายสีสันเปลี่ยนแปลง ทั้งเหม็นทั้งสกปรก ใครก็ทนรับไม่ไหว ถึงแม้จะเป็นญาติสนิทสายโลหิตก็เถอะ จะมองให้เต็มตาก็ไม่อยากเลย แล้วที่พูดว่าความรักผูกพันบุญคุณเหล่านี้เล่ามันหายไปอยู่ที่ไหน  เพราะว่าเหตุปัจจัยเหล่านี้ ดังนั้นพระธรรมาจารย์จึงพูดว่า เพียงลมหายใจหนึ่งขาดลง ก็เหมือนดินฝุ่นไอแล้ว หนทางข้างหน้าอันเวิ้งว้างไม่รู้จะไปที่ไหนอย่างไร หรือเพียงตายแล้วก็เผาเท่นั้นน่าสมเพชนักแต่มิใช่อย่างนั้น ภายหลังการตายยังต้องไปรับโทษตามกรรม ที่ตนก่อไว้ นี่แหละเป็นเรื่องที่สำคัญล่ะ !  ต้องรู้จักว่าผลตอบสนองติดตามแรงกรรมมา เหมือนเงาที่ติดตามกายสังขาร ถึงแม้ร่างกายนี้จะตายแล้วก็ตาม แต่วิญญาณนี้อาจจะตกนรก หรือไม่เกิดเป็นเปรต  หรือเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไปหมุนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร เช่นนี้ก็จะได้รับการเจ็บปวดทรมานอย่างเหลือประมาณได้ นี่คือสภาวะของกรรมตอบสนอง  นี่คือรากกรรมของการเกิดการตาย และรากกรรมอันนี้ก้อยู่ที่หนึ่งขณะจิตก่อนหน้านั้น  เธอมาตั้งแต่สมัยยังไม่เริ่มต้นอวิชชาที่ทุกข์กังวล ความคิดที่เพ้อเจ้อ ใจที่ฟุ้งซ่าน  สัมผัสกับสภาวะภายนอก หรือพบกับปัจจัยภายนอก ก็หลงติดในรูปในเสียง ทำให้เธอฟั่นเฝือ  ไม่มีกรรมใดที่ไม่กระทำ เหล่านี้กลายเป็นรากเหง้าของวัฏสงสาร !  เพราะฉะนั้นเมื่อมาคิดถึงการเกิดการตายเป็นเรื่องใหญ่ต่อให้เป็นบุรุษเหล็กก็ยังครั่นคร้าม เพราะเหตุปัจจัยนี้เอง พระพุทธองค์จึงเกิดมหาเมตตาสงสาร สอนให้เธอเรียนพุทธธรรมและปฏิบัติบำเพ็ญ เรียนธรรมพิจารณาเซ็น เพื่อให้เธอขจัดล้างความคิดเพ้อเจ้อใจฟุ้งซ่านให้รู้จักเจ้านายตนเอง ให้รู้จักหน้าตาตนเองก่อนที่พ่อแม่ให้กำเนิด เพราะฉะนั้น ต้องมีวิสัยทัศน์ยืนให้มั่น รีบเร่งทำตัวให้ใสสะอาดหลุดพ้นอย่างนี้แล้วเหมือนถึงคราวชีวิตจะดับลง ก็จะได้รับผลมาก ก็อย่างที่พูดว่า การเกิดการตายมีอิสระ ไม่มีติดขัด  การมาการไปมีเสรีอย่างนี้เรียกว่า หลุดพ้นการเกิดการตาย คนแบบนี้ซิจึงจะนับว่าเป็นมหาบุรุษที่แท้จริงล่ะ ! 

             คัมภีร์กรรม  ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า

                                           บทที่สาม

                                           ตรวจสอบ

              คัมภีร์  :  ยังมีเทพเจ้าดาวเหนือสามองค์  อยู่เหนือศีรษะมนุษย์  บันทึกชั่วบาป  คอยตัดอายุขัย

