ผู้เขียน หัวข้อ: คัมภีร์ธรรมรัตนะบัลลังก์สูตร 六祖法寶壇經(ลิ่วจู่ฝ่าเป่าถันจิง)  (อ่าน 58331 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้


พงศาธรรมาจารย์สมัยที่หก  "ลิ่วจู่"

กล่าวเกริ่น

         ลำดับยุคต้นในพุทธศาสนาสายฌาน (เซ็น) หรือนิกายธยานะ  รู้แจ้งฉับพลัน  เริ่มจากปฐมธรรมาจารย์สมเด็จพระโพธิธรรมจากชมพูทวีปจาริกสู่ประเทศจีน ถ่ายทอดวิถีจิตแด่พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเข่อ...เรื่อยมาจนถึงลำดับที่หกคือ พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงแต่หากจะลำดับจากพระมหากัสสปะ นับตั้งแต่ผู้มีพระภาคเจ้า ทรงชูดอกไม้ตรงพระพักตร์ แสดงปริศนาธรรม พระมหากัสสปะเข้าใจโดยฌาณ คือภาวะจิตปราณีตลุ่มลึก
         พุทธศาสนาฝ่ายมหายาน นับจากพระมหากัสสปะเป็นลำดับที่หนึ่งของสายฌาณ หากลำดับจากนี้ พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงก็จะต้องเป็นลำดับที่สามสิบสาม ซึ่งจะต้องเรียกว่า "พงศาธรรมาจารย์สมัยที่สามสิบสาม"
       "พระสูตรเว่ยหล่าง" มีชื่อเต็มเป็นทางการอย่างถูกต้องตามต้นฉบับเดิมว่า ""ธรรมรัตนะบัลลังก์สูตรธรรมราชาพงศาธรรมาจารย์สมัยที่หก (ลิ่วจู่ต้าซือฝ่าเป่าถันจิง)  
       "ธรรมรัตนะบัลลังก์สูตร พระสูตรธรรมบัลลังก์พงศาธรรมาจารย์สมัยที่หก" (ฝ่าเป่าถันจิง หรือ ลิ่วจู่ถันจิง) เป็นพระสูตรที่พระอภิธรรมาจารย์ชาวจีน ใช้ภาษาจีน อักษรจีน แจกแจงแสดงหลักพุทธธรรมอันเป็นวิถีจิตที่ให้เข้าถึงรู้แจ้งฉับพลันด้วยอรรถบทชัดเจน ไม่อ้อมค้อมเยิ่ยเย้อ
       พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิง แม้จะไม่รู้หนังสือ แต่สัจธรรมคำสอนทุกถ้อยคำ ทุกประโยค ล้วนชี้ตรงให้เข้าถึงจิตญาณได้อย่างลึกซึ้ง ทำให้ประจักษ์ว่า พระธรรมมิใช่ตายตัวอยู่ที่อักษร แต่ล้วนเกิดด้วยปัญญาญาณล้ำลึกของผู้เข้าถึง  ปัญญาณบริสุทธิ์สำแดงสัจธรรมคำสอนได้ โดยมิต้องไตร่ตรองเรียนรู้จากภายนอก เป็นปัญญาโดยธรรมชาติ  ธรรมะอันได้โปรดฉุดนำสาธุชนนั้น เป็นวิถีจิตรู้จิตฉับพลัน ที่พลิกผันคนโง่หลงให้รู้ตื่นได้ ณ บัดใจ
       เราทั้งหลายได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากเบื้องบน ได้รับวิถีอนุตตรธรรม อันเป็นวิถีปลุกใจให้รู้ตื่นฉับพลัน เช่นเดียวกันกับที่พระธรรมาจารย์ได้โปรดถ่ายทอดแก่สาธุชนในสมัยก่อนนั้น จึงจำเป็นจะต้องศึกษาพระสูตรนี้ เพื่อความเข้าใจให้ถูกต้องลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นคุณประโยชน์ยิ่งต่อการเจริญธรรม
      พระธรรมาจารย์ได้รับการยกย่องว่า "พระธรรมราชาสายฌาน"เป็นเอก เป็นราชาแห่งธรรมของจีน พระธรรมคำสอนที่ท่านแสดงมา เบิกทางปัญญากระจ่างแจ้งแก่เทวดา มนุษย์ ทุกเพศวัย ทั้งในทางโลกทางธรรม จึงได้เรียกว่า "ธรรมรัตนะ" (ฝ่าเป่า) ที่เรียกว่า "บัลลังก์สูตร" (ถันจิง) นั้น ปรากฏหลักฐานบนศิลาจารึกโบราณ ในยุคหนันเฉาหลิวซ่ง ที่วัด "กตัญญูรังสี" (กวงเซี่ยวซื่อ) ศิราจารึกแผ่นนั้นสร้างโดย "สมเด็จพระคุณเจ้าพระคุณาภัทรปิฏก" ท่านได้เดินทางโดยเรือข้ามมหาสมุทรอินเดีย จาริกมาประกาศพุทธธรรมที่ประเทศจีนในสมัยราชวงศ์ซ่ง
      ""สมเด็จพระคุณเจ้าพระคุณาภัทรปิฏก"" สูงส่งด้วยปรีชาญาณ ปัญญาล้ำเลิศ  สามารถแปลพระคัมภีร์ พระปิฏกจากภาษาบาลีสันสกฤตเป็นภาษาจีนได้อย่างวิเศษแยบยล พระคัมภีร์ที่ท่านแปลเป็นภาษาจีนไว้ มากมายถึงเจ็ดสิบแปดเล่ม ท่านหยั่งรู้เหตุการณ์หลายร้อยปีว่า วันข้างหน้า พงศาธรรมาจารย์สมัยที่หกลิ่วจู่ ก็คือพระมหาเถระเจ้าฮุ่ยเหนิง จะมาโปรดสัตว์แสดงธรรม ณ ปริมณฑลนี้ ท่านจึงได้สร้างธรรมศาลาไว้ ได้จารึกหลักฐานคำพยากรณ์ไว้บนแผ่นหินใหญ่มีความว่า"" ภายภาคหน้า จะมีพระโพธิสัตวที่ยังดำรงกายเนื้ออยู่อันได้เจริญศีลบริบูรณ์แล้ว มาเจริญธรรมปรกโปรด ณ ที่แห่งนี้"""
       ต่อมาในรัชสมัยพระเจ้าเหลียงอู่ตี้ ปีต้นศักราชเทียนเจี้ยน (ค.ศ.502)  เหลียงอู่ตี้เทียนเจี้ยนเอวี๋ยนเหนียน  ""สมเด็จพระคุณเจ้าพระไภสัชปัญญปิฏก"" จากประเทศอินเดีย ก็ได้ฝ่าฟันอันตรายเดินทางโดยเรือข้ามมหาสมุทรอินเดีย จาริกโปรดธรรมยังประเทศจีนอีกองค์หนึ่ง ""สมเด็จพระคุณเจ้าพระไภสัชปัญญปิฏก"" ได้เห็นศิลาจารึกพยากรณ์ ซึ่งตรงกับญาณหยั่งรู้ของท่าน จึงได้ปลูกต้นศรีมหาโพธิ์ที่นำมาจากอินเดียลงข้าง ๆ ศิลาจารึกแผ่นนั้น อีกทั้งได้โปรดสร้างศิลาจารึกพยากรณ์อีกแผ่นหนึ่ง ประดิษฐานลงใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ มีใจความว่า ""อีกหนึ่งร้อยเจ็ดสิบปีในภายหน้า จะมีพระโพธิสัตว์ ที่ยังดำรงกายเนื้ออยู่ มาโปรดแสดงสุทธรรมแห่งมหายาน ณ ที่นี้ จะกอบกู้อุ้มชูเวไนยฯได้ไม่ประมาณ เป็นธรรมราชาผู้ถ่ายทอดพุทธธรรม ถ่ายทอดวิถีจิตจากพระพุทธะโดยแท้""" เป็นธรรมพยากรณ์อันแยบยลยิ่ง ด้วยถูกต้องเป็นจริงทุกประการ
       ""พงศาธรรมาจารย์ลิ่วจู่  พระโพธิสัตว์เดินดิน"" โปรดถ่ายทอดธรรมวิถีจิตอยู่นานถึงสามสิบเจ็ดปี  มิใช่ ณ ธรรมศาลาก่อนเก่าแห่งนี้เท่านั้น แต่เพื่อแสดงความเคารพรำลึกถึงสมเด็จพระคุณเจ้าทั้งสองที่โปรดสร้างธรรมศาลา สร้างศิลาจารึกพยาการณ์ไว้ พุทธธรรมที่ ""พงศาธรรมาจารย์ลิ่วจู่ฮุ่ยเหนิง""โปรดแสดงมา และศิษย์รุ่นหลังได้จารึกไว้ จึงได้ชื่อว่า ""บัลลังก์สูตร""พระสูตร""ภาษาจีนให้คำนิยามว่า ""การแสดงธรรมอันสอดคล้องกับสัจธรรม ที่เหล่าพุทธะเบื้องบนได้โปรดแสดงไว้ เป็นสัทธรรมอันเป็นบุญปัจจัยในการกอบกู้มวลเวไนยฯ
       ""ธรรมรัตนะบัลลังก์สุตร"" เป็นบัญญัติสั่งความจากพระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิง เองก่อนละกายสังขาร ท่านกล่าวแก่ศิษย์ทั้งหลายว่า ""เริ่มจากวัดมหาพรหมจนถึงกาลปัจจุบัน อันนี้อาตมาได้แสดงธรรมทั้งหมด จงคัดลอกบันทึกแพร่หลาย ให้ชื่อว่า""ธรรมรัตนะบัลลังก์สูตร  ฝ่าเป่าถันจิง"" เล่มนี้ใช้เล่ม ""ต้นฉบับโดยตรง"" ดั้งเดิมจาก ""เฉาซี""      


       พงศาธรรมาจารย์สมัยที่หก " ลิ่วจู่ "  มีนามว่า พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิง (เว่ยหล่าง) ฮุ่ยเหนิงได้รับวิถีธรรมบวชจิต เมื่ออายุ 24 ปี  เมื่ออายุ 39 ปี ได้อุปสมบท ณ วัดธรรมญาณ พระอภิธรรมาจารย์"อิ้นจง" อุปสมบทให้ตามพิธี
       บิดาของฮุ่ยเหนิงเป็นคนชาวเมือง "ฟั่นหยาง" แต่เดิมที ( ซึ่งปัจจุบันนี้คือมณฑลเหอเป่ย ) แต่ได้ถูกถอดจากตำแหน่งราชการ และเนรเทศสู่ หลิงหนัน เป็นถิ่นทุรกันดาร เป็นรกรากอาศัยของชนเผ่าน้อย ที่อยู่รอบนอกใจกลางบ้านเมือง ซึ่งห่างไกลอารยธรรม   ฮุ่ยเหนิง ถือกำเนิดในดินแดนที่ด้อยความเจริญแห่งนั้น จึงได้รับคำเหยียดหยันจากชาวเมืองว่า""ลูกชาวใต้ป่าเถื่อน "" กายนี้ก็อาภัพ ท่านเกิดมาในสภาพแร้นแค้น ท่านกำพร้าพ่อมาตั้งแต่เล็ก อาศัยมารดาอุ้มชู มารดาท่านก็สูงอายุ และ อ้างว้างเดียวดาย จึงได้ย้ายมาอยู่ที่ หนันไห่ (ซึ่งปัจจุบันคือ อำเภอหนันไห่ มณฑลกว่างตง)  
       ความเป็นอยู่อัตคัดยากจนข้นแค้นยิ่งนัก  ฮุ่ยเหนิงไม่ได้เรียนหนังสือ จึงได้ประกอบอาชีพตัดฟืนขายที่ตลาดมาประทังชีวิต ท่านโปรดสาธุชนอยู่ 37 ปี  และดับขันธปรินิพพานเมื่ออายุ 76 พรรษา เป็นพระสังฆปริณายกองค์ที่หก ของจีน ที่มีชื่อเสียงเกรียงไกรที่สุด กายสังขารยังไม่เน่าเปื่อย อยู่ในท่านั่งสมาธิ จนบัดนี้นับเป็นเวลาพันปีเศษ โดยเก็บรักษาไว้ที่เจดีย์ ณ เมืองเฉาซี

            สรุป

       ท่านฮุ่ยเหนิง  บิดาท่านแซ่หลู  มารดาท่านแซ่หลี่  ถือกำเนิดในสมัยราชวงศ์ถาง  ศักราชเจินกวน ที่ 12 (ค.ศ.638) เดือน 2 วันที่  8  เวลาเที่ยงคืน  ในเวลานั้น ได้มีแสงอ่อน ๆ พวยพุ่งไปสู่ฟ้า อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมประหลาดคลุ้งไปเต็มห้อง  เมื่อถึงเวลารุ่งเช้าก็ได้มีภิกษุสองรูปมาเยือน  และปรารภแก่บิดาของท่านว่า ""ทราบว่าท่านได้มีบุตรเมื่อคืนนี้ จึงมาเยือนคำนับเพื่อตั้งชื่อให้โดยเฉพาะ เด็กคนนี้ควรมีชื่อว่า "" ฮุ่ยเหนิง "" จะดีนักแล  อันว่า ""ฮุ่ย""นั้นหมายถึงนำธรรมโปรดแก่เวไนยฯ ส่วนคำว่า ""เหนิง""นั้นหมายถึงสามารถประกอบกิจแห่งพุทธะได้ """ เมื่อกล่าวจบแล้วก็เดินจากไป และก็ไม่ได้เห็นร่องรอยของพระสองรูปนี้เลย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 กันยายน 2011 08:02 PM โดย ติ๊กน้อย »



Re: 4 : บทที่ ๑ รู้แจ้งธรรม มอบหมายจีวร
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 21 ตุลาคม 2010 11:23 AM »
บทที่ ๑  รู้แจ้งธรรม  มอบหมายจีวร (行由第一)


       ลิ่วจู่ 六祖 แปลว่า พงศาธรรมาจารย์สมัยที่หก มีนามว่า "ฮุ่ยเหนิง" (เว่ยหล่าง)  ได้รับวิถีธรรมบวชจิตเมื่ออายุได้ 24 ปี หลังจากนั้น ก็ต้องใช้วิธีหลบภัยอยู่ในกลุ่มนายพรานถึง 15 ปี  จนถึงอายุ 39 ปี จึงเดินทางมาถึง ""วัดธรรมญาณ"" เมืองกว่างโจว
     ณ วัดธรรมญาณ ได้พบพระอภิธรรมาจารย์ "อิ้นจง" (อิ้นจงฝ่าซือ)  อุปสมบทให้ตามพิธี ขณะนั้น ท่านฮุ่ยเหนิงมีฐานะเป็นพระธรรมาจารย์สมัยที่หกแล้ว ก่อนหน้านั้นท่านบวชจิตมานานถึง 15 ปี  ภายหลังจึงได้ถือบวชในศาสนาพุทธอย่างเป็นทางการ
     ปีถัดมา ลิ่วจู่ ลาจากวัดธรรมญาณ มาเจริญธรรมที่ ""วัดป่ารัตนาราม""(เป่าหลินซื่อ) นั่นคือปี ค.ศ 677 วัดป่ารัตนาราม ตั้งอยู่ในเมืองกว่างโจว ห่างจากอำเภอฉวี่เจียง ค่อนไปทางใต้ประมาณหกสิบลี้ ซึ่งบัดนี้คือ ""วัดอารามรังสีทักษิณ""(หนันฮว๋าซื่อ) ปัจจุบันยังเป็นที่ประดิษฐานพระสรีระกายเนื้อของพระธรรมาจารย์ลิ่วจู่ ซึ่งยังคงสภาพไว้ด้วยพระลักษณะประทับนั่งเจริญธรรมอยู่อย่างนั้น
     ณ เมืองเสาโจว ซึ่งปัจจุบันคือ อำเภอฉวี่เจียง มณฑลกว่างตง ครั้งนั้น เมื่อพระมหาเถระเจ้าฮุ่ยเหนิงมาถึงวัดป่ารัตนาราม มีผู้ว่าการ ฯ เมืองเสาโจว  แซ่เอว๋ย นามฉวี พร้อมด้วยขัาราชการผู้ติดตามคณะใหญ่เดินทางมาถึง ""หุบเขารังสีทักษิณ"" (หนันฮว๋าซัน)ได้กราบอาราธนาพระคุณเจ้าขึ้นธรรมาสน์เทศน์ที่วัดมหาพรหม (ต้าฟั่นซื่อ) อำเภอฉวี่เจียง เพื่อเปิดทางปัญญาแก่สาธุชนด้วยเหตุปัจจัยแห่งพุทธธรรม กัณฑ์เทศน์สำคัญคือ ""มหาปัญญาปารมิตา""
      จุดหมายหลักของ ""มหาปัญญาปารมิตา"" ชี้ให้เห็นรู้จักเข้าถึงความ "เป็น อยู่" แห่งปัญญาของจิตเดิมแท้ เพื่อใช้ปัญญาอันเป็นอยู่นี้ นำจิตให้ล่วงพ้นโอฆะสงสาร ก้าวขึ้นฝากฝั่งอันเกษม จนถึงที่สุดคือ เข้าสู่ภาวะไม่เกิดไม่ดับอีกต่อไป นั่นก็คือภาวะที่เรียกว่า ""นิพพาน""
      พระธรรมาจารย์ลิ่วจู่ประทับนั่งบนบัลลังก์ธรรมาสน์  เบื้องล่างล้นหลามด้วยสาธุชน มีผู้วาการฯ พร้อมด้วยเหล่าข้าราชการผู้ติดตามรวมสามสิบกว่าคน มีปรัชญาจารย์แห่งศาสนาปราชญ์ กับปัญญาชนผู้คงแก่เรียนอีกสามสิบกว่า มีอุบาสก อุบาสิกา ผู้ถือบวชบำเพ็ญในศาสนาพุทธ ในศาสนาเต๋า อีกทั้งผู้บำเพ็ญทั่วไปรวมหนึ่งพันกว่าคน
      ทั้งหมดพร้อมกันอาราธนา ปรารถนาใคร่จะสดับพระธรรมเทศนา อันเป็นหลักธรรมสำคัญ ในสมัยที่อภิธรรมาจารย์ลิ่วจู่ โปรดเทศนาสั่งสอนสาธุชน สาธุชนทั้งสามศาสนาจะพร้อมกันมาสดับพระธรรม มิได้รังเกียจเดียดฉันท์ซึ่งกัน ทำให้เห็นได้ว่า สามศาสนานั้นอันที่จริงมาจากรากเหง้าเดียวกัน อันที่จริงมิอาจแบ่งแยกออกจากกัน อีกทั้งภายในสามศาสนาเอง ก็มิได้แบ่งแยกนิกายว่าพวกใครสู่งต่ำล้ำเลิศกว่ากัน "ความสูงต่ำล้ำเลิศกว่ากัน กำหนดหมายด้วยใจคน"
     ""พระสมาธยานจารย์มหามณีปัญญาสมุทร พระอาจารย์เซ็น (ต้าจูฮุ่ยไห่ฉันซือ) ""ได้จารึกการนี้ไว้ใน""ธรรมพิจารณ์ว่าด้วยประตูสำคัญสู่ธรรมวิถีฉับพลัน (ตุ้นอู้ยู่เต้าเอี้ยวเหมินลุ่น) "" ว่า มีผู้ถามอาตมาว่า "ธรรมศาสนา เต๋า  ศาสนาปราชญ์ ขงจื่อ และศาสนาพุทธ ทั้งสามศาสนาเป็นเช่นกันหรือแตกต่างกันอย่างไร" อาตมาตอบว่า "ผู้มีใจกว้างจะใช้เป็นเช่นเดียวกัน  ผู้มีใจกีดกั้นจะยึดมั่นแตกต่าง สามศาสน์เกิดจากเอกะญาณ จิตกีดกั้นจึงแบ่งแยกเป็นสาม ลุ่มหลง - กระจ่าง ต่างกันที่คน มิอยู่ที่สามศาสน์เป็นเช่นกันหรือแตกต่าง"  จะเห็นได้ว่า ผู้รู้กระจ่างด้วยปัญญาญาณคมชัด จะเห็นเอกะญาณอันเป็นบ่อเกิดของสามศาสนา มิได้แบ่งแยกสูงต่ำแต่เดิมที
       ส่วนคนด้อยปัญญาณที่หลงยึดหมาย จึงบังเกิดใจแบ่งแยก คิดว่าศาสนาที่ตนเคารพศรัทธาอยู่นั้นวิเศษกว่า จึงเกิดการวิจารณ์นินทา รังเกียจเดียดฉันท์ ใคร่ชี้แจงตรงนี้เป็นพิเศษคือ ""พุทธธรรม"" มิใช่เอกสิทธิ์เฉพาะของ"พุทธศาสนิก" หรือหมู่คณะใด
       องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มิได้ตรัสสัจธรรมเพียงเพื่อโปรดแก่พุทธศาสนิกชนโดยเฉพาะเท่านั้นอย่างแน่นอน หลายปีมานี้ มีชาวพุทธบางคนกล่าวว่า"ชาวอนุตตรธรรมไม่มีคัมภีร์ธรรมของตนเอง ต้องขโมยใช้คัมภีร์ธรรมของศาสนาพุทธ" เป็นคำพูดที่ควรพิจารณากันว่า ขัดต่อมหาปณิธานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ ในพระมหาปณิธานของพระองค์ที่ว่า "เวไนยสัตว์มิอาจประมาณ ปณิธานจะฉุดช่วย" พระมหาปณิธานของพระพุทธองค์ในข้อนี้ ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า"พุทธธรรมแห่งพระองค์ จะปรกโปรดฉุดช่วยเวไนยไม่ประมาณ" ฉะนั้น พุทธธรรมจึงมิใช่เอกสิทธิ์ที่ปรกโปรดเฉพาะชาวพุทธเท่านั้นชาวคริสต์ ชาวอิสลามและอื่น ๆ ล้วนอาศัยพุทธธรรมบารมีเพื่อเจริญธรรมได้ด้วยกันทั้งนั้น
      คัมภีร์คุณธรรม (เต้าเต๋อจิง) ในศาสนาเต๋า ก็มิใช่เอกสิทธิ์ของชาวเต๋า (ธรรมศาสนา)  สี่ปรัชญาคัมภีร์ (ซื่อซู) ในศาสนาปราชญ์ ก็เป็นที่ชื่นชอบของสาธุชนชาวประเทศทั้งหลายได้โดยไม่มีใครหวงห้าม
      พระคริสตธรรมคัมภีร์ในศาสนาคริสต์ เป็นที่เคารพเลื่อมใส แพร่หลายไปทั่วโลกด้วยภาษาต่าง ๆ  ใครเลยจะคัดค้านกีดกั้น เพราะนั่นเป็นมรดกจากปัญญาญาณแห่งบรรพชนของมนุษยชาติ จึงมิอาจจำกัดกุศลประโยชน์แก่มนุษย์เฉพาะกลุ่ม
      น้ำพระทัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กว้างใหญ่ดุจอากาศธาตุ ทรงเห็นความเสมอภาคทั่วไป  หากกล่าวว่าชาวอนุตตรธรรมขโมยพระธรรมคำสอนในศาสนาพุทธ พระองค์คงมิทรงเห็นชอบด้วยเป็นแน่  ชาวอนุตตรธรรมเองจะต้องมั่นใจ จงใฝ่ศึกษาพุทธธรรมให้ถึงแก่นแท้ด้วยความเคารพต่อไป
      ซึ่งอันที่จริง "ไตรรัตน์" ที่เราหมั่นเพียรกันนั้นก็รวมอยู่ในหมื่นพันคัมภีร์พระสูตรของห้าศาสนาใหญ่อยู่แล้ว หมื่นพันคัมภีร์พระสูตรล้วนไม่ห่าง ""จุดศูนย์กลางชี้ชัดจากพระวิสุทธิอาจารย์ "" ณ บัดใจนั้น คือ ความสมบูรณ์พร้อมของภาวะรู้แจ้ง ในคัมภีร์สามศาสนาล้วนบอกกล่าวไว้เป็นนัย
     