อธิบาย   :  นี่เป็นการพูดถึงร่างกายของมนุษย์ อิริยาบถเดินหยุด นั่งนอน  ล้วนมีเทพเจ้าคอยตรวจสอบ เป็นเทพเจ้าสามองค์ ซึ่งเป็นดาวเทพเจ้าของกลุ่มดาวเหนือ จะลอยอยู่เหนือศีรษะของมนุษย์ คอยบันทึกการกระทำว่าทำบาปชั่วอะไรบ้าง กรรมที่ทำมีหนัก มีเบาแล้วนำมาตักทอนอายุขัย  พูดถึงอายุขัยของมนุษย์ ๑๒ ปี เรียกว่าหนึ่งรอบ (อิจี่) หนึ่งร้อยวันเรียกว่า  อิช้วน  ดาวเทพทั้งสามจะคอยควบคุมอายุขัยของคนว่าสั้นหรือยาว  เทพเจ้าดาวเหนือจะคอยควบคุมความดีความชั่วของคน ในพระสูตรเหตุปัจจัยว่า "ปราณของดาวเจ็ดดวงรวมกันเป็นดาวหนึ่งดวง อยู่เหนือศีรษะของคนประมาณ ๓ นิ้ว หากคนนั้นเป็นคนที่ทำความดี บนศีรษะจะมีแสงสว่าง ถ้าหากคนนั้นทำความชั่ว แสงที่ออกมาจะเป็นแสงสีเทา ถ้าหากเป็นคนที่ทำมหากุศล แสงบนศีรษะยิ่งสว่างไสว  ถ้าเป็นคนทำความชั่วมาก แสงบนหัวจะไม่มีเลย  แสงชนิดนี้จะมองไม่เห็นตัวแสง เทพเจ้าจึงมองเห็นได้อย่างชัดเจน

นิทาน   :  ในสมัยราชวงศ์ถัง มีขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่งชื่อ โหลวซือเต๋อ  ได้รับความพอใจจากฮ่องเต้ถังเกาจงมาก เขาจึงได้สนองพระเดชพระคุณต่อราชสำักมาก ในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่โหลวซือเต๋อลุกจากที่นอน ก็พบดาวเทพพูดกับเขาว่า "เธอได้พลาดฆ่าชีวิตคนไป ๒ ชีวิต  โทษครั้งนี้ควรตัดอายุขัย  ๑๒ ปี  แสงบนศีรษะเธอใกล้จะดับลงแล้ว"  โหลวซือเต๋อ รู้สึกว่าดวงวิญญาณมึนงงไปบ้าง เพราะเหตุนี้เขาจึงบอกแ่ก่คนรอบข้างของเขาว่า "ตลอดชีวิตการทำงานของข้าจะระมัดระวังมาก แต่เพราะพลาดจนทำให้ชีวิตคน ๒ คนต้องตายไป ตอนนี้ก็จะให้ข้าตายเร็วขึน ๑๒ ปี ต่อมาไม่นาน  เขาก็ตายจากไปจริง ๆ

สรุป   :  ท่านจางหงจิ้งกล่าวว่า  "ตลอดชีวิตของโหลวซือเต๋อ ก็ทำงานเพื่อคนอื่น เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่อง เป็นขุนนางผู้ใหญ่ที่สำคัญต่อราชสำนัก แต่ก็ไม่อาจหลบพ้นความผิดจนถูกตัดขัยไป ๑๒ ปี แล้ว  นับประสาอะไรกับบุคลทั่วไป ไม่รู้ว่าได้ทำวิบากกรรมอะไรเอาไว้มากมายแค่ไหน ขอให้ดูโหลวซือเต๋อเป็นตัวอย่าง จะไม่พยายามระมัดระวังเลยหรือ ! 

             คัมภีร์กรรม  ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า

                                           บทที่สาม

                                           ตรวจสอบ

              คัมภีร์  :  ยังมีเทพอีกสามตนอยู่ในกายคน เมื่อถึงวัน แกชิง ก็ขึ้นทูลพระเจ้าเบื้องบน รายงานความชั่วบาปของมนุษย์

อธิบาย   : 

        มีเทพสามตนที่อยู่ในกายคน ไม่ว่าจะเป็น ใจ ปาก ความคิด และ คำพูด  ไม่อาจจะปิดบังเทพทั้งสามได้  พอถึงวันแกชิง ก็คือวันที่พระเจ้าจะตัดสินความดีความชั่วของคน เทพทั้งสามนี้ก็ขึ้นไปที่ทำการของพระเจ้า รยงานความดีความชั่วของคนตามความเป็นจริงพูดถึงใจคน  ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย ก็อยู่ในความควบคุมของเทพ  เทพสีฟ้าด้านบนชื่อ เผิงจี  สถิตอยู่บนศีรษะของคน เทพตนนี้ทำให้คนคิดคำนึงมาก  มีความอยากมาก  ทำให้คนตาลาย หน้ามืด ผมร่วง    เทพสีขาวกลางตัวชื่อ เผิงเจ๋อ  สถิตอยู่ในท้องของคน เทพตนนี้ทำให้คนชอบดื่มกินแล้วลืมงานมาก  และก็ทำให้ชอบความชั่ว  เทพสีเลือดทางตอนล่างของตัวชื่อ เผิงเฉียว  สถิตอยู่ที่ขาของคน เทพตนนี้ทำให้คนชอบกามารมณ์  ชอบฆ่าคน  ทำให้คนอยู่ไม่เป็นสุข  การกระทำของเทพ  ๓ ตนนี้ มีจุด
มุ่งหมายทำให้คนตายเร็วขึ้น จะได้ไปกินของที่เขานำมาเซ่นไหว้ เพราะฉะนั้นในวันแกชิง ตอนคนกำลังหลับสนิท ก็จะนำพาเจตภูตของคนขึ้นไปหาพระเจ้า ไปรายงานความชั่วบาปของคน เพราะฉะนั้น   เวลา ใจ ปาก ความคิด และ คำพูดของคนเพียงขยับความเคลื่อนไหว เทพทั้งสามจะได้ยินชัดเจน   คนในปัจจุบันไม่รู้จักสำรวจตนเอง ไม่รู้จักกดข่มตนเอง ไม่ทำให้จิตใจใสสะอาด มักน้อยในกามารมณ์  ท่านเฉินจื่อ ในสมัยราชวงศ์ซ่ง เขียนกลอนไว้ว่า " ไม่เฝ้าวันแกชิง ไม่สงสัย ให้ใจนี้พึ่งธรรมเป็นนิจ พระเจ้าก็รู้การกระทำตน ต่อให้สามเทพพูดเหลวไหล"

              คัมภีร์กรรม  ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า

                                           บทที่สาม

                                           ตรวจสอบ

               คัมภีร์  :  ในวันสิ้นเดือน เทพแห่งเตาไฟก็เช่นกัน

อธิบาย   :  วันสุดท้ายของปฏิทินจันทรคติเช่น  เทพแห่งเตาไฟก็เหมือนกัน วันนี้เป็นการพูดถึงครอบครัวของมนุษย์ การกระทำของมนุษย์ล้วนอยู่ในการเฝ้ามองของเทพ เทพแห่งเตาไฟจะควบคุมชะตากรรมของคนทั้งบ้าน เพราะฉะนั้น จึงเรียกผู้บัญชาการ ไม่ว่าชายหญิงเฒ่าวัยในบ้าน ที่ทำบาปไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เทพเตาไฟจะตรวจสอบหมด พอถึงวันสิ้นเดือน ก็จะขึ้นไปรายงสนสองเทพ คือ สุริยันจันทรา ทั้งยังไปบันทึกความผิดลงในสมุด การกระทำของชาวโลกรู้เพียงความสุขเฉพาะหน้า ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องถามว่าเทพเจ้าแห่งเตาไฟคอยจดความผิดหรือไม่