     อภิธรรมาจารย์ลิ่วจู่ กล่าวแก่สาธุชนว่า "ท่านผู้เจริญ  พึงชำระจิตตนให้หมดจด สวดท่อง มหาปัญญาปารมิตา" ผู้เจริญ คือ ผู้ที่สามารถสั่งสอนกล่อมเกลาเหล่าเวไนย ให้ละบาปบำเพ็ญตนได้ ชำระจิตให้หมดจด คือจะต้องขจัด "นิวรณ์" อันขัดขวางการเจริญธรรมของจิตเสียให้สิ้น ( นิวรณ์ - ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี สิ่งที่ขัดขวางจิตมิให้ก้าวหน้าในคุณธรรม มี กามฉันท์ คิดร้ายต่อผู้อื่น หดหู่ ฟุ้งซ่านรำคาญ ลังเลสงสัย ) "สวดท่องมหาปัญญาปารมิตา " ก็คือกำหนดรู้ - เป็น ในมหาปัญญา อันจะพาจิตแห่งตนก้าวขึ้นฟากฝั่งอันเกษมได้ มิใช่ให้ท่องด้วยปากเท่านั้น  " ปัญญาก้าวขึ้นฟากฝั่งอันเกษม" เป็นภาวะแห่งปัญญาธรรมงามกลมสมบูรณ์พร้อมในตัวเอง ซึ่งเมื่อเข้าถึงภาวะนี้ได้ ก็คือเข้าถึงภาวะธรรมญาณเดิมทีอันบริสุทธิ์ผุดผ่องในตน ภาวะอันบริสุทธิ์ผุดผ่องเป็น"มหาปัญญาปารมิตา" เมื่ออภิธรรมลิ่วจู่ กล่าวประโยคนี้จบลง ก็สงบนิ่งไว้ มิได้กล่าวคำใดต่อไป คือความเป็นจริงให้ทุกคนชำระจิตตนให้หมดจด ณ บัดนั้น ที่กล่าวต่อเนื่องโดยมิพึงใช้วาจา
      อภิธรรมาจารย์ลิ่วจู่ สงบนิ่งอยูนาน จึงกล่าวอีกว่า "" ท่านผู้เจริญ โพธิญาณตนหมดจดแต่เดิมที เพียงใช้จิต อันหมดจดมิแปดเปื้อนนี้ก็อาจรู้แจ้งบรรลุพุทธภาวะได้โดยตรง

       ความหมาย  พิจารณา
       โพธิจิตตน ก็คือ พุทธญาณ ญาณรู้แจ้งดั้งเดิม พระอัศวโฆษ พระธรรมาจารย์สมัยที่สิบสอง ตามลำดับพงศาธรรม จารึกคำว่า ""รู้แจ้งดั้งเดิม"" ไว้ใน ""ธรรมพิจารณ์ศรัทธามหายาน"" (ต้าเฉิงฉี่ซิ่นลุ่น) ว่า รู้แจ้งดั้งเดิม เป็นภาวะสัจธรรมอันมีอยู่แต่ดั้งเดิมที่สมบูรณ์พร้อมอยู่อย่างนั้นเอง มิใช่ได้จากภายนอกกายหรือภายหลังเกิดตาย ตรงกันข้าม " มิรู้แจ้ง"ก็คือ ภาวะหลง ไร้แก่นสาร ไม่อาจเป็นฐานที่มั่นคงแก่ตนได้ เช่น จิตใจที่ยึดหมายภายหน้า บัดนี้ หรือที่ผ่านมา  กิเลส  ตัณหา  อารมณ์  ทุกข์สุข  ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นได้จาก ภายนอก  ภายหลัง  จึงมิใช่แก่นสารยั้งยืน
        ฉะนั้น จึงกล่าวว่า ""โพธิญาณตน  หมดจดแต่เดิมที"" นั่นก็คือ การมิได้ยึดหมายในภายนอก ภายหลัง  "จงใช้จิตนี้"ก็คือ"จงบังเกิดจิตนั้นอันหมดจด"
        ในคัมภีร์ วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร (จินกังจิง) บทที่สิบสี่ รวมประโยคทั้งสองเข้าไว้ด้วยกันว่า ""บังเกิดจิตมิได้ยึดหมาย""ก็คือ ในขณะที่จิตมิได้ยึดหมาย จงใช้จิตนั้นอันหมดจด ทุกสภาวะ ทุกขณะ ทุกแห่งหน บัดดลนั้นก็คือพุทธะ  พุทธะก็คือ โฉมหน้าเดิมทีของตน  ในคัมภีร์ "ญาณทัสสนะสัมโพธิ" จารึกคำว่า ""เวไนยฯทั้งหลายบรรลุพุทธะดั้งเดิมมา""นี่พูดถึงในแง่รู้แจ้งดั้งเดิม
        จึงกล่าวว่า อย่าได้ใส่ใจอยากรู้อยากเห็นชะตากรรม แม้หาทางรู้ได้ ก็ยังคงต้องชดใช้หนี้กรรมนั้น เพราะนั่นไม่ถึงที่สุดแห่งการพ้นทุกข์ แต่จง...เบิกทางสัมมาปัญญา สู่ฐาฯจิตญาณมั่นคงในตน
     ...เผชิญกับทุกอย่างที่เข้ามาโดยดุษฏี...จึงอาจจบสิ้นและบรรลุธรรมได้โดยตรง   ( ผู้ขาดสติปัญญามักไม่กล้าเผชิญปัญหาปรากฏการณ์ ส่วนผู้มีสติปัญญาจะเตรียมฐานจิตญาณให้มั่นคง แม้ปัญหาใหญ่จะกระแทกก็ไม่หวั่นไหว )        
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 กันยายน 2011 08:22 PM โดย ติ๊กน้อย »


       ท่านผู้เจริญ  จงสดับเหตุแห่งความเป็นมาที่ฮุ่ยเหนิงแสวงธรรม และได้รับวิถีธรรม เสียก่อนดังต่อไปนี้  บิดาของฮุ่ยเหนิง (ลิ่วจู่) เป้นชาวเมืองฟั่นหยัง แต่เดิมที (ซึ่งบัดนี้คือมณฑลเหอเป่ย) มีเหตุถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง ส่งไปอยู่หลิ่งหนัน ให้เป็นชาวเมืองซินโจว ในสมัยราชวงศ์ถัง หลิ่งหนันเป็นถิ่นทุรกันดาร เป็นรกรากอาศัยของชนเผ่าน้อย ที่อยู่รอบนอกใจกลางบ้านเมืองซึ่งห่างไกลอารยธรรม  ฮุ่ยเหนิง ถือกำเนิดในดินแดนที่ด้อยความเจริญแห่งนั้น จึงต้องได้รับคำเหยียดหยันจากชาวเมืองว่า"ลูกชาวใต้ป่าเถื่อน (หนันหมันจื่อ) "
       กายนี้อาภัพ (ฮุ่ยเหนิงเกิดมาในสภาพแร้นแค้น) บิดาวายชนม์ตั้งแต่ฮุ่ยเหนิงยังเยาว์วัย อาศัยมารดาอุ้มชู ภายหลังจึงติดตามมารดาผู้สูงอายุ โยกย้ายภูมิลำเนามายังหนันไห่ (ซึ่งปัจจุบันคืออำเภอหนันไห่ มณฑลกว่างตง)
       ความเป็นอยู่ของมารดาและบุตรยากจนข้นแค้นยิ่งนัก ทุกวันได้แต่อาศัยฮุ่ยเหนิงไปขายฟืนในเมืองมาประทังชีวิต  วันหนึ่งลูกค้าคนหนึ่งขอซื้อฟืนจากฮุ่ยเหนิง กำชับให้ช่วยส่งฟืนไปที่ร้าน  อุ่ยเหนิงส่งฟืนไปตามสั่ง ลูกค้ารับฟืนไว้แล้วจ่าบค่าฟืน ขณะที่ฮุ่ยเหนิงจะก้าวออกจากประตูร้าน ก็แลเห็นแขกที่มาพักแรมคนหนึ่ง กำลังสวดท่องพระคัมภีร์ความว่า ""พึงบังเกิดจิตนั้น (อันหมดจด)"" อันมิได้ยึดหมาย  ทันทีที่ได้ฟัง ฮุ่ยเหนิงกระจ่างใจ รู้แจ้งในบัดดล
       ความหมาย...พิจารณา... อย่างไรเรียกว่า ""อันมิได้ยึดหมาย"" ยึดหมายอยู่ก็คือ ถือมั่นไว้ คนถือมั่นกับอายตนะภายในตนหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  อีกทั้งอายตนะภายนอกหกคือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์
      เมื่อเกิดการถือมั่น จึงเกิดการปรุงแต่งเปรียบเทียบแบ่งแยก  ในคัมภีร์วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร จารึกคำว่า""อันมิได้ยึดหมายก็คือ อายตนะภายในอย่าได้แปดเปื้อนด้วยอายตนะภายนอก
      ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าได้ปรุงแต่งเปรียบเทียบแบ่งแยกต่อ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์  ""พึงบังเกิดจิต""นั้น นั่นก็คือ บังเกิดจิตอันหมดจดมิได้แปดเปื้อนนั้น
      ฮุ่ยเหนิงสดับพลัน กายใจผ่อนว่างวางลงทันที เข้าสู่โลกวิมุตติ รู้แจ้ง ณ ตรงนั้น คำว่า ""พึงบังเกิดจิตอันมิได้ยึดหมาย"" ต่อมาจึงกลายเป็นคำขวัญสัญลักษณ์สำหรับธรรมปฏิบัติเข้าถึงโดยฉับพลัน  ตลอดพระธรรมาชีพของท่านลิ่วจู่ (ฮุ่ยเหนิง) ล้วนมอบหมายถ่ายทอดวิถีจิตอันรู้แจ้งโดยฉับพลันนี้เป็นสำคัญ
      ดังนั้น จึงถามแขกผู้มาพักแรมว่า "ท่านท่องพระคัมภีร์ใดหรือ" ผู้พักแรมตอบว่า "วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร"
      ความหมาย...พิจารณา... วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร (จินกังจิง) เป็นพระคัมภีร์ที่ชาวจีนรู้จักกันเกือบทุกบ้านเรือน เหตุที่โด่งดังยิ่งใหญ่ปานนี้ ก็ด้วยพระธรรมาจารย์สมัยที่ห้ากับที่หก หยิบยกผลักดันเต็มที่  แท้จริงแล้ว เมื่อพระโพธิธรรมโปรดจาริกสู่ประเทศจีนนั้น ท่านนำ ""ลังกาวตารสูตร"" มาเพียงเล่มเดียวเท่านั้น แต่เนื่องด้วยลังกาวตารสูตรยากแก่การเรียนรู้ แม้จะมีผู้พยายามศึกษา แต่ก็ไม่อาจแพร่หลายได้ จนกระทั่งถึงพระธรรมาจารย์สมัยที่ห้า จึงมุ่งหมายต่อวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร แทน ลังกาวตารสูตร  ดังนั้น  วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร จึงเป็นพระคัมภีร์สำคัญของศาสนาพุทธมหายานพงศาฌานธยานะ  ซึ่งแน่นอน ก็เป็นพระคัมภีร์ที่ศิษย์อนุตตรธรรมพึงศึกษา ด้วยเหตุที่เป็นพระคัมภีร์ซึ่งพระธรรมาจารย์ที่ถ่ายทอดวิถีจิตฉับพลันโปรดเผยแผ่  คัมภีร์วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร อรรถาวิถีแห่งการบรรลุพุทธะซึ่งแจกแจงถี่ถ้วน อย่างที่กล่าวว่า ""ธรรมะแห่งเหล่าพุทธะและธรรมะแห่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิ์ ล้วนจุดประกายจากคัมภีร์ (สัจธรรม) นี้ จึงเป็นพระคัมภีร์ที่มรค่ายิ่งต่อการศึกษา""
      อุ่ยเหนิงถามอีกว่า "ท่านมาจากที่ใด เหตุใดจึงได้สวดท่องพระคัมภีร์นี้" ผู้พักแรมตอบว่า "เรามาจากวัดบูรพาฌาน เมืองฉีโจว อำเภอหวงเหมยเซี่ยน (ปัจจุบันคือ มณฑลเหอเป่ย ทิศตะวันออกของอำเภอฉีสุ่ย) ที่วัดนั้น พระอภิธรรมาจารย์หงเหยิ่นเจ้าอาวาสแสดงธรรมโปรดสัตว์อยู่ที่นั่น มีศิษย์อยู่หนึ่งพันกว่าคน ข้าพเจ้าไปกราบนมัสการที่นั่น ได้สดับและรัยเอาพระคัมภีร์นี้มาปฏิบัติ  พระธรรมาจารย์ สมัยที่ห้า พระอภิธรรมาจารย์หงเหยิ่น มักจะเตือนผู้ถือบวช กับ ชาวบ้านผู้บำเพ็ญอยู่เสมอว่า ""ขอเพียงปฏิบัติตามพระคัมภีร์วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร เท่านั้น ก็อาจเห็นจิตตนทันที บรรลุพุทธะได้โดยตรง""
      ความหมาย...พิจารณา...ที่กล่าวนั้น มิใช่หมายถึงท่องบ่นคัมภีร์วัชรปรัชญาปารมิตาสูตรที่เป็นอักษร เรารู้ดีว่า ผู้ที่สวดท่องอักษรพระคัมภีร์วัชรปรัชญาปารมิตาสูตรนั้นมีมากมาย  แต่นอกจากลิ่วจู่ (ฮุ่ยเหนิง) แล้ว ยังมีใครอีกหรือที่สดับเพียงหนึ่งประโยคธรรม พลันรู้แจ้งได้ในบัดดล จะศึกษาบำเพ็ญพุทธธรรม การอ่านพระคัมภีร์นั้นสำคัญมาก  จงเลือกสรรค์พระคัมภีร์ที่ถูกกับจริตของตน ท่องบ่นเรื่อยไป เป็นวิธีบำเพ็ญอันสำเร็จได้ครบถ้วน ทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา ไปพร้อมกัน จุดมุ่งหมายสำคัญของการอ่านพระคัมภีร์ก็เพื่อสยบอารมณ์ สยบความคิดฟุ้งซ่านวุ่นวาย  ขณะอ่านท่อง ไม่ว่าจะเข้าใจความหมายนั้นก่อนหรือไม่ ยังไม่เป็นไรแต่จะต้องอ่านให้ชัดเจนทุกตัวอักษร นั่นคือ ความปราณีต จริงใจ นานวันไปก็อาจเห็นจิตญาณตน  แต่ในที่นี้ จะขอย้ำข้อความในพระคัมภีร์เป็นพิเศษประโยคหนึ่งที่ว่า ""ปฏิบัติคัมภีร์วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร ก็อาจเห็นจิตญาณตนได้ใน""บัดดล"" บรรลุพุทธะได้โดยตรง"" คำว่า "บัดดล" หมายถึง ณ ขณะนั้น มิใช่ค่อยเป็นค่อยไป ฉะนั้น จึงต้องเข้าใจความในว่าเป็นการ "ปฏิบัติคัมภีร์จิต" มิใช่คัมภีร์อักษร  ทันทีที่เข้าถึงวัชรจิตตนอันแกร่งกล้าวาววับ สะท้อนแสงแห่งญาณตนได้ในบัดดล  เรียกว่า"ย้อนมองส่องตนได้" ก็อาจบรรลุพุทธได้ในบัดดล  พระวิสุทธิอาจารย์ของเราในยุคนี้ โปรดถ่ายทอดวิถีธรรมทางตรง""หนึ่งจุดศูนย์กลางรู้ได้"" (รู้ความนัย รู้ความเป็นอยู่ - มีอยู่) อี้จื่อจงเอียงฮุ่ย ก็คือ ""บัดดล"" จึงเห็นจิตญาณตนได้ในบัดดล บรรลุพุทธะได้โดยตรงนี่คือความวิเศษสุดจาก ""หนึ่งนิ้วจุดเบิกจากพระวิสุทธิอาจารย์""

       ฮุ่ยเหนิง (ลิ่วจู่) ได้ฟังความดังนี้แล้ว ด้วยผลบุญที่สร้างไว้ในอดีต ทำให้ได้รับความอนุเคราะห์ด้วยเงินสิบตำลึงจากผู้พักแรมสำหรับมอบแก่มารดาไว้เป็นค่าใช้จ่าย เพื่อให้ฮุ่ยเหนิงเดินทางไปกราบพระธรรมาจารย์ที่อำเภอหวงเหมย ได้ด้วยความวางใจ
      ความหมาย...พิจารณา...
      เหตุการณ์ในขณะนั้นคือ ขณะที่ฮุ่ยเหนิงซักถามสนทนาธรรมอยู่กับผู้พักแรมคนที่ท่องคัมภีร์วัชรปรัชญาปารมิตาสูตรนั้น พื้นฐานปัญญาญาณอันมิใช่ธรรมดาของฮุ่ยเหนิงย่อมทำให้ผู้พบเห็นตื่นใจเมื่อได้ฟัง  
     ผู้พักแรมอีกคนหนึ่งปลาบปลื้มจนถึงกับมอบเงินสิบตำลึงซึ่งเป็นจำนวนมากทีเดียว ส่งเสริมให้ฮุ่ยเหนิงเดินทางไปเจริญธรรมที่วัดบูรพาฌานตงฉันซื่อ
     ฮุ่ยเหนิงจัดการความเป็นอยู่ของมารดาเรียบร้อยแล้ว กราบลามารดาแล้วออกเดินทาง (หนทางจากบ้านซินโจว ไปถึงอำเภอหวงเหมย ยาวไกลมาก ต้องเดินด้วยเท้าเปล่า ขึ้นเขาลงห้วย) แต่ไม่คิดว่าชั่วเวลาเพียงสามสิบกว่าวัน ก็ไปถึงหวงเหมย ได้กราบนมัสการพระธรรมาจารย์
     ความหมาย... พิจารณา...
     การเดินทางฝ่าป่าเขาอันตรายเพื่อไปแสวงธรรม ที่ท่านฮุ่ยเหนิงกล่าวเองว่า ""ชั่วเวลาเพียงสามสิบกว่าวัน"" จุดนี้เราน่าจะคิดได้ถึงความมุ่งมั่นฝ่าฟัน แกร่งกล้า อดทน ศรัทธาทะยานตน เพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทางของท่านฮุ่ยเหนิงในครั้งนั้น
     สามสิบกว่าวันอันยาวนานที่ต้องบากบั่น แต่ท่านกลับเห็นว่า ""เพียงเท่านั้นเอง"" เพราะสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า สูงค่าเกินกว่าเส้นทางคดเคี้ยวพันกว่าลี้ที่ต้องดั้นด้นเดินทาง ฉะนั้น คำโบราณที่กล่าวไว้ว่า ""การที่จะแสวงหาพระวิสุทธิอาจารย์ เพื่อขอหนทางหลุดพ้นนั้น จะต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ ต้องสืบเสาะเดินทางนับพันลี้..."" จึงมิใช่เพียงคำกล่าวอ้าง
    ฮุ่ยเหนิง เป็นอีกท่านหนึ่งที่พิชิตทางไกลไปถึงเป้าหมายได้ เรา ศิษย์อนุตตรธรรมทั้งหลาย...วันนี้ที่ได้กราบพระวิสุทธิอาจารย์ ได้ตราประทับพุทธะ ได้รหัสคาถา  ได้หนทางหลุดพ้นโดยตรง  มีใครแสวงได้จากการเดินทางพันลี้หรือ
    พอพระธรรมาจารย์ได้เห็นฮุ่ยเหนิง ก็ถามเป็นคำแรกว่า ""เจ้าเป็นคนที่ไหน ต้องการสิ่งใด""  ฮุ่ยเหนิงกราบเรียนว่า ""ศิษย์เป็นชาวเมืองซินโจว หลิ่งหนัน เดินทางไกลมากราบพระเถระเจ้า ต้องการเพียงบรรลุพุทธะ มิต้องการสิ่งอื่นใดเกินกว่านี้""
    ความหมาย...พิจารณา...
    ในพระคัมภีร์ "ญาณทัสสนะสัมโพธิ (เอวี๋ยนเจวี๋ย) กับ พระคัมภีร์ "บุษปบัณฑิต หรือ อวตฺสก (ฮว๋าเอี๋ยน)" มีคำกล่าวว่า ""มวลเวไนยล้วนบรรลุพุทธะได้เป็นเดิมที"" จึงกล่าวว่า ""การบรรลุพุทธะเป็นหน้าที่แห่งตน"" มีผู้ถามว่า ""พวกท่านบำเพ็ญธรรมเพื่ออะไรตอบว่า ""ก็เพื่อบรรลุพุทธะ สำเร็จญาณภาวะรู้แจ้ง สมบูรณ์ผลแห่งตน"" ถามอีกว่า ""บรรลุพุทธะ มันไม่โลภมากอาจเอื้อมไปหน่อยหรือ"" ท่านทั้งหลาย ความมุ่งหมายจะบรรลุพุทธะ มิได้เป็นความอยาก มิได้โลภมาก มิได้อาจเอื้อม แต่เป็นหน้าที่อันพึงพยายามทำให้สำเร็จ ไม่บรรลุพุทธะเสียอีก ที่ผิดต่อพระมหากรุณาธิคุณเบื้องบนปรกโปรดฯ ผิดต่อผู้มีพระคุณ ผิดต่อตนเอง
     สู้อุตส่าห์สร้างสมกุศลผลบุญมาถึงชาตินี้ ได้รับวิถีธรรมทางตรง แต่ไม่บรรลุพุทธะ จะเกิดมาทำไม  ท่านฮุ่ยเหนิงตอบพระอาจารย์ว่า ""ต้องการเพียงบรรลุพุทธะ มิต้องการสิ่งอื่นใด"" ตั้งแต่กำเนิดมนุษยชาติมา จะมีสักกี่คนที่คิดจะกลับคืน ฟื้นฟูภาวะเดิมทีที่มาของตนอย่างนี้ คนมากมาย กราบไหว้บูชาพระ สร้างบุญทานโดยต้องการอยู่เย็นเป็นสุขสมปรารถนา นั่นคือ สิ่งอืนที่ท่านฮุ่ยเหนิงกล่าวว่า มิต้องการสิ่งอื่นใด
     ผู้ไม่รู้ตื่น จึงวนเวียนอยู่กับความต้องการสิ่งอื่นจนชั่วชีวิต  ชั่วชีวิตจนตายแล้วเกิดใหม่  สิ่งอื่นยังคงเป็นสิ่งอื่นอยู่เรื่อยไป มิอาจให้ความอิ่ม ประหนึ่งหุงทรายเอาไว้กิน นานเท่าไรทรายก็ยังคงเป็นทราย ไม่อาจเป็นข้าวได้
     ศิษย์อนุตตรธรรม หากเข้าใจความหมายที่แท้จริงของ ""โตรรัตน์วิถีจิต"" จะไม่เพียงเจริญธรรมเพื่อกายเนื้อได้อยู่ดีมีสุขเท่านั้น แต่จะเพียรพยายามเพื่อการบรรลุพุทธะจนถึงที่สุด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 ตุลาคม 2010 03:17 PM โดย jariya1204 »


      พระธรรมาจารย์จึงกล่าวแก่ฮุ่ยเหนิงอีกว่า ""เจ้าเป็นชาวหลิ่งหนัน อีกทั้งเป็นชาวป่าชาวเยิง จะเป็นพุทธะได้อย่างไร""
      ความหมาย...พิจารณา...
      บ้านเมืองทางแถบใต้ของเทือกเขาหลิ่ง เรียกว่าหลิ่งนัน ในสมัยนั้นยังมิได้พัฒนา  ผู้คนที่เป็นชาวหลิ่งหนัน จึงถูกมองว่าเป็นคนป่าเถื่อน ""พุทธะ"" ตามความเข้าใจที่ได้เห็นได้ยินมา ล้วนสูงส่งสมบูรณ์ด้วยบุญวาสนาปัญญาญาณ เป็นบุคคลพิเศษ เป็นอริยะเหนืออริยะ  หากแม้ไร้ซึ่งปัญญาระดับสูง จะบำเพ็ญคุณธรรมบารมีได้อย่างไร คนป่าคนเยิงจึงไม่น่าจะบรรลุพุทธะได้หรือมิใช่  แต่หามิได้ นั่นคือ พระธรรมาจารย์แสร้งตอบกลับเพื่อทดสอบปัญญาของฮุ่ยเหนิง เมื่อได้ยินคำว่า ""ต้องการเพียงบรรลุพุทธะ มิต้องการสิ่งอื่นใด"" เท่านั้น พระธรรมาจารย์ก็ปลื้มปิติยิ่งนักแล้ว เช่นเดียวกับที่ท่านปราชญ์เมิ่งจื่อกล่าวว่า ""ความชื่นสุขของกัลยาณชนหนึ่งในสามประการคือ ได้ปรีชาชนเข้ามารับการอบรม (ได้คนดีมาเป็นศิษย์)"" จึงมิต้องสงสัยเลยว่า พระธรรมาจารยา์หงเหยิ่นจะแอบชื่นชมยินดีเพียงไร  เราจะเห็นว่าฮุ่ยเหนิงมาจากทางใต้มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) แต่พระธรรมาจารย์อยู่ที่หวงเหมย มณฑลหูเป่ย ซึ่งเป็นภาคกลางของประเทศจีนจึงเท่ากับห่างกันคนละโยชน์  ฮุ่ยเหนิงตอบพระธรรมาจารย์ว่า ""คนแม้จะแบ่งแยกภาคพื้นเหนือใต้ แต่โดยความเป็นจริง พุทธญาณไม่แบ่งเหนือใต้ คนป่าคนเยิงต่างกับพระเถระแต่เพียงรูปกาย แต่พุทธญาณจะต่างกันอย่างไร""
      ความหมาย...พิจารณา...
      สังขารเป็นสัมโภคกายที่ได้จากแรงกรรมทั้งสามและธาตุทั้งสี่มาชุมนุมกัน สร้างกรรมดีอะไรไว้ หรืออธิษฐานจิตอย่างไรไว้ในบางกรณี ก็ก่อเกิดลักษณะดีงามตามกรรมและกรณีนั้น  พระธรรมาจารย์ อยากจะกล่าวอะไรแก่ฮุ่ยเหนิงอีก แต่เห็นศิษย์ทั้งหลายยังคงอยู่ซ้ายขวามากมาย เกรงจะเป็นเหตุริษยาต่อฮุ่ยเหนิง จึงบัญชาฮุ่ยเหนิงให้ไปทำกิจกับเขาเหล่านั้น  พระธรรมาจารย์สั่งให้ไปทำกิจ ความหมายเป็นอันรู้กันกับศิษย์ฮุ่ยเหนิง คือ ให้ไปบำเพ็ญบารมี  เพราะพระอาจารย์ได้สัมผัสรู้ในภาวะจิตแจ่มชัดของฮุ่ยเหนิงแล้ว ก่อนที่ฮุ่ยเหนิงจะตามศิษย์รุ่นพี่ออกไป  ฮุ่ยเหนิง ได้กราบเรียนพระอาจารย์อีกว่า ""ศิษย์มักจะเกิดวิปัสสนาปัญญา (คือเห็นแจ้งตรงต่อสภาวะธรรมควมเป็นจริง)จากใจตนอยู่เสมอ ปัญญานั้นมิพ้นจากจิตญาณตน นั่นคือเนื้อนาบุญ มิทราบว่าพระอาจารย์จะโปรดให้ทำกิจใดต่อไป""
       ความหมาย...พิจารณา...
       ปัญญาอันเกิดจากจิตญาณตน เป็นปัญญาแท้อันปราศจากอาสวะการปรุงแต่ง (เรียกว่า วิปัสสนาปัญญา) เป็นปัญญาแท้อันสมบูรณ์พร้อมอยู่ในตัว โดยมิพึงเรียนรู้ หรือกำหนดหมายจากอื่นใด เหตุที่คนทั่วไปมิอาจเกิดปัญญาดั่งนี้ได้ ด้วยกเลส ตัณหา  อวิชชา  ความยึดมั่นถือมั่นบดบัง  คนทั่วไปถือลาภสักการะวาสนาเป็นเนื้อนาบุญ  วาสนาจากเนื้อนาบุญเช่นนั้นเป็น "อาสวะวาสนา"คือกิเลสที่หมักหมมอยู่ในสันดาน จึงเป็นวาสนาที่ให้ทั้งความสุขและความทุกข์ ผู้บำเพ็ญถือปัญญาบริสุทธิ์เป็นเนื้อนาบุญวาสนาจากเนื้อนาบุญนี้เป็น ""บริสุทธิ์วาสนา"" จึงเป็นวาสนาอันสุขเกษมที่ปราศจากความทุกข์  ชาวพุทธเราถือเอาพระเถระเป็นเนื้อนาบุญ  ชาวจีนตั้งแต่สมัยพระเจ้าฮั่นหมิงตี้ ยิ่งให้ความเคารพต่อพระเถระเป็นที่สุด  พระเจ้าฮั่นหมิงตี้ถึงกับโปรดให้ขุนนางใหญ่สิบแปดคนเดินทางไกลไปนิมนต์พระเถระจากอินเดียมาสองรูป เพื่ออบรมเผยแผ่พุทธธรรมแก่สาธุชน และเรียกพระเถระว่า ""เหอชั่ง""คำว่าพระเถระ อักษรจีนเขียนว่า ""เหอชั่ง"" (แต่ปัจจุบัน พระสงฆ์ทั่วไปที่ถือบวชเกินกว่าสิบปี ก็เรียกว่า เหอชั่งเช่นกัน) "เหอ" แปลว่า  ราบเรียบสำรวม  อ่อนโยน  เยือกเย็น  สุขุม  ช่วยสมานชีวิตจิตใจ สมานบุญทานศรัทธา..."ชั่ง" แปลว่าสูงส่ง งดงามด้วยคุณธรรม  เลิศล้ำด้วยบุญบารมี
       การจะบวชเรียน และยกระดับเป็นเหอชั่งได้ในสมัยนั้น เป็นเรื่องยากลำบากมาก จะต้องผ่านการสอบพิจารณาอย่างแข้มงวดคุณสมบัติครบถ้วนตามกำหนดกฏเกณฑ์ จึงจะเป็นเนื้อนาบุญบริสุทธิ์ของสาธุชนได้  ศิษย์ทั้งหมดของพระธรรมาจารย์ล้วนถวายความเคารพโดยเรียกพระธรรมาจารย์ว่า ""เหอชั่ง""
       เมื่อพระธรรมาจารย์สั่งฮุ่ยเหนิงให้ติดตามรุ่นพี่ไปทำกิจ ฮุ่ยเหนิงจึงกราบเรียนถามท่าน ""เหอชั่ง""ในความหมายว่า...ศิษย์บังเกิดวิปัสสนาปัญญาจากจิตญาณตน อันเป็นเนื้อนาบุญแล้ว จะให้ศิษย์ไปทำกิจใดอีก คือหมายถึงให้เจริญธรรมในด้านใดอีก ซึ่งมิได้มีความหมายในเชิงแสดงตนโอ้อวดถือดีแต่ประการใด (เพื่อป้องกันศิษย์ใหม่ฮุ่ยเหนิงไว้มิให้ถูกใครริษยากลั่นแกล้ง พระธรรมาจารย์หงเหยิ่นจึงมิได้ชี้แนะขั้นตอนการบำเพ็ญเพียรต่อไป  ณ  ที่นั้น) แต่พระธรรมาจารย์กลับเอ็ดเอาว่า""เจ้าชาวป่าชาวเยิงนี้อินทรีย์แก่กล้านัก เจ้าไม่ต้องพูดอะไรอีกเลย รีบไปโรงตำข้าว""
       ความหมาย...พิจารณา...
       อินทรีมีสามระดับต่างกัน  อินทรีอ่อนคือ ผู้สำแดงปัญญาได้น้อย  (เซื่อซื่อ)  อินทรีปานกลางคือ ผู้สำแดงปัญญาได้ธรรมดา (จงซื่อ) อินทรีแก่กล้าคือ ผู้สำแดงปัญญาได้เฉียบแหลม (ซั่งซื่อ)
       ในคัมภีร์วิสุทธิสูตร (ชิงจิ้งจิง) อริยปราชญ์ท่านเหลาจื่อก็ได้จำแนกบุคคลไว้เป็นสามระดับ เรียกว่า ซั่งซื่อ  จงซื่อ  เซี่ยซื่อมีความหมายเช่นเดียวกัน  ฮุ่ยเหนิง (ลิ่วจู่) เป็น ซั่งซื่อ บุคคลระดับสูง อินทรีแก่กล้าปัญญาเฉียบแหลม

     


       ฮุ่ยเหนิงไม่ตอบว่ากระไร ถอยกลับออกไปยังด้านหลังธรรมศาลา  ที่นั่น  มีนักบวชผู้หนึ่งใช้ให้ฮุ่ยเหนิงไปผ่าฟืนเหยียบกระเดื่องตำข้าว
       ความหมาย...พิจารณา...
       นักบวชมิใช่พระสงฆ์ที่อุปสมบท  แต่เป็นคนมาทดลองอยู่วัดว่า ตนจะสละทางโลกได้หรือไม่ เพราะการอุปสมบทในสมัยนั้นมิใช่บวชหรือสึกกันง่าย ๆ จึงมิใช่บวชพรรษา มิใช่บวชอายุ หรือบวชด้วยเหตุอื่น ๆ ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น
       ฮุ่ยเหนิงทำงานหนักทุกวัน ผ่านไปแปดเดือนกว่า  วันหนึ่งพระธรรมาจารย์เห็นฮุ่ยเหนิงอยู่ตามลำพัง จึงกล่าวด้วยว่า ""เราพิจารณาภาวะจิตของท่านใช้ได้ เกรงจะมีคนร้ายเป็นภัยแก่ท่าน จึงไม่พูดด้วยกับท่านเข้าใจไหม""
       ความหมาย...พิจารณา...
       ...ต่อหน้าใคร ๆ พระอาจารย์ (น่าจะ)ใช้สรรพนามว่า "เจ้า"กับฮุ่ยเหนิง  แต่เมื่ออยู่ตามลำพังใช้คำว่า "ท่าน" ภาวะจิตใ้ช้ได้หมายถึง อาจบรรลุโพธิมรรค แบกรับอริยกิจแห่งพุทธะได้  ความรู้สึกอิจฉาริษยา เป็นสันดานที่สั่งสมติดตามมากับชีวิตจิตใจของสัตว์โลกทุกรูปกาย แม้แต่มาในรูปของมด ปลวก  แมลงตัวกระจิดริด เห็นฝ่ายตรงข้ามจะเทียบเท่า จะเหนือกว่า หรือแม้ไม่มีคุณสมบัติอะไรให้อิจฉาริษยา ก็ยังสำแดงสันดานนั้นออกมาข่ม มากีดกัน พระธรรมาจารย์หยั่งรู้ล่วงหน้า จึงได้เตือนว่า ""เกรงจะมีคนร้ายเป็นภัยแก่ท่าน..."" ฮุ่ยเหนิงตอบว่า ""ศิษย์ก็รู้เจตนาของพระเถระเจ้า มิกล้าเดินไปยังข้างหน้าธรรมศาลา เพื่อใคร ๆ จะได้ไม่สังเกตุรู้"" วันหนึ่ง  พระธรรมาจารย์เรียกศิษย์ทั้งหมดมาชุมนุมกันเบื้องหน้าแล้วกล่าวว่า ""เราจะกล่าวแก่ท่านทั้งหลาย ความเป็นความตายของชาวโลกนั้นเรื่องใหญ่ ท่านทั้งหลายได้แต่หวังเนื้อนาบุญกันทั้งวัน มิหวังพ้นจากทะเลทุกข์ของการเกิดตาย จิตญาณตนหากหลง วาสนาใดหรือจะช่วยได้""
       ความหมาย...พิจารณา..
       ในคัมภีร์ "ศูรางคมสูตร (เหลิงเอี๋ยนจิง)" จารึกไว้ว่า เวไนยสัตว์ทั้งปวง นับแต่บรรพกาลมา เกิดตายไม่สิ้นสุด ล้วนเกิดจากมิรู้กำหนดจิตแท้ตนจริง มิรู้ชำระจิตญาณตนโปร่งใส ฟุ้งซ่านเรื่อยไป ความคิดนี้มิเที่ยงแท้ จึงก่อเกิดวัฏจักร พุทธพจน์ว่า ""หนึ่งความคิดคือหนึ่งเวียนว่าย"" ในคัมภีร์ "ศูรางคมสูตร" จารึกไว้อีกว่า "ตถาคตแห่งสิบทิศร่วมอยู่ในธรรมเดียวกันจึงพ้นจากเกิดตายล้วนด้วยใจตรงเช่นนี้" ใจตรง ก็คือ มุ่งใจใฝ่ตรง เป็นจิตเที่ยงแท้ที่ออกมาจากจิตญาณตนอันหมดจด  ฉะนั้น  ในทุกสภาวะ หากไม่ดำริคิดหวั่นไหว ไม่เปรียบเทียบ ไม่ยึดหมาย เที่ยงตรงอยู่ทุกขณะจิต ความเที่ยงตรงนั้น ล่วงพ้นจากการแบ่งแยกตีความเที่ยงตรงอยู่ในภาวะที่ไม่คิดดี ไม่คิดชั่ว ไม่ยึดหมายข้างใดเลยแม้แต่ทางสายกลาง ก็มิได้ยึดหมายอยู่  ขณะนั้นเองก็จะเป็นทางสายกลาง เป็นภาวะรู้ชอบ เห็นชอบโดยธรรม  ดั่งนี้ จึงจะออกหากจากวัฏจักรของภูมิวิถีหกได้ ในการถ่ายทอดวิถีธรรม ธรรมประกาศิตในพิธีการมีอยู่ประโยคหนึ่งว่า "ปราศจากการเกิด -- ตาย (อู๋โหย่วเซิงเหอสื่อ)" ก็คือภาวะจิตเที่ยงแท้ตรงทางนี้
       ที่พระธรรมาจารย์กล่าวเตือนศิษย์ทั้งหลายว่า "...หวังเนื้อนาบุญกันทั้งวัน" นั้น ความหมายของเนื้อนาบุญ  ต่างจากเนื้อนาบุญของท่านฮุ่ยเหนิง แต่เป็นเนื้อนาบุญที่มีอาสวะของการเสวยบุญเป็นเจตนา
       พระธรรมาจารย์กล่าวแก่ศิษย์ทั้งหลายต่อไปว่า "พวกท่านต้องไปย้อนมองส่องหาปัญญาตน นำเอาปัญญาจากจิตญาณตน ต่างเขียนโศลกหนึ่งบทมาถวายแก่เรา  หากรู้แจ้งหลักใหญ่ในพุทธธรรม จะมอบบาตรกับจีวร ให้เป็นพระธรรมาจารย์สมัยที่หก รีบเร่งด่วนไป มิให้ชักช้า หากต้องค่อยพิจารณา จะไร้ประโยชน์"
       ความหมาย...พิจารณา...
       ค่อยพิจารณา เข้าข่ายยึดหมายเป็นมโนวิญญาณที่เจ็ด ดุจเดียวกับการเขียนบทความ ไตร่ตรองพิจารณาหาคำเหมาะสม ซึ่งแม้จะเขียนได้ไพเราะเพียงไร ก็ล้วนเป็นแค่ความคิดพิจารณา
        ผู้เห็นเข้าถึงจิตญาณตน จะต้องรู้แจ้งฉับพลันทันทีที่ฟังว่า เข้าถึงภาวะนี้ไซร์ แม้อยู่ท่านกลางคมหอกคมดาบ ก็ยังเข้าถึงภาวะรู้แจ้งนี้ได้
        ความหมาย...พิจารณา...
        เนื่องด้วยผู้เห็นจิตญาณตนนั้น ปราศจากยึดหมาย ในตน ในธรรม  ในทุกประการทั้งปวง จึงปราศจากดำริคิดต่อความเป็นความตาย แม้ถูกบั่นคอก็รับรู้แต่เพียงว่า "จบสิ้นเวรกรรม กลับคืนบ้านเดิม" เหมือนประโยคหนึ่งในหนังสือ"ข้อแกร่งแรงมุ่ง"ที่ว่า"ตัดหัวยิงเป้า เกษียณแล้วกลับบ้าน" เป็นภาวะจิตที่หมดเรื่องหมดราว สิ้นสุด หมดจดเสียจริง ๆ  ฉะนั้น เราทั้งหลายจึงมิพึงต้องหวั่นไหวต่อการทวงถามของเจ้ากรรมนายเวร แต่จงหยุดก่อกรรมทำเวรใหม่  การฆ่าฟันทำร้ายทำได้เพียงกายสังขาร  จิตญาณคงเดิม 


        ศิษย์ทั้งหมดฟังกำชับจากพระธรรมาจารย์ ถอยกลับออกมาแล้ว ต่างพูดกันต่อ ๆ ไปว่า "พวกเราไม่ต้องทำใจ มุ่งหมายว่าจะเขียนโศลกถวายแด่พระเถระเจ้าหรอก จะมีประโยชน์อันใดในเมื่อ (ธรรมาสน์) ธรรมวุติสูงกว่าพวกเรา คือท่านเสินซิ่ว เป็นครูอาจารย์ซึ่งสอนเรา ท่านจะต้องได้อย่างแน่นอน เราไม่เจียมตัวเขียนโศลกไป จะเหนื่อยใจเปลืองแรงเสียเปล่า
        ความหมาย...พิจารณา...
        ในที่นี้ จะขอแนะนำพระเสินซิ่ว สักเล็กน้อย ก่อนอุปสมบท ท่านเสินซิ่วได้ศึกษาพระธรรมคัมภีร์มาจนถ้วนทั่วแล้ว วิชาความรู้ทุกอย่างทางโลกก็ศึกษามาจนปรุโปร่ง เมื่อได้พบพระธรรมาจารย์หงเหยิ่น รู้สึกเคารพเลื่อมใสจึงถวายตัวเป็นศิษย์ เริ่มแรกทีเดียวก็ต้องทำงานหนัก ผ่าฟืน เหยียบกระเดื่องตำข้าว เช่นเดียวกับฮุ่ยเหนิง ทำงานจิปาถะบริการใคร ๆ เนื่องด้วยความรู้ดีมีวาทศิลป์ เป็นที่เคารพยกย่องของหมู่เหล่า ดังนั้น พระธรรมาจารย์จึงยกย่องขึ้นเป็นพระเถระ ขึ้นธรรมาสน์เทศน์อยู่เสมอ ในภายหลัง หลังจากที่พระธรรมาจารย์หงเหยิ่น บรรลุธรรมแล้ว ท่านเสินซิ่วได้เดินทางไปแพร่ธรรมที่ "ตังหยางซัน เมืองเจียงหลิง"
        เวลานั้น ผู้มาศึกษาพุทธธรรมกับพระเถระเสินซิ่ว มีมากมาย แม้แต่พระจักรพรรดินีอู่เจ๋อเทียน (บูเช็กเทียน) ก็ยังนิมนต์ท่านเข้าวัง ยกย่องพระเถระเสินซิ่ว ไว้ในฐานะพระอภิธรรมาจารย์แห่งราชสำนัก อีกทั้งคุกเข่ากราบกราน ถวายภัตตาหารเองด้วยศรัทธาจุดนี้ทำให้รู้ได้ว่า พระเถระเสินซิ่วเป็นสมาธยานะจารย์ที่มีสถานภาพสูงส่งและโด่งดังเพียงไร
        สงฆ์ทุกรูปเมื่อได้ฟังดังนั้นแล้ว ต่างก็วางใจลง ต่างกล่าวกันว่า "พวกเราตามรอยพระเถระเจ้าเสินซิ่วก็แล้วกัน ทำไมจะต้องเขียนโศลกให้ยุ่งยาก
        ความหมาย...พิจารณา...
        แต่ที่พระธรรมาจารย์บัญชานั่นคือ "ท่านทั้งหลาย" อันหมายถึงสงฆ์ทุกรูปล้วนมีคุณสมบัติ มีโอกาสบรรลุพุทธะด้วยกันทั้งนั้นฉะนั้น  การนี้ สงฆ์ทุกรูปที่ไม่เขียนโศลก ล้วนคิดผิดพลาดเสียโอกาสตน นักกีฬาที่วิ่งแข่งขัน แม้จะวิ่งไม่ทัน คนข้างหน้าคว้ารางวัลไปหมดแล้วคนที่อยู่ข้างหลังยังจะต้องวิ่งต่อไปให้ถึงหลักชัย ให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้แต่ต้น พระพุทธองค์ทรงสอนว่า "ศึกษาบำเพ็ญ เห็นด้วยธรรมมิเห็นด้วยคน" "เห็นด้วยธรรม" อย่างไร เห็นด้วยพุทธธรรม เห็นด้วยสัทธรรม เช่นที่เราพูดกันอยู่เสมอในอาณาจักรธรรมว่า ""บำเพ็ญแท้จริงตามหลักธรรม (เยิ่นหลี่ซึซิว)"" ตามหลักธรรมอะไร ตามหลักสัจธรรม หลักสัจธรรมแห่งจิตญาณตน พุทธธรรม ล้วนเป็นเครื่องนำทางให้จิตญาณของทุกคนรู้แจ้ง อีกทั้งให้เราได้พากเพียรศึกษาจากพระคัมภีร์ บำเพ็ญแท้จริงตามหลักธรรม  ในอาณาจักรธรรมแม้จะมีธรรมวุติต่างกัน ธรรมวุติสูงกว่านำพาคนข้างหลัง แต่จะนำพาไปผิดหรือถูกนั้น ยังจะต้องพิจารณาตามหลักสัจธรรมมิใช่ทำตามคน
        พระอาจารย์เสินซิ่วตรึกตรองว่า "สงฆ์ทุกรูปไม่ถวายโศลก เนื่องจากเราเป็นพระอาจารย์แห่งเขา เราจะต้องเขียนโศลก เพื่อถวายแด่พระธรรมาจารย์ แม้ไม่ถวาย ไฉนพระธรรมาจารย์จะรู้ว่า ความเข้าใจของเราตื้นลึกเพียงไร ความมุ่งหมายในการถวายโศลกหากเป็นด้วยใฝ่ธรรม นั่นคือกุศล แต่หากเป็นไปเพื่อหวังสืบต่อฐานะพระธรรมาจารย์ นั่นคืออกุศล  ถ้าเช่นนั้น จะต่างอะไรกับจิตใจของปุถุชนที่ทำเพื่อแย่งชิงตำแหน่งพระธรรมาจารย์ แต่ถ้าหากไม่ถวายโศลก ก็จะไม่ได้รับการถ่ายทอดวิถีธรรม มันช่างยากแท้ มันช่างยากแท้
        ความหมาย...พิจารณา...
        จากข้อความนี้ เราจะเห็นได้ว่าท่านเสินซิ่วต้องตรึกตรองอย่างหนักมากมาย ลังเลตัดสินใจไม่ได้ ก็เพราะใช้มโนวิญญาณเป็นเครื่องวัดประมาณการ สุดท้ายจึงต้องตกอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี


       ข้างหน้าธรรมศาลาของพระธรรมาจารย์ มีระเบียงยาวสามห้อง เป็นผนังสามด้าน ท่านตั้งใจจะเชิญช่างศิลป์หลวงมาวาดเรื่องราวจากพระคัมภีร์ ""ลังกาวตารสูตรแปรรูป"" กับภาพแสดง ""ชีพจรธรรมนำเนื่องมา"" ของพระธรรมาจารย์เอง ตั้งแต่พระโพธิธรรม แต่ละสมัยเพื่อสืบทอดต่อไปให้สักการะสึกษากัน
       เสินซิ่ว เขียนโศลกจบแล้ว ใคร่ถวายพระธรรมาจารย์หลายครั้ง แต่พอเดินไปถึงเบื้องหน้าธรมศาลา ก็เกิดลังเลตัดสินใจไม่ได้จนเหงื่อท่ามตัว (คิดถึงแต่ปัญหาที่ตรึกตรองพิจารณาผ่านมา) ตั้งใจจะไม่ถวาย (เพราะหากถวาย พระธรรมาจารย์จะเข้าใจว่าเพื่อต้องการยกฐานะแก่ตนหรือ แต่หากไม่ถวาย ก็จะเสียโอกาสเจริญธรรมจากโอวาทของพระธรรมาจารย์) เสินซิ่ว คิดกลับไปกลับมาอย่างนี้ถึงสี่วัน จะถวาย ไม่ถวายถึงสามสิบครั้ง (สุดท้ายก็มิได้ถวาย)
      เสินซิ่ว จึงคิดว่า "อย่ากระนั้นเลย ใช้วิธีเขียนลงบนผนังระเบียงให้พระธรรมาจารย์ได้เห็นเอง หากท่านชมว่าดี ก็จะแสดงตัวออกมากราบท่านว่าศิษย์เสินซิ่วเขียนเอง หากท่านตำหนิว่าไม่ดี ก็เสียทีที่มาบำเพ็ญอยู่ในป่าเขานี่เสียหลายปี เสียทีที่ได้รับความเคารพยกย่องจากผู้คน ยังจะบำเพ็ญธรรมอะไรกันอีก" 
      เที่ยงคืนคืนนั้น โดยมิให้ใครรู้เห็น เสินซิ่วถือตะเกียงมาเอง เขียนโศลกลงบนข้างฝาทางด้านใต้ของระเบียง ถวายความเข้าใจของตนไว้  โศลกมีความว่า ""กายคือต้นโพธิ์ ใจดั่งบานกระจกใส หมั่นเช็ดถูทุกเวลาไป อย่าให้จับด้วยฝุ่นละออง""
      ความหมาย...พิจารณา...
      สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ณ ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ เสินซิ่วจึงอุปมาเนื่องนำว่า กายอันได้บำเพ็ญเพียรนี้สูงส่งด้่งต้นโพธิ์  ใจของผู้บำเพ็ญเพียรดุจบานกระจกใส รับภาพที่ผ่านเข้ามาได้ อีกทั้งละภาพจากที่ผ่านเลยไปได้ เท่ากับมิได้ยึดหมาย ดังคำที่ว่า"อริยะใช้ใจดั่งกระจกใส  เซิ่งเหยินอย้งซินหยูจิ้ง" "มา รับไว้  ไป สงบนิ่ง" ในคัมภีร์วิสุทธิสูตร ชิงจิ้งจิง  มีคำว่า "รับอย่างปกติ สงบนิ่งอย่างปกติ  ฉังอิ้งฉังจิ้ง" ความเป็นปกติคือภาวะแห่งธรรม บรรพเมธามีคำว่า "ลมผ่านริ้วไผ่ไม่เหลือเสียง นกห่านผ่านบึงหนาวเงาเลยหาย...ฟงกั้วชูจู๋ปู้หลิวเซิง  เอี้ยนกั้วหันถันปู้หลิวอิ่ง" นั่นก็คือ ไม่ยึดมั่นไว้เช่นกัน  ประโยคต่อไปของท่านเสินซิ่วที่ว่า "หมั่นเช็ดถู"หมายถึง การชำระกิเลสชำระใจ ค่อย ๆ บำเพ็ญไป  ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นมากสำหรับผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงภาวะ "จิตใสใจสว่าง"
      ขั้นแรกของการบำเพ็ญ หาก "ฐาน" ไม่ว่างจากอาสวะกิเลส ไม่ได้เช็ดถูให้หมดจด บุญกุศลที่ก่อเกิด ตั้งวางบน "ฐาน" นั้นจะบริสุทธิ์สูงส่งได้อย่างไร "กระจกใสแต่เดิมที" คือ โพธิญาณบริสุทธิ์แต่เดิมทีหากเกาะจับหนาเตอะด้วยฝุ่นโลกีย์ ยังจะส่องเห็นอะไรได้ชัดเจนอีก จึงกล่าวว่าการ"เช็ดถู"นั้นจำเป็นมาก
      พระธรรมาจารย์เห็นโศลกนี้แล้ว รู้ได้ว่า เสินซิ่ว ยังเข้าไม่ถึงภาวะ "จิตว่างสว่างใส" เพราะโศลกบทนี้ยังมิใช่ที่สุดแห่งการหลุดพ้น แต่พระธรรมาจารย์ก็โปรดชื่นชม และบอกแก่ศิษย์ทุกคนให้ "หมั่นเช็ดถู" จิตตนตามนั้น
     ความหมาย...พิจารณา...
     วันนี้  เราศิษย์อนุตตรธรรม ได้รับหนึ่งจุดเบิกจากพระวิสุทธิอาจารย์ แม้จะรู้ได้ในความ "เป็นที่สุด" ตรงจุดนั้น แต่ยังคงต้องอาศัยพุทธานุภาพจากเทียนมิ่ง (อนุตตรพระโองการ) จากพุทธะโพธิสัตว์ จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกมากมายมาปรกโปรดอุ้มชูอยู่ จึงต้อง "หมั่นเช็ดถู" เพื่อเข้าสู่ภาวะ "รู้ - เป็น" นั้น ด้วยตนเองอย่างแท้จริง
      หมั่นเช็ดถู ด้วยการ รู้ - ละ ด้วยการทำความเพียร ด้วยการสวดท่องพระคัมภีร์ ด้วยการใช้ไตรรัตน์ "ทุกขณะจิตที่ทำได้" ขอขมากรรม ทุกขณะจิตที่ทำได้...นั่นคือขณะใด ใครก็มิอาจกำหนดให้ได้ ผู้มีความเพียรรู้ได้เองว่าขณะใด
     การกราบพระให้มาก ก็เป็นการหมั่นเช็ดถูที่ได้ผลเลิศ เพราะขณะกราบ จิตเป็นสมาธิอยู่กับการกราบ ขณะนั้นจึงเป็น "ทุกขณะจิตที่ทำได้" อีกอย่างหนึ่ง ที่สุดของการบำเพ็ญเพียร ก็เพื่อให้จิตคืนคงความหมดจดสว่างใส ในพุทธธรรมไม่ว่านิกายใด คำที่หมายถึงภาวะนี้มีมากมาย เช่นคำว่า พุทธจิต ธรรมญาณ โพธิญาณ สัทธรรม วิมุตติ วิสุทธิ  แม้แต่บงกชดอกบัว ล้วนแฝงความหมายว่าหมดจดสว่างใส ในพิธีถ่ายทอดวิถีอนุตตรธรรม ก็มีธรรมประกาสิตกำชับให้ ""จงหล่อหลอมแสงญาณไว้ทุกขณะ  จงยื่อเลี่ยนเสินกวง" นั่นก็คือหมั่นเช็ดถูทุกขณะจิต เพื่อคืนความหมดจดสว่างใส