นิทาน   :  แถวเมืองจุ่นจวิน มีนักศึกษาคนหนึ่ง แต่ละครั้งที่เมาสุราเขาก็จะลวนลามสาวใช้ในบ้าน สาวใช้รู้สึกอับอาย ก็จะแข็งขืนต่อการลวนลาม ด้วยเหตุนี้เธอก็จะหาโอกาสหลบหนีจากเจ้านาย  ขณะนั้น  พอดีเป็นวันสิ้นเดือนพอดี นักศึกษาคนนั้นกำลังนอนถึง ตี ๔  ภรรยาเขาตื่นขึ้นมาเรียกเขาให้ตื่นแล้วก็เล่าให้ฟังว่า "เมื่อครู่ฉันได้เห็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง  บนศรีษะสวมหมวกทรงสี่เหลี่ยม กายสวมเสื้อสีดำ ทรงม้าวิ่งไปทั่ว พกสมุดติดตัวแล้วก็มุ่งมาทางฉัน ชี้มาที่ฉันแล้วก็ขีดลงในสมุดจากนั้นก็วิ่งออกไป ฉันฟังไม่ชัดเจนและก็ไน่รู้ว่าเขาพูดอะไรกับฉัน เพียงรู้สึกว่านาเกรงขาม ฉันก็ตกใจตื่นขึ้นมา" นักศึกษาคนนี้ฟังภรรยาเขาพูดเช่นนี้ ทำให้รู้สึกขนลุกซู่ซ่านเข้าไปในกระดูก แล้วก็พูดกับภรรยาว่า เทพเจ้าองค์นี้คงจะเป็นเทพเจ้าแห่งเตาไฟ  ต่อมาภายหลังเขาก็แต่งงานให้กับสาวใช้ให้กับผู้อื่นไป หลังจากนั้นก็พูดกับภรรยาเขาว่า "เมื่อก่อนโน้นที่เธอได้ฝันว่าเทพเตาไฟชี้มือมาที่เธอนั้น เป็นเพราะฉันเมื่อก่อนชอบลวนลามสาวใช้คนนี้ แต่เป็นเพราะเธอแข็งขืนต่อต้านจึงรอดตัว ไม่คิดว่าวันนี้เทพเจ้าก็มาตักเตือน ฉันคิดว่าเรื่องนี้แม้จะยังไม่สำเร็จล่วงละเมิด แต่ในใจก็มีบาปบันทึกแล้ว เพราะฉะนั้นจึงถูกเทพเจ้าเตาไฟ  จดบันทึกลงสมุดเพื่อรายงานเบื้องบน เมื่อก่อนนีฉันไม่กล้าบอกกับเธอ เป็นเพราะกลัวเธอจะระแวงและกลัว่าเธอจะทำสาวใช้คนนี้เดือดร้อน วันนี้เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เพื่อแสดงถึงความบริสุทธิ์ของสาวใช้ประการหนึ่ง  และแสดงถึงความผิดที่ฉันได้ล่วงละเมิดไปแล้วอีกประการหนึ่ง เป็นการสำนึกผิดต่อเธอด้วย ! 

             คัมภีร์กรรม  ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า

                                           บทที่สาม

                                           ตรวจสอบ

              คัมภีร์  :  ผู้มีความผิด มหันต์ตัดขัยหนึ่งรอบ  ลหุตัดขัยร้อยวัน

อธิบาย   :  ใครก็ตามที่เคยทำความผิดมาแล้ว ก็ยากที่จะหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเทพเจ้าได้ คนที่ทำความผิดไว้มากก็จะถูกตัดอายุขัยหนึ่งรอบ คือ ๑๒ ปี   คนที่ทำผิดเล็กน้อยก็จะถูกตัดอายุขัยครั้งละหนึ่งร้อยวัน อันนี้เป็นการกำหนดบทลงโทษ ประโยคนี้มีความหมายคือ ตลอดชีวิตของคน ไม่ว่าจะเป็นกาย ใจ หรือครอบครัว ทุกหนแห่งล้วนมีเทพเจ้าคอยตรวจสอบ จุดมุ่งหมายก็เพื่อให้คนระมัดระวัง ภายหลังคนปฏิสนธิขึ้นในครรภ์แล้ว  ช่วงอายุขัยจะเพิ่มหรือลดล้วนมีบันทึกไว้แล้ว ท่านไท่ซั่งได้บัญชาให้เทพเจ้าทั้งหลายว่า "พวกท่านที่เข้าตรวจสอบความดี ความชั่วของคน ต้องกำหนด ๓ วันพูดหนึ่งครั้ง ๑๐วันกราบทูลครั้งหนึ่ง  ๑๐๐ วัน หนึ่งสรุปยอดครั้งหนึ่ง หากเป็นการทำความดีสร้างกุศล คน ๆ นี้ก็สามารถที่จะยึดอายุให้ยาวขึ้น หากเป็นการทำชั่วก็ให้ตัดทอนอายุขัยทันที" เพราะฉะนั้น  โทษเบาโทษหนัก ก็ตัดทอนร้อยวันหรือหนึ่งรอบ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมากนะ !

นิทาน  ๑   :  ในสมัยราชวงศ์หมิง มีพระภิกษุนิกายเทียนไถ คือ พระธรรมาจารย์หวังปี้หยู ในสมัยหนุ่มเขาสามารถสอบบรรจุรับราชการได้ จึงถูกส่งไปเป็นนายอำเภอชินจิน เขาเป็นผู้รักษาศีลมาแต่เด็กแล้ว เขาจะไม่ฆ่าสัตว์  ไม่ลักขโมย  ไม่ละเมิดกาม  ไม่พูดหลอกลวง ศีล ๔ ข้อนี้เขารักษามาตลอด จนกระทั่งเข้ารับราชการเขาก็เลิกรักษาศีล ต่อมาเขาได้รับคำสั่งให้เ้ข้าเฝ้า  เขานั่งเรือมาในระหว่างทาง ขณะที่เรือแวะพักที่ทะเลสาบบู่หู วิญญาณถูกยมทูตพาไปยังยมโลก เขาเห็นเจ้ายมบาลนั่งอยู่บนบัลลังก์ใหญ่ ข้าง ๆ มียมทูต ๒ ตนอยู่ซ้ายขวา เจ้ายมบาลเรียกชื่อของเขา และก็ดุใส่เขาว่า "หวังปี่หยู อายุขัยของเจ้าจบลงแค่เดือน ๘ เมื่อปีก่อนเท่านั้น แต่ที่ยังมีชีวิตอยู่ถึงตอนนี้ ก็ด้วยแรงกุศลที่ถือศีลเจมา แล้วทำไมตอนนี้จึงเลิกเสียเล่า" เจ้ายมบาลพูดจบก็สั่งให้ยมทูตนำสมุดบันทึกให้หวังปี่หยูดู  หวังปี่หยูเห็นชื่อเขาและบันทึกรายการของวันเดือนปีต่าง ๆ แต่พอถึงเดือน ๘ ปีกลาย ก็จบลง เขาเห็นแล้วก็ก้มกราบยมบาลว่า "ตอนรับราชการไม่มีความสะดวกในการกินเจ เลยเลิกถือศีลเจ อันนี้เป็นเพราะจำใจ"  เจ้ายมบาลว่า "เจ้าพูดพอมีเหตุผลบ้าง แต่อายุขัยของเจ้าหมดแล้ว" พูดจบก็สั่งให้ยมทูตนำเขาเข้าไปในนรก ตอนนี้ผีร้ายต่าง ๆ ก็รุมเข้ามา ทำท่าจะเข้ามาจับอย่างนั้น ขณะนั้นยมทูตที่นั่งอยู่ข้างซ้ายของยมบาลก็พูดขึ้นว่า "หากไม่เป็นไรก็เอาเรื่องต่างๆ ที่หวังปี่หยูเลิกถือศีลมาสำรวจดูบ้าง" ไม่นานนัก เหล่าสมุนยมทูตกนำเอาหีบใหญ่ ๆ ๒ หีบยกมา ล้วนเป็นงานที่หวังปี่หยูทำภายหลังรับราชการ ไม่ว่าจะเป็นจดหมาย หรือบทความ หรือข้อเขียนต่าง ๆ ในแต่ละวัน ล้วนปรากฏมีปราณกระเพื่อมขึ้นมา บ้างสีเขียว สีดำ สีแดง สีขาว แตกต่างกัน เจ้ายมบาลสั่งให้แยกเป็นพวก ๆ แล้วตรวจสีเขียวกับสีดำก่อน วางไว้กองหนึ่ง ต่อไปตรวจสีขาวแล้ววางไว้อีกกองหนึ่ง ตรวจดูสีแดงแล้วไว้ที่เดียวกัน  ตอนนี้สีเขียวอันตธานหายไป สีดำก็หดเล็กจนเหลือแค่ตะเกียบอันหนึ่ง ส่วนสีแดงกลับปรากฏเด่นชัดขึ้น หวังปี่หยูเห็นกองสีแดงชัดเจน ที่แท้เป็นบทวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร คัมภีร์ปฏิสนธิดี เมื่อสมุนยมทูตตรวจเสร็จ ตอนนี้น้ำเสียงของเจ้ายมบาลนุ่มนวลขึ้นจึงพูดกับยมทูตซ้ายมือว่า "เอ้อ ! เจ้ายังรู้จักสั่งสมบุญกุศล พอมีเหตุผลให้มีชีวิตอยู่ ถ้าอย่างนั้นก็ให้ทำลายอวัยวะของเขาให้กายสังขารเขาอยู่ได้ ให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปเถอะ !  พูดจบก็ให้สมุนยมทูต เข้ามาควักลูกตาสองข้าง แล้วเอาวางไว้บนหัวเสาบนบัลลังก์ แวตาก็ยังแวววับส่องได้รอบ ๆ ตอนนี้หวังปี่หยูนึกขึ้นได้ "ตาของฉันถูกควักออกไป จะมองเห็นได้อย่างไร" แค่พริบตาเขาก็เป็นลมล้มลง ยมบาล ยมทูตก็หายวับไป ต่อมาก็มีใครตบหลังเขาเบา ๆ พูดว่า "หวังปี่หยู เดินเถอะไปได้แล้ว ! " แพล็บเดียวเขาก็ล้มลงตกใจตื่นขึ้นมา วันรุ่งขึ้นตาเขาก็บอดทั้งสองข้าง  ดังนั้น  เขาจึงละทิ้งครอบครัวไปปฏิบัติธรรม ต่อมาเขาก็บรรลุธรรม ตาทั้งสองก็กลับมองเห็นได้อีก หวังปี่หยูก็ออกจาริกไปทั่ว เห็นสัจธรรมประจักษ์แจ้ง บำเพ็ญวิถีมหาเมตตา จึงมีชีวิตต่อมาอีก ๑๒ ปี   จากชีวะประวัติของหวังปี่หยู นอกจากปราชอริยเจ้าแล้ว คนต้องรู้ว่าแต่ละวันไม่มีหรอกที่ไม่ทำผิด หากสามารถหันกลับแก้ไขเปลี่ยนแปลง ก็สามารถแก้ไขความผิดได้ มิฉะนั้นแล้วเหตุที่ก่อไว้อยู่ไม่ไกลนักหรอกทั้งวิบากกรรมที่สร้างเพิ่มอีกในภายหลัง แม้จะมีบุญตอบสนองที่มีมากหรือลูกหลานมีมากก็ตามเถอะ เมื่อลมหายใจขาดผึงลง อะไร ๆ ก็เอาติดตัวไปไม่ได้ มีแต่เวรกรรมที่ตนทำเอาไว้ติดตามตัวไป ตอนนั้นก็จะเห็นเจ้ายมบาลตรวจสอบก็ทุกข์ลำบากเสียแล้ว สมบัติเอาไปได้ไหม ลูกหลานรับหนี้แทนเธอได้ไหม เราต้องคิดใคร่ครวญให้ดี ๆ !