 โศลกท่านเสินซิ่ว  ::  กาย คือ ต้นโพธิ์  ใจดั่งบานกระจกใส
                           หมั่นเช็ดถูทุกเวลาไป   อย่าให้จับด้วยฝุ่นธุลี   ( มีรูปลักษณ์ )

        เสินซิ่ว เขียนโศลกเสร็จแล้ว ก็กลับไปที่ห้องพัก คนทั้งวัดไม่มีใครรู้เห็นการนี้  เสินซิ่วกลับถึงห้องพักแล้ว ก็ยังคงคิดคำนึงวกวนไปมาอยู่ว่า "พรุ่งนี้หากพระเถระเจ้าเห็นโศลกนี้แล้วยินดี นั่นก็หมายความว่า เรามีบุญปัจจัยมากับพุทธธรรม  แต่หากเห็นว่าใช้ไม่ได้ ก็คือตัวเราเองยังหลงอยู่ในเวรกรรมเก่า อุปสรรคปิดกั้นปัญญาไว้หนาแน่นไม่ตรงต่อพุทธธรรม จิตใจของอริยะพระธรรมาจารย์ ยากจะหยั่งได้แท้เทียว  เสินซิ่ว คิดกลับไปกลับมาอยู่ในห้อง นั่งนอนไม่สงบ จนถึงฟ้าสางยามห้า
       พระธรรมาจารย์ทราบแต่ต้นแล้วว่า เสินซิ่วยังมิได้เข้าสู่ประตูวิมุตติ ยังมิได้เห็นจิตญาณตนอย่างถึงที่สุด
       ความหมาย...พิจารณา...
       แต่ในเมื่อทราบแล้วตั้งแต่ต้น เหตุใดจึงยังให้เขียนโศลกอีกนั่นด้วยจิตปรารถนาจะเสริมสร้างให้ศิษย์ "รู้ตน-รู้คน  รู้เขา-รู้เราเพื่อเจริญความเพียรให้ยิ่งขึ้น
       ฟ้าสาง วันรุ่งขึ้น พระธรรมาจารย์เรียกช่างหลวงเข้าพบ เตรียมการเขียนจิตรกรรมลงบนฝาผนังด้านใต้ของระเบียงทางเดินพลันได้เห็นโศลกนั้น จึงกล่าวแก่ช่างหลวงว่า "ช่างหลวง มิต้องวาดภาพบูชาแล้ว เหนื่อยยากแก่ท่านที่ต้องเดินทางไกลมา พระคัมภีร์ว่า""รูปทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นมายา"" เพียงเก็บโศลกนี้ไว้ให้ได้สวดท่อง บำเพ็ญตามโศลกนี้ มีคุณประโยชน์ใหญ่หลวง  ดังนั้นแล้วจึงสั่งให้ศิษย์จุดธูปบูชา สวดท่องโศลกนี้ ก็จะเห็นจิตญาณตนได้ ศิษย์ต่างสวดท่อง ต่างสาธุการว่าประเสริฐแท้
       ความหมาย...พิจารณา...
       ความสัตย์จริงมิได้เป็นเช่นนั้น พระธรรมาจารย์กำลังดำเนินกุศโลบายประคองอุ้มชูศิษย์ต่างหาก โศลกนี้แม้จะไม่ถึงที่สุดของการรู้แจ้ง แต่สำหรับศิษย์ผู้น้อยทั้งหลาย โศลกนี้เป็นบันไดเบื้องต้นที่จะเดินก้าวขึ้นไป
       พระธรรมาจารย์เรียกเสินซิ่วเข้าพบยามเที่ยงคืนถามว่า "โศลกนี้ท่านเป็นผู้เขียนหรือ" เสินซิ่วตอบว่า "ศิษย์เขียนเองจริงมิกล้าอาจเอื้อมหวังตำแหน่งพระธรรมาจารย์ ขอพระเถระเจ้าได้โปรดพิจารณาว่า ศิษย์นี้มีปัญญาน้อยนิดเพียงไรหรือไม่" พระธรรมาจารย์กล่าวว่า "โศลกของท่านนี้ ยังมิได้เห็นในจิตญาณตน อุปมาดั่งยืนอยู่นอกประตู ยังมิได้ก้าวเข้ามา ความคิดเห็นเช่นนี้ จะแสวงหาอนุตตรโพธิญาณไม่พบเลย" จากนั้น พระธรรมาจารย์ได้โปรดชี้แนะวิธีค้นพบอนุตตรโพธิญาณตนแก่เสินซิ่วต่อไป
       ความหมาย...พิจารณา...
       การนี้เราจะเห็นได้ว่า กลางวันต่อหน้าคนทั้งหลาย พระธรรมาจารย์โปรดชมเชยเสินซิ่ว เที่ยงคืนยามสงัดปลอดคน กลับเรียกเสินซิ่วเข้าพบ ชี้ให้เห็นทางที่เสินซิ่วเดินหลงไป  นี่คือมหาเมตตากรุณาคุณของพระธรรมาจารย์ หากชี้ทางหลงต่อหน้าใคร ๆ เสินซิ่วยังจะมีสถานภาพความน่าเชื่อถือที่จะอรรถาธรรมแก่ใครได้
      อนุตตรโพธิญาณ คือ ภาวะรู้อันสูงส่ง พระโพธิสัตวฺทรงรู้แจ้งว่า ทุกคนล้วนมีจิตญาณอันรู้แจ้งได้ จึงบังเกิดปณิธานกอบกู้เวไนยฯ  ในขณะที่กอบกู้เวไนยฯ ก็บำเพ็ญพุทธบารมีให้เข้าถึงภาวะอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณไปด้วย นั่นคือภาระศักดิ์สิทธิ์ของ "พุทธโพธิสัตว์"ที่ปฏิบัติบำเพ็ญเป็นเช่นเดียวกันเรื่อยมา 


       พระธรรมาจารย์โปรดว่า "จะบรรลุอนุตตรโพธิญาณ จะต้องรู้ชัดจิตญาณตนโดยฉับพลัน ณ บัดใจ เห็นจิตญาณตน ไม่เกิดไม่ดับทุกขณะเวลา ทุกขณะจิตเห็นได้ในธรรมทั้งปวง โดยไม่มีอุปสรรคขัดข้อง หนึ่งจิตญาณจริง เข้าถึงสัจธรรมความเป็นจริง จะเห็นสรรพสิ่งล้วนเป็นสัจธรรมจริง จะอยู่ในภาวะใดจิตญาณก็เป็นภาวะตถตาไม่หวั่นไหว จิตใจที่ไม่หวั่นไหวนั่นคือ "ตัวแท้"ของจิตญาณหากรู้เห็นเช่นนี้ได้ นั่นคือ ภาวะอนุตตรโพธิญาณ
       ความหมาย...พิจารณา...
       ผู้มีภาวะจิตบริสุทธิ์พ้นจากอาสวะกิเลส เมื่อได้สดับวิถีจิต หรือมีนิมิตหนึ่งสกิดใจให้รู้ จะตื่นใจทันที โดยมิต้องพิจารณาวนหาจะเข้าถึงจิตเดิมแท้บริสุทธิ์ เข้าถึงปัญญาญาณแท้บริสุทธิ์แห่งตนทันที ดังพุทธพจน์ว่า ""หนึ่งจริงแท้ ทุกอย่างจริงแท้"" หรือที่ว่า ""เอาทองทำภาชนะ ทุกภาชนะล้วนเป็นทอง"" ในเมื่อจิตบริสุทธิ์อยู่แล้ว ทุกสิ่งที่เกิดแต่จิต ก็ล้วนเป็นทองทั้งสิ้น จะเป็นอย่างอื่นไปได้อย่างไร
       พระธรรมาจารย์โปรดนิเทศธรรมแก่เสินซิ่วแ้ล้วสั่งว่า "ท่านจงไปไตร่ตรองสักวันสองวัน แล้วเขียนโศลกมาใหม่หนึ่งบทให้เราดู หากโศลกของท่านเข้าถึงจิตภายใน จะมอบจีวรพงศาธรรมให้" เสินซิ่วกราบลาแล้วจากไป ผ่านไปอีกหลายวัน โศลกเขียนไม่สำเร็จ ในใจพะว้าพะวัง จิตประสาทไม่อาจสงบได้ เหมือนอยู่ในความฝัน นอนนิ่งไม่มีความสุข
       อีกสองวันต่อมา มีเด็กชายคนหนึ่งผ่านมาทางโรงตำข้าว พลางท่องโศลกนั้น ฮุ่ยเหนิงได้ฟังก็รู้ได้ว่าโศลกนั้น ยังเข้าไม่ถึงจิตญาณเดิมแท้  แม้ฮุ่ยเหนิงจะยังมิได้รับการอบรมสั่งสอนจากพระธรรมาจารย์ แต่ก็รู้แจ้งแก่ใจก่อนอยู่แล้ว จึงเอ่ยถามเด็กชายว่า"ท่องโศลกใดหรือ" เด้กชายตอบว่า "เจ้าคนป่าคนเยิงนี้ ไม่รู้ที่พระเถระเจ้ากล่าวว่า "ความเป็นความตายของชาวโลกนั้นเป็นเรื่องใหญ"หากแม้ใคร่จะได้รับมอบหมายถ่ายทอดจีวรพงศาธรรม ศิษย์ทุกคนจะต้องเขียนโศลกมาให้ดู หากรู้แจ้งในจิตญาณตน ก็จะมอบหมายถ่ายทอดจีวรพงศาธรรมให้รับฐานะเป็นพระธรรมาจารย์สมัยที่หกสืบไป  พระเถระเสินซิ่ว เขียนโศลกนิรรูปไว้บนฝาผนังด้านใต้หน้าระเบียงธรรมศาลา พระธรรมาจารย์โปรดให้ทุกคนท่องโศลกนี้ บำเพ็ญตามโศลกนี้ ก็จะพ้นจากอบายภูมิ
       ความหมาย...พิจารณา...
       คำเรียกขานเด็กชายต่อท่านฮุ่ยเหนิง ทำให้รู้ความแตกต่างระหว่างผู้เข้าถึงจิตญาณตนหรือไม่อย่างไร ผู้เข้าถึงจิตญาณตน จะเห็นทุกชีวิตเสมอภาคกัน มิแบ่งแยกเหลื่อมล้ำต่ำสูง
       ในมหาปณิธานสิบของพระโพธิสัตว์สมันตะภัทระ  ปณิธานข้อที่หนึ่งคือ "จะให้ความเคารพนมัสการเหล่าพุทธะ" นั่นคือการบำเพ็ญจิตเสมอภาค "เคารพนมัสการเหล่าพุทธะ" คือ เคารพนมัสการเวไนยฯทั้้งหลายอันอาจบรรลุพุมธะได้ทั้งนั้น ด้วยเหตุที่เหล่าเวไนยฯ ล้วนมีภาวะ "พุทธญาณ"  เป็นชีวิตจาก  "ธรรมญาณ"  แต่เดิมที  ผู้รู้แจ้งจิตญาณตนจะรู้ว่า ""ฟ้าดินต้นรากเดียวกัน สรรพสิ่งกำเนิดเดียวกัน"" เด็กชายยังไม่รู้แจ้งในจิตญาณตน จึงเรียกขานอย่างหยามเหยียดว่า ""คนป่า คนเยิง""
       ฮุ่ยเหนิง ได้ฟังดังนั้นจึงเอ่ยว่า "เราก็ใคร่จะท่องโศลกนี้ด้วย เพื่อผูกบุญสัมพันธ์ไปชาติหน้า ร่วมเกิดในพุทธภูมิ "อาวุโสท่าน""เราเหยียบกระเดื่องตำข้าวอยู่ตรงนี้แปดเดือนกว่า ยังไม่เคยเดินไปที่หน้าธรรมศาลาเลย ขออาวุโสท่านช่วยนำเราไปนมัสการตรงหน้าโศลกด้วย""
       ความหมาย...พิจารณา...
       แม้ฮุ่ยเหนิงจะรู้ว่าโศลกนั้นยังเข้าไม่ถึงภาวะรู้แจ้งจิตญาณ แต่ก็ยังมีความเคารพจะไปนมัสการโศลกนั้น ยังให้เกียรติเด็กชายว่าอาวุโสสูงกว่า แม้เด็กชายจะดูแคลนฮุ่ยเหนิงว่าคนป่าคนเยิงก็ตาม
       จากจุดนี้ก็จะเห็นได้อีกว่า ผู้รู้แจ้งจิตญาณจะยกย่องให้เกียรติแก่ทุกชีวิต


        เด็กชายนำฮุ่ยเหนิงไปนมัสสการโศลกที่หน้าธรรมศาลา  ฮุ่ยเหนิงกล่าวว่า ""เราไม่รู้จักหนังสือ อาวุโสได้โปรดอ่านให้ฟังด้วย"" ในเวลานั้นในที่นั้นมีเลขาธิการเมืองเจียงโจว แซ่จาง นาม ยื่ออย้ง  อยู่ด้วยอาสาท่องให้ฟังเสียงดัง ฮุ่ยเหนิงฟังจบ รำพึงว่า""เราก็มีโศลกบทหนึ่ง หวังให้ท่านเลขาช่วยเขียนให้"" เลขาว่า "คนป่าคนเยิง เจ้าจะเขียนโศลกกับเขาด้วยหรือ เรื่องนี้มันประหลาด ไม่น่าเป็นไปได้เลย" (คำพูดและน้ำเสียงขอเลขา ก็ปรามาสเหยียดหยามเช่นกัน) ฮุ่ยเหนิงกล่าวแก่เลขาว่า ""จะเรียนรู้อนุตตรโพธิญาณ จะดูแคลนผู้เริ่มเรียนมิได้ คนระดับล่าง ๆ มีสติปัญญาระดับสูง ๆ  คนระดับสูง ๆ อาจมีปัญญาดำริหรือไม่ หากดูแคลนเขา จะเป็นบาปมหันต์""
        ความหมาย...พิจารณา...
       ความคิดจิตใจที่ดูแคลนผู้อื่น เป็นผลเสียหายยิ่งต่อตนเอง บดบังจิตญาณตนหลงหายไปจากพุทธญาณ ดูแคลนผู้อื่นเป็นมโนวิญญาณ เป็นจิตคิดแบ่งแยก เป็นใจโอหัง  จึงเป็นเมล็ดพันธุ์ของการเวียนว่าย
       เลขาได้ฟังดังนั้น ก็สำนึกได้ในความผิดตนทันที
       ความหมาย...พิจารณา...
       นี่คือคุณสมบัติของผู้บำเพ็ญ  ตรงกับพุทธพจน์ที่ว่า ""ไม่กลัวความคิดเกิด กลัวแต่รู้ตัวช้า"" เราศึกษาพระสูตรพระคัมภีร์ จะต้องย้อนคิดถึงจิตตนว่า พุทธะอริยะเจ้าท่านถ่ายทอดธรรมะสาระอะไรไว้แก่เรา ทุกเรื่องราวความเป็นมาล้วนมีค่าต่อการปฏิบัติบำเพ็ญ เช่นนั้จึงจะเรียกว่าศึกษาพระสูตร พระคัมภีร์อย่างแท้จริง
      เลขากล่าวว่า "ท่านท่องโศลกมา ข้าพเจ้าจะเขียนให้ หากท่านเข้าถึงวิถีธรรม จะต้องช่วยข้าพเจ้าเป็นคนแรก อย่าลืมคำนี้""
     ความหมาย...พิจารณา...
     เลขาจะเป็นผู้ช่วยเขียนโศลกให้แก่ท่านฮุ่ยเหนิง แต่มีข้อเรียกร้องตอบแทนว่า หากเข้าถึงวิถีธรรม จะต้องโปรดเลขาเป็นคนแรกเรื่องนี้ในพระสูตรมิได้จารึกไว้ จึงไม่ทราบว่าในประวัติของการถ่ายทอดวิถีธรรม ท่านฮุ่ยเหนิง (ลิ่วจู่) ได้โปรดเลขาหรือไม่ แต่ที่เลขาได้เป็นผู้เขียนโศลกบทสำคัญบทแรกของท่านลิ่วจู่นั้น ได้แสดงให้เห็นเหตุปัจจัยแห่งบุญสัมพันธ์อันได้หยั่งรากลงแล้วแน่นอน
     ฮุ่ยเหนิงกล่าวโศลกว่า      ""โพธิเดิมทีไม่มีต้น        กระจกใสก็มิใช่บาน
                                        แต่เดิมทีหามีสิ่งใดไม่   ฝุ่นธุลีจะจับลงที่ตรงไหน""
     ความหมาย...พิจารณา...
     จิตญาณตน แท้จริงก็มิได้ตายตัวอยู่ ณ จุดนั้น  ก็ด้วยจิตญาณเป็นพลังงาน เป็นธรรมธาตุอิสระไร้รูปในธรรมจักรวาล พระวิสุทธิอาจารย์เบิกจุดญาณทวารให้ นั่นคือ ในขณะที่ชีวิตร่างกายยังดำรงประสิทธิภาพการใช้งานอยู่ โดยเฉพาะประสิทธิภาพในการปฏิบัติบำเพ็ญ เพื่อการหลุดพ้นจากเครื่องพันธนาการทั้งหลาย  จึงมิได้ยึดหมายเหนียวแน่นอยู่  ณ  จุดนั้น อันจะเป็นการยึดหมายในนามรูป เช่นนี้แล้ว จิตญาณตนก็จะหลุดพ้นได้ยาก
     โศลกของท่านฮุ่ยเหนิง ได้สนองรับสนองตอบโสลกของท่านเสินซิ่วอย่างแยบคลาย ไม่เพียงเติมเต็มให้แก่โศลกของท่านเสินซิ่วในส่วนขาดพร่อง อีกทั้งยังเสริมสร้างความสำคัญแก่บันไดขั้นแรกสำหรับการเจริญธรรมตามโศลกของท่านเสินซิ่วอีกด้วย
     โศลกของท่านฮุ่ยเหนิง จึงมิได้เป็นการลบล้างโศลกของท่านเสินซิ่วแต่อย่างใด ตามความเข้าใจของคนบางคน  จิตญาณตนอิสระไร้รูป เมื่อไร้รูป ก็ไม่น่าจะเป็นที่จับเกาะของฝุ่นธุลีได้ เพราะมิใช่บานกระจก  แต่จิตญาณอิสระกลับต้องตกเป็นทาสของฝุ่นธุลีรับทุกข์รับภัยไม่จบสิ้นทุกชาติมา"จากการจับเกาะของฝุ่นธุลี"  หรืออีกนัยหนึ่งคือ จากการ "ยินดีให้ฝุ่นธุลีจับเกาะ"เสียมากกว่า


         โศลกท่านฮุ่ยเหนิง  ::    "" โพธิเดิมทีไม่มีต้น        กระจกใสก็มิใช่บาน
                                           แต่เดิมทีหามีสิ่งใดไม่   ฝุ่นธุลีจะจับลงที่ตรงไหน ""  ( ไร้รูปลักษณ์ )
       
  ( หมายเหตุ  :  เลขาธิการเมืองเจียงโจว  แซ่จาง  นามยื่ออย้ง   ได้เป็นผู้เขียนโศลกบทสำคัญบทแรกของท่านลิ่วจู่ )

      พอเลขาเขียนโศลกบนฝาผนังเสร็จ ศิษย์ทั้งหลายของพระธรรมาจารย์ต่างตื่นเต้นประหลาดใจ ต่างอุทานว่าไม่น่าเชื่อ ต่างวิเคราะห์วิจารณ์กันว่า  ""มหัศจรรย์แท้ จะตัดสินคุณสมบัติของคนจากรูปลักษณ์หน้าตาไม่ได้เชียว ชั่วระยะเวลาไม่นาน เขาได้บรรลุความเป็นพระโพธิสัตว์เดินดินไปแล้ว""
      พระธรรมาจารย์  เห็นทุกคนต่างตื่นเต้นแปลกใจแกรงจะมีผู้ให้ร้าย จึงใช้รองเท้าลบโศลกของฮุ่ยเหนิงแล้วกล่าวว่า ""ก็ยังไม่เห็นจิตญาณ"" ทุกคนจึงหยุดอุทานประหลาดใจ
      วันรุ่งขึ้น พระธรรมาจารย์แอบเข้าไปในโรงตำข้าว เห็นฮุ่ยเหนิงคาดก้อนหินใหญ่ไว้กับเอว กำลังตำข้าวอยู่ จึงกล่าวด้วยว่า ""ผู้แสวงธรรม ลืมกายสังขารเพื่อธรรม พึงเป็นเช่นนี้หนอ ""
      ความหมาย...พิจารณา...
      ท่านฮุ่ยเหนิงร่างเล็ก  ซึ่งอาจเป็นเหตุจากที่เกิดมาในถิ่นทุรกันดารและมีฐานะยากจนข้นแค้น  อีกทั้งต้องทำงานหนักเกินตัวตลอดมาก็เป็นได้  การเหยียบกระเดื่องตำข้าว จะต้องมีน้ำหนักตัวเพียงพอ มิฉะนั้น จะไม่อาจเหยียบคันกระเดื่องให้ขึ้นลงตำข้าวได้ท่านฮุ่ยเหนิง (ลิ่วจู่) รับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย แก้ปัณหาให้ได้ ทำให้สำเร็จจนได้ จึงใช้ก้อนหินใหญ่คาดไว้กับเอวเพื่อเพิ่มน้ำหนักตัว  แน่นอน  เมื่อทำเช่นนี้  สายคาดเอวเชื่อมจากคันกระเดื่องมีน้ำหนักมาก ย่อมกดรัดมาก  นานวัน นานวัน ไหล่ทั้งสองข้างนั้นของท่านฮุ่ยเหนิงเนื้อแตกเฟะ แต่ท่านมิได้ใส่ใจ  เพราะความคิดจิตใจของท่าน มิได้ยึดหมายอยู่กับกายสังขาร
      ที่พระธรรมาจารย์กล่าวว่า ผู้แสวงธรรม ลืมกายสังขารเพื่อธรรม  มีความหมายของการชื่นชม เชื่อมั่นต่อฮุ่ยเหนิง  และประโยคสุดท้ายที่ว่า พึงเป็นเช่นนี้หนอ มีความหมายของการฝากฝัง หวังว่าฮุ่ยเหนิงจะจริงจังรับหมอบหมายงานใหญ่ของเบื้องบนได้ตลอดไป ด้วยคุณสมบัติดังนี้ ซึ่งฮุ่ยเหนิงก็น้อมรับไว้ด้วยความเข้าใจ
      พระธรรมาจารย์จึงถามต่อไปอีกว่า ""ข้าวได้ที่แล้วหรือยัง"" (เผิน ๆ เป็นคำสั่ง หมายความว่า ข้าวตำเสร็จแล้วหรือยัง) ฮุ่ยเหนิงตอบว่า ""ข้าวได้ที่นานแล้ว ขาดแต่ร่อนตะแกรงเท่านั้น"" พระธรรมาจารย์มิตอบว่ากระไร ใช้ไม้เท้าเคาะที่ครกตำข้าวนั้นสามทีแล้วเดินจากไป  ฮุ่ยเหนิงเข้าใจเจตนาปริศนาของพระธรรมาจารย์   คืนนั้น ยามสาม  จึงเข้าไปกราบพระธรรมาจารย์ยังในห้อง
      ความหมาย...พิจารณา...
      ปุถุชนนั้น  ในแต่ละวันจะพูดคุยสื่อความกันด้วยคำพูดหลากหลาย เสียเวลาไปมากมายแต่ได้สาระไม่สมบูรณ์ ซ้ำบางคนยังพูดกันไม่รู้เรื่อง นั่นเพราะเหตุใด ? เพราะเหตุที่เป็นปุถุชน
      แต่สำหรับผู้เข้าถึงจิตญาณตน คำพูดเพียงสามคำ ห้าคำ  ก็เข้าถึงความหมายลึกซึ้งกว้างไกลได้ บางท่านวิเศษแยบยล จนแม้มิต้องเอ่ยขานก็เข้าใจกัน นั่นคือจิตญาณสื่อถึงจิตญาณกัน จึงมีคำกล่าวว่า ""ขณะนี้ คำพูดภาษาหาต้องการใช้ไม่...  ฉื่อเค่อเอี๋ยนอวี่เหอชวีอย้ง"" จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ท่านฮุ่ยเหนิงจะเข้าใจในทันที เมื่อพระธรรมาจารย์เคาะที่ครกกระเดื่องสามที
      คนดีมักมีผู้อิจฉา  เป็นเรื่องปกติ ที่ ผิดปกติ  ผู้บำเพ็ญจะต้องช่วยกันปรับเปลี่ยน โดยเริ่มจากจิตใจของตน จนถึงช่วยกันปรับเปลี่ยนจิตใจของใคร ๆ ให้กลายเป็นคำขวัญว่า "" คนดีมักมีผู้ติดตาม "" จะดีกว่า
      พระธรรมาจารย์เกรงว่า ศิษย์ฮุ่ยเหนิงจะถูกอิจฉาทำร้าย จึงสื่อความด้วยวาจาปริศนา  ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันระหว่างพระธรรมาจารย์กับฮุ่ยเหนิง แต่ผู้อื่นที่ได้ยินในที่นั้นกลับเข้าใจว่า พระธรรมาจารย์กวดขันเร่งรัดให้ฮุ่ยเหนิงรีบตำข้าว


       คืนนั้น !!!  พระธรรมาจารย์เอาจีวรล้อมบังฮุ่ยเหนิงไว้มิให้ใครเห็น (เบิกจุดญาณทวาร  ถ่ายทอดวิถีจิตฉับพลัน) นี่คือร่อนตะแกรงคัดสรรค์เมล็ดพันธุ์  พร้อมกับแสดงธรรมจากคัมภีร์วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร จนถึงประโยคที่ว่า ""พึงบังเกิดจิตอันมิได้ยึดหมาย"" ฮุ่ยเหนิงแจ้งใจในบัดดลว่า ""ธรรมทั้งปวงมิพ้นจากจิตญาณตน""
       ความหมาย...พิจารณา...
      การกราบขอรับวิถีธรรม  อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมประกอบพิธีอาราธนาแทนอมะพุทธะจี้กง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พุทธะโพธิสัตว์ทั่วทุกสากล ทรงโปรดปกป้องรักษาตำหนักธรรม
      ขณะนั้น  มองดูผู้คนมากมายอยู่ในพิธี อย่างกับเป็นที่เปิดเผยทั่วไปได้ แต่หารู้ไม่ เบื้องหลังล้วนผ่านการเลือกสรรจำกัดเฉพาะผู้สมควรได้รับ ไม่อนุญาตให้ส่งแปลกปลอมอื่นใดเข้าใกล้ หรือมิให้ใครเห็น เช่นเดียวกับในขณะอยู่ภายใต้จีวรล้อมบัง
      ในคัมภีร์วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร จารึกว่า ""อันว่าพุทธธรรมนั้น หาใช่พุทธธรรมไม่"" ที่พระธรรมาจารย์กล่าวแก่ฮุ่ยเหนิงในขณะถ่ายทอดวิถีธรรมนั้น จุดมุ่งหมายสำคัญมิใช่อยู่ที่ข้อความตามตัวอักษรที่ได้มาจากวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร เพียงแต่อาศัยข้อความตามอักษรนั้น ยืนยันให้เห็น ""วัชรญาณปัญญา"" แห่งตน ประจักษ์ชัดในความมีอยู่เป็นอยู่จริงนั้น  เรามักจะพูดถึง ""ธรรมะแท้จริง (เต้าเจิน)  หลักธรรมแท้จริง (หลี่เจิน)  อนุตตรพระโองการแท้จริง  (เทียนมิ่งเจิน) จริงอย่างไร  อย่างไรจึงเรียกว่าจริง
      หากเราได้ศึกษาประวัติการรับวิถีธรรมของพระพุทธะอริยเจ้า หรือผู้บรรลุธรรมวิเศษทั้งหลายในอดีตกาลมา จะเห็นได้ว่าล้วนเป็นวิถีธรรมที่เป็น""วิถีจิต"" เข้าถึงวิถีจิตจึงเข้าถึงโพธิญาณตน โพธิยาณก็คือภาวะของพุทธะ ภาวะของพุทธะ ก็คือภาวะของการบรรลุธรรม ได้ภาวะนั้นจริง จึงจะเรียกได้ว่า ธรรมะแท้จริง  หลักธรรมแท้จริง  ล้วนสอนให้ย้อนมองส่องตน ค้นหาโพธิญาณตน
      ข้อธรรมต่าง ๆ ที่ศึกษา ล้วนเปรียบเสมือนแรงลม หรืออากาศธาตุที่เคลื่อนไหว  พัดพาก้อนเมฆที่น้อยใหญ่ ให้พ้นไปจากการเป็นอุปสรรคบดบังที่มิให้สุริยา (โพธิญาณ) ได้ฉายแสงทอง จึงเรียกได้ว่าเป็น หลักธรรมแท้จริง
      อนุตตรพระโองการจริง  การถ่ายทอดการมอบหมาย การสืบสายพาศาธรรม ล้วนเป็นแนวตรงหนึ่งเดียวชัดเจนเรื่อยมา ผู้ขัดขวางเหยียดหยาม ล่วงละเมิด บิดเบียน อุปโลกน์แหวกแนว ไม่เป็นไปตามความถูกต้องยุติธรรม แม้จะพยายามจัดลำดับตนเข้าไว้ในประวัติการพงศาธรรมอย่างไร ก็เป็นไปไม่ได้
      ในที่นี้  ใคร่ขอพิจารณาจากท่านลิ่วจู่ฮุ่ยเหนิงเป็นตัวอย่าง ในสยตาของคนทางโลก คนป่าคนเยิง ผิวคล้ำ ร่างเล็กแกร็น ไม่รู้จักหนังสือ ไม่มีธรรมวุติ...มีแต่คนดูถูกเหยียดหยาม ทำงานหยาบเป็นกิจวัตร ไร้ผู้สนับสนุน  กับ เสินซิ่วพระเถระผู้ใหญ่ ลักษณะสวยสง่า ผิวผ่องงดงามสดใส อรรถาธรรมล้ำเลิศ มีผู้กราบไหว้สรรเสริญไปทั่วบ้านทั่วเมือง
      ระหว่างสองรูปนี้  ในสายตาของคนทางโลก รูปใดน่าจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระธรรมาจารย์มากกว่ากัน  หลังจากได้รับถ่ายทอดวิถีจิตจากพระธรรมาจารย์ ฮุ่ยเหนิงแจ้งใจในบัดดลว่า ""ธรรมทั้งปวงมิพ้นจากจิตญาณตน""


      พลันบังเกิดปิติ  จึงอุทานกราบเรียนพระธรรมาจารย์ว่า โดยแท้จริงจิตญาณตนแต่เดิมทีหมดจดสดใสได้ถึงเพียงนี้เชียวหนอโดยแท้จริง จิตญาณตนแต่เดิมทีไม่มีการแตกดับได้เช่นนี้เองหนอ โดยแท้จริงจิตญาณตนแต่เดิมทีสมบูรณ์พร้อมอยู่ในตัวดังนี้ได้เชียวหนอ  โดยแท้จริง จิตญาณตนแต่เดิมทีหาได้หวั่นไหวส่ายคลอนไม่เช่นนี้หนอ โดยแท้จริง จิตญาณตนแต่เดิมทีก่อเกิดหมื่นข้อธรรม ธรรมทั้งปวง ได้ถึงเพียงนี้เชียวหนอ
     ความหมาย...พิจารณา...
     ทั้งห้าประโยค นอกจากจะแสดงความไม่น่าเป็นไปได้ แล้ว ยังกล่าวได้ว่าเป็นการกราบถวายราบงานภาวะจิตหลังจากได้รับถ่ายทอดวิถีธรรมแล้วของฮุ่ยเหนิงต่อพระธรรมาจารย์ คำสำคัญในแต่ละประโยค ที่น่าจะเอามาพิจารณากันอีกทีคือคำว่าโยแท้จริง แต่เดิมที ที่ได้รับวิถีธรรมกันก็คือได้รับรู้ภาวะโดยแท้จริงแต่เดิมทีที่มีอยู่ที่ปฏิบัติบำเพ็ญจริง ก็เพื่อฟื้นฟูภาวะโดแท้จริงแต่เดิมทีที่มีอยู่ที่บรรลุธรรมกัน ก็คือกลับคืนสู่ภาวะโดยแท้จริงแต่เดิมทีที่มีอยู่ จึงสรุปเป็นสูตรง่าย ๆ ว่ารับรู้ ฟื้นฟู กลับสู่โดยแท้จริงแต่เดิมที เช่นนี้แล้วยังจะต้องแสวงหาสิ่งแปลกใหม่ให้วกวนหลงทางต่อไปอีกทำไม
     พระธรรมาจารย์ได้ฟัง พลันรู้ว่าฮุ่ยเหนิง (ลิ่วจู่)รู้แจ้งจิตญาณตนโดยตลอดแล้ว  ณ  บัดนี้ได้ชื่อว่่าสามี ""มหาบุรุษ"" ได้ชื่อว่าครูอาจารย์ชองเทวดาและมนุษย์ ได้ชื่อว่าพุทธะ  พระธรรมาจารย์ได้ถ่ายทอดวิถีธรรมให้ในยามสาม ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลย จึงมอบหมายถ่ายทอดวิถีจิตฉับพลัน (จักษุครรภนิพพาน อนุตตรสัมมาสัมโพธิมรรค) พร้อมด้วยบาตรกับจีวรพงศาธรรม แล้วกล่าวว่า ""ท่านจงดำรงฐานะพระธรรมาจารย์สมัยที่หก (ลิ่วจู่) จงรักษาจิตดำริไว้ให้ดี ปรกโปรดฉุดช่วยสัตว์โลกผู้มีลสปราณ ผู้มีเยื่อใยสัมพันธ์แพร่หลายต่อไปภายหน้า อย่าได้ขาดสาย
     ความหมาย...พิจารณา...
     ที่พระธรรมาจารย์กล่าวว่า ณ  บัดนี้ท่านได้ชื่อว่าสามี  หมายถึงมหาบุรุษผู้มีความเพียรชอบ มีความแกร่งกล้ามิถดถอย  ได้ชื่อว่าครูอาจารย์ของเทวดาและมนุษย์ หมายถึง ผู้ประพฤติการอันเกื้อกูล เอื้อคุณ อบรมสั่งสอน  ปลุกจิต นำศิษย์เข้าสู่วิถีจิตเพื่อการหลุดพ้น ได้ชื่อว่าพุทธะ ในที่นี้ มิได้หมายถึงพุทธะในระดับอมิตาภะ พระพุทธเจ้า หรือสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นที่สุดแห่งพุทธะ แต่หมายถึง พุทธะผู้เข้าถึงจิตญาณตนโดยแท้จริงแต่เดิมที
    ในพงศาธรรมาจารย์แห่งยุค โปรดมอบหมายถ่ายทอดตำแหน่งพระธรรมาจารย์แก่ผู้สืบสายต่อไป ย่อมจะต้องกำชับความสำคัญในการดำรงฐานะนั้น พระองค์โปรดกำชับลิ่วจู่ (ฮุ่ยเหนิง) ว่า จงรักษาจิตดำริไว้ให้ดี หมายถึง การรักษาพุทธภาวะแห่งตนไว้ให้มั่นคง
    วันนี้เรากราบรับวิถีธรรมกัน ก็ได้รับโปรดกำชับจากอมตะพุทธะพระอาจารย์ เช่นกันว่า ""เจ้าได้รับหนึ่งจุดเบิกบัดนี้ ปลอดโปร่ง ณ เบื้องบน ปราศจากการเกิดตาย (จิตญาณปราศจากการเกิดตาย จงหล่อหลอมแสงญาณ ไว้ทุกขณะจิต...หนี่จินเต๋ออี้จื่อ  เพียวเพียวไจ้เทียนถัง  อู๋โหย่วเซิงเหอสื่อ   จงยื่อเลี่ยนเสินกวง)   ธรรมะประกาศิตจากอมตะพุทธะพระอาจารย์ ได้ยืนยันให้รู้ชัดว่า จุดนี้คือความปลอดโปร่งของจิตบริสุทธิ์อันสูงส่งจากเบื้องบนแต่เดิมที
     พึงทำความเพียรเพื่อกลับคืนเบื้องบน แต่เดิมทีเช่นนี้ จิตญาณจึงจะ"ปราศจากการเกิดตาย"อีกต่อไป ในขณะมีชีวิต ให้หล่อหลอมประคองรักษาแสงญาณของจิตพุทธะไว้ทุกขณะเวลา มิให้มืดมัวผิดเพี้ยน...ประโยคต่อไปที่พระธรรมาจารย์โปรดกำชับแก่ลิ่วจู่ (ฮุ่ยเหนิง) ที่ว่า "จงปรกโปรดฉุดช่วยสัตว์โลกผู้มีลมปราณเยื่อใยสัมพันธ์" นั้น หมายความว่า ให้แพร่ธรรมนำพาสาธุชนผู้มีกุศลเจตนา อันมิได้ขาดจากรากมูลแห่งพุทธะ ผู้ขาดจากรากมูลของพุทธะ คือผู้มีบาปล้นพ้นตัว  ผู้ทำลายศาสนา  ทำร้ายผู้บำเพ็ญ ฯ และที่พระธรรมาจารย์ลิ่วจู่กล่าวไว้ในภายหลังว่า "ผู้ไม่ร่วมรู้ ไม่ร่วมบำเพ็ญ...มิให้มอบหมายถ่ายทอด เพราะจะเสียหายแก่บรรพจารย์เรา ซึ่งไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง"
     ...ยังเกรงคนโง่เขลาไม่เข้าใจ ใส่ไคล้วิถีธรรมนี้ ร้อยกัปพันชาติที่เกิดตาย เขาจะขาดไปจากเผ่าพันธ์จิตญาณแห่งพุทธะ นั่นก็คืิอขาดจากรากมูลแห่งพุทธะ  ฉะนั้น  พระธรรมาจารย์จึงกำชับลิ่วจู่ว่า "จงปรกโปรดฉุดช่วยสัตว์โลก ผู้มีลมปราณเยื่อใยสัมพันธ์"


       พระธรรมาจารย์ยังโปรดเป็นโศลกแก่ลิ่วจู่อีก ณ บัดนั้นว่า จงฟังโศลกจากอาตมา  :::::

                                  ปรกโปรดสู่ ผู้มี                เยื่อใย
                                  เนื้อนาให้   เป็นเหตุ          เกิดผล
                                  ปราศจากชีพ คือปราศจาก   พันธุ์เพาะ
                                  ปราศจาก เนื้อนา  บุญไซร์   ไม่อาจ  เกิดมี

       ความหมาย...พิจารณา...
       ประโยคสุดท้ายสองบาทของโศลก แฝงความหมายไว้สองประการ  ประการที่หนึ่ง  "ปราศจากชีพ" หมายถึง ปราศจากรากมูลแห่งพุทธะ  คนระดับจิตนี้ แม้มีเหตุปัจจัยให้ได้รับวิถีธรรม แต่ก็ยากที่จะเจริญธรรมได้
       ประการที่สอง  หมายถึงจงปรกโปรดฉุดช่วย เพิ่มพาบุญปัจจัยแก่เขาเหล่านั้น มิให้ยึดหมายเฉพาะคุณสมบัติและหรือนามรูปนั้น ๆ ...ปราศจากเนื้อนาบุญไซร์...จิตญาณที่เกิดปัญญาบริสุทธิ์ ปราศจากอาสวะ เป็นเนื้อนาบุญของผู้นั้น
      ในเชิงปฏิเสธ ผู้ปราศจากเนื้อนาบุญด้วยปัญญาบริสุทธิ์ ไม่อาจปลูกกุศลมูลให้งอกงามได้ จึงไม่อาจมีการเกิด ไม่อาจเจริญธรรมได้ต่อไป
      ในเชิงรับ   หากปราศจากเยื่อใยสัมพันธ์ในการปรกโปรด ไม่พยายามฉุดช่วยปรับสภาพเนื้อนาแห้งแล้ง ยากจะเสาะหาเนื้อนาอุดมได้ เมื่อปราศจากเนื้อนาบุญ ก็ไม่อาจเกิดมีเผ่าพันธ์แห่งพุทธะ จึงดูเหมือนเป็นสองทางเลือกในการปรกโปรด
       พระธรรมาจารย์โปรดอีกต่อไปว่า "ในครั้งกระนั้น เมื่อสมเด็จพระโพธิธรรมเพิ่งจาริกมาสู่ดินแดนแห่งนี้ ผู้คนยังไม่ศรัทธาเชื่อถือ จึงต้องมอบหมายจีวรพงศาธรรมาจารย์นี้ไว้เป็นหลักฐานสัญญา สืบต่อกันมาทุกสมัย"
      ส่วนสัทธรรมวิถีแห่งจิตนั้นถ่ายทอดด้วยจิตสู่จิต ล้วนให้ประจักษ์รู้แจ้งได้ด้วยตนเองทั้งสิ้น "ตั้งแต่โบราณกาลมา พระพุทธะสู่พระพุทธะ ทุกพระองค์ ล้วนถ่ายทอดแต่ "ตัวจริง ตัวแท้แห่งจิต" แต่ละพระอาจารย์ มอบหมายกำชับลับเฉพาะตัวแท้ของจิตนั้น"
      ความหมาย...พิจารณา...
      ...ถ่ายทอดแต่ตัวจริงตัวแท้... ก็คือ ถ่ายทอดให้เข้าถึงจิตญาณตนตัวแท้จริงแต่เดิมทีที่มีอยู่ เช่นเดียวกับที่พระวิสุทธิอาจารย์โปรดถ่ายทอดวิถีธรรมแก่เราในยุคนี้ ...กำชับลับเฉพาะจิตนั้น...มอบให้โดยตรงคือผู้สมควรได้รับตามเหตุปัจจัยแห่งบุญ เราจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ยุคกาลนี้ แม้เบื้องบนจะปรกโปรดกว้างใหญ่ แต่เหตุใดจิตของคนมากมาย จึงรับไม่ได้ ไม่ได้รับ หรือยังรับไม่ได้ ยังไม่ได้รับ เพราะการจุดเบิกจากพระวิสุทธิอาจารย์ เป็นพิธรถ่ายทอด ""จิตสู่จิต"" ""จิตประทับรู้ในจิต"" ""กำซาบซึ้งถึงโพธิจิตพุทธญาณ ตัวจริง ตัวแท้ของจิต"" เป็นการเบิกทางให้จิตรู้แจ้งเข้าใจในจิตตนโดยฉับพลัน  ภาวะนี้ ไม่มีใครเกิดเป็นแทนใครได้ ไม่อาจฝากให้ช่วยรับ เหมือนฝากไปทำบุญ หรือฝากให้ไปดูแล้วกลับมาบอกเล่าให้ฟังได้
      พระธรรมาจารย์กล่าวกำชับต่อไปอีกว่า ""บาตรกับจีวรเป็นสาเหตุของการแย่งชิงกัน จึงให้หยุดการถ่ายทอดมอบหมายลงตรงท่านเป็นองค์สุดท้าย หากมอบหมายสืบต่อบาตรกับจีวรนี้ ชีวิตจะเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย อันตรายนัก ท่านจะต้องรีบไป เกรงจะมีผู้ทำร้ายท่าน !!!
      ความหมาย...พิจารณา...
      เป็นคำนิยมเคยชินอย่างหนึ่งของคนที่ยึดหมายเอาวัตถุเป็นสัญลักษณ์สัญญาที่แสดงถึงความสำคัญ หลายคนจึงยึดติดว่า ผู้ได้ตราประทับ (วัตถุ) ได้สิ่งของประจำตัวอริยบุคคล เท่ากับเป็นผู้ได้รับความไว้วางใจมอบหมายให้เป็นใหญ่ในการดำเนินการ มีสถานภาพได้รับความศักดิ์สิทธิ์ปรกแผ่แก่ตน ค่านิยมความเคยชินนี้ ทำให้พระธรรมาจารย์ พระธรรมจาริณีของเรา ต้องพลอยได้รับความลำบากไปด้วยเช่นกัน จวบจนบัดนี้ พระอริยะร่างของพระองค์ บรรจุฝังอยู่ที่ใด จะรู้กันอยู่เฉพาะนักธรรมสำคัญเพียงไม่กี่ท่าน ซึ่งแทนที่จะเปิดเผยอย่างสง่างามให้ได้กราบไหว้โดยทั่วกัน กลับต้องกลายเป็น พระอริยเจ้าที่ถูกแอบแฝงไว้  บางพระองค์ นับร้อยพันปีผ่านไป ยังต้องเก็บเป็นความลับมิกล้าเปิดเผย ด้วยเกรงว่าจะถูกโจรกรรมแย่งชิง
       


        โศลกพระธรรมาจารย์หงเหยิ่นสมัยที่ห้า  :::  ปรกโปรดสู่  ผู้มี               เยื่อใย
                                                             เนื้อนาให้   เป็นเหตุ          เกิดผล 
                                                             ปราศจากชีพ คือปราศจาก   พันธ์เพาะ
                                                             ปราศจาก  เนื้อนา บุญไซร์   ไม่อาจ เกิดมี
                                                             โหย่ว ฉิง ไหล เซื่ย จ่ง       อิน ตี้ กว่อ หวน เซิง
                                                              อู๋ ฉิง จี้ อู๋ จ่ง                  อู๋ ซิ่ง อี้ อู๋ เซิง
  (หมายเหตุ !!!  บาตรกับจีวร หยุดการมอบหมายลงตรงท่านพระธรรมาจารย์สมัยที่หกลิ่วจู่ (ฮุ่ยเหนิง) ในเวลายามสาม )