นิทานที่  ๒   :  ในสมัยราชวงศ์ซ่ง นางหูจงสิ้ง  มีฐานะร่ำรวยและชอบบริจาคมาก แต่พออายุได้ ๓๕ ปี เขาก็ล้มป่วยกะทันหัน การเจ็บป่วยทรุดหนักจนอันตราย ทั้งตนเองก็พูดถึงเรื่องยมโลก เขาได้พบกับเพื่อนเก่า ๆ หลายคนถามเขาว่า "ท่านผู้มีพระคุณ ! ทำไมท่านจึงมาถึงที่นี่เล่า ! เพื่อนเก่า ๆ ต่างพากันช่วยก้มคำนับต่อยมทูตตนหนึ่งเพื่อไต่ถาม ยมทูตพูดว่า "หูจงสิ้ง คนนี้เดิมทีมีดวงชะตาเป็นผู้อดอยากเพราะว่าเขาเป็นผู้ชอบช่วยเหลือคนอื่น เพราะฉะนั้น จึงตั้งตัวได้และจะมีอายุขัยถึง ๕๙ ปี แต่ว่าตนเองไม่จุดธูป นอนดึก  บุ,กุศลหมดสิ้นแล้วตอนนี้" เพื่อนเก่ายังพูดว่า "ไม่จุดธูปเพราะใจไม่เคารพฟ้าดิน นอนดึกเพราะมีใจหมกมุ่นในกาม ทำไมจึงว่าเป็นเรื่องที่ผิดเล็ก ๆ " พอพวกเขาได้ยิน ต่างพากันตกใจมองมาทางหูจงสิ้งแล้วพุดว่า "ผู้มีบุญกุศลเช่นหูจงสิ้ง เป็นเพราะแค่เรื่อง ๒ เรื่องก็ถูกตัดอายุขัย แล้วคนทั่ว ๆ ไปจะปล่อยปละละเลยตนเองได้หรือ"  ต่อมาไม่นานนัก หูจงสิ้งก็ตายไป

สรูป   :  ควรรู้ว่าอายุขัยเป็นสิ่งที่คนได้มาด้วยยาก มักถูกตัดอายุขัยไปโดยไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นท่านไท่ชั่งจึงสอนหลักธรรมเหล่านี้ให้ฟังก็เพื่อตักเตือนชาวโลก ต้องสนใจระมัดระวังความคิดของตน อย่าได้คิดผิดไปนิดเดียว บุญวาสนาที่สามารถเสวยได้ก็จะหลุดลอยไป ท่านไท่ชั่งมีมหาเมตตาต่อชาวโลกเสียจริงเลย   