       ลิ่วจู่ฮุ่ยเหนิง กราบเรียนถามว่า ""ศิษย์ควรไปที่ใด"" พระธรรมาจารย์โปรดว่า ""พบ ไฮว๋ ให้หยุด (ไฮว๋ เป็นชื่ออำเภอ ปัจจุบันคือ อำเภอไฮว๋จี๋ มณฑลกว่างซี  พบ ฮุ่ย (ฮุ่ย คือ อำเภอซื่อฮุ่ย มณฑลกว่างตง  ภายหลังแผนที่ประเทศปรับเปลี่ยนใหม่ ทั้งสองอำเภอรวมอยู่ในมณฑลกว่างตง ) ให้ซ่อนตัว""
       ลิ่วจู่ (ฮุ่ยเหนิง) ได้รับมอบบาตรกับจีวรในเวลายามสามแล้ว กราบเรียนพระธรรมาจารย์ว่า ""ศิษย์เป็นชาวใต้ส่วนกลาง นานมาไม่เคยรู้จักเส้นทางป่าเขานี้ มิรู้ที่จะออกไปสู่ริมแม่น้ำเพื่อข้ามฝั่งได้อย่างไร"" พระธรรมาจารย์โปรดว่า ""มิพึงกังวลห่วงใย เราจะส่งท่านออกไปด้วยตนเอง""
      พระธรรมาจารย์โปรดส่งศิษย์ฮุ่ยเหนิงจนมาถึงแม่น้ำจิ่วเจียง ข้างศาลาที่พักคนเดินทางมีเรือลำหนึ่ง  พระธรรมาจารย์ให้ศิษย์ฮุ่ยเหนิงขึ้นเรือ (ลงเรือ) พระธรรมาจารย์จับคันแจว ลงมือแจวข้ามฝั่งด้วยพระองค์เอง ศิษย์ฮุ่ยเหนิงกล่าวว่า ""ขอพระเถระเจ้าโปรดนั่งศิษย์ควรเป็นผู้แจว"" พระธรรมาจารย์โปรดว่า ""ควรเป็นเราส่งท่านข้ามฝั่ง""
      ความหมาย...พิจารณา...
      พระธรรมาจารย์ให้ศิษย์ฮุ่ยเหนิงขึ้นเรือ แฝงความหมายอวยชัยว่า ศิษย์จะต้องข้ามจากห้วงโอฆะไปสู่ฟากฝั่งอันเกษมให้ได้ต่อแต่นี้ไป ศิษย์จะต้องเป็นต้นหนธรรมนาวา ขนถ่ายเวไนยไม่ประมาณ (ฝากฝังมอบหมาย) ""ควรเป็นเราส่งท่านข้ามฟาก"" มีคำกล่าวว่า "แม้ไม่มีครูอาจารย์ มิกล้ากล่าวอ้างว่าล่วงรู้โพธิญาณ ไม่มีผู้นำทางมิกล้าบุ่มบ่ามข้ามป่าเขา โดยความเป็นครูอาจารย์ ล้วนมีหน้าที่ทุ่มเทนำทาง พระธรรมาจารย์จึงลงมือแจวเรือข้ามฝั่งเอง
      ผู้ทรงธรรมย่อมอยู่ในธรรมทุกสภาวะ จะคิด พูด ทำ  ล้วนเป็นธรรมไปทุกสิ่ง มีคำกล่าวว่า "ศึกษาพระธรรมคัมภีร์ ให้ถึงที่ซึมรู้สู่แก่นแท้" เข้าสู่ความหมายแก่นแท้ของคัมภีร์ก็คือ เข้าที่ซึมรู้สู่แก่นแท้จิตญาณตน รอบตัวทุกอย่างล้วนเป็นพระธรรมคัมภีร์ หากจิตปราณีต รู้การพิจารณาให้ดี ทุกขณะ ก็จะได้ศึกษาพระธรรมคัมภีร์ทุกกรณีตลอดเวลา
      ลิ่วจู่ (ฮุ่ยเหนิง) กราบเรียนว่า ""ขณะหลง อาจารย์ฉุดนำ รู้แจ้งพลัน ฉุดนำตนเอง""  ""ฉุดนำ"" คำเดียวกัน ใช้ในความหมายต่างกัน ฮุ่ยเหนิงเกิดที่ชายแดน สำเนียงพูดไม่ชัดเจน ยังได้รับกรุณาคุณจากพระเถระเจ้า ถ่ายทอดสัทธรรม  บัดนี้ศิษย์รู้แจ้งแล้ว จึงสมควรฉุดนำจิตญาณตนด้วยตนเอง
    ความหมาย...พิจารณา...
    ""ฉุดนำ ฉุดพา หรือ ฉุดช่วย"" ที่ใช้กันอยู่ในอาณาจักรธรรมนั้น ให้ความหมายทั้งฉุดเวไนยให้ขึ้นจากทะเลทุกข์ ฉุดเวไนย์ให้ดำเนินธรรม ""นำพา"" หรือช่วยส่งเสริมให้เขาเจริญธรรม อักษรจีนใช้คำว่า ""ตู้"" แปลว่าพายเรือ หรือส่งให้ข้ามฝั่ง
      พระธรรมาจารย์โปรดว่า ""เป็นเช่นนี้ เป็นเช่นนี้"" วันข้างหน้าสัทธรรมวิถีฉับพลัน อาศัยท่านถ่ายทอดแพร่หลายเต็มที่ ท่าจากไปแล้วสามปี เราจึงจะละสังขาร ท่านจงเดินทางให้ดี พยายามมุ่งสู่ทิศใต้ มิควรด่วนเทศนาแสดงธรรม ด้วเหตุว่าวาระนี้พุทธรรมมิใช่ง่ายที่จะริเริ่มจำเริญกาล"" พระธรรมาจารย์กล่าวจบก็ให้รู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจ แต่พระองค์มิได้แสดงอาการแต่อย่างใด
      ความหมาย...พิจารณา...
      ""ท่านจากไปแล้วสามปี เรา "จึงจะละ" กายสังขาร..."" พระอริยเจ้าเห็นความตายเหมือนมิได้เห็น รู้วันตายเหมือนรู้วันทั่วไป และอาจกำหนดรู้ว่าจะอยู่จะไป ""สามปีเราจึงจะละกายสังขาร"" เป็นกำหนดหมายที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นมาก ศิษย์กำลังจะดั้นด้นเดินทางไปสู่หนทางข้างหน้าที่มีผู้ปองร้ายติดตาม แต่สามปีนี้ยังมีพระธรรมาจารย์คุ้มอยู่ หากพระองค์กล่าวว่าสามปีเราจะละกายสังขารก็คือกำหนดด้วยจิตปรารถนาจะอยู่เพื่อศิษย์อีกสักระยะหนึ่ง
      เมตตากรุณาธรรมอันลึกซึ้งของพระอริยเจ้า ใครเลยจะเข้าถึงได้ถี่ถ้วน ""มิควรด่วนเทศนาแสดงธรรม"" ลิ่วจู่ (ฮุ่ยเหนิง) เป็นชาวป่า ยังมิเคยเข้าสู่โลกภายนอกอันซับซ้อนสับสน แม้จะรู้แจ้งในจิตตน แต่ประสบการณ์ต่อคนทางโลกก็จำเป็น อีกทั้งคนนับร้อยที่ตามล่าบาตรกับจีวร ก็เป็นปัญหาสำคัญที่พระธรรมาจารย์รู้ล่วงหน้าทุกอย่าง จึงต้องเป็นไปให้เหมาะแก่วาระบุญ
      การนำพาส่งเสริมญาติธรรมใหม่ก็เช่นกัน หากเร่งด่วน ดึงดัน เขารับไม่ได้ ละไปจากทางธรรมเราจะกลับมีผิดบาปที่ดึงให้เขาขาดจากปัญญาญาณ 
   


     เมื่อลิ่วจู่ (ฮุ่ยเหนิง) กราบลาพระธรรมาจารย์แล้ว ก็ออกเดินทางด้วยเท้ามุ่งไปทางใต้ ประมาณสองเดือนก็มาถึงเทือกเขา""ต้าอวี่หลิ่ง""  พระธรรมาจารย์หงเหยิ่น กลับสู่""วัดบูรพาฌานตงฉันซื่อ"" แล้วหลายวันแต่ก็มิได้ออกบัลลังก์ธรรมศาลา ศิษย์ทั้งหลายพากันแปลกใจ จึงส่งตัวแทนเข้ากราบเรียนถามว่า ""พระเถระเจ้าท่านสบายดีอยู่ หรือวิตกด้วยเรื่องอันใด"" พระธรมาจารย์โปรดว่า ""มิได้อาพาธแต่อย่างใด แต่จีวรธรรมได้ไปทางใต้แล้ว"" ศิษย์รีบถาม "ผู้ใดได้รับมอบ" โปรดว่า ""ผู้มีความสามารถ""ศิษย์ทั้งหมดจึงได้รู้
      ความหมาย...พิจารณา...
      พระธรรมาจารย์มิได้ปิดบังลวงหลอก แต่กล่าวด้วยปริศนาธรรมว่า ผู้ที่ได้รับบาตรกับจีวร คือ""ผู้มีความสามารถ"" ลิ่วจู่ ฮุ่ยเหนิง""เหนิง"" แปลว่าสามารถ  ที่มาของนามว่า""ฮุ่ยเหนิง"" คือ ในวันที่สองหลังจากที่ฮุ่ยเหนิง (ลิ่วจู่) อุบัติมา  วันนั้น อยู่ ๆ ก็มีพระสงฆ์สองรูปมาแสดงความยินดีสาธุการต่อบิดามารดาของฮุ่ยเหนิง แล้วกล่าวว่า ""บุตรชายคนนี้ของท่านมีฐานะแห่งความเป็นพุทธะอาตมาจึงใคร่ของตั้งชื่อให้ว่า ""ฮุ่ยเหนิง  หมายถึง ผู้มีปัญญา ความสามารถ มีปัญญาธรรมล้ำเลิศ จนอาจประสิทธิ์ประสาทธรรมคุณอันสูงยิ่งแก่สาธุชน อีกทั้งเกินกว่าจะประมาณได้ จะเป็นผู้จรรโลงพุทธศาสนาด้วยปัญญาธรรม""" กล่าวจบ พระสงฆ์ทั้งสองรูปก็หายไปจากที่นั่นอย่างน่าอัศจรรย์
      เมื่อสงฆ์ทั้งหลายได้รู้ว่า ""บาตรกับจีวร"" อันเป็นวัตถุสัญญา เป็นสัญลักษณ์ของตำแหน่งพระธรรมาจารย์"" ถูกท่านฮุ่ยเหนิงรับไป ซึ่งขณะนี้กำลังเดินทางไปทางทิศใต้เท่านั้นเอง โดยมิต้องนัดหมาย..."""ความโลภอยากเป็นสิ่งซึ่งมิพึงต้องนัดหมายแกัน""   
     สงฆ์หลายร้อยรูปพากันออกติดตาม เพื่อจะแย่งชิงบาตรกับจีวร ไว้เป็นของตนหรือกลับคืนมา  ในจำนวนนั้นมีสงฆ์รูปหนึ่ง สามัญนามว่า ""เฉินฮุ่ยหมิง"" เคยเป็นนายพันทหารมาก่อน นิสัยจิตใจ การกระทำบุ่มบ่าม ห่ามและหยาบ แม้จะตั้งใจฝึกฌานเพื่อให้เข้าถึงจิตญาณตน แต่ก็ยังบำเพ็ญไปได้ไม่ถึงไหน จึงหวังเต็มที่จะติดตามลิ่วจู่ฮุ่ยเหนิงไป เพื่อขอวิถีธรรม อาศัยความสามารถจากการเคยเป็นทหารและสังขารแกร่งกล้าจึงตามมาทันลิ่วจู่ฮุ่ยเหนิงก่อนใคร ๆ
     ลิ่วจู่ฮุ่ยเหนิงวางบาตรกับจีวรไว้บนก้อนหินใหญ่กล่าวว่า ""บาตรกับจีวรเป็นสัญลักษณ์สูงส่ง เป็นสิ่งซึ่งใช้กำลังแย่งชิงได้หรือ"ลิ่วจู่แฝงกายอยู่ในพงหญ้า เฉินฮุ่ยหมิงตามมาถึง เห็นบาตรกับจีวรบนก้อนหิน ก็ตรงเข้าไปหยิบยก แต่บาตรกับจีวรมิได้ขยับเขยื้อนเลยจึงร้องเรียกว่า ""ท่านผู้จาริก ท่านผู้จาริก ข้าพเจ้ามาเพื่อแสวงธรรม มิได้มาเพื่อบาตรกับจีวร"" ลิ่วจู่ฮุ่ยเหนิง จึงออกจากที่ซ่อน ขึ้นนั่งสมาธิบัลลังก์บนก้อนหินใหญ่
     ความหมาย...พิจารณา...
     ...เป็นสัญลักษณ์สูงส่ง เป็นสิ่งซึ่งใช้กำลังแย่งชิงได้หรือ มีความหมายสองประการ  สัญลักษณ์สูงส่ง พึงบำเพ็ญเพียรกอปรด้วยบารมี จึงสมควรรับไว้ หาใช่ ใช้กำลังแย่งชิงกันเช่นนี้  ความหมายอีกประการหนึ่งคือ สัญลักษณ์สูงส่ง แม้แย่งชิงไปได้ ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงวัตถุ จะเกิดประโยชน์อันใดที่ใช้กำลังแย่งชิงไป
      เฉินฮุ่ยหมิง กราบแล้วกล่าวว่า ""ขอท่านผู้จาริกได้โปรดแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย"" พระธรรมาจารย์ลิ่วจู่จึงได้โปรดว่า""ในเมื่อท่านมาเพื่อแสวงธรรม ก็จงระงับอารมณ์ความเกี่ยวพันทุกอย่าง อย่าได้เกิดความคิดใดเลย เราจะกล่าวแก่ท่าน...""
     ความหมาย...พิจารณา...
     ในอาณาจักรธรรม ขณะถ่ายทอดวิถีธรรม พิธีกรเอกกล่าวว่า ""...ทำใจให้เป็นสมาธิ (สงบ) มองดูพุทธประทีป..."""นั่นก็คือความหมายในภาวะเดียวกันกับที่ท่านลิ่วจู่ โปรดแก่ฮุ่ยหมิงเป็นเบื้องต้นว่า ระงับความเกี่ยวพันทุกอย่าง อย่าได้เกิดความคิดใดเลย  ในคัมภีร์วัชรญาณสูตร จินกังจิง จารึกความตอนหนึ่งที่พระสุภูติ กราบทูลถามต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า""กุลบุตร กุลธิดาบังเกิดจิตอนุตตรสัมมาสัมโพธิ พึงกำหนดจิตลง ณ ฐานใด พึงสงบจิตนั้นประการใด...""" พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตอบว่า""ณ บัดนั้น ท่านจงสดับ"" หมายถึง จงระงับอารมณ์เกี่ยวพันทุกอย่าง อย่าได้เกิดความคิดใดเลย เช่นนี้จึงเข้าถึงการสดับสัทธรรมได้


       เวลานั้น สงฆ์ฮุ่ยหมิงต้องใช้เวลานานโขกว่าจะสงบลงได้ พักใหญ่ ลิ่วจู่จึงแสดงธรรมแก่สงฆ์ฮุ่ยหมิงว่า ""ไม่คิดดี ไม่คิดชั่ว(ไม่มีความคิดใด ๆ เลย) ขณะนั้นเอง นั่นก็คือโฉมหน้าแท้จริง(คือภาวะจิตหมดจดแต่เดิมที) ของเถระฮุ่ยหมิงท่านเองแล้ว สงฆ์ฮุ่ยหมิงรู้แจ้งจิตญาณตนทันที เมื่อฟังจบลง  สงฆ์ฮุ่ยหมิงเรียนถามอีกว่า ""ตั้งแต่ก่อนมา นอกเหนือจากพระรหัสวาจา ความลับเฉพาะดังกล่าวแล้ว ยังมีความลับยิ่งกว่านี้อีกหรือไม่""
      ความหมาย...พิจารณา...
     ความลับที่ถ่ายทอดเฉพาะบุคคล ซึ่งพระอริยเจ้าเก็บรักษาไว้ แท้จริงแล้วก็มิใช่ความลับ แต่เนื่องจาก ""คน"" หลงติดอยู่ในอารมณ์ความคิดรูปแบบใหม่ ไม่รู้จักคาวมคิดจิตใจที่ใสบริสุทธิ์ของตนแต่เดิมที จึงกลับเห็นรูปแบบเดิมทีเป็นความลับ
     ไตรรัตน์ในวิถีอนุตตรธรรมที่ว่าเป็นความลับเฉพาะแท้จริงแล้วก็มิใช่ความลับ แต่ที่มิให้แพร่งพรายก็เพราะคนหลงไม่อาจเข้าถึงภาวะนั้นได้ ทุกอย่างจึงเป็นความลับสำหรับเขา  พระพุทธะพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ต่างเข้าถึงความลับนั้นได้เอง โดยมิพึงแสวงหาจากที่ใด จึงมิใช่ความลับสำหรับพระองค์
     พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงโปรดว่า ""ที่กล่าวแก่ท่านแล้วนั้นมิใช่ความลับสำหรับท่านต่อไป หากย้อนมองส่องตนได้ความลับที่ยิ่งกว่านั้น ก็อยู่ที่ตัวของท่านเอง   สงฆ์ฮุ่ยหมิงกล่าวว่า ""ฮุ่ยหมิง แม้จะอยู่ที่หวงเหมย (สถานที่และพระธรรมาจารย์เดียวกัน) แต่แท้จริงมิได้รู้ตื่นพิจารณาโฉมหน้าแห่งตนเลย  จากบัดนี้ท่านผู้จาริกก็คืออาจารย์ของฮุ่ยหมิง""
     พระธรรมาจารย์ลิ่วจู่กล่าวว่า ""เมื่อท่านเป็นเช่นนี้ คิดได้ดังนี้ เราต่างก็เป็นศิษย์พระธรรมาจารย์หวงเหมย (หงเหยิ่น)ด้วยกันจงประคองรักษา""ตน จิตญาณตน"" ให้ดีเถิด""" ฮุ่ยหมิงกราบเรียนถามอีกว่า ""หลังจากนี้ศิษย์ควรจะมุ่งสู่ที่ใด"" พระธรรมาจารย์ลิ่วจู่ตอบว่า ""เมื่อพบเอวี๋ยน (คือเมืองเอวี๋ยนโจว ในมณฑลเจียงซี) ให้หยุด  พบเหมิง (มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่าเหมิงซัน ลิ่วจู่ให้ฮุ่ยหมิงไปอยู่บำเพ็ญที่นั่น) ให้พำนัก""
      ลิ่วจู่เป็นชาวป่าเมืองใต้ ล่วงรู้ด้วยญาณวิเศษของท่านเองว่า สถานที่ใดอย่างไร เช่นเดียวกับที่พระธรรมาจารย์หงเหยิ่นชี้แนะลิ่วจู่ก่อนจะจากมา  ฮุ่ยหมิง กราบลาพระธรรมาจารย์ลิ่วจู่กลับทางเดิมไปถึงชายเขา บอกกล่าวแก่ผู้ไม่ประสงค์ดีนับร้อยที่ตามรอยท่านลิ่วจู่มา เมื่อได้พบเขาเหล่านั้นก็บอกกล่าวว่า ""เราปีนป่ายขึ้นไปหา แม้แต่เขาสูงก็ไม่พบร่องรอยของท่านฮุ่ยเหนิงทางแถบนี้ เราจงพากันไปค้นหาทางทิศอื่นเถิด""ทั้งหมดเชื่อว่าเป็นความจริง
     ความหมาย...พิจารณา...
     ด้วยความเคารพในพระคุณล้นพ้นจากพระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงที่ได้โปรดธรรม  ภายหลัง ฮุ่ยหมิงได้เปลี่ยนชื่อเป็น""เต้าหมิง""
มิกล้าใช้ ""ฮุ่ย""ซึ่งตรงกับพระธรรมาจารย์
     ภายหลังฮุ่ยเหนิงหลบลี้มาถึงตำบลเฉาซี ยังถูกคนร้ายไล่ตามค้นหาติดตามมาจนได้พบเวลาผ่านไปเก้าเดือนกว่า ผู้มุ่งหมายบาตรกับจีวร ยังคงไม่ละความพยายาม ลิ่วจู่จึงต้องหลบซ่อนหลี้ภัยอยู่กับกลุ่มนายพรานที่ ""อำเภอซี่ฮุ่ญ"" ตั้งแต่บัดนั้นเป็นเวลานานถึงสิบห้าปี  (สิบห้าปีที่ใช้ชีวิตร่วมอยู่กับเหล่านายพราน) ลิ่วจู่จะแสดงธรรมกับเขาเหล่านั้นตามควรแก่โอกาสเสมอ
     นายพรานมักจะให้ลิ่วจู่ทำหน้าที่เฝ้าสัตว์ที่จับมาซึ่งได้กักขังไว้ ลิ่วจู่จะแอบปล่อยสัตว์ทุกตัวที่แข็งแรง ซึ่งจะมีชีวิตรอดต่อไปได้อยู่เสมอ โดยที่เหล่านายพรานไม่ได้เอะใจเลย เพื่อมิให้เป็นที่รำคาญใจแก่เหล่านายพราน ลิ่วจู่จะฉันอาหารพืชผักที่อาศัยต้มลวกในหม้อน้ำแกงเนื้อสัตว์ของนายพราน แต่มิได้แตะต้องชิ้นเนื้อใด ๆ เลย บางครั้งถูกถามก็จะตอบว่า""ฉันกินแต่ผักข้างเนื้อ
      ความหมาย...พิจารณา...
      ""ฉันพืชผัก ต้ม ลวก ในหม้อน้ำแกงของนายพราน อย่างนี้อยู่ทุกมื้อ ทุกวัน นานถึงสิบห้าปี  เป็นภาวะอึดอัดกระอักกระอ่วนอย่างยิ่ง แต่เพื่อรักษาชีวิตร่างกายที่แบกรับภาระศักดิ์ศิทธิ์ ในฐานะพาศาธรรมาจารย์สมัยที่หกแห่งยุค มิให้ชีพจรพงศาธรรมต้องขาดช่วงไป จึงต้องจำใจลี้ภัยอยู่ในสภาพนั้นเรื่ิอยมา
       อาจมีชาวเราผู้บำเพ็ญเห็นว่า ถ้าเช่นนั้น เรากินเจก็น่าจะกินพืชผักในหม้อน้ำแกงเนื้อได้ด้วย โดยไม่แตะต้องชิ้นเนื้อได้ไหม??? จงมองดูเจตนาเป็นที่ตั้ง มองดูภาวะ ""จำใจ""ของท่านลิ่วจู่  กับภาวะ ""ตามใจ ย่ามใจ""ของตนเอง เพื่อสรุปคำตอบที่ถูกต้องได้     


       วันหนึ่ง ลิ่วจู่ใคร่ครวญดูว่า บัดนี้สมควรแก่วาระที่จะแพร่ธรรมได้แล้ว จะหลบลี้ต่อไปอีกไม่ได้  จึงละจากกลุ่มนายพรานเดินทางตรงไปที่""วัดธรรมญาณ ฝ่าซิ่งซื่อ ในเมืองกว่างโจว (รัสมัยเซ่าชิง ราชวงศ์ซ่ง ปีที่สิบเอ็ด เปลี่ยนชื่อวัดเป็น""รังสีกตัญญุตารามกวงเซี่ยวซื่อ"") พอดีเป็นเวลาที่เจ้าประคุณพระอภิธรรมาจารย์อิ้นจงฝ่าซือ มาโปรดอรรถาพระคัมภีร์ "มหาปริวาณสูตร เนี่ยผันจิง""
      ขณะนั้น ธงทิวประดับต้อนรับพระอภิธรรมาจารย์อิ้นจง ต้องลมโบกสบัดอยู่รอบวัด สงฆ์รูปหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า "ลมไหว"  สงฆ์อีกรูปหนึ่งขัดขึ้นว่า "ธงไหว" ต่างแสดงเหตุผลกันไปไม่จบสิ้น ท่านลิ้วจู่จึงเดินเข้าไปหากล่าวแก่สงฆ์ทั้งสองรูปว่ามิใช่""ลมไหว""มิใช่""ธงไหว""แต่ท่านเอง ""ใจไหว"" ผู้ได้ฟังตื่นใจกับสัจธรรมคำนี้
      ความหมาย...พิจารณา...
      ผู้เห็นว่าลมไหว คือติดอยู่ในนามรูปของลม หากไม่เคยรู้จักลม ไม่เคยเห็นนามรูปของลม อันเป็นภาวะจิตภายนอกเดิมแท้ ก็จะไม่กล่าวว่าลมไหว  ผู้ที่เห็นว่าธงไหว ก็เช่นกัน ติดอยู่ในนามรูปของธงอันเป็นวัตถุ เป็นภาวะจิตภายนอกเดิมแท้
     แม้ธงและลมจะเป็นนามรูปแต่หากใจไม่ปรุงแต่งกำหนดหมายไปตามนามรูปนั้น ใจก็จะว่างจากลมไหว หรือธงไหว ท่านลิ่วจู่จึงกล่าวว่า ""ท่านเองใจไหว""
     ยุคโลกาภิวัตน์สับสนวุ่นวายในปัจจุบัน มีเสียงบ่นกันมากมายว่าใคร่หาความสงบได้จากที่ใด ก็คงจะหาได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องเดินทางไกล ณ ที่ใจของท่านนั่นเอง    ::: ใจหยุด  ทุกอย่างหยุด     ::: ใจไหว      ทุกอย่างไหว
                                          :::  ใจสงบ  ทุกอย่างสงบ     :::  ใจวุ่นวาย   ทุกอย่างวุ่นวาย
     พระอภิธรรมาจารย์อิ้นจง  รับทราบดังนั้นแล้ว จึงเชิญลิ่วจู่ขึ้นนั่งบนอาสนะระดับสูง เรียนถามข้อธรรมลึกซึ้งจากท่านลิ่วจู่  ได้เห็นท่านลิ่วจู่ อรรถาธิบายด้วยคำพูดธรรมดา ๆ  สั้น ๆ ง่าย ๆ แต่ชัดเจนถ้วนถี่ ตรงต่อหลักสัจธรรมทุกถ้อยคำ โดยมิต้องมีสำนวนโวหารพระอภิธรรมาจารย์อิ้นจง  ทราบได้ทันทีว่าท่านผู้นี้มิใช่บุคคลธรรมดา จึงเอ่ยถามว่า ""ท่านผู้จาริกจะต้องมิใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน ...ได้ยินมาช้านานแล้วว่า จีวรพงศาธรรมแห่งหวงเหมยโปรดสู่ทางใต้ คงจะเป็นท่านผู้จาริกกระมัง"" ท่านลิ่วจู่ตอบสั้น ๆ อย่างถ่อมตนว่า ""มิกล้า""
      ความหมาย...พิจารณา...
      ถ่อมองค์ว่า ""มิกล้า"" ซึ่งเป็นการแสดงสถานภาพของพงศาธรรมาจารย์สมัยที่หกแห่งยุคแล้วอย่างชักเจน  ในที่นี้  ใคร่ขอให้ผู้บำเพ็ญโปรดพิจารณายกย่องผู้อื่นของพระอภิธรรมาจารย์อิ้นจงด้วยว่า ปราศจากอัตตา ปราศจากทิฐิวิสัยได้อย่างสูงส่งเพียงไร
      เมื่อชัดเจนเช่นนี้แล้ว พระอภิธรรมาจารย์อิ้นจง จึงนำศิษย์น้อมกราบพระธรรมาจารย์ลิ่วจู่ทันที อีกทั้งขอให้พระธรรมาจารย์เปิดเผยบาตรกับจีวรพงศาธรรมให้สาธุชนได้กราบนมัสการกัน
      ความหมาย...พิจารณา...
      พระอภิธรรมาจารย์อิ้นจง ก็มิใช่บุคคลธรรมดาท่านเป็นศิษย์พงศาธรรมาจารย์สมัยที่ห้า มหาเถระหวงเหมย (หงเหยิ่น)เช่นกันหลังจากที่พระธรรมาจารย์ดับขันธ์กลับคืนไปแล้ว  ก็จาริกมาที่วัดธรรมญาณที่กว่างโจว...ย้อนกลับไปสู่เหตุการณ์ที่ผ่านมา  หลังจากที่พระธรรมาจารย์หวงเหมย (หงเหยิ่น) ส่งศิษย์ฮุ่ยเหนิง (ลิ่วจู่) ข้ามฟากแล้ว ต่อมาภายหลังพระธรรมาจารย์หงเหยิ่นได้เจริญธรรมวิเศษ จาริกโปรดสัตว์เรื่อยไป จนถึงอำเภอเจิ้งฝู่ฝัง และได้ดับขันธ์ละกายสังขารไปอย่างเงียบ ๆ ในถ้ำหินบนภูเขาฝังซัน
     ก่อนละสังขารบรรลุธรรม ชาวบ้านแถบนั้นต่างแลเห็นแสงสีรุ้งพวยพุ่งออกจากถ้ำ สว่างเหนือถ้ำนับพันหมื่นสายอยู่หลายวัน เป็นที่อัศจรรย์นัก  สิบห้าค่ำเดือนห้า ตรงตามกำหนดที่กล่าวแก่ลิ่วจู่ ฮุ่ยเหนิงไว้ว่า""อีกสามปีเราจึงจะละกายสังขาร""
     ปัจจุบัน พระเจดีย์ที่บรรจุพระสรีระร่างของพระองค์เป็นปูชนียสถานสำคัญที่สานุชนยังมากราบนมัสการกันไม่ขาดสาย ณ อำเภอหวงเหมย ที่พระองค์อุบัติมา
     กลับมากล่าวถึงพระอภิธรรมาจารย์อิ้นจง เผยแผ่พุทธธรรมอยู่ในเมืองกว่างโจวอยู่สิบสองปี  เป็นที่เคารพเลื่อมใสของสาธุชนทุกวงการ ลูกศิษย์ลูกหามากมาย นับเป็นพระมหาเถระเจ้าสำคัญยิ่งในสมัยนั้น
     เรื่องราวการมอบหมายบาตรกับจีวรแก่ลิ่วจู่ ท่านก็ได้ฟังมาจากคนรุ่นก่อนซึ่งมีความคิดเห็นต่างกัน ...บ้างคิดว่าลิ่วจู่ได้รับมอบ...บ้างก็คิดว่าลิ่วจู่ลักโขมยไป  ฝ่ายหลังจึงออกติดตามเพื่อจะช่วงชิงเอากลับคืน
     พระอภิธรรมาจารย์อิ้นจง อยู่ในฝ่ายคิดเห็นว่า ""ได้รับมอบ""" จึงมีความเคารพนบนอบ อีกทั้งขอความกระจ่างในข้อธรรมจากลิ่วจู่   พระอภิธรรมาจารย์กราบเรียนถามอีกว่า ""พระธรรมาจารย์หวงเหมยได้โปรดกำชับมอบหมายชี้แนะแนวทางไว้อย่างไรลิ่วจู่ตอบว่า ""ชี้แนะแนวทางหามิได้ ได้แต่พิจารณาการรู้แจ้งจิตญาณตน ไม่พิจารณาฌานสมาธิเพื่อการหลุดพ้น""
      ความหมาย...พิจารณา...
      ที่ว่า ไม่พิจารณาฌานสมาธิเพื่อการหลุดพ้น  นั้นด้วยเหตุจะทำให้ตกไปสู่ธรรมปฏิบัติยึดหมายในมโนวิญญาณ ยากจะเข้าสู่สภาวะรู้แจ้งจิตญาณตน ซึ่งสำหรับผู้ที่ได้รับวิถีจิตโดยตรงแล้ว น่าจะเพียรพยายามในทางตรงที่ได้รับรู้นั้น  นี่คือความหมายประการหนึ่ง  ประการที่สอง คือวิถีจิตที่พระธรรมาจารย์หงเหยิ่นถ่ายทอด หนึ่งจุดเบิกนั้นคือจุดกำหนดสูญตา ความว่าง นำจิตเข้าสู่ภาวะว่าง  ณ  จุดนั้น  ก็จะรู้แจ้งจิตญาณตน รู้ได้เช่นนี้แล้ว ยังจะวกกลับไปพิจารณาฌานสมาธิเพื่อการหลุดพ้นอีกทำไม
 

           
         หมายเหตุ !!!   พระธรรมาจารย์ลิ่วจู่ฮุ่ยเหนิงได้ถ่ายทอดวิถีธรรมโปรดแสดงธรรมแก่ศิษย์ สงฆ์ฮุ่ยหมิง (เฉินฮุ่ยหมิง  บวชอยู่ที่หวงเหมยสถานที่และพระธรรมาจารย์เดียวกันทั้งสองต่างก็เป็นศิษย์พระธรรมาจารย์หวงเหมย (หงเหยิ่น) ภายหลัง ฮุ่ยหมิงได้เปลี่ยนชื่อเป็น"เต้าหมิง" มิกล้าใช้ ""ฮุ่ย"" ตรงกับพระธรรมาจารย์ลิ่วจู่ฮุ่ยเหนิง) ""ไม่คิดดี  ไม่คิดชั่ว  ไม่มีความคิดใด ๆ เลย""

         พระอภิธรรมาจารย์อิ้นจง (ท่านเป็นศิษย์ของพระธรรมาจารย์หงเหยิ่น (พระมหาเถระเจ้าหวงเหมย ) สมัยที่ห้า ท่านดับขันธ์ละกายสังขารไปเงียบ ๆในถ้ำหินบนภูเขา"ฝังซัน"อำเภอเจิ้งฝู่ฝัง สิบห้าค่ำเดือนห้า ปัจจุบัน พระเจดีย์ที่บรรจุพระสรีระร่างของพระองค์เป็นปูชนียสถานสำคัญ  ณ  อำเภอหวงเหมย)  เช่นกัน ท่านลิ่วจู่ฮุ่ยเหนิง

         พระอภิธรรมาจารย์อิ้นจงยังกังขา จึงกราบเรียนถามซ้ำว่า ""เหตุใดจึงไม่พิจารณาฌานสมาธิเพื่อการหลุดพ้น"" ตอบว่า""เหตุด้วยธรรมะปฏิบัติอันแยกเป็นสองกรณี มิใช่พุทธธรรม  พุทธธรรมเป็นเอกะหนึ่งเดียวไม่เป็นสอง""
        ความหมาย...พิจารณา...
  .....ไม่พิจารณาฌานสมาธิเพื่อการหลุดพ้น ด้วยเป็นสองกรณี  เหตุใด ! จึงต้องหลุดพ้น?? เพราะเหตุที่มีสิ่งผูกมัด เพื่อแก้ปมผูกมัด จึงต้องเอาหลุดพ้นเป็นข้อกำหนด  เหตุใด ! จึงต้องเอาฌานสมาธิเป็นธรรมปฏิบัติ ??  เพราะเหตุที่มิอาจเข้าถึงภาวะรู้แจ้งจิตตนฉับพลัน มิอาจดับลงโดยตรงทันที จึงต้องเอาฌานสมาธิเป็นข้อกำหนด  เช่นนี้  พระธรรมาจารย์หงเหยิ่น จึงมิได้โปรดกำชับหมอบหมายชี้แนะแนวทางให้พิจารณาฌานสมาธิเพื่อการหลุดพ้น แต่โปรดให้พิจารณารู้แจ้งจิตญาณตนเป็นสำคัญ เคยมีคนถามว่า""วิถีอนุตตรธรรมคือพุทธศาสนาหรือมิใช่"" วิถีอนุตตรธรรมมิใช่พุทธศาสนาโดยตรง แต่เผยแผ่หลักพุทธธรรมอันเป็นสัจจะ เป็นทางรู้แจ้งจิตเดิมตนเข้าถึงภาวะหลุดพ้นได้ เผยแผ่วิถีจิต สืบต่อเรื่อยมาจากพระบรรพจารย์ครั้งก่อนเก่า  ในพิธี มีธรรมประกาศิตจากเบื้องบนว่า"" หนึ่งจุดศูนย์กลางรู้ได้ในจิตตน อี้จื่อจงเอียงฮุ่ย""" นั่นคือ การพิจารณารู้แจ้งจิตตนเป็นหลักสัจธรรมที่ให้เข้าถึงจิตพลัน
   """ปรกโปรดกาลสุดท้าย จากโบราณกาลมา มิเคยเอ่ยให้  """  "" ณ ที่นี่ วิสุทธิอาจารย์จะขานไข "" ให้รู้แจ้งจริง  """คนโง่หลง ได้รู้หนทางกลับบ้านเดิม """ ให้ก้าวสู่วิถีจิตมิพึงวกวน ให้แจ่มแจ้งสัจธรรม กำหนดกาลนี้จึงเรียกว่า ""ธรรมกาลยุคขาว"" ""ขาวใสด้วยใจรู้แจ้ง""  เข้าถึงภาวะเอกะธรรม
        พระอภิธรรมาจารย์อิ้นจง จึงเรียนถามอีกว่า ""เช่นไรจึงเป็นเอกะพุทธรรม"" 
        ความหมาย...พิจารณา...
        สิบห้าปีก่อน เมื่อลิ่วจู่เดินทางมาถึงเฉาซี พบแม่ชีอู๋จิ้นจั้ง  แปลว่าคลังมหาสมบัติมิอาจประมาณ (พุทธญาณขุมคลังปัญญา) สวดท่องพระคัมภีร์ ""มหาปรินิรวาณสูตร"" โดยไม่เข้าใจความหมาย ลิ่วจู่จึงอรรถาธิบายให้ฟัง
        เมื่อพระอภิธรรมาจารย์อิ้นจง มีคำถามมา จึงตอบว่า ""ที่อภิธรรมาจารย์เทศนาคัมภีร์มหาปรินิรวาณสูตร ไปเมื่อสักครู่นั่นแหละเป็นความหมายให้แจ้งใจในพุทธญาณตน คือพุทธธรรมอันไม่เป็นสอง
       ความหมาย...พิจารณา...
       แจ้งใจในพุทธญาณตน คือแจ้งใจในพุทธธรรม  จึงเข้าถึงเอกะธรรม  เราได้รับวิถีธรรม พระวิสุทธิอาจารย์ถ่ายทอดหนึ่งจุดศูนย์กลางรู้ได้ในจิตตน ณ บัดใจ ให้เข้าถึงพุทธธรรม
       เช่นในคัมภีร์มหาปรินิรวาณสูตร  พระเจ้าปเสนทิโกศล ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ""ผู้ล่วงผิดต่อศีลข้อห้ามสี่ กระทำอนันตริยกรรมห้า และไม่ศรัทธาเลื่อมใสต่อพุทธรรมเหล่านี้ จะต้องขาดจากกุศลมูลแห่งพุทธญาณหรือไม่"""
       ความหมาย...พิจารณา...
       ศีลสี่ คือ ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ลักขโมย ล่วงผิดในกาม มุสาเพ้อเจ้อ   อนันตริยกรรมห้า คือ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำให้สงฆ์แตกแยก ทำให้พระพุทธองค์ห้อโลหิต  ซึ่งเจตนาร้ายทำลายพุทธสาทิสลักษณ์ หรือพระพุทธรูปบูชา ก็จัดอยู่ในข้อนี้

         


    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า "" กุศลมูลมีสอง  หนึ่งเที่ยง  สองไม่เที่ยง  พุทธญาณนั้นมิใช่เที่ยงและมิใช่ไม่เที่ยง ฉะนั้นจึงมิขาด อันได้ชื่อว่า ไม่เป็นสอง ""
    ความหมาย...พิจารณา...
    พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้เป็นสองกรณี ทั้งขาดและไม่ขาด ก็เพื่อมิให้ละเมิดผิดต่อศีล มิให้เป็นโอฆะเวร และมิให้ขาดศรัทธาวึ่งจะทำให้ยากแก่การบรรลุธรรม  ภายหลังก่อนกาลอันใกล้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระองค์ได้ตรัสจารึกไว้ในสัทธรรมปุณฆลฑริกสูตรกับมหาปรินิรวาณสูตร ว่า ""เวไนยสัตว์ล้วนมีพุทธญาณ อันอาจบรรลุพุทธะได้ในที่สุด""" ประการหลังนี้ประกาศสัจธรรม ความเป็นจริงอันเที่ยงแท้  ฉะนั้น ผู้ละเมิดผิดต่อศีล บาปเวรและสรัทธา ลัวนอาจบรรลุธรรมได้ เพียงแต่ขึ้นอยู่กับเวลา เหตุปัจจัยที่จะส่งผลให้ต่อไป  มีคำกล่าวว่า ""โทษบาปมากมาย คลายลงได้ด้วยสำนึก"" ตัวอย่างเช่นองคุลีมาร กลับตัวกลับใจสำนึก เลื่อมใสในพุทธธรรมทันที ก็บรรลุธรรมได้ในที่สุด ด้วยทุกคนล้วนมีพุทธญาณแต่เดิมที ผิดชอบชั่วดีย่อมรู้ได้ด้วยตน จะต่างกันที่บ้างรู้เร็วรู้ช้า รู้แท้รู้ไม่แท้  กาลเวลาที่จะอำนวยผลให้ได้ฟื้นฟูพุทธญาณจึงต่างกัน หากจะเอาการโคจรของดวงอาทิตย์กับโลก มาเป็นข้อเปรียบเทียบก็ได้ว่า โลกหมุนรอบตัวเอง จึงมีกลางวันกลางคืน ตรงข้ามกัน เปรียบเช่นกุศลมูลกับอกุศลมูล
      ดวงอาทิตย์เปรียบเช่นธรรมญาณ เป็นอยู่อย่างนั้นเอง โดยไม่มีกลางวันกลางคืน ไม่แตกต่างด้วยความมืดสว่าง จึงอยู่เหนือกฏการณ์อันเป็นกลางวันกลางคืน พุทธญาณเป็นเช่นนี้ อยู่เหนือความเที่ยงและไม่เที่ยงอย่างแท้จริง จึงกล่าวได้ว่า ไม่ขาดจากกุศลมูลแห่งพุทธะ
      หนึ่งคือ กุศล  สองคือ อกุศล พุทธญาณมิได้เป็นทั้งกุศล และอกุศล  จึงได้ชื่อว่าไม่เป็นสอง
      ความหมาย...พิจารณา...
      ด้วยพุทธญาณอยู่เหนือภาวะตอบโต้แปรเปลี่ยน การนำพาสาธุชนเข้าขอรับวิถีธรรม บางคนมาได้ง่ายบ้างมาได้ยาก เราจะระลึกว่าเขาเคยสร้างสมกุศลมูลมาอย่างไร แต่มิอาจคิดว่า เขามีภาวะพุทธญาณหรือไม่ แม้คนที่ไม่อาจมา เรายังเพียรนำพาครั้งแล้วครั้งเล่า   ปราชญ์เมิ่งจื่อประกาศทฤษฏีธรรมว่า ""ธรรมญาณมีภาวะเดิมทีที่ดีงาม เที่่ยงธรรมดั่งฟ้าดินแผ่มหาพลานุภาพไพศาล คงอยู่ในมหาจักรวาล"" ความหมายคือ เป็นเอกะหนึ่งเดียว ไม่เป็นสองเช่นกัน
      ในโลกของขันธ์ห้า ปุถุชนเห็นพุทธญาณเป็นสอง ผู้มีปัญญาจบสิ้นภาวะจิตญาณอันเป็นสองของตน เมื่อจิตญาณไม่เป็นสองก็คือพุทธญาณ
      ความหมาย...พิจารณา...
      ปุถุชนยังตกอยู่ในขันธ์ห้า เวียนวนอยู่กับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงคุ้นเคยและหมายว่า พุทธญาณมีภาวะแปรไปเป็นสองเช่นนี้
      พระอภิธรรมาจารย์อิ้นจง  สดับดังนั้นแล้ว ปลื้มปิติสาธุการกล่าวว่า ""อาตมาอรรถาธรรมเปรียบได้ดังเศษกระเบื้อง ท่านสาธยายธรรมเปรียบได้ดั่งทองคำแท้""  ดังนั้นแล้ว จึงปลงพระเกศาแด่พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิง ถวายความเคารพเป็นพระอาจารย์
     ความหมาย...พิจารณา...
     พระธรรมาจารย์ได้รับถ่ายทอดวิถีจิตจากพงศาธรรมาจารย์หงเหยิ่น บวชจิตรู้แจ้งฉับพลัน รับฐานะพงศาธรรมาจารย์สมัยที่หกสืบต่อทันทีตั้งแต่สิบห้าปีก่อน  แต่เนื่องด้วยกาลเวลานั้น ความกระทันหัน อีกทั้งต้องระหกระเหิน จึงยังมิได้บวชกายตามพิธีภายหลังพระเกศาของพงศาธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิง ได้รับการเก็บรักษาไว้ในพระเจดีย์ที่วัดธรรมญาณ ฝ่าซิ่งซื่อ เป็นที่สักการำลึกมาจนถึงทุกวันนี้

 
        ณ  บัดนั้น พงศาธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงจึงเข้าประทับนั่งยังใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ เปิดปฐมกาลประกาศสัทธรรมวิถี ""บูรพาบรรพต"" ตงซัน   เกี่่ยวกับศรีมหาโพธิ์  คือในรัชสมัยเหลียงอู่ตี้ ปีต้นศักราชเทียนเจี้ยน (ค.ศ.502) สมเด็จพระคุณเจ้าไภษัชย์ปัญญาปิฏก ข้ามทะเลมาถึงที่แห่งนี้ ได็โปรดปลูกต้นศรีมหาโพธิ์ ที่นำมาจากอินเดียลงตรงนี้ อีกทั้งได้สลักศิลาจารึกไว้อีกแผ่นหนึ่ง
        แผ่นแรกสร้างโดยสมเด็จพระคุณเจ้าคุณาภัทรปิฏก ซึ่งล่องเรือจากอินเดียมาประกาศพุทธธรรมในประเทศจีน ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง  สมเด็จพระคุณเจ้าไภษัชย์ปัญญาปิฏก ได้สลักศิลาจารึกแผ่นที่สองไว้ ณ ที่นั้น มีใจความว่า ""อีกร้อยเจ็ดสิบปีภายหน้า จะมีพระโพธิสัตว์ที่ยังดำรงกายเนื้อยู่ จาริกมาแสดงสัทธรรมแห่งมหายาน ณ ที่นี่ จะกอบกู้อุ้มชูเวไนยฯไม่ประมาณ เป็นธรรมราชาผู้ถ่ายทอดพุทธรรม เป็นธรรมราชาผู้ถ่ายทอดวิถีจิตจากพระพุทธโดยแท้"" มีคำกล่าวว่า ""พระอริยะย่อมรู้ได้ในพระอริยะ""  ฮุ่ยเหนิงที่ปุถุชนเห็นเป็นชาวป่าชาวเยิง แท้จริงคือพระภาคจาก ""พระบรรพพุทธะกษิติครรภ์"" ตี้จั้งอ๋วงกู่ฝอ
        เมื่อพงศาธรรมาจารย์ประทับนั่งยังใต้ต้นศรีมหาโพธิ์แล้ว ประกาศสัทธรรมวิถี ""บูรพาบรรพต  ตงซัน"" นั้นว่า...
        ความหมาย...พิจารณา...
        เนื่องด้วยภูเขาหวงเหมย ถิ่นกำเนิดของพงศาธรรมาจารย์สมัยที่ห้า อยุ่ทางแถบตะวันออกของเมืองฉีโจว เรียกว่า ตงซันหมายถึงบูรพาบรรพต  พงศาธรรมาจารย์สมัยที่สี่ และพระองค์เองก็เจริญธรรมที่ ""ตงซัน""
       สัทธรรมวิถีจิตฉับพลัน ก็ได้รับการถ่ายทอดมาจากตงซัน ด้วยรำลึกพระคุณหลายประการนี้ พระธรรมาจารย์ลิ่วจู่จึงได้ประกาศสัทธรรม โดยให้ชื่อว่า ""วิถีธรรมแห่งตงซัน"" บูรพาบรรพต
      พระธรรมาจารย์ลิ่วจู่ได้โปรดเล่าประวัติการเจริญธรรมของพระองค์ให้ทุกคนฟัง  พระธรรมาจารย์อิ้นจงเป็นบุคคลสำคัญมากสำหรับประวัติการช่วงนี้
     เมื่อพระอภิธรรมาจารย์อิ้นจงกราบถวายตัวเป็นศิษย์ของพระธรรมาจารย์ลิ่วจู่แล้ว ท่านก็ได้ยกอาณาจักรธรรมทั้งหมดที่ดำเนินงานแพร่ธรรมมานานถึงสิบสองปีให้แก่พระธรรมาจารย์ลิ่วจู่ปกครองทั้งหมด  ฉะนั้น  ทันทีที่ประกาศวิถีสัทธรรมที่ตงซัน พระธรรมาจารย์ลิ่วจู่ ก็จึงพรั่งพร้อมด้วยอุบาสกอุบาสิกา สาธุชนผู้ศรัทธา และทุกสิ่งอย่างอันพึงมี  จากจุดนี้ เราจะเห็นได้ว่า พระอภิธรรมาจารย์อิ้นจงนั้นมิใช่ธรรมดา เราชาวอนุตตรธรรมก็เช่นกัน ""บำเพ็ญเพื่อให้  แต่มิใช่เพื่อแย่งชิง""
     หากเป็นเช่นนี้ มหาเอกภาพของโลกจึงจะเกิดขึ้นได้จากอาณาจักรธรรม
  ...อาตมาฮุ่ยเหนิง  ได้รับวิถีธรรมจากตงซัน เจริญธรรมด้วยความลำบากยากยิ่งทุกสิ่งอย่าง  (ผู้แย่งชิงบาตรกับจีวรไม่ลดละทุกขณะเวลา) ชีวิตดั่งแขวนอยู่บนเส้นด้าย
     บำเพ็ญธรรมควรอยู่ที่รู้แจ้งฉับพลัน มิใช่อยู่ที่หาวิธีหาหนทางไปเคี่ยวกรำ  การเคี่ยวกรำยังอาจเป็นเหตุบั่นทอนการเจริญอีกด้วยซ้ำไป หากไม่รู้เท่าทันต่อการเคี่ยวกรรมนั้น แต่หากมีเหตุจะต้องถูกเคี่ยวกรรมอย่างไร ก็ให้น้อมรับสภาพนั้น เป็นประสบการณ์ไว้เพื่อใช้ในการเจริญธรรม
     พระธรรมาจารย์กล่าวว่า ""วันนี้ได้ประชุมธรรมที่นี่พร้อมกันกับขุนนาง ข้าราชการ สงฆ์ ชี ผู้ถือศีล และสาะุชน ชะรอยจะเป็นเหตุปัจจัยแห่งบุญแต่ครั้งอดีตชาติอีกทั้งยังเคยได้ร่วมกันสักการะอุปัฏฐากเหล่าพุทธะ เคยร่วมปลูกเหตุกุศลมูลมาก่อน จึงเป็นเหตุให้ได้สดับพุทธธรรมวิถีฉับพลัน
     การจะร่วมปฏิบัติบำเพ็ญอยู่ในอาณาจักรธรรมเดียวกัน มิใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นบุญสัมพันธ์วิเศษยิ่งเหนือกว่าบุญสัมพันธ์อื่นใดในทางโลก  ฉะนั้น  จะไม่ดำรงคุณค่าไว้จะได้หรือ
     ศาสนาเป็นสิ่งซึ่งอดีตอริยเจ้าถ่ายทอดให้ มิใช่ปัญญาจากฮุ่ยเหนิงเอง  ท่านผู้ยินดีสดับคำสอนจากอริยะ จึงต่างชำระใจตน ได้ฟังแล้วต่างจะขจัดข้อสงสัยได้เอง ก็จะไม่ต่างจากอดีตอริยะ
     ซือจุน พระวิสุทธิอาจารย์ของเราโปรดไว้ ""บำเพ็ญธรรมไม่มีอื่นใด ล้วนอยู่ที่สงสัยต้องถาม"" บำเพ็ญเพื่อเข้าถึงแก่นธรรมให้กระจ่างแจ้ง  ผู้เก็บเอาความคลุมเครือลังเลสงสัยไว้โดยไม่ใฝ่รู้ มิใช่วิสัยของผู้บำเพ็ญจริง 