             คัมภีร์กรรม  ไท่ซั่ง กั่นอิ้งเพียน ของเหลาจื่อ ศาสดาแห่งเต๋า

                                           บทที่สาม

                                           ตรวจสอบ
                                     
            คัมภีร์  :   ความผิดมากน้อยมีมากถึงร้อย อยากมีอายุยืนต้องหลีกเลี่ยงเอย

อธิบาย  :  เรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นโทษบากเป็นเวรกรรม ทั้งบาปมาก บาปน้อย  มีเป็นร้อย ๆ เรื่อง คนที่คิดจะมีอายุให้ยืนยาวก็ต้องหลบเื่ิลี่ยงเวรกรรมเหล่านี้  ท่านไท่ชั่งจะสอนคนให้หลีกเลี่ยงการทำความผดไว้ก่อน บอกด้วยว่ามีมากมายเป็นร้อยเรื่อง  ก็มีการยกตัวอย่างไว้บ้างในคัมภีร์เริ่มต้นจาก  "อะไรไม่ถูกต้องไม่กระทำ"  ถึง  "ตายก็ยังเกินเลย"  บาปกรรมที่ทำดังกล่าวมาแล้วในตอนต้นที่พูดถึงการตัดทอนอายุขัย ซึ่งสอนคนให้ณุ้จักระมัดระวัง พอมาถึงตอนนี้ก็มาพูดถึงการมีชีวิตยืน เป็นการสอนคนให้รู้จักนิยมชมชอบ กล้าหาญที่จะแก้ไขความผิดหันมาทำความดี ถึงแม้จะเป็นความผิดเล็ก ๆ น้อยๆ ก็ไม่กล้าทำ อย่างนี้ก็ต้องอายุยืนยาวเป็นผลตอบแทน  โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติธรรม ล้วนต้องสั่งสมบุญกุศล อบรมตนเองด้วยคุณธรรมเป็นหลักปฏิบัติพื้นฐาน ถ้านำเอาหลักปฏิบัติของท่านขงจื่อมีหลัก "สี่ตรงร้อยกระทำ"  ในพุทธธรรมมี "บารมีหก"  ทางลัทธิเต๋ามี "สามพันบุญแปดร้อยกุศล"  เหล่านี้ล้วนเป็นการสั่งสมบุญกุศล หลบเลี่ยงบาปทั้งสิ้น ดังนั้น  การที่จะคิดสั่งสมบุญกุศลเพื่อแก้บาป ก็ต้องเรียนรู้ถึงธรรมอันสูงสุด หากจะเรียนรู้ถึงธรรมอันสูงสุด ก็ต้องมีความเข้าใจแจ่มแจ้งในใจตน เพราะว่าใจคือองค์ธรรม  และธรรมก็คือกิริยาของใจ หากคนสามารถสำรวตรวจตราใจเพ่งจิต จนเห็นองค์ธรรมกลมสว่างจนปรากฏตรงหน้า เป็นกิริยาที่ไม่มุ่งหวังไม่กระทำ ก็สำเร็จได้เอง ไม่ต้องอาศัยบารมีอะไรก็จะสามารถหลุดฉับพลันถึงฝั่งโน้น นี่ถ้าไม่ใช่บำเพ็ญจนใจโปร่งใสแล้ว จะสามารถทำให้ความคิดต่าง ๆ ห่างหายไปฉับพลันได้หรือ ฝุ่นกิเลสไม่อาจเปรอะเปื้อนได้ มูลใจอิสระ ตั้งใจไม่เกิดแน่นอน เพราะฉะนั้น คนที่บำเพ็ญจนองค์ธรรมสว่าง ไม่ทำให้กายสังขารไปถ่วงจิตเดิมไม่ถูกสภาวะภายนอกมาทำให้ใจจริงของตนสับสน สามารถตอบรับกับสรรพสิ่งตามกลไกลสัมพันธ์ ก็จะมีหลักธรรมที่ไม่เกิดไม่ดับเหลืออยู่นี่ก็คือการเข้าถึงธรรมอันสูงสุด

 

SMFJUSTHOST โฮสต์ดีดี ที่นี่เราบริการด้วยใจ
Powered by lotus96