       พระธรรมาจารย์โปรดแก่สาธุชนต่อไปว่า ""ท่านผู้เจริญปัญญาแห่งโพธิญาณ ชาวโลกต่างมีอยู่เองเดิมที ด้วยเหตุที่ใจหลงไม่อาจสำนึกรู้ได้ จึงต้องอาศัยมหาบุรุษผู้เจริญธรรมชี้นำให้เห็นจิตญาณ
       ความหมาย...พิจารณา...
       ท่านผู้เจริญ หมายถึง ผู้สามารถชี้นำสาธุชนให้ละเลิกต่ออกุศลกรรม และเจริญกุศลกรรมได้  ผู้สามารถชี้นำสาธุชนให้รู้เห็นปัญญาแห่งโพธิญาณได้  ในอาณาจักรธรรมมากไปด้วยผู้ที่เป็นปากเสียงแทนฟ้าเบื้องบน ท่านเหล่านั้นก็เป็นท่านผู้เจริญในระดับหนึ่งเช่นกัน
     ...พึงรู้ว่าคนโง่คนฉลาด พุทธญาณมิแตกต่างกันแต่เดิมที ด้วยเหตุที่จิตหลงต่างกัน ดังนั้นจึงมีโง่มีฉลาด  หลงมาก -- โง่มาก  หลงนาน -- โง่นาน  หลงลึก - โง่ลึก
        บัดนี้จะกล่าวแก่ท่านทั้งหลายในข้อธรรม  ""มหาปัญญาปารมิตา""  เพื่อท่านทั้งหลายต่างเกิดปัญญา  ขอจงใฝ่ใจสดับฟังอาตมาจะกล่าวแก่ท่าน
        ความหมาย...พิจารณา...
        ""ใฝ่ใจ""มิให้ใจแวะเวียนฟุ้งซ่าน   ""ตั้งใจ"" ให้มีสมาธิคงที่ไว้ มิให้เลื่อยลอย
        ท่านผู้เจริญ...ชาวโลกต่างท่องบ่น ""ปัญญาปารมิตา""กันทั้งวันแต่ไม่รู้จักปัญญาญาณแห่งตน ท่องบ่นเสียเปล่า ดั่งกินข้าวซึ่งมิอิ่มได้ กล่าวอ้างเสียเปล่า หมื่นกัปมิอาจเห็นได้ในจิตญาณ ที่สุดคือไร้ประโยชน์  ข้อความท่อนหนึ่งกล่าวไว้ว่า.""..อ่านคัมถีร์เพื่อสยบอารมณ์...ไม่เข้าใจความหมายไม่เป็นไร...นานวันไปก็อาจเห็นจิตญาณตน...""  กับข้อความที่ว่า ...ท่องบ่นเสียเปล่า...มิอาจเห็นได้ในจิตญาณตน...""  ข้อความทั้งสองมิได้ขัดกันในการปฏิบัติและข้อสรุป พึงรู้ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า  พระอริยเจ้า ล้วนให้ธรรมะที่ตรงต่อจริต ตรงต่อสภาพความเป็นจริงของผู้รับ ดั่งให้โอสถที่มีสรรพคุณและขนาดรับประทานที่เหมาะแก่โรคของผู้นั้น
       นัยเดียวกันที่ตถาคตเจ้าได้แสดงธรรมกรณีเดียวกัน แต่ด้วยคำตอบต่างกัน ในวาระในบุคคลต่างกัน เช่นที่กล่าวไว้ข้างหน้าอันว่าด้วย ""การขาดจากกุศลมูลแห่งพุทธะหรือไม่ อย่างไร??? นั้น ท่านผู้ศึกษาจงโปรดพิจารณา
       พระธรรมาจารย์โปรดต่อไปว่า  ""ท่านผู้เจริญ "" มหาปัญญาปารมิตา""  เป็นภาษาสันสกฤต คำนี้หมายถึง""มหาปัญญาบรรลุฟากฝั่ง"" ...การนี้พึงดำเนินไปด้วยจิต มิอยู่ที่ปากสวดท่อง  ปากสวดท่องแต่จิตมิได้ดำเนินตาม จะเป็นเช่นภาพมายา อากาศธาตุ จะเป็นเช่นน้ำค้าง สายฟ้า หามีแก่นแท้ไม่  ปากท่องบ่นไป จิตใจดำเนินตาม ปากกับใจจะสอดคล้องกัน  จิตญาณตนคือพุทธะ พ้นจากจิตเดิมไป อื่นใดหามีพุทธะไม่  อย่างไรได้ชื่อว่า ""มหา""  มหาคือใหญ่  ปริมาตรใจกว้างใหญ่ ดุจดั่งอวกาศ ปราศจากขอบเขตปราศจากกรอบ เหลี่ยมกลมใหญ่เล็ก ปราศจากเขียวเหลืองแดงขาว ปราศจากบนล่างยาวสั้น ปราศจากโทสะ ปราศจากยินดี ปราศจากผิด  ปราศจากดี  ปราสจากชั่ว  ปราศจากเบื้องต้นและปราศจากเบื้องปลาย...
       ความหมาย...พิจารณา...
       ปริมาตรใจกว้างใหญ่  ชาวโลกมีคำชื่นชมกันว่า คนนี้ใจกว้างดั่งแม่น้ำ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้ได้ไม่อั้นทั้งหมดเท่าที่มี   พระเยซูคริสต์มีพระหฤทัยรักกว้างใหญ่ไพศาล  จนมีคำนิยามสรรเสริญว่า""พระผู้เป็นเจ้าทรงรักโลก""เป็นความรักยิ่งใหญ่ไม่อาจประมาณจำกัดโดยแท้ ปริมาตรใจในพระคัมภีร์จึงเป็นใจที่มิอาจประมาณความเวิ้งว้างของอวกาศมิอาจคำนวนวัดขอบเขต
      ซุนอู้คง (ซุนหงอคง) ในไซอิ๋ว ตีลังกาทีเดียวไปไกลถึงหนึ่งหมื่นแปดพันลี้ แต่ยังมิอาจพันไปจากใจกลางฝ่าพระหัตถ์ของพระเยซูไลพุทธเจ้าได้  ครั้งหนึ่งซุนอู้คง วิ่งไปจนถึงขอบฟ้า มองเห็นภูเขาห้านิ้ว อู่ซื่อซัน   หมายว่าจุดนี้ถึงที่สุดแล้วของโลกกว้าง จึงปัสสาวะรดไว้ตรงนั้นเพื่อเป็นหลักฐานที่ระลึก  อีกทั้งเขียนหนังสือประกาศความยิ่งใหญ่ที่ได้มาถึงที่สุดขอบฟ้าว่า "เรา"มหาอริยะเทียมฟ้า ฉีเทียนต้าเซิ่ง  ได้มาเที่ยวถึงที่นี่  กลับมาจากขอบฟ้า ซุนอู้คงกราบทูลพระยูไลพุทธเจ้าด้วยความกระหยิ่มใจว่า ""ข้าพเจ้ากลับจากขอบฟ้ามาแล้ว"" พระยูไลพุทธเจ้าแบพระหัตถ์ออก ซุนอู้คงเห็นข้อความตัวหนังสือลายมีอของตนที่เขียนไว้บนภูเขาห้านิ้ว ชัดเจนอยู่บนนิ้วพระหัตถ์ของพระยูไลพุทธเจ้า...
       ยูไล หมายถึง ตถตา พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเสด็จมาจากภาวะ "อันเป็นเช่นนั้นเอง" หมายถึงโพธิญาณอันปราศจากรูปลักษณ์ ความกว้างใหญ่แห่งโพธิญาณนั้นเพียงไร  ดุจมหาอวกาศ หมื่นโลกธาตุ
       ซุนอู้คง ยังมิอาจไปถึงความกว้างไกลปานนั้น มิเกินกว่าใจกลางฝ่าพระหัตถ์พระยูไลพุทะเจ้าได้เลย  นี่คือ !!! ยกตัวอย่างให้เห็นความแตกต่างระหว่างใจกว้างดั่งแม่น้ำของคน กับปริมาตรใจไร้ขอบเขตของโพธิญาณ
       พุทธเกษตรแห่งพุทธทั้งหลาย กว้างใหญ่ดุจอวกาศ พุทธเกษตรจึงมิได้กำจัดอยู่ ณ ทิศตะวันตก ตามที่เคยเข้าใจกันมาดินแดนแห่งพุทธะ ดุจเดียวกับมหาอวกาศ  ชาวโลกมีจิตญาณเดิมอันว่างเปล่าแต่เดิมทีจึงปราศจากธรรมอันใดอันได้รับไว้ สุญตาแห่งจิตญาณตนก้เป็นเช่นนี้ เมื่อจิตเข้าสู่ภาวะสุญตาแล้ว ยังจะมีธรรมะใดกำหนดหมายอยู่ในจิตนั้น
       ท่านผู้เจริญ จงอย่ายึดหมาย เมื่อได้ยินอาตมากล่าวว่า ""ว่าง"" ก็ไปยึดหมายในความว่างกัน  ข้อหนึ่ง อย่าได้ยึดหมายในความว่าง หากทำสมาธิโดยยึดหมายความว่าง จะเข้าสู่การยึดหมายในความว่างอันมิพึงยึดหมายไว้
       พระธรรมาจารย์ลิ่วจู่โปรดว่า ""ไม่ยึดหมายในความดี ความชั่ว แต่ชัดเจนรู้ได้ในความดีความชั่วนั้น


      ท่านผู้เจริญ  ความว่างของมหาจักรวาล โอบรับสรรพสิ่งทั้งวัตถุรูปลักษณ์ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ภูเขา แม่น้ำ ผืนแผ่นดิน สายน้ำลำธารคูคลองน้อยใหญ่ ต้นหญ้า ต้นไม้ ไพรพฤกษ์ คนชั่วคนดี อกุศลธรรมกุศลธรรม สวรรค์นรก มหาสมุทรทั้งหมด เขาพระสุเมรุ ล้วนอยู่ท่ามกลางของอวกาศนั้น จิตญาณว่างของชาวโลกก็เป็นเช่นนั้น
      ความหมาย...พิจารณา...
      โลก ในพระคัมภีร์ หมายถึง ชาติภพ กาลเวลา เช่น สามโลกคือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต   จิตญาณว่างของชาวโลก หมายถึงว่างจากสามโลก ว่างจากสรรพสิ่ง  "" จิตญาณว่างอยู่ท่ามกลางความมีอยู่ของสรรพสิ่ง"""
                                    ""  สรรพสิ่งมีอยู่ท่ามกลางความว่างของจิตญาณ""
                                    ""  สรรพสิ่งมีอยู่ท่ามกลางความว่างของมหาจักรวาล""
      พระเยซูเจ้ากล่าวว่า "เราคือสัจธรรม คือชีวิต คือหนทาง"" ภาษาที่นิยามต่างกัน แต่ความหมายอย่างเดียวกัน  อริยปราชญ์เหลาจื่อ จารึกไว้ในคัมภีร์วิสุทธิสูตร ชิงจิ้งจิง  ว่า "คน บริสุทธิ์ สงบ เที่ยงแท้ไซร์ ฟ้าดินสรรพสิ่งล้วนเป็นของตนคือสภาวะใหญ่ท่ามกลางมิใช่สังขาร  ฟ้าดินสรรพสิ่งล้วนเป็นของตน ซึ่งแท้จริงตนก็คือส่วนหนึ่งของฟ้าดิน สรรพสิ่งเมื่อไม่มีตนเฉพาะตน ไม่ยึดหมายเฉพาะส่วน ทุกขณะจะเป็นอิสระ เสมือนยืนอยู่บนที่สูงอันเวิ้งว้าง  พุทธญาณตนสงบบริสุทธิ์แต่เดิมที เมื่อใดที่กลับคืนไปสู่พุทธญาณแต่เดิมทีนั้น ได้มหาจักวารก็คือฉัน ฉันก็คือมหาจักรวาล ล่วงพ้นจากการถูกควบคุมกำหนดจากการเวลาที่เรียกว่า"ภาวะอมตะนิรันดร์กาล
     ท่านผู้เจริญ จิตญาณที่เรียกว่าใหญ่ คือครอบคลุมหมื่นธรรมอยู่ภายใน ฉะนั้นหากพบเห็นคนทั้งปวงในความชั่วในความดี ล้วนโดยมิได้ยึดหมาย มิได้สลัดละทิ้งด้วยเหตุแห่งดีชั่วนั้น มิถูดแปดเปื้อนด้วยความดีชั่วนั้น จิตใจก็จะว่างดุจอวกาศว่าง จึงเรียกได้ว่าใหญ่ (สันสกฤตเรียกว่า มหา)
     ท่านผู้เจริญ คนหลงพูดแต่ปาก ผู้มีปัญญาดำเนินจริงด้วยใจ ยังมีคนหลงที่ใจว่างนั่งนิ่ง ไม่เกิดความคิดใด ๆ ยกตนว่ายิ่งใหญ่ คนประเภทนี้ จะมิอาจอรรถาธรรมด้วยได้ เนื่องจากมีความเห็นผิด  ตถาคตเจ้าเข้าถึงภาวะอันหาขอบเขตมิได้ รายรอบธรรมธาตุมิอาจประมาณ หากเข้าถึงจะรู้แจ้งเห็นจริงทุกสิ่งอย่าง หากใช้ประโยชน์จะรู้การทั้งปวง ไปมาอิสระ ปราศจากขัดข้องด้วยกายใจ นั่นคือปัญญา  มีผู้กราบเรียนถามมหาเถระเจ้า "เจ้าโจวเหอซั่ง ถามว่า อย่างไรเรียกว่า หมื่นธรรมขันธ์รวมอยู่ในหนึ่งเดียว"พระมหาเถระเจ้าตอบว่า "อาตมากลับมาจากเมืองชิงโจว ซื้อสังฆพัสตรา (เครื่องนุ่งห่มของสงฆ์) มาผืนหนึ่ง หนักเจ็ดชั่ง" คำตอบของมหาเถระช่างแยบยลแท้ "หมื่นพันธรรมขันธ์รวมอยู่ในจิตญาณหนึ่งเดียว" อุปมา หนึ่ง สังฆพัสตรา แต่เนื้อผ้าประกอบด้วยเส้นด้ายทอตรง - ขวางผ่านการตัดเย็บประกอบกันเป็นส่วนต่าง ๆ รวมอยู่เป็นหนึ่งเดียวในสังฆพัสตราผืนนั้น
     ท่านผู้เจริญ ปริมาตรใจกว้างใหญ่ รายรอบธรรมธาตุเมื่อนำออกใช้ จะกระจ่างแจ้งจริง เสร็จสิ้นทุกสิ่งได้ไม่คลุมเครือ เมื่อนำออกมาใช้ สนองรับ สนองตอบ ก็จะรู้ได้ในทุกสิ่ง ทุกสิ่งคือหนึ่ง หนึ่งคือทุกสิ่ง เป็นไป เป็นมาอิสระ กายใจมิได้สดุดอุปสรรค นั่นคือปัญญา   ท่านผู้เจริญ  ปัญญาทั้งปวงล้วนเกิดแต่จิตญาณตน มิใช่ได้มาจากภายนอก โปรดอย่าได้เข้าใจผิด ได้ชื่อว่าการสำแดงคุณของจิตญาณตน  หนึ่งจริงทุกอย่างจริง ปริมาตรใจเป็นเรื่องใหญ่ ไม่เดินทางเล็ก พร่ำพูดแต่จิตว่าง แต่ใจมิได้ดำเนินจริงตามนี้ อุปมาดั่งสามัญชนตั้งตนเป็นพระราชา ถึงอย่างไรก็มิอาจเป็นจริงได้  หากปฏิบัติเช่นนี้ไซร์ มิใช่แห่งศิษย์อาตมา
     ความหมาย...พิจารณา...
     หนึ่งจริง คือเข้าถึงจิตญาณ อันเป็นหนึ่งของตนได้จริง เมื่อนั้น ก็จะรู้ในความเป็นสัจธรรมจริงของทุกสิ่งอย่าง มิฉะนั้นจะยังยึดหมายไปทั่ว โดยอาจไม่รู้ตัว "ปริมาตรใจ" ใจพระพุทธะมิอาจประมาณเป็นเรื่องใหญ่ จะเข้าถึงภาวะไร้ขอบเขตเช่นนั้นได้ จะต้องไม่เดินทางเล็ก คือทางเฉพาะตัว เหมือนอยู่ในห้องทิบแคบเล็ก หลับตาภาวนาเพื่อตน  มิอาจช่วยใครได้ ยังจะหลงตนว่าเป็นใหญ่


       ท่านผู้เจริญ  อย่างไรได้ชื่อว่ามีปัญญา อันปัญญานั้นจีนเรียกว่า ""จื้อฮุ่ย"" ในทุกสภาวะสถาน ทุกขณะจิต ใช้ความคิดแจ้งแห่งจิตอันมิโง่หลง สำแดงปัญญาเป็นปกติวิสัย ก็คือปัญญาปฏิบัติ  หนึ่งความคิดโง่หลงไป คือปัญญาขาด หนึ่งความคิดรู้แจ้งคือปัญญาเกิด  ชาวโลกโง่หลงมิเห็นปัญญา ปากพูดปัญญา ในใจโง่หลงเสมอ มักพูดเองว่า ฉันบำเพ็ญเพียรปัญญา พร่ำบ่นแต่ความว่าง  มิรู้จักความว่างแท้  ปัญญาไร้รูปลักษณ์  จิตรู้แจ้งนั่นแหละใช่ หากเข้าใจได้ดั่งนี้ จึงชื่อว่าปัญญารู้แจ้ง
      อย่างไรได้ชื่อว่า "ปารมิตา" นี่คือภาษาตะวันตก (ชมพูทวีป) จีนเรียกว่าถึงฟากฝั่ง แปลความว่าพ้นจากเกิดตาย ยึดหมายอารมณ์อินทรีย์มีเกิด - ดับ ดั่งพื้นน้ำมีระลอกคลื่น เรียกว่าฝั่งนี้ (ฝั่ง หมายถึง ความเป็นอนิจจัง) พ้นจากยึดหมายในอารมณ์อินทรีย์ไม่มีเกิดดับดั่งสายน้ำไหลราบเรียบ ได้ชื่อว่า ฟากฝั่งอันเกษม ดังนั้ยจึงเรียกว่า ""ปารมิตา""
      ความหมาย...พิจารณา...
       ปารมิตา บางท่านแปลว่า ออกหากจากอารมณ์อินทรีย์  มิให้อินทรีย์หกรบกวนได้  จิตใจเยือกเย็นราบเรียบ เรียกว่าถึงซึ่งปารมิตา   ท่านผู้เจริญ  คนหลงท่องแต่ปาก ขณะท่อง ฟุ้งซ่าน ถูกผิดคิดไป แต่หากปากท่องใจเป็นไปตาม ได้ชื่อว่าจิตแท้ตนจริง ผู้รู้แจ้งในธรรมนี้คือ รู้ปัญญาธรรม ผู้บำเพ็ญดังนี้คือ ผู้บำเพ็ญปัญญา ไม่บำเพ็ญคือ ปุถุชน หนึ่งจิตคิดบำเพ็ญ จะเสมอด้วยพุทธะ
      ท่านผู้เจริญ ปุถุชนคือ พุทธะ  กิเลสคือโพธิ ความคิดในเบื้องต้น หลงคือปุถุชน  ภายหลังคิดได้คือพุทธะ ความคิดเบื้องต้นยึดหมายในอินทรีย์ คือกิเลส  ภายหลังความคิดพ้นจากยึดหมายในอารมณ์อินทรีย์ คือโพธิ
       ความหมาย...พิจารณา...
       ปุถุชนกับพุทธะ แท้จริงเป็นเช่นกัน เหตุด้วยล้วนมีพุทธะภาวะแต่เดิมที  พระอริยเจ้าผู้รู้แจ้งจริงจึงโปรดไว้ว่า ปุถุชนผู้รู้แจ้งคือพุทธะ  พุทธะที่หลงคือปุถุชน   ปุถุชนคนหลงทั่วไปในโลก ล้วนเป็นพุทธะมาก่อนในเบื้องต้น  ความหลงในบัดนี้เป็นเพียงภาพสมมุติ ที่ปรากฏชั่วขณะ (ขณะสั้น ขณะยาว) ตามเหตุปัจจัย ในคัมภีรวัชรญาณฯสูตร  จารึกสัจธรรมว่า ""ปุถุชนนั้น...หาใช่ปุถุชนไม่เพียงได้ชื่อว่าปุถุชน"" กิเลสคือโพธิ กิเลสกับโพธิเป็นจิตใจในกายเดียวกัน อุปมาด้วยรูปกายภายนอกว่าคนจมโคลน โคลนตรมจับเกาะบดบังเนื้อแท้ ภายหลังชำระล้างหมดจด ก็กลับเห็นเป็นเนื้อแท้คนเดิม
       ท่านผู้เจริญ  มหาปัญญาปารมิตา สูงส่งสูงสุด เป็นที่หนึ่ง ไม่มาไม่ไป อันเป็นอยู่อย่างนั้นเอง  พระพุทธะทั้งหลายในภายหน้าปัจจุบัน อดีตกาล ล้วนบังเกิดจากมหาปัญญาปารมิตานี้ พึงใช้มหาปัญญาทลายขันธ์ห้า ทะลายกิเลสตัณหาเสียให้สิ้น บำเพ็ญเช่นนี้ย่อมบรรลุพุทธะ เปลี่ยนอกุศลมูลเป็นกุศลมูล โลภ โกรธ หลง ให้เป็นศีล สมาธิ ปัญญา
      ความหมาย...พิจารณา...
      พุทธพจน์ว่า เหล่าพุทธะเอาธรรมะเป็นครูอาจารย์ ธรรมะคือปัญญาปารมิตา ใช้มหาปัญญาทะลายขันธ์ห้า ทะลายกิเลสตัณหาดังเช่นที่พระคัมภีร์ ""ปัญญาปารมิตาหฤทัยสูตร""จารึกว่า พาจิตเข้าสู่ความปราณีตแห่งปัญญาปารมิตา ณ บัดนั้น ส่องเห็นขันธ์ห้าล้วนว่างเปล่า ล่วงพ้นทุกข์ภัยทั้งปวง  ขันธ์ห้า กิเลส ตัณหา โลภ โกรธ หลง ล้วนเป็นอกุศลมูล  เหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวงเหมือนความมืดที่ครอบครองห้องกระจกใส ทันใดที่ปัญญาเกิด เหมือนเปิดสวิทช์ไฟ ความืดพลันหายไป  แสงไฟสว่างยังอาจสาดส่องกระจาย ให้ความสว่างแก่อาณาบริเวณรอบข้างภายนอกได้
      ท่านผู้เจริญ  วิถีธรรมแห่งอาตมานี้ จากหนึ่งปัญญาไปสู่แปดหมื่นสี่พันปัญญา  ด้วยเหตุใดหรือ ก็ด้วยคนมีแปดหมื่นสี่พันตัณหา ดิ้นรนทะยานอยาก ปรารถนาแส่หาต่าง ๆ หากปราศจากตัณหา ปัญญาจะปรากฏเสมอ ไม่พ้นจากจิตญาณตน
       ความหมาย...พิจารณา...
       จากหนึ่งปัญญา จุดเริ่นต้นที่ รู้ผิดรู้หยุด จากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง จะรู้ผิดรู้หยุดได้ต่อ ๆ ไป  ผู้บำเพ็ญจะใช้วิธีจดบันทึก จะพิจารณาสิ่งที่รู้ผิดรู้หยุดนั้น  ไม่นานจะเข้าถึงสัจธรรม ที่ท่านลิ่วจู่สอนไว้นี้ จะโสมนัสต่อปัญญาที่เกิดเนื่องมามิขาดสายในตน 

 

SMFJUSTHOST โฮสต์ดีดี ที่นี่เราบริการด้วยใจ
Powered by lotus